<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113179</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2021 16:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2021 16:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์เชือดโชว์!ขาย&#039;ฟ้าทะลายโจร-ชุดตรวจโควิด&#039;กำไรเกินควร แจ้งความแล้ว 11 ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;13 ส.ค.64 -นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้มีการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่จำหน่ายยาฟ้าทะลายโจร และชุดตรวจโควิด-19 ด้วยตนเอง (Antigen Test Kid) หรือ ATK ที่นำสินค้าไปขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ คือ ลาซาด้า และช้อปปี้แล้วรวม 11 ราย ในข้อหาค้ากำไรเกินควร ซึ่งเป็นความผิดมาตรา 29 ของพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในส่วนของยาฟ้าทะลายโจร ได้ดำเนินคดีรวม 10 ราย ได้แก่ 1.ยี่ห้ออภัยภูเบศร 8 ราย ซึ่งไม่ได้แปลว่าอภัยภูเบศรผิด แต่คนที่นำไปขายผิด โดยนำยี่ห้ออภัยภูเบศร ขนาดขวดบรรจุ 60 แคปซูล ซึ่งราคาแนะนำที่ผู้ผลิตแจ้งกับกรมการค้าภายในอยู่ที่ 80 บาท แต่ปรากฏว่านำไปขายในลาซาด้าขวดละ 349-450 บาท เท่ากับแพงกว่าราคาที่แจ้งไว้ คิดเป็น 336-463% เข้าข่ายค้ากำไรเกินควร 2.ตราใบห่อ 1 ราย สินค้ามีขนาดบรรจุขวดละ 70 เม็ด ราคาแนะนำขาย 25 บาท แต่เอาไปขาย 119 บาท สูงกว่าราคาที่แจ้งไว้ 376% และ 3.ยี่ห้อไฟโตแคร์ ขนาดบรรจุ 100 เม็ด ราคาแนะนำที่กำหนดไว้ 180 บาท เอาไปขาย 490 บาท เท่ากับสูงกว่าราคาที่ควรจะเป็น 172%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เจ้าหน้าที่กรมการค้าภายใน ได้ร่วมกับตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำความผิดทั้ง 10 รายแล้ว เป็นการขายผ่านลาซาด้า 8 ราย และช้อปปี้ 2 ราย ในข้อหาค้ากำไรเกินควร มีโทษสูงสุด จำคุก 7 ปี ปรับ 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และยังได้ดำเนินคดีกับผู้มีอำนาจตามกฎหมายของแพลตฟอร์ม ทั้งลาซาดา และช้อปปี้ด้วย&amp;rdquo;นายจุรินทร์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ ATK ที่กระทรวงสาธารณสุขได้อนุญาตให้จำหน่ายได้ในร้านขายยาที่มีเภสัชกรควบคุม ปรากฏว่ามีการนำไปจำหน่ายในร้านขายยาแห่งหนึ่ง และพบว่าเข้าข่ายค้ากำไรเกินควร โดยราคาแนะนำอยู่ที่ 350 บาท ผู้ผลิตแจ้งกรมการค้าภายในว่าจะจำหน่ายไม่เกินนี้ แต่ปรากฏว่าขายในราคา 450 บาท สูงกว่าที่ควรจะเป็น 29% เข้าข่ายค้ากำไรเกินควร ผิดมาตรา 29 เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นร้านขายยา 1 ราย อยู่แถวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และได้มีการแจ้งความดำเนินคดีไปแล้ว เมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่ามา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ที่ประชุม กกร. ได้มีมติให้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 1 ชุด ประกอบด้วยปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข อธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นรองประธาน และมีกรรมการประกอบด้วย เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) อธิบดีกรมศุลกากร อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) และผู้บังคับการตำรวจ ปคบ เป็นกรรมการ รวม 11 ท่าน มีอำนาจหน้าที่ติดตาม วิเคราะห์ สถานการณ์ของ ATK และกำหนดแนวทางมาตรการกำกับดูแลการจำหน่าย ATK ให้เป็นธรรมอีกชั้นหนึ่ง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้ กรมการค้าภายใน ได้แจ้งให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ATK แจ้งต้นทุนการผลิต การนำเข้า และราคาที่จะตั้งขายมาให้พิจารณาแล้ว โดยล่าสุดมีแจ้งเข้ามา 10 ยี่ห้อ จากที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทั้งหมด 34 ยี่ห้อ โดยผู้ผลิต ผู้นำเข้าได้แจ้งราคาที่จะขายเฉลี่ยที่ชุดละ 250-350 บาท ส่วนยี่ห้อที่เหลือ คณะอนุกรรมการฯ จะพิจารณาราคาขายที่เหมาะสมของแต่ละยี่ห้อต่อไป และจะประกาศราคาแนะนำขายของแต่ละยี่ห้อที่เว็บไซต์กรมการค้าภายใน www.dit.go.th ส่วนราคายาฟ้าทะลายโจร ได้นำเผยแพร่บนเว็บไซต์แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113179</URL_LINK>
                <HASHTAG>Antigen Test Kit (ATK), จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์, นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร, ฟ้าทะลายโจร, รพ.อภัยภูเบศร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210813/image_big_611634b860f92.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100782</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/04/2021 15:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2021 15:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot; ฟ้าทะลายโจร &quot; ไม่จบ อภัยภูเบศร์ ยันมีความปลอดภัยสูง เสริมภูมิคุ้มกัน ถ้ากินไม่เกินขนาด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;26 เม.ย.64- โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ซึ่งเป็นหน่วยบริการเจ้าแรกที่ออกมาให้ความรู้ประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;ฟ้าทะลายโจร&amp;rdquo; ได้ให้ความรู้ผ่านทางเพจโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง และได้รับความสนใจเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่การแพร่ระบาดในระลอกแรก ขณะเดียวกัน ก็ยังมีความสับสนเรื่องขนาดการใช้ ข้อจำกัดในการใช้ และข้อควรระวัง ซึ่งทางเพจโรงพยาบาลได้ทำแนวทางการใช้ฟ้าทะลายโจร กับ โควิด 19 อย่างไรให้ปลอดภัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางโรงพยาบาลชี้แจงทำความเข้าใจว่า ฟ้าทะลายโจรเป็นสมุนไพรที่มีความปลอดภัยสูง หากใช้อย่างปลอดภัย โดยปัจจุบันมีข้อค้นพบเบื้องต้นจากกระทรวงสาธารณสุขว่า การใช้ยาฟ้าทะลายโจรร่วมกับการรักษามาตรฐานในผู้ป่วยที่มีอาการน้อย มีแนวโน้มช่วยลดความรุนแรงของอาการของอาการได้ รวมทั้งการวิจัยสารสกัดฟ้าทะลายโจรของทางโรงพยาบาลที่พบว่าช่วยลดการแบ่งตัวของไวรัสโคโรนา 2019 ในเซลล์ปอดได้ ซึ่งเป็นหลักฐานที่ช่วยสนับสนุนการใช้ดังนั้นจึงแนะนำว่า ควรใช้เมื่อป่วย ไม่ว่าจะป่วยเป็นไข้หวัดธรรมดา &amp;nbsp;หรือเป็นโควิด-19 ที่อยู่ระหว่างรอเข้ารับการรักษาหรือระหว่างการกักตัวหากมีอาการไข้ หวัด เจ็บคอ ครั่นเนื้อ ครั่นตัว และไอ สามารถใช้ 2-4 แคปซูล วันละ 4 ครั้ง ต่อเนื่อง 5-7 วัน หากอาการดีขึ้นสามารถหยุดยาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อโควิด 19 แม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีงานวิจัยที่ชัดเจนถึงการป้องกันการติดเชื้อได้ แต่ประชาชนสามารถใช้ฟ้าทะลายโจรเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันร่วมกับมาตรการอื่น ๆ ตามหลักฐานทางวิชาการที่มีในปัจจุบัน สามารถใช้ 1 แคปซูลต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 3 เดือน ทั้งนี้ ฟ้าทะลายโจรเป็นยาแก้ไข้ ช่วยลดความร้อนในร่างกาย ผู้ที่ใช้เพื่อการเสริมภูมิคุ้มกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การใช้ยาฟ้าทะลายโจรแม้มีความปลอดภัยสูง แต่ก็ควรควรระมัดระวังในการใช้ยาเกินขนาด และในรายของสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือมีประวัติแพ้ฟ้าทะลายโจร ห้ามใช้ฟ้าทะลายโจร ส่วนผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังอื่น การใช้ต่อเนื่องควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สุดท้ายทางโรงพยาบาลขอความร่วมมืออย่ากักตุนยาฟ้าทะลายโจร เพราะหากใช้เพื่อการรักษาใช้เพียง 60 เม็ด/คน เท่านั้น หรือหากจะใช้เสริมภูมิคุ้มกันก็ใช้เพียง 60 เม็ด/คน โดยรวมก็คือไม่เกิน 2 กระปุก/คน เพื่อเผื่อแผ่ฟ้าทะลายโจรให้กับคนไทยคนอื่นด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100782</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ฟ้าทะลายโจร, รพ.อภัยภูเบศร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210426/image_big_608677887b505.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96230</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/03/2021 14:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/03/2021 14:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;อภัยภูเบศร&quot; เปิดจ่ายตำรับยาศุขไสยาสน์ ผสมกัญชาสืบทอดตั้งแต่สมัยพระนารายณ์ ช่วยนอนหลับดี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16มี.ค.64- &amp;quot;อภัยภูเบศร&amp;quot; เปิดตำรับยาศุขไสยาสน์ สมัยพระนารายณ์ ช่วยนอนหลับดี&amp;nbsp;ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ลงนามปลดส่วนของใบ ราก กิ่งก้านและลำต้นของกัญชาออกจากรายการยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 เมื่อเดือนธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา ทำให้ตำรับยากัญชาแผนไทย 5 ตำรับ ที่มีส่วนประกอบของใบและกิ่งก้านกัญชาจากบัญชีตำรับยาเสพติดให้โทษ ได้แก่ ยาศุขไสยาศน์ ยาแก้นอนไม่หลับ/ยาแก้ไข้ผอมเหลือง ยาแก้ลมแก้เส้น ยาทาริดสีดวงทวารหนักและโรคผิวหนัง และยาแก้โรคจิตหลุดออกจากรายการยาเสพติดให้โทษด้วย ซึ่งตำรับยาศุขไสยาศน์ที่มีสรรพคุณช่วยให้นอนหลับ เจริญอาหาร และมีปริมาณการใช้สูง เนื่องจากอาการนอนไม่หลับเป็นปัญหาสุขภาพอันดับต้นๆ ของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร ประธานยุทธศาสตร์ด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับยานี้ว่า จากข้อมูลของกรมสุขภาพจิตที่ออกมาเปิดเผยสถิติพบคนไทยเผชิญภาวะ นอนไม่หลับ มากถึง 40% ของประชากรทั้งหมดในปี 2563 ซึ่งการนอนส่งผลต่อคุณภาพชีวิต สอดคล้องกับการวิจัยในต่างประเทศที่ว่า การนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพ นอกจากจะรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวันแล้ว อาจมีผลทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตเร็วขึ้น &amp;nbsp;ปัจจุบันประเทศไทยมีแนวโน้มการใช้ยานอนหลับเพิ่มสูงขึ้น โดยนอกจากจะทำให้ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวแล้ว ประเทศไทยยังต้องนำเข้าวัตถุดิบตั้งต้นหรือยานี้จากต่างประเทศมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภญ.ดร.สุภาภรณ์ กล่าวว่า ทางโรงพยาบาลได้รับมอบหมายให้ผลิตยากัญชาตำรับศุขไสยาศน์จากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และนำมาใช้ในผู้ป่วย โดยเราได้เริ่มเก็บข้อมูลในช่วง 6 เดือนแรก ในผู้ป่วย 25 ราย ที่มีประวัติคุณภาพการนอนหลับที่ไม่ดี และมีการใช้ยาแผนปัจจุบันมาก่อรแล้วไม่ได้ผล พบว่า หลังจากใช้ไปคุณภาพการนอนหลับการนอนหลับของผู้ป่วยดีขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกของการรักษา รวมทั้งสามารถลดการใช้ยานอนหลับได้ 52% และสามารถหยุดใช้ยานอนหลับ 32% ตั้งแต่ 1 เดือนแรกของการรักษา ทำให้เราเห็นแนวโน้มประสิทธิผลของยานี้ และอยากส่งเสริมให้แพทย์แผนไทยใช้ได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น &amp;nbsp;เพราะตลาดยาและผลิตภัณฑ์เกี่ยกับการนอนไม่ได้เป็นที่ต้องกานเฉพาะของคนไทยเท่านั้น แต่ทั่วโลกก็ยังต้องการผลิตภัณฑ์นี้ หากแพทย์แผนไทยในกระทรวงสาธารณสุชขช่วยกันใช้และติดตามประเมินผลการใช้อย่างเป็นระบบ เราจะมีข้อมูลที่ส่งต่อให้ภาคเอกชนไปผลิต ซึ่งนั่นหมายถึงจะทำให้เกษตรกรมีเป้าหมายการปลูกกัญชาที่ชัดเจนตามไปด้วย ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการผลักดันให้กัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ยานี้เป็นตำรับโบราณตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เราได้เชิญแพทย์แผนไทยมาช่วยกันกำหนดแนวทางการใช้ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ป่วย ซึ่งแพทย์แผนไทยเห็นตรงกันว่า ยาศุขไสยาสน์ มีตัวยาร้อนแก้ลมกองหยาบเป็นหลัก แทรกยาบำรุงหัวใจ ยาเจริญไฟธาตุ มีใบกัญชาเป็นตัวยาเด่น น่าจะดีดีกับคนที่ไฟธาตุย่อยอาหารไม่ดี อ่อนเพลีย ระเหี่ยใจ ทำให้นอนหลับไม่ดี &amp;nbsp;หรือกล่าวโดยภาพรวมว่า ยานี้ทำให้ลมหรือพลังงานพัดในกายอย่างทั่วถึง จึงส่งผลให้กินข้าวได้และนอนหลับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แต่อย่างไรก็ตามด้วยข้อจำกัดที่ว่ายานี้มีรสร้อน ก็ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง โดยแพทย์แผนไทยจะมีการใช้ยาตำรับอื่นเพื่อกำกับหรือควบคุมความร้อนไม่ให้กำเริบ ซึ่งนับว่าเป็นศิลปะการรักษาอีกอย่างหนึ่งของแพทย์แผนไทย &amp;nbsp;ซึ่งปัจจุบันทางโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้ผลิตยาและสนับสนุนให้โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขได้ใช้ ผู้ป่วยที่สนใจสามารถไปรับการรักษาได้โดยไม่เสียค้าใช้จ่าย หรืออาจเดินทางมาที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรก็ได้ เราให้บริการทุกวัน ไม่มีวันหยุดราชการ&amp;rdquo; ภญ.ดร.สุภาภรณ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สนใจต้องการรับข้อมูลการรักษาด้วยกัญชาด้วยการแพทย์แผนไทย ติดต่อได้ที่ คลินิกกัญชาทางการแพทย์ไทยรพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (เปิดบริการ ทุกวัน 8.30-15.00น.) ติดต่อเบอร์ 037-211088 ต่อ 3166, 085-3912255, 037-211289 (ในวันและเวลาราชการ) หรือปรึกษาคลินิกแผนไทยออนไลน. https://lin.ee/47PRVjiFz&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96230</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระนารายณ์มหาราช, ภก.สุภาภรณ์ ปิติพร, ยานอนหลับ, ยาศุขไสยาศน์, รพ.อภัยภูเบศร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210316/image_big_60505e1a0d53a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94993</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/03/2021 14:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/03/2021 14:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ครั้งแรกของไทย อภัยภูเบศรเปิดครัว “มาชิมกัญ -สปากัญชาไทย&quot;  1 เมษายน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4มี.ค.64-พญ. หญิงโศรยา ธรรมรักษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า หลังจากที่อภัยภูเบศรได้ปิดครัว &amp;ldquo;มาชิมกัญ&amp;rdquo; ไปเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ปรากฎว่ามีประชาชนสอบถามเข้ามามากมายและเรียกร้องให้เปิดบริการอีกครั้ง ซึ่งทางเราก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่เนื่องจากเราต้องใช้บุคลากรไปทำภารกิจวิจัยและพัฒนาสมุนไพร และวางแผนพัฒนาเป็นหลักสูตรเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ พัฒนาอาหารและเครื่องดื่มกัญชา เพื่อใช้ประโยชน์ทั้งด้านรสชาติอาหารให้อร่อยขึ้น ช่วยให้เจริญอาหารหรือช่วยให้การนอนหลับได้ดี โดยทางอภัยภูเบซร์ จะเปิดร้านให้บริการอีกครั้งในวันที่ 1 เมษายน 2564 โดยจะเพิ่มเมนูที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้เราจะเปิดสปากัญชาไทย เป็นครั้งแรกของประเทศไทยอีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;อภัยภูเบศรจะมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมให้ชัดเจนถึงประโยชน์และข้อจำกัด เพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนให้ธุรกิจบริการจากกัญชาเติบโตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้จะเปิดฝึกอบรมและให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการด้วย&amp;rdquo; พญ.โศรยา กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการเปิดแฟรนไชส์ ทั้งในส่วนของ &amp;ldquo;ครัวมาชิมกัญ&amp;rdquo; รวมถึงสปากัญชาไทยนั้น ผอ.อภัยภูเบศร ยืนยันว่า ยังไม่มีการเปิดในช่วงนี้ และขอให้ติดตามความคืบหน้าได้ที่เพจ &amp;ldquo;สมุนไพรอภัยภูเบศร&amp;rdquo; เพราะจะมีการอัปเดทข้อมูลอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับงานกัญชากัญชง 360 องศา เพื่อประชาชน ระหว่างวันที่ 5-7 มีนาคม 2564 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ซึ่งอภัยภูเบศรไปร่วมจัดกิจกรรมด้วยนั้น ทางรพ.อภัยภูเบศรได้จัดทำหนังสืออาหารกับสปา เป็น e-book พร้อมกิจกรรมสาธิตในงานดังกล่าวด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94993</URL_LINK>
                <HASHTAG>#เมนูกัญชา, รพ.อภัยภูเบศร์, สปากัญชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210304/image_big_604086cd261ca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79873</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2020 17:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2020 17:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;อย.-อภัยภูเบศร์&quot;จับมือทำฐานข้อมูล&quot;ยากัญชา &quot;  ดันเข้าสู่บัญชียาหลักในปี64  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8ต.ค.63-เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ร่วมกับโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรพัฒนาระบบฐานข้อมูลรองรับการบันทึกข้อมูลการใช้ยากัญชาสำหรับบุคลากรทางการแพทย์อย่างเป็นระบบและเป็นมิตรกับผู้ใช้ (user friendly) มากยิ่งขึ้น เพื่อให้ได้ข้อมูลที่จำเป็น เพียงพอ สำหรับการเสนอบรรจุตำรับยากัญชาในบัญชียาหลักแห่งชาติให้ได้ภายในปี 2564 โดยตั้งเป้าภายใน 3 เดือนนี้ จะเริ่มทดลองใช้ระบบนี้เพื่อเก็บข้อมูลในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่ใช้ตำรับยากัญชาแผนไทยและยาสารสกัดกัญชาในการรักษาผู้ป่วย โดยจะมีการติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานทุกเดือน ซึ่งหากสามารถผลักดันให้ตำรับยากัญชาขึ้นบัญชียาหลักแห่งชาติได้ จะทำให้ทราบปริมาณความต้องการใช้ยากัญชาที่ชัดเจน เกษตรกรก็จะสามารถวางแผนการปลูกกัญชาให้สามารถป้อนวัตถุดิบกัญชาได้เพียงพอต่อความต้องการ และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน
เภสัชกรหญิง ดร. สุภาภรณ์ ปิติพร ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวต่อไปว่า นอกจากความร่วมมือในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลแล้ว อย. &amp;ndash; และโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภับภูเบศรยังมีแผนร่วมพัฒนาแชทบอท (chatbot) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการกัญชาทางการแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุข โดยเริ่มจากการให้ข้อมูลด้านบริการสำหรับผู้ป่วยเพื่อให้สามารถเข้าถึงการบริการและข้อมูลการใช้ยากัญชาที่ถูกต้อง และจะขยายการให้บริการครอบคลุมกลุ่มเกษตรกร ผู้ประกอบการ และนักวิชาการ ต่อไป
รองเลขาธิการฯ กล่าวในตอนท้ายว่า ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง อย. และโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการผู้ป่วยด้วยกัญชาทางการแพทย์ให้ผู้ป่วยเข้าถึงยากัญชาที่ปลอดภัย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ได้มาตรฐาน อย่างทั่วถึง ส่งเสริมให้กัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีคุณค่าทางการแพทย์ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและประเทศไทย ตามนโยบายกระทรวงสาธารณสุข &amp;ldquo;ประชาชนแข็งแรง เศรษฐกิจแข็งแรง ประเทศไทยแข็งแรง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79873</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ยากัญชา, #อย., บัญชียาหลักแห่งชาติ, รพ.อภัยภูเบศร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201008/image_big_5f7eeddfeb3c6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76398</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2020 16:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2020 16:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อภัยภูเบศร เปิดตัว&quot;อภัยบี&quot; สมุนไพรช่วยนอนหลับยาก เสริมความจำ ยับยั้งสารเสี่ยงอัลไซเมอร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3ก.ย.63-ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-6 กันยายน ณ อิมแพคเมืองทองธานี โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้เปิดสูตรตำรับสุดยอดสมุนไพรช่วยให้นอนหลับ &amp;ldquo;อภัยภ-บี กลีบบัวแดง&amp;rdquo; ผลงานวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์พบว่า ส่วนประกอบทั้งสามของตำรับกลีบบัวแดง คือ กลีบบัวแดง(บัวหลวง) บัวบก และพริกไทยดำ ต่างมีฤทธิ์สนับสนุนการใช้ตามองค์ความรู้พื้นบ้าน กล่าวคือ บัวหลวงทำให้นอนหลับ บัวบกมีส่วนช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ การพัฒนาการทางความคิด พิเพอรีนในเมล็ดพริกไทย มีฤทธิ์ในการช่วยปรับปรุงความผิดปกติของความจำ และการเสื่อมของเซลล์ประสาทในสมองส่วนฮิปโปแคมปัสได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากผลการศึกษาพบว่า ตำรับกลีบบัวแดงมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ปกป้องสมอง ช่วยฟื้นฟูความจำ ลดระดับฮอร์โมนความเครียดในสมองส่วนฮิปโปแคมปัส ยับยั้งการสะสมของคราบโปรตีนอะไมลอยด์เบต้า ซึ่งเชื่อว่าเป็นสาเหตุของอัลไซเมอร์ ยับยั้งเอนไซม์แอซีติลโคลีนเอสเตอเรส ที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาการสลายตัวของสารสื่อประสาทในสมองที่ชื่อแอซีติลโคลีน ซึ่งจำเป็นต่อความจำของมนุษย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตำรับยากลีบบัวแดง หรือ อภัยบี ได้ มีจำหน่ายในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ และมีการให้ความรู้กับผู้ป่วย กลุ่มเสี่ยงโรคสมองเสื่อม ตลอดจนผู้ที่นอนหลับยากด้วย &amp;nbsp;หรือติดตามความรู้ได้ที่ เฟซบุ๊คสมุนไพรอภัยภูเบศร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76398</URL_LINK>
                <HASHTAG>#มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ, รพ.อภัยภูเบศร์, อภัยบี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200903/image_big_5f50b422cb7d5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63232</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/04/2020 18:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/04/2020 18:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อภัยภูเบศร แจกฟรีผลมะขามป้อมแห้ง จำนวน 2 ตันเริ่มแล้ววันนี้  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
15เม.ย.63-ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร ประธานยุทธศาสตร์ด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 แม้ประเทศไทยจะพบผู้ติดเชื้อน้อยลง แต่ก็ยังประมาทไม่ได้ เพราะสถานการณ์ในต่างประเทศก็ยังมีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มขึ้น คงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และประชาชนยังต้องดำเนินการตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข จากการค้นคว้าข้อมูลตลอดช่วงสถานการณ์ดังกล่าว พบว่าเมืองไทยมีความโชคดีที่ยังมียาสมุนไพร และภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่ได้ใช้ตำรับยา สมุนไพรมาก่อน โดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์ระบุว่า หนึ่งในสมุนไพรพื้นบ้าน ที่มีความปลอดภัยสูง และมีศักยภาพเหมาะสมในการนำมาใช้ส่งเสริม ดูแลป้องกันสุขภาพคือ &amp;ldquo;มะขามป้อม&amp;rdquo; ซึ่งเป็นสมุนไพรที่วิตามินซีสูงแม้ผ่านความร้อนแล้ว มีฤทธิ์ต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และล่าสุด มีการจำลองภาพสามมิติพบว่า สาระสำคัญในมะขามป้อมสามารถจับกับขาโปรตีนของไวรัสโควิด-19 และตัวรับ ACE2 ซึ่งมีบทบาทการผ่านเข้าเซลล์ปอด และยังเข้าจับกับเชื้อในหลายตำแหน่งที่มีผลต่อการยับยั้งการสร้างและการแบ่งตัวของเชื้อไวรัสได้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร.สุภาภรณ์ กล่าวต่อว่า &amp;ldquo; แม้ว่าการติดเชื้อดูจะมีแนวโน้มยอดผู้ติดเชื้อลดลงแต่ก็ยังประมาทไม่ได้ มีการวิจัยหนึ่งระบุว่าเพียงต้มมะขามป้อมกินก็สามารถช่วยกระตุ้นเม็ดเลือดขาว หรือที่เรียกว่าเซลล์เพชรฆาต โดดเด่นในการฆ่าเชื้อไวรัส และการกินเป็นอาหารก็ยังไม่พบความเป็นพิษ มีความปลอดภัยสูง เหมาะกับใช้ในสถานการณ์เช่นนี้ &amp;nbsp;เราจึงเตรียมมะขามป้อมแจกให้ประชาชนที่ต้องการ ฟรี พร้อมแผ่นพับวิธีการกิน ซึ่งจำนวนที่แจกให้สามารถกินได้นาน 2 เดือน และคิดว่าตอนนั้นการระบาดในบ้านเราคงลดลงแล้ว&amp;rdquo;
&amp;nbsp;
ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอรับผลมะขามป้อมแห้ง เพื่อไปต้มดื่ม ส่งชื่อที่อยู่เข้ามาที่ เฟซบุ๊คสมุนไพรอภัยภูเบศร และ เฟซบุ๊คอภัยภูเบศรเดย์สปา หรือโทร 037-217127&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63232</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร, มะขามป้อม, รพ.อภัยภูเบศร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200415/image_big_5e96e92d0da22.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
