<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>92464</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/02/2021 13:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/02/2021 13:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อภัยภูเบศรย้ำ &quot;ฟ้าทะลายโจร&quot;ใช้แทน&quot;วัคซีน&quot;ป้องกันโควิดไม่ได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9ก.พ.64-จากกรณีมีการแชร์ต่อในโลกโซเชียล ถึงการใช้ฟ้าทะลายโจรเป็นทางเลือกในกรณีที่ยังไม่แน่ใจประสิทธิผลของวัคซีนนั้น โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ซึ่งเป็นหน่วยงานแรกที่ให้ข้อมูลฟ้าทะลายโจรกับโควิด-19 ตั้งแต่แรก ได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า การเปรียบเทียบการใช้ฟ้าทะลายโจรกับวัคซีนในแง่ของการป้องกันการติดเชื้อโควิดนั้นคงไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้ เพราะฟ้าทะลายโจรถึงแม้จะมีงานวิจัยสนับสนุนว่าน่าจะมีผลต่อภูมิคุ้มกัน ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินของโรคโควิด-19 แต่ยังเป็นงานวิจัยในระดับหลอดทดลอง ซึ่งไม่ยังไม่เพียงพอต่อการแนะนำให้ประชาชนใช้เพื่อป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ในขณะที่วัคซีนมีการศึกษาวิจัยในคนแล้วตามที่กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานต่างๆ ให้ข้อมูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว หัวหน้าศูนย์หลักฐานเชิงประจักษ์ด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ฟ้าทะลายโจรเป็นสมุนไพรที่มีการใช้กว้างขวางในประเทศไทย จีน และในหลายประเทศในยุโรป ในประเทศไทยเองนั้นมีการศึกษาวิจัยว่า ส่วนดอกเป็นส่วนที่มีสารสำคัญสูงที่สุด รองลงมาเป็นใบ ดังนั้นเวลาที่ทางโรงพยาบาลส่งเสริมเกษตรกรให้ปลูก และเก็บเกี่ยว จะรอจนมีดอกประมาณ 30% แล้วตัดส่วนยอดมาใช้ &amp;nbsp;ตรงนี้จะทำให้ได้สารสำคัญแอนโดรกราโฟไลด์สูงถึง 4% ในช่วงของการระบาดของโควิด-19 ในระลอกแรกกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ดำเนินการศึกษาในหลอดทดลอง พบว่า สารสกัดหยาบฟ้าทะลายโจรและสารแอนโดรกราโฟไลด์มีฤทธิ์ยับยั้งไวรัสโควิด-19 และทั้งสารสกัดหยาบฟ้าทะลายโจรและสารแอนโดรกราโฟไลด์มีฤทธิ์ยั้บยั้งการเพิ่มจานวนของไวรัส ในเซลล์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นก็นำมาศึกษาในผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่มีอาการระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยให้สารสกัดฟ้าทะลายโจรครั้งละ 60 มิลลิกรัม หรือ 3 เท่าของขนาดปกติ วันละ 3 ครั้ง จำนวน 6 ราย พบว่าสารสกัดฟ้าทะลายโจรมีแนวโน้มในการลดความรุนแรงของอาการในผู้ป่วยเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ภญ.ผกากรอง ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีการศึกษาวิจัยประสิทธิผลของฟ้าทะลายโจรในผู้ป่วยโควิด-19 จำนวนมากขึ้น ต้องรอฟังผลจากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์แพทย์ทางเลือก และยังมีได้นำไปใช้ในผู้ป่วยโควิด-19 ในผู้ป่วยที่มีอาการน้อยด้วย แต่อย่างไรก็ตามเมื่อประชาชนเข้าข่ายว่ามีความเสี่ยงโควิด-19 ตามเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข ก็สามารถไปตรวจและหากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโควิด-19 ก็สามารถรักษาได้ฟรีอยู่แล้ว และในบางโรงพยาบาลก็มีการใช้ฟ้าทะลายโจรกับผู้ป่วยอยู่แล้ว &amp;nbsp;ส่วนกรณีของการกินเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันนั้นไม่มีความจำเป็นต้องกิน เพราะการทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงนั้นต้องการการดูแลสุขภาพที่เป็นองค์รวม ไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อนที่เพียงพอ ออกกำลังกาย กินผักผลไม้ อาหารที่ดีต่อสุขภาพ โดยปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงการได้รับวัคซีนด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92464</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ฟ้าทะลายโจร, ดร.ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว, รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร, วัคซีนป้องกันโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210209/image_big_60222a184fc72.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88886</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/01/2021 16:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/01/2021 16:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อภัยภูเบศรส่ง 5 ตำรับสมุนไพร สู้โควิด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5 ม.ค.64-ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ที่มีการแพร่ระบาดระลอกใหม่ ในขณะที่ยังไม่มีวัคซีนในการป้องกัน คนส่วนใหญ่จึงหันมาให้ความสำคัญกับสมุนไพรกันอีกครั้ง โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โดยมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้พัฒนาสมุนไพร &amp;nbsp;เพื่อเตรียมการรองรับการแพร่ระบาดของ โรคอุบัติใหม่ อุบัติซ้ำ ที่ไม่มีใครคาดเดา เป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ควรหาติดบ้านไว้ เนื่องจากมีคุณภาพของตัวยาสำคัญที่สม่ำเสมอ และสามารถใช้บรรเทาอาการเบื้องต้นเกี่ยวกับหวัดได้ดี ใน 5 สมุนไพรที่มีการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการเพิ่มภูมิคุ้มกันและต้านไวรัส และจะต่อยอดไปสู่ยาพัฒนาจากสมุนไพรในอนาคต ได้แก่ ฟ้าทะลายโจร ขมิ้นชัน ขิง มะขามป้อม และจันทน์ลีลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ตัวแรก คือ ฟ้าทะลายโจร มีการศึกษาวิจัยกันอย่างแพร่หลาย ทั้ง จีน สวีเดน สิงคโปร์ รวมถึงประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยนั้นนับว่าเป็นประเทศที่มีการศึกษาวิจัยฟ้าทะลายโจรอย่างกว้างขวาง รวมถึงการนำมาใช้ในระบบสุขภาพด้วย ในการรระบาดโควิด-19 รอบแรก มีการวิจัยพบว่าฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ฆ่าไวรัสและยับยั้งการแบ่งตัว จนนำไปสู่การวิจัยในผู้ป่วยที่มีอาการน้อยจำนวน 6 รายพบว่า ช่วยลดความรุนแรงของอาการได้ ซึ่งปัจจุบันกำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาระยะที่สอง แต่อย่างไรก็ตามไม่แนะนำให้ใช้ฟ้าทะลายโจรเพื่อรักษาโควิดเอง ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้องและหากเป็นควรได้รับการรักษาจากสถานพยาบาลเนื่องจากเป็นโรคใหม่ ที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด แต่อย่างไรก็ตามฟ้าทะลายโจรก็ควรมีไว้ติดบ้านเพื่อบรรเทาอาการหวัดที่มีในช่วงนี้ เพราะสามารถช่วยได้ทั้งป้องกันไวรัสเข้าเซลล์ ลดการแบ่งตัว เพิ่มภูมิคุ้มกันและลดการอักเสบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2. ขมิ้นชัน จากการศึกษาในหลอดทดลอง พบว่า ช่วยลดการอักเสบของปอดที่ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอ และช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ทั้งนี้จากการจำลองภาพสามมิติในคอมพิวเตอร์ พบว่า สารสำคัญของขมิ้นชัน และ demethoxycurcumine สามารถแย่งจับกับตำแหน่งของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ 2019 ที่จะเข้าสู่เซลล์ปอด และตำแหน่งที่มีผลยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
3.ขิง ซึ่งมีรสเผ็ดร้อน มีคุณสมบัติอุ่น พบฤทธิ์ต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ โดยการใช้พื้นบ้านนำมากินแก้หวัด จากการจำลองภาพสามมิติในคอมพิวเตอร์ พบว่า สารสำคัญ Zingerol และ Gingerol สามารถแย่งจับกับตำแหน่ง main protease ที่ช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ 2019 ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4. มะขามป้อม จากการจำลองภาพสามมิติในคอมพิวเตอร์ พบว่า สาร Phyllaemblicin G7 มีความสามารถในการจับกับขาโปรตีน และตัวรับ ACE2 ในการผ่านเข้าเซลล์ปอดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ 2019 โดยสามารถยับยั้งการสร้างและการแบ่งตัวของเชื้อซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญในการเพิ่มจำนวนของไวรัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5. ยาจันทน์ลีลา เป็นตำรับยาแก้ไข้ โดยเฉพาะไข้ที่เกิดในช่วงอากาศที่เปลี่ยนแปลง การใช้ตำรับนี้สามารถครอบคลุมการรักษาไข้ได้ เพราะประกอบด้วยตัวยาสมุนไพรหลายชนิดในตำรับ มีตัวยาตรง ช่วยแก้ไข้ ลดความร้อนในร่างกาย และตัวยาช่วย เพื่อลดอาการข้างเคียงของไข้ เช่น ไอ เสมหะ หืดหอบ ในตำรับยังมี &amp;ldquo;โกฐจุฬาลัมภา&amp;rdquo; ที่ล่าสุดในช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่ประเทศจีนได้ใช้เป็นยารมฆ่าเชื้อ และมีการศึกษาการจับกันของเชื้อในคอมพิวเตอร์พบว่า สาร Artemisinin มีคุณสมบัติต้านไวรัสได้ การวิจัยในปัจจุบันพบว่า ยาจันทน์ลีลา สามารใช้ลดไข้ได้ดี เช่นเดียวกับยาพาราเซตามอล รวมทั้งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบและลดปวด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับผู้สนใจ สามารถปรึกษาคลินิกออนไลน์ได้ที่ @abhthaimed หรือซื้อออนไลน์ที่ www.abhaishop.com &amp;nbsp;และ ตามร้านขายยาทั่วไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88886</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot;พายุไซโคลน “อำพัน”, #สมุนไพร, #โควิด-19, รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210105/image_big_5ff42e007670e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43427</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2019 14:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2019 14:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;กนกวรรณ&quot;ปิ๊งไอเดีย จับมืออภัยภูเบศร์ ให้เป็นฐานเยาวชน เรียนรู้&quot;กัญชา&quot;ถูกต้อง ครบวงจร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
14ส.ค.62- รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร เสนอแนวคิดการเรียนรู้ &amp;ldquo;กัญชา จุดประกายเรียนรู้วิทยาศาสตร์ แนะเรียนรู้ยุคใหม่ เน้นเข้าใจปรับใช้ได้ในชีวิตจริง &amp;nbsp;22-24 สิงหาคมนี้ ที่ภูมิภูเบศร ปราจีนบุรี &amp;nbsp;โดยนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการศึกษาธิการ (ศธ.) &amp;nbsp;กล่าวว่า ปัจจุบันกัญชา กำลังเป็นประเด็นความสนใจร่วมกันของสังคม ที่คนทุกเพศทุกวัย ควรจะต้องเรียนรู้และเข้าใจอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียน และในวันที่ 18 &amp;nbsp;สิงหาคมของทุกปี ตรงกับวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ &amp;nbsp;กระทรวงศึกษามีนโยบายปฏิรูปการศึกษา เน้นเรียนรู้รอบตัว ใช้ฐานวิชาการ ปรับใช้กับชีวิตจริง เพื่อการอยู่รอดในสังคม เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาประเทศ &amp;nbsp;สำหรับ กัญชาซึ่งเป็นสมุนไพรที่มีคุณอนันต์ หากใช้ได้ถูกต้อง แต่จะมีโทษมหันต์หากนำไปใช้ในทางที่ผิด ในกลุ่มของเยาวชน ผู้อยู่ในวัยอยากรู้อยากลอง จึงควรนำประเด็นที่มีความสนใจของสังคม มาใช้เป็นจุดตั้งต้นในการเรียนรู้ ซึ่งในขณะนี้ อภัยภูเบศร ได้รวบรวมงานวิชาการด้านกัญชาไว้มาก และจะนำมาจัดแสดงในงานมหกรรมสุขภาพอาเซียน เพื่อกระตุ้นให้ประเทศในอาเซียนได้เห็นทรัพยากรชีวภาพที่มีร่วมกัน และนำมาใช้ประโยชน์ ซึ่งในงานนอกจากนิทรรศการแล้ว ก็ยังมีประเทศลาว ที่จะมาพูดถึงสถานการณ์กัญชาในประเทศ มีมาเลเซียและฟิลิปปินส์ที่กำลังดูลาดเลาการพัฒนากัญชามาใช้ประโยชน์เช่นเดียวกับประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ดิฉัน จึงได้พูดคุยทางอภัยภูเบศรว่า ให้มาเป็นฐานหนึ่งในการเรียนรู้ของเยาวชน &amp;nbsp;โดยจะเรียนรู้ครอบคลุมในทุกมิติ ตั้งแต่ด้านลักษณะของพฤกษศาสตร์ของกัญชา &amp;nbsp;ด้านเกษตรกรรม เจาะลึกเทคนิคการเพาะปลูก &amp;nbsp;การสกัดสารสำคัญโดยนวัตกรรมการสกัดทางวิทยาศาสตร์ และการนำไปใช้รักษาโรค ที่เยาวชนต้องเรียนรู้ครอบคลุมทั้งด้านเคมี &amp;nbsp;ชีววิทยาและฟิสิกส์ การสร้างพื้นฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านสมุนไพรนับเป็นการเรียนรู้โดยการสร้างประสบการณ์ตรงในเยาวชน แต่จะนำมาทำให้ง่ายต่อการเรียนรู้และทำความเข้าใจอย่างไรให้เหมาะกับเยาวชน เพื่อให้เด็กเกิดความเข้าใจ สนใจ และรู้สึกสนุกกับการเรียนสมุนไพร เมื่อเด็กๆเกิดความสนุกในการเรียนรู้ ก็จะอยากนำไปถ่ายทอดต่อให้กับเพื่อนและคนอื่นๆในครอบครัวได้ เกิดผลกระทบทางมิติสุขภาพอย่างยั่งยืนได้ในอนาคต หากในงานได้รับการตอบรับดีก็จะนำไปสู่การพัฒนาหลักสูตรสำหรับเยาวชนต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ภายในงานนี้ นอกจากเยาวชน นักเรียน ครู นักศึกษา ที่จะได้ประโยชน์ในการเรียนรู้นิทรรศการและกิจกรรมนี้แล้ว ประชาชนทั่วไปที่สนใจ ยังสามารถเข้าร่วมเรียนรู้ และร่วมกิจกรรมภายในงานได้ ซึ่งนอกจากจะมีนิทรรศการกัญชาทางการแพทย์แล้ว ยังมีนิทรรศการการแพทย์ดั้งเดิม ให้ได้สัมผัส เรียนรู้สมุนไพรพื้นบ้านที่มีร่วมกันในอาเซียน การตรวจปรึกษารักษาสุขภาพฟรี และการเรียนรู้สมุนไพรเพื่ออาชีพฟรี วันที่ 22-24 สิงหาคมนี้ ที่ ภูมิภูเบศร ศูนย์การเรียนรู้สมุนไพรและภูมิปัญญาสุขภาพ บางเดชะ จ.ปราจีนบุรี &amp;nbsp;โทรสอบถามได้ที่ 037-211289 หรือ 037-217172
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43427</URL_LINK>
                <HASHTAG>#กัญชาเพื่อการแพทย์, กนกวรรณ วิลาวัลย์, รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190814/image_big_5d53b0bfc03bc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40255</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2019 14:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2019 14:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟิตจัด! “อนุทิน” บุก “อภัยภูเบศร” ตรวจความพร้อมผลิตกัญชา กำชับต้องเร็ว บอกเป็นนัยเพราะรัฐบาลมีเวลาไม่มาก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5ก.ค.62- &amp;nbsp;ปราจีนบุรี/ เช้าวันนี้ (5 กรกฎาคม 2562) นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย สส.จากพรรคภูมิใจไทย นายสุนทร วิลาวัลย์ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ นายอำนาจวิลาวัลย์ นางศุภมาส อิศรภักดี นายสฤษดิ์ บุตรเนียง เดินทางมายังโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เพื่อเข้าเยี่ยมชมและฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับการดำเนินงาน &amp;ldquo;กัญชาโมเดล&amp;rdquo; โดยมีนายพิบูลย์ &amp;nbsp;หัตถกิจโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ให้การต้อนรับ และมีนายแพทย์นำพล แดนพิพัฒน์ ผู้อำนวยการ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร นำเสนอถึงการดำเนินงานกัญชาโมเดล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุทิน กล่าวว่า การเดินทางมาครั้งนี้เพื่อมาขอความรู้เพิ่มเติมเรื่องการรักษาตามสูตรของแพทย์ทางเลือกที่ใช้กัญชาในการรักษาโรคต่าง ๆ ที่มาวันนี้ในฐานะที่พรรคภูมิใจไทยผลักดันนโยบายการใช้กัญชา และจะขับเคลื่อนอย่างจริงจัง เมื่อมีครม.ใหม่ โดยเจตนารมย์ของพรรคคือ อยากเห็นการใช้กัญชาเสรีทางการแพทย์ เพื่อการค้นคว้าวิจัยและเพื่อรักษาผู้ป่วย โดยการรักษาเราพร้อมจะสนับสนุนทั้งในรูปแบบของแผนปัจจุบันและโบราณ และเชื่อว่าในอนาคตโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จะสามารถขายน้ำมันกัญชาที่ตัวเองผลิตได้ พึ่งพาตัวเองได้ โดยไม่ต้องรองบสนับสนุนจากรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ในฐานะที่ เป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข มาสองสมัย ถ้ารวมคุณพ่อ (นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล) เป็นสามสมัย ต้องบอกว่าบุคลากรของ สธ.ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและมีความตั้งใจที่จะทำให้ประชาชนมีสุขภาพดีขึ้น โดยมีปณิธานว่าจะต้องรักษาโรคให้หายไม่เลี้ยงไข้ ทั้งนี้ ในส่วนของภูมิใจไทยยืนยันว่าเราผลักดันเรื่องนี้เพื่อพี่น้องประชาชนที่ไว้วางใจเลือกเข้ามา พร้อมทั้งยืนยันจะไม่มี สส.และคนของพรรคภูมิใจไทยคนไหนที่จะไปทำมาหากินในทางอุตสาหกรรมกัญชา แต่เราทำเพื่อผลประโยชน์ของคนในชาติในฐานะเป็นพืชเศรษฐกิจเสริม ที่จะสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนเสริมพืชเศรษฐกิจหลัก ที่ประเทศไทยมีหลายอย่างอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมตั้งใจมาก รัฐบาลมีเวลาไม่มากนักจึงอยากตั้งต้นทำเพื่อให้เดินต่อได้ ลำพังนักการเมืองทำเองไม่มีทางสำเร็จคนไม่ค่อยฟัง กฎหมายไม่เป็นอุปสรรค เท่ากับความรู้สึกของคน นักการเมืองพูดให้ตายก็ไม่มีใครเชื่อ ต้องเป็นแพทย์ เป็นสถาบันที่น่าเชื่อถือ เขาจะฟัง และรับได้ ถ้าการเมืองอย่างเดียวไม่มีทางออกจากฝั่งได้อย่างแน่นี้ ตอนนี้ ท่าน ศ.นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข ท่านก็กรุณาผลักดัน พรบ.ไว้เป็นใบเบิกทางมาให้แล้ว ถือว่าเราไม่ได้เริ่มจากศูนย์ &amp;nbsp;อภัยภูเบศร จะต้องต่อยอดและ ผมพร้อมที่จะสนับสนุนอภัยภูเบศรเต็มที่ ในเรื่องของเสรีกัญชาทางการแพทย์ ส่วนถ้าจะสันทนาการ ก็ขอให้เป็นเรื่องภายในครัวเรือน มีกฎหมายควบคุม มีการจัดแยกประเภทไว้ให้ชัดเจน และการผลักดันในครั้งนี้ ก็อยากให้ผลักดันตัวอื่นด้วยในคราวเดียวทั้ง กัญชง กะท่อม กะทุ่ม วิจัยทำให้เต็มที่ตามหลักทางการแพทย์ ผมพร้อมที่จะเซ็นต์และเดินหน้าและเปิดกว้างเต็มที่&amp;rdquo; ว่าที่ รมว.สาธารณสุข กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า ในอนาคตอันใกล้ เชื่อมันว่าจะมีคนเข้ามาอภัยภูเบศรกันมากขึ้น ทั้งร่วมวิจัย และให้สูตร เพื่อขอผลิต ซึ่งก็ต้องดูว่าจะทำให้รักษาโรคได้หายในราคาที่เข้าถึงได้ แต่ตอนนี้ต้องเริ่มให้ได้ก่อน และมีคนต่อยอดองค์ความรู้ นักการเมืองเข้ามาแล้วก็ไป กรุงโรมไม่ได้สร้างในวันเดียว แต่การเริ่มต้นสำคัญที่สุด ซึ่งตอนเองพร้อมที่จะสนับสนุนเต็มที่ นอกจากนี้ ยังอยากเสนอให้รัฐบาลเป็นผู้แจกเมล็ดพันธุ์กัญชาสำหรับปลูก โดยประชาชนจะต้องมาลงทะเบียนและคัดกรอง เพื่อความปลอดและมั่นใจว่าได้กัญชาพันธุ์ที่สามารถส่งผลต่อการรักษาได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทยนำพล แดนพิพัฒน์ ผู้อำนวยการ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรขอยืนยันว่าจะผลักดัน &amp;ldquo;กัญชาโมเดล&amp;rdquo; ให้เต็มที่แล้วดีที่สุด เพื่อเป็นต้นแบบให้กับโรงพยาบาล สถาบันการศึกษาและสถาบันการแพทย์ทั่วประเทศที่สนใจ และถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อนำไปใช้อย่างทั่วถึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร ประธานยุทธศาสตร์การแพทย์แผนไทยและสมุนไพร รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า ดีใจมากที่ ว่าที่ รมว.สาธารณสุข มีจิตใจอยากช่วยเพื่อนมนุษย์ เราเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่า อภัยภูเบศร เป็นคนแรก ๆ ที่พูดว่า ประเทศไทย จะพึ่งตัวเองได้ โดยลดการนำเข้ายา ประเทศไทยมีดีมีต้นทุนด้านสมุนไพรสูง ตอนนี้เรากำลังทดลองปลูกกัญชาอีกประมาณ 5-6 เดือนก็ต้องมาดูกันถึงผลลัพธ์ ยืนยันว่าไม่ช้า ต้องขอบคุณ อย.ที่ให้คำปรึกษาเราตลอด 24 ชั่วโมง ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งเป็นจุดสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในช่วงบ่าย นายอนุทิน และคณะ ได้เดินทางเข้าเยี่ยมชม โรงปลูกกัญชา ซึ่งกัญชาที่ปลูกเป็นสายพันธุ์ที่มีสาร THC เด่น และ CBD เด่น 16 ต้นในระบบปิด ที่มีการควบคุมความชื้น อุณภูมิและแสง ภายในตู้คอนเทนเนอร์ และพื้นที่กสนวกัดน้ำมันกัญชาเพื่อสำหรับจ่ายให้ผู้ป่วย และพื้นที่โรงเรือนที่กำลังดำเนินการซึ่งจะเป็นต้นแบบการปลูกที่มีต้นทุนต่ำกว่าระบบปิดทั่วไปถึง 3 เท่า เพื่อให้ชุมชนสามารถเข้าถึงหรือเป็นแหล่งเพาะปลูกวัตถุดิบในอนาคต
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40255</URL_LINK>
                <HASHTAG>#กัญชาเพื่อการแพทย์, นายอนุทิน  ชาญวีรกูล, รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190705/image_big_5d1ef9a3d70d6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40246</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2019 14:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2019 11:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“อนุทิน” ฟิตจัดบุก “อภัยภูเบศร” ดูความพร้อมผลิตกัญชา กำชับต้องเร็ว บอกเป็นนัยเพราะรบ.มีเวลาไม่มาก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5ก.ค.62-นายอนุทิน ชาญวีระกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางมาถึงโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี ก็ได้รับการต้อนรับจากภาคส่วนต่างๆ นำโดยผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี โดยนายอนุทินกล่าวว่า การลงมาติดตามความคืบหน้าการดำเนินการใช้กัญชาทางการแพทย์ที่นี่ เพื่อหาองค์ความรู้ต่อการผลักดันการใช้ทางการแพทย์ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน โดยเห็นว่าการผลักดันเรื่องนี้จะอาศัยเพียงภาคการเมืองฝ่ายเดียวอาจไม่สำเร็จ ต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน โดยเฉพาะสถาบัน โรงพยาบาล อย่างรพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ที่จะสร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้นกับการใช้กัญชาเพื่อรักษาโรค และย้ำว่ากัญชาเสรี ที่พรรคภูมิใจไทยผลักดัน คือเสรีเพื่อการแพทย์เป็นหลัก และจะไม่มีการเอื้อทุนธุรกิจใดๆเด็ดขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุทิน กล่าวว่า การเดินทางมาครั้งนี้เพื่อมาขอความรู้เพิ่มเติมเรื่องการรักษาตามสูตรของแพทย์ทางเลือกที่ใช้กัญชาในการรักษาโรคต่าง ๆ ที่มาวันนี้ในฐานะที่พรรคภูมิใจไทยผลักดันนโยบายการใช้กัญชา และจะขับเคลื่อนอย่างจริงจัง เมื่อมีครม.ใหม่ โดยเจตนารมย์ของพรรคคือ อยากเห็นการใช้กัญชาเสรีทางการแพทย์ เพื่อการค้นคว้าวิจัยและเพื่อรักษาผู้ป่วย โดยการรักษาเราพร้อมจะสนับสนุนทั้งในรูปแบบของแผนปัจจุบันและโบราณ และเชื่อว่าในอนาคตโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จะสามารถขายน้ำมันกัญชาที่ตัวเองผลิตได้ พึ่งพาตัวเองได้ โดยไม่ต้องรองบสนับสนุนจากรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ในฐานะที่ เป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข มาสองสมัย ถ้ารวมคุณพ่อ (นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล) เป็นสามสมัย ต้องบอกว่าบุคลากรของ สธ.ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและมีความตั้งใจที่จะทำให้ประชาชนมีสุขภาพดีขึ้น โดยมีปณิธานว่าจะต้องรักษาโรคให้หายไม่เลี้ยงไข้ ทั้งนี้ ในส่วนของภูมิใจไทยยืนยันว่าเราผลักดันเรื่องนี้เพื่อพี่น้องประชาชนที่ไว้วางใจเลือกเข้ามา พร้อมทั้งยืนยันจะไม่มี สส.และคนของพรรคภูมิใจไทยคนไหนที่จะไปทำมาหากินในทางอุตสาหกรรมกัญชา แต่เราทำเพื่อผลประโยชน์ของคนในชาติในฐานะเป็นพืชเศรษฐกิจเสริม ที่จะสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนเสริมพืชเศรษฐกิจหลัก ที่ประเทศไทยมีหลายอย่างอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมตั้งใจมาก รัฐบาลมีเวลาไม่มากนักจึงอยากตั้งต้นทำเพื่อให้เดินต่อได้ ลำพังนักการเมืองทำเองไม่มีทางสำเร็จคนไม่ค่อยฟัง กฎหมายไม่เป็นอุปสรรค เท่ากับความรู้สึกของคน นักการเมืองพูดให้ตายก็ไม่มีใครเชื่อ ต้องเป็นแพทย์ เป็นสถาบันที่น่าเชื่อถือ เขาจะฟัง และรับได้ ถ้าการเมืองอย่างเดียวไม่มีทางออกจากฝั่งได้อย่างแน่นี้ ตอนนี้ ท่าน ศ.นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข ท่านก็กรุณาผลักดัน พรบ.ไว้เป็นใบเบิกทางมาให้แล้ว ถือว่าเราไม่ได้เริ่มจากศูนย์ &amp;nbsp;อภัยภูเบศร จะต้องต่อยอดและ ผมพร้อมที่จะสนับสนุนอภัยภูเบศรเต็มที่ ในเรื่องของเสรีกัญชาทางการแพทย์ ส่วนถ้าจะสันทนาการ ก็ขอให้เป็นเรื่องภายในครัวเรือน มีกฎหมายควบคุม มีการจัดแยกประเภทไว้ให้ชัดเจน และการผลักดันในครั้งนี้ ก็อยากให้ผลักดันตัวอื่นด้วยในคราวเดียวทั้ง กัญชง กะท่อม กะทุ่ม วิจัยทำให้เต็มที่ตามหลักทางการแพทย์ ผมพร้อมที่จะเซ็นต์และเดินหน้าและเปิดกว้างเต็มที่&amp;rdquo; ว่าที่ รมว.สาธารณสุข กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า ในอนาคตอันใกล้ เชื่อมันว่าจะมีคนเข้ามาอภัยภูเบศรกันมากขึ้น ทั้งร่วมวิจัย และให้สูตร เพื่อขอผลิต ซึ่งก็ต้องดูว่าจะทำให้รักษาโรคได้หายในราคาที่เข้าถึงได้ แต่ตอนนี้ต้องเริ่มให้ได้ก่อน และมีคนต่อยอดองค์ความรู้ นักการเมืองเข้ามาแล้วก็ไป กรุงโรมไม่ได้สร้างในวันเดียว แต่การเริ่มต้นสำคัญที่สุด ซึ่งตอนเองพร้อมที่จะสนับสนุนเต็มที่ นอกจากนี้ ยังอยากเสนอให้รัฐบาลเป็นผู้แจกเมล็ดพันธุ์กัญชาสำหรับปลูก โดยประชาชนจะต้องมาลงทะเบียนและคัดกรอง เพื่อความปลอดและมั่นใจว่าได้กัญชาพันธุ์ที่สามารถส่งผลต่อการรักษาได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทยนำพล แดนพิพัฒน์ ผู้อำนวยการ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรขอยืนยันว่าจะผลักดัน &amp;ldquo;กัญชาโมเดล&amp;rdquo; ให้เต็มที่แล้วดีที่สุด เพื่อเป็นต้นแบบให้กับโรงพยาบาล สถาบันการศึกษาและสถาบันการแพทย์ทั่วประเทศที่สนใจ และถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อนำไปใช้อย่างทั่วถึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร ประธานยุทธศาสตร์การแพทย์แผนไทยและสมุนไพร รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า ดีใจมากที่ ว่าที่ รมว.สาธารณสุข มีจิตใจอยากช่วยเพื่อนมนุษย์ เราเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่า อภัยภูเบศร เป็นคนแรก ๆ ที่พูดว่า ประเทศไทย จะพึ่งตัวเองได้ โดยลดการนำเข้ายา ประเทศไทยมีดีมีต้นทุนด้านสมุนไพรสูง ตอนนี้เรากำลังทดลองปลูกกัญชาอีกประมาณ 5-6 เดือนก็ต้องมาดูกันถึงผลลัพธ์ ยืนยันว่าไม่ช้า ต้องขอบคุณ อย.ที่ให้คำปรึกษาเราตลอด 24 ชั่วโมง ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งเป็นจุดสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในช่วงบ่าย นายอนุทิน และคณะ ได้เดินทางเข้าเยี่ยมชม โรงปลูกกัญชา ซึ่งกัญชาที่ปลูกเป็นสายพันธุ์ที่มีสาร THC เด่น และ CBD เด่น 16 ต้นในระบบปิด ที่มีการควบคุมความชื้น อุณภูมิและแสง ภายในตู้คอนเทนเนอร์ และพื้นที่กสนวกัดน้ำมันกัญชาเพื่อสำหรับจ่ายให้ผู้ป่วย และพื้นที่โรงเรือนที่กำลังดำเนินการซึ่งจะเป็นต้นแบบการปลูกที่มีต้นทุนต่ำกว่าระบบปิดทั่วไปถึง 3 เท่า เพื่อให้ชุมชนสามารถเข้าถึงหรือเป็นแหล่งเพาะปลูกวัตถุดิบในอนาคต
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหลังการรับฟังข้อมูล ติดตามดำเนินโครงการ &amp;ldquo; กัญชาอภัยภูเบศรโมเดล &amp;ldquo; การพัฒนาใช้กัญชาทางการแพทย์แบบครบวงจรทั้งระบบ ตั้งแต่การปลูก ที่สร้างพื้นที่ต้นแบบความร่วมมือกับชุมชนที่รวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจปลูกและพัฒนากัญชาให้มีคุณภาพและความปลอดภัย เดินหน้าปลูกกัญชาสายพันธุ์ที่มีสาร THC เด่น และ CBD เด่น 16 ต้น ในระบบปิด ที่มีการควบคุมความชื้น อุณภูมิและแสง ภายในตู้คอนเทนเนอร์ ที่มีต้นทุนต่ำกว่าระบบปิดทั่วไปถึง 3 เพื่อให้ชุมชนสามารถเข้าถึงหรือเป็นแหล่งเพาะปลูกวัตถุดิบในอนาคต &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเดินหน้าศึกษาสกัดสารสำคัญจากกัญชาในการรักษาโรค รวมถึงการสั่งจ่ายยาให้กับผู้ป่วย ที่เปิดคลินิกกัญชาทางการแพทย์นำร่องรักษาผู้ป่วยโรคลมชักและพาร์กินสันไปแล้วตั้งแต่สัปห์ดาที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะในช่วงบ่ายนายอนุทิน จะหารือร่วมกับตัวแทนโรงพยาบาลที่เดินหน้าโครงการนี้ ถึงแนวทางการดำเนินการ ระยะสั้นและระยะยาว และการร่วมมือกับหน่วยงานและองค์กร ตลอดจนปัญหาอุปสรรคในการดำเนินการใช้กัญชาทางการแพทย์ด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40246</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัญชาอภัยภูเบศรโมเดล, กัญชาเสรีเพื่อการแพทย์, นายอนุทิน  ชาญวีรกูล, รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190705/image_big_5d1ed5aaa41da.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18373</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2018 08:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2018 08:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือน&quot;หนานเฉาเหว่ย&quot;แฝงภัย พบผู้ป่วยเบาหวานกินติดต่อหลายวันเกิดอาการเกือบหมดสติน้ำตาลในเลือดต่ำ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ย.61-จากกระแสแชร์กันในโลกโซเชียลถึงสรรพคุณสมุนไพร&amp;quot;หนานเฉาเหว่ย&amp;quot; หรือ&amp;quot;ป่าช้าเหงา&amp;quot; ว่าสามารถลดน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิตและไขมันในเลือดได้ดี &amp;nbsp;ทำให้มีผู้นำไปต้มรับประทาน ล่าสุด ได้มีผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันรับประทานหนานเฉาเหว่ยติดต่อกันหลายวัน และเกิดอาการน้ำตาลในเลือดต่ำเกือบหมดสติ &amp;nbsp;ภญ.อาสาฬา เชาวน์เจริญ &amp;nbsp;เภสัชกรชำนาญการ ศูนย์หลักฐานเชิงประจักษ์ด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร &amp;nbsp;กล่าวเตือนว่า เมื่อวันที่ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร พบผู้ป่วยเพศชาย อายุ 64 ปี &amp;nbsp;มีโรคประจำตัวเป็นโรคเบาหวาน ความดัน ไขมัน หัวใจ เข้ารับการรักษาด้วยอาการน้ำตาลตกมีระดับน้ำตาลในเลือดเหลือเพียง 50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร จากเดิมที่เคยมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงกว่า 400 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร โดยผู้ป่วยมาด้วยอาการหน้ามืด เหนื่อยมากขึ้น เหงื่อออก ใจสั่น อ่อนแรง แต่ยังไม่หมดสติ ซึ่งจากการสอบถามพบว่าผู้ป่วยได้รับประทานป่าช้าเหงา จากคำแนะนำของเพื่อนว่าช่วยลดปริมาณน้ำตาลในเลือด แต่ไม่รู้วิธีการรับประทาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ภญ.อาสาฬา กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ผู้ป่วยรายดังกล่าวได้นำใบป่าช้าเหงาจำนวน 10 ใบต้มกับน้ำ 1 กาใน ประมาณ 1 ลิตร ใช้เวลาในการเคี่ยวประมาณ 1 ชั่วโมง และเริ่มรับประทานเมื่อต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา เป็นเวลา 7 วัน โดยรับประทานเช้าและเย็นครั้งละ 1 แก้ว และหยุดรับประทาน 7 วัน หลังจากนั้นก็เริ่มดื่มอีกครั้งในวันที่ 17 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยในวันที่เกิดเหตุ ผู้ป่วยได้ฉีดยาเบาหวานมื้อเช้า พร้อมทั้งรับประทานยาเบาหวานก่อนอาหาร ร่วมกับจิบน้ำป่าช้าเหงาไปประมาณ 3 แก้วกาแฟ และกินข้าวเช้าตามปกติ และมีอาการน้ำตาลตกประมาณเที่ยงกว่า จึงเรียกญาติที่มาพบเหตุการณ์ให้ช่วยนำส่ง รพ. ซึ่งช่วงที่รับประทานผู้ป่วยรู้สึกปัสสาวะบ่อย ขาที่เคยบวมยุบลง ค่าความดันโลหิตปกติตัวบนปกติจะอยู่ประมาณ 170 มิลลิเมตรปรอท ก็เหลือเพียง 110 มิลลิเมตรปรอท เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ภญ.อาสาฬา กล่าวต่อว่า ขอฝากเตือนผู้ป่วยโรคเรื้อรัง อย่างความดัน เบาหวาน ควรใช้ยาตามแพทย์สั่งเป็นหลัก &amp;nbsp; ผู้ป่วยควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนรับประทานสมุนไพร เนื่องจากปัจจัยในแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน ส่วนขนาดรับประทานป่าช้าเหงาที่แนะนำ เช่น ใช้เป็นอาหารโดย รองกระทงห่อหมกแทนใบยอ ยำดอกขจรใส่ดอกป่าช้าเหงา ซึ่งคนพื้นบ้านนิยมกินช่วงเปลี่ยนฤดู ปลายฝนต้นหนาว เพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน ไม่ให้เจ็บป่วย โดยจะนำใบป่าช้าเหงามาลวกน้ำร้อนก่อนรับประทาน เพื่อลดความขมและลดฤทธิ์ยา &amp;nbsp;กรณีกินเป็นยา เช่น เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือกินบำรุงร่างกาย แนะนำกินวันละ 1-2 ใบ 2-3 วันกินที กินบ้างหยุดบ้าง ไม่แนะนำให้กินทุกวัน หรือกินต่อเนื่อง เพราะเป็นยาเย็น อาจทำให้ตับเย็น ร่างกายเย็น ซึ่งส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร ทำให้ท้องอืดง่าย มือเท้าเย็น อ่อนเปลี้ยเพลียแรง แล ะห้ามใช้ในผู้ป่วยที่กินยาละลายลิ่มเลือดชื่อวาร์ฟาริน เพราะอาจเสริมฤทธิ์ยา ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ หรือวางแผนจะตั้งครรภ์ ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีการทำงานของตับและไต เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลยืนยันความปลอดภัยในการใช้ในกลุ่มผู้ป่วยดังกล่าว สำหรับผู้ป่วยที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมความดันโลหิตได้ดีอยู่แล้วด้วยยาแผนปัจจุบัน ไม่แนะนำให้กินป่าช้าเหงา เพราะสมุนไพรไม่ได้ทำให้โรคดังกล่าวหายขาดและอาจเสริมฤทธิ์ยาแผนปัจจุบันจนเกิดอันตราย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18373</URL_LINK>
                <HASHTAG>พิษสมุนไพร, รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร, หนานเฉาเหว่ย, เตือนภัยหนานเฉาเหว่ย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180925/image_big_5ba99155e3610.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13270</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2018 13:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2018 13:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดตำรับยารศ.131 &quot;ปลุกนกเขาตายให้ฟื้นคืนชีพ&quot;ในงานมหกรรมสมุนไพรครั้งที่15</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12ก.ค.61-มหกรรมสมุนไพรครั้งที่ 15 อภัยภูเบศร งัดภูมิปัญญารุ่นปู่ย่า ดูแลสุขภาพคนสามวัย ฮือฮาเปิดตำรา รศ. 131 พบสูตรลับ ปลุกนกเขาตายให้ฟื้นคืนชีพ ที่แท้สมุนไพรหาง่ายใกล้ตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 15 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-21 กรกฎาคม 2561 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 เมืองทองธานี ปีนี้จัดเร็วขึ้นกว่าทุกปี เนื่องจากครบ 100 ปี การสาธารณสุข โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ร่วมฉลองในวาระพิเศษนี้ โดยการแจกฟรีหนังสือ &amp;ldquo;ดอกสร้อยร้อยบุปผา&amp;rdquo; รวมสมุนไพร100 ชนิดไว้ในเล่มเดียว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ปีนี้มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติจัดขึ้นภายใต้หัวข้อหลัก &amp;ldquo;โลกมั่นใจ สมุนไพรไทย ภูมิปัญญาไทย&amp;rdquo; โดยการจัดงานจะแบ่งเป็นโซนต่าง ๆ เสมือนเป็นตลาดความรู้ให้กับประชาชน ประกอบด้วย โซนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โซนให้บริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และโซนผลิตภัณฑ์มาตรฐาน การประชุมวิชาการ และการอบรมระยะสั้น ปีนี้พิเศษตรงที่มีบูทกัญชา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาไปสู่การใช้ทางการแพทย์ ตามนโยบายของรัฐบาล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.นำพล แดนพิพัฒน์ &amp;nbsp;ประธานมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร &amp;nbsp;กล่าวว่า งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ปีนี้จัดเป็นปีที่ 15 และมีความพิเศษกว่าทุกปี เนื่องจากเป็นวาระครบ 100 ปีการสาธารณสุขไทย ที่ได้ให้การดูแลสุขภาพพี่น้องประชาชนมา เช่นเดียวกับอภัยภูเบศร ที่ได้ยืนหยัดนำเอาองค์ความรู้ภูมิปัญญารุ่นปู่ย่าตาทวดกลับมารับใช้สังคม กว่า 35 ปีแล้ว หวังให้ประชาชนพึ่งตนเองได้ด้านสุขภาพในเบื้องต้นและในปีนี้ ได้งานปีนี้ &amp;nbsp;ได้หยิบยกการดูแลสุขภาพของคนทุกวัย &amp;nbsp;ตามทฤษฏีการแพทย์แผนไทยที่แบ่งคนเป็น 3 วัย แต่ละวัยมีโอกาสการเกิดโรคในระบบต่างๆที่แตกต่างกัน ดังนั้นวิธีการดูแลสุขภาพก็ต่างกันด้วย เช่น วัยเด็ก มักป่วยด้วยอาการหวัด ไอ ท้องอืด ควรใช้สมุนไพรที่มีรสอุ่น เช่น กะเพรา ขิง หัวหอมแดง หรือดีปลี ตำรับยาที่เข้าการบูร และ มะขามป้อมที่มีรสเปรี้ยวฝาดช่วยบรรเทาอาการไอ บำรุงปอด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของวัยทำงาน เป็นช่วงวัยที่มีความร้อนสูง มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน และมีความเครียด มักป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวกับความร้อน ควรใช้สมุนไพรฤทธิ์เย็น และช่วยผ่อนคลายได้ เช่น มะลิ บัวบก คุณนายตื่นสาย ปัญหาปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ควรใช้สมุนไพรเถาวัลย์เปรียง กระดูกไก่ดำ และปัญหาผิวสิว ฝ้า ใช้สมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์จากมังคุด หรือเซรั่มจากประดู่ทุ่ง ที่าพัฒนาแล้วพบว่าช่วยลดปัญหาคนเป็นฝ้าได้
&amp;nbsp;สำหรับวัยผู้สูงอายุมีโอกาสที่จะเกิดโรคเกี่ยวกับระบบประสาทได้ง่ายเนื่องจากมีธาตุลมเป็นส่วนประกอบ มักพบว่ามีปัญหานอนไม่หลับ ความเสื่อมของมวลกระดูก ปัญหาโรคปริทันต์ และอาการหลังมดประจำเดือนในผู้หญิง &amp;nbsp;ยาสมุนไพรที่เหมาะกับกลุ่มวัยนี้ คือ น้ำมันรำข้าว บัวหลวง มะลิ ช่วยปรับสมดุลการนอนหลับ เพชรสังฆาต ช่วยเพิ่มมวลกระดูก กระชายรักษาโรคปริทันต์และดับกลิ่นปาก รวมถึง ตำรับยาประจำเดือนจะหมดที่ได้วิจัยแล้วพบว่าช่วยปัญหาอาการของสตรีวัยหมดประจำเดือน ลดอาการซึมเศร้า ความเครียด อาการหงุดหงิดได้ดีและมีความปลอดภัย จึงได้หยิบมาให้ความรู้ในงานนี้เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านภภ.ณัฐดนัย มุสิกวงศ์ หัวหน้าฝ่ายพัฒนางานวิจัยด้านสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า ภายในงานยังมีการเปิดตัวตำรับยาพิเศษ สมัย รศ 131 เป็นที่แรก ซึ่งจากการพลิกตำราทำให้พบสูตรเด็ดยาแก้เครื่องเพศอ่อน หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า นกเขาไม่ขัน หรือนกเขาตาย ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยยาสูตรดังกล่าว ประกอบไปด้วย หัวกระชาย ขมิ้นอ้อย พริกไทยร่อน ลูกกระวาน ว่านน้ำ ซึ่งตัวยาทั้ง 5 ชนิดนี้ เอามาอย่างละ 1 บาท ตากแดดให้แห้งบดเป็นผง ละลายกับน้ำผึ้งแท้ก็ได้ น้ำตาลมะพร้าวก็ได้ น้ำตาลโตนดก็ได้ ปั้นเป็นลูกกลอน ใช้รับประทานเวลา เช้าและเย็น วันละ 2 เวลา เครื่องเพศก็จะกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับไฮไลท์สำคัญของ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศรที่ทำเป็นประจำทุกปีคือ การแจกหนังสือสมุนไพร ซึ่งปีนี้แจกหนังสือ ดอกสร้อยร้อยบุพผา ที่มีการนำเสนอข้อมูลสมุนไพร 100 ชนิดที่สามารถนำมาใช้ดูแลสุขภาพเบื้องต้น เขียนให้อ่านง่ายในรูปแบบของบทกลอน แจกวันละ 200 เล่ม นอกจากนี้ก็มีบริการตรวจปรึกษาสุขภาพฟรี ตรวจผิวหน้าแบบ 3 มิติ ฟรี ด้วยเครื่อง Antera 3D &amp;nbsp;ชิมชาสมุนไพร และกิจกรรมดีๆมากมาย ทุกท่านสามารถไปพบได้ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 15 ที่บูธอภัยภูเบศร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13270</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตำรับยารศ.131, มหกรรมสมุนไพรครั้งที่15, รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร, สมุนไพรปลุกนกเขาตายให้ฟื้นคืนชีพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180712/image_big_5b46f2a27d7c2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
