<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>29684</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/02/2019 09:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/02/2019 09:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลต.จับมือ แบงก์ชาติ ยกมาตรฐานตัวแทนขายหน่วยลงทุน-ตราสารหนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.พ. 2562 นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยถึงแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี ตั้งแต่ปี 62-64 ว่า ก.ล.ต.จะส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงบริการในการลงทุนเพิ่มขึ้น ผ่านความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ยกระดับการขายผลิตภัณฑ์การลงทุน ด้วยการใช้เกณฑ์การกำกับดูแลการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นธรรม (มาร์เก็ต คอนดัก) มาควบคุมตัวแทนจำหน่ายกองทุนรวม, ตราสารหนี้ ที่มีอยู่ 80,000-90,000 ราย ให้ขายผลิตภัณฑ์การลงทุนตรงกับความเสี่ยงที่นักลงทุนรับได้ หากไม่ดำเนินการตามก็จะถูกลงโทษตามที่กำหนดไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์การลงทุน ถือเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญต่อตลาดทุนไทย เพราะเป็นส่วนแรกที่จะให้คำแนะนำต่อประชาชนที่เข้ามาลงทุน ซึ่ง ก.ล.ต.ไม่ใช่แค่ดูแล บล. หรือ บลจ.เท่านั้น แต่ยังรวมถึงตัวแทนขายของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบด้วย จึงต้องควบคุมและสร้างการรับรู้ว่าการขายผลิตภัณฑ์เป็นการขายความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่ขายเพื่อรับค่าคอมมิชชั่นเท่านั้น เพราะต้องติดตามและดูแลพอร์ตของผู้ลงทุนด้วย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ การระดมทุนจะพยายามผลักดันกลุ่มผู้ประกอบการรายเล็กมีโอกาสเข้ามาระดมทุนมากขึ้น ผ่านช่องทางต่าง ๆ และเป็นแหล่งระดมทุนของภาคธุรกิจที่มีธรรมาภิบาลที่ดี รวมถึงเป็นแหล่งระดมทุนของประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อพัฒนาระบบเศรษฐกิจภาพรวม โดยระยะกลางและระยะยาวจะส่งเสริมให้ บล. และบลจ.เข้าไปขายกองทุนรวมยังประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย รวมทั้งสร้างประสิทธิภาพและศักยภาพการแข่งขันของตลาดทุนไทย โดยการยกระดับกระบวนการและสมรรถนะโครงสร้างพื้นฐานรองรับระบบดิจิทัล เพื่อนำไปสู่บริการที่ดีและสะดวกยิ่งขึ้น รวมทั้งเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของตลาดทุนและภาคเศรษฐกิจจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จะกำกับดูแลที่เท่าทันกับโลกและลดภาระให้ภาคเอกชน ผ่านการขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับฟินเทค ดำเนินการปฏิรูปกฎเกณฑ์ให้สอดคล้องกับปัจจุบัน และยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลและการบริหารจัดการองค์กร โดยให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงวิธีคิด วิธีการทำงาน การใช้เครื่องมือการกำกับดูแลที่หลากหลาย เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมและการจัดการความเสี่ยงได้เหมาะสม
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29684</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ล.ต., ตราสารหนี้, ธปท., ยกระดับตัวแทนจำหน่ายกองทุนรวม, รพี สุจริตกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180218/image_big_5a8970cd26dc8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27182</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมอเสริฐไขก๊อกBDMS-BA ก.ล.ต.ย้ำ14วันเสียค่าปรับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หมอเสริฐ-ลูกสาว&amp;quot; แจ้งลาออกทุกตำแหน่ง &amp;quot;บีดีเอ็มเอส-บีเอ&amp;quot; พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมหวังพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ก.ล.ต.เผยภายใน 14 วันต้องเสียค่าปรับ หากไม่ยินยอมจะส่งเรื่องให้อัยการสั่งฟ้อง ด้าน กบข.พร้อมลดสัดส่วนการลงทุนหากบริษัทจดทะเบียนใดไม่เข้าเกณฑ์อีเอสจี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้เผยแพร่ข่าว โดยคณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) มีมติให้ ก.ล.ต.ดำเนินคดีด้วยมาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้กระทำความผิด 3 ราย ได้แก่ นายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ, แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ และนางนฤมล ใจหนักแน่น กรณีสร้างราคาหลักทรัพย์ บมจ.การบินกรุงเทพ (บีเอ) โดยเรียกให้ชำระค่าปรับทางแพ่งรวม 499.45 ล้านบาท และสั่งห้ามเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด เมื่อวันที่ 21 มกราคม น.ส.เกษรา วงศ์เกตุ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่และเลขานุการ &amp;nbsp;บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (บีดีเอ็มเอส) ทำหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มีเนื้อหาว่า &amp;quot;บริษัทขอเรียนว่าบริษัทยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งจาก ก.ล.ต.เกี่ยวกับการให้ทั้ง 2 รายพ้นจากตำแหน่งกรรมการและผู้บริหารของบริษัท แต่ได้รับแจ้งจากนายแพทย์ปราเสริฐ และแพทย์หญิงปรมาภรณ์ ว่าขอลาออกจากตำแหน่ง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค.62 และพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์และให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับบุคคลทั้ง 2 รายได้ดำรงตำแหน่งในบีดีเอ็มเอส โดยนายแพทย์ปราเสริฐเป็นกรรมการ, ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และประธานกรรมการบริหาร ส่วนแพทย์หญิงปรมาภรณ์เป็นกรรมการ, กรรมการบริหาร, กรรมการบริหารความเสี่ยง, ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ &amp;nbsp;ซึ่งในวันที่ 23 ม.ค.62 บริษัทจะจัดประชุมคณะกรรมการบริษัท เพื่อพิจารณาเรื่องที่เกิดขึ้นและกำหนดมาตรการที่เหมาะสม รวมถึงแต่งตั้งบุคคลเข้าทำหน้าที่แทน และบริษัทจะแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการบริษัทให้ทราบต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ตรีศรัณย์ สีตกะลิน เลขานุการบริษัท บมจ.การบินกรุงเทพ ทำหนังสือถึง ตลท.ว่า นายแพทย์ปราเสริฐ และนางนฤมล ใจหนักแน่น ได้ขอลาออกจากตำแหน่ง โดยนายแพทย์ปราเสริฐเป็นกรรมการ &amp;nbsp;รองประธานกรรมการ ประธานคณะผู้บริหาร และประธานกรรมการบริหาร ส่วนนางนฤมลเป็น เลขานุการสำนักประธานคณะผู้บริหาร โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค.62 เป็นต้นไป และพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ซึ่งบริษัทจะจัดประชุมคณะกรรมการบริษัทเพื่อพิจารณาวันที่ 24 ม.ค.นี้ และเชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย่อย รวมทั้งการดำเนินการตามแผนงานทางธุรกิจที่วางไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ ก.ล.ต.กล่าวว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ทั้ง 3 รายจะต้องมาชำระค่าปรับจำนวนเงินดังกล่าวกับ ก.ล.ต.ภายใน 14 วัน นับตั้งแต่ที่ ก.ล.ต.ส่งหนังสือแจ้งไป แต่หากทั้ง 3 รายไม่ยินยอมเปรียบเทียบปรับ ก.ล.ต.จะส่งเรื่องให้อัยการเพื่อส่งฟ้องต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิทัย รัตนากร เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า &amp;nbsp;นโยบายการลงทุนของ กบข.ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (อีเอสจี) หากพบว่าตราสารหนี้หรือหลักทรัพย์ของบริษัทใดมีปัญหาเกี่ยวกับอีเอสจี กบข.จะไม่ลงทุน หรือหากลงทุนอยู่แล้วและเกิดปัญหาภายหลังก็จะทยอยลดสัดส่วนการลงทุนลงตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสภาพตลาด ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้น กบข.ได้กำหนดให้บริษัทจดทะเบียนดังกล่าวอยู่ในกลุ่มกิจการที่ไม่ผ่านเกณฑ์ประเมินมาตรฐานอีเอสจีแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27182</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตรีศรัณย์ สีตกะลิน, รพี สุจริตกุล, วิทัย รัตนากร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เกษรา วงศ์เกตุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190121/image_big_5c45d7ebc4102.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23099</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/11/2018 17:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/11/2018 17:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;อธิบดีสรรพากร&quot;โบ้ยจะเก็บภาษีโรงเรียนเข้าตลาดหุ้นฯหรือไม่เป็น เรื่องใหญ่ต้องถามนโยบายการศึกษาชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29พ.ย.61-&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวถึงการที่โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ โดยบริษัทเอสไอเอสบี ที่เป็นเจ้าของโรงเรียนนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ว่า การประกอบกิจการโรงเรียนนานาชาติถือเป็นโรงเรียนเอกชนระบบหนึ่ง ซึ่งภาระภาษีจะมีความแตกต่างกันว่าการดำเนินการในรูปของบริษัท หรือ มูลนิธิ และมีเรื่องของการยกเว้นรายได้บางรายการ เป็นเรื่องที่มีรายละเอียด การที่มีโรงเรียนนานาชาติเข้าไปจดทะเบียนและระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ถือเป็นเรื่องใหม่ ที่ทางกรมสรรพากรต้องศึกษารายละเอียดใหม่อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การศึกษาเรื่องนี้ต้องเป็นนโยบายระดับประเทศ &amp;nbsp;เพราะที่ผ่านมาให้มีการเว้นการเก็บภาษีจากโรงการเรียนสถานศึกษาต่าง ๆ ซึ่งกรมสรรพากรเป็นเพียงผู้ปฏิบัติ &amp;nbsp;การจะให้หรือไม่ให้สิทธิภาษีกับโรงเรียนต่อไป เป็นเรื่องของนโยบายการศึกษาของประเทศ กรมสรรพการไม่สามารถตอบได้ ต้องตามฝ่ายนโยบายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เครื่องมือทางภาษีเป็นกลไกหนึ่งในการสนับสนุนเรื่องการศึกษา ซึ่งกรมสรรพากรเข้าใจว่าประเทศไทยต้องการสนับสนุนให้คนไทยมีการศึกษาที่ดีในทุกระดับ การให้มีการเปิดโรงเรียนนานาชาติในเมืองไทย ก็ช่วยสนับสนุนการศึกษาไทยให้ดีขึ้น โดยที่รายได้ยังอยู่ในประเทศไม่ต้องออกไปต่างประเทศ ซึ่งเรื่องภาพใหญ่เป็นเรื่องของนโยบาย &amp;nbsp;ซึ่งเรื่องที่โรงเรียนนานาชาติ เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ก็เป็นการระดมทุนอย่างหนึ่ง ภาระภาษีเหมาะสมหรือไม่ ก็ต้องกลับไปดูนโยบายภาพใหญ่ ซึ่งกรมสรรพากรไม่สามารถตอบได้&amp;quot; นายเอกนิติ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า หลักคิดในฐานะที่เคยอยู่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ดูภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ ก็มีหลักคิดว่าหากประเทศต้องการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางศึกษา การที่โรงเรียนนานาชาติเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้เงินมา เพื่อไปจ้างอาจารย์ที่ดีและพัฒนาการศึกษาของไทยก็เป็นเรื่องที่ต้องสนับสนุน เพราะการที่โรงเรียนนานาชาติระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ก็มีกลไกที่ต้องเสียภาษี ทางกรมสรรพากรก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับการระดมทุนดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายรพี สุจริตกุล &amp;nbsp;เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต.กล่าวว่า &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ได้สอบถามไปยังสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.)ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับของสถาบันการศึกษาของเอกชนแล้ว ได้รับการยืนยันว่าไม่มีข้อห้ามโรงเรียนระดมทุนในตลาดหุ้น และไม่สามารถขัดขวางได้เนื่องจากเป็นช่องทางระดมเงินทุนต้นทุนต่ำกว่าธนาคารพาณิชย์ อาจส่งผลดีต่อการเพิ่มประสิทธิภาพระบบการศึกษา และแม้ในต่างประเทศอาจไม่เห็นสถานศึกษาเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากมีการจัดการศึกษาแบบไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งแตกต่างจากไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนความกังวลว่าหากสถานศึกษาเข้าตลาดหุ้นจะส่งผลต่อการปรับขึ้นค่าเทอมหรือไม่นั้น เลขาธิการ ก.ล.ต.ระบุว่า เป็นหน้าที่ของหน่วยงานกำกับดูแลที่ต้องดำเนินการพร้อมย้ำว่าหากสถาบันการศึกษาใดจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สามารถทำได้หากหน่วยงานกำกับต้นสังกัดไม่ห้าม และ ก.ล.ต.จะกำกับดูแลเหมือนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทุกแห่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายจุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีทบทวนการปล่อยให้สถานศึกษาเข้าตลาดหุ้น เพราะอาจเพิ่มความเหลื่อมล้ำ อีกทั้งยังอาจกลายเป็นช่องทางหลบเลี่ยงภาษี เนื่องจากได้รับการยกเว้นภาษีนิติบุคคล และยกเว้นภาษีเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งกำไรผู้ถือหุ้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23099</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสรรพากร, จุติ ไกรฤกษ์, ภาษีหุ้นโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์, รพี สุจริตกุล, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20180213/image_mid_5a825053a3656.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23059</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/11/2018 08:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/11/2018 08:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รร.เข้าตลาดหุ้นช่องโหว่กม.ได้รับยกเว้นภาษีต่างจากบริษัททั่วไปใน&quot;ตลท.&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หมอธี.&amp;rdquo;ตั้งข้อสังเกตุ&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์นำหุ้นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้โรงเรียนเป็นธุรกิจได้รับสิทธิพิเศษการยกเว้นภาษี แตกต่างจากบริษัททั่วไปที่อยู่ในตลาดหุ้นที่ต้องเสียภาษีตามปกติ&amp;nbsp; ถือเป็นช่องโหว่ทางกฎหมายที่ต้องทบทวน&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะอาจมีรายอื่นทำตาม ล่าสุดมอบให้ฝ่าย กม.ตรวจสอบ พร้อม หารือ สมาคมโรงเรียนนานาชาติ หาแนวทางแก้ไข&amp;nbsp; ด้านก.ล.ต.-ตลาดหลักทรัพย์ฯ&amp;nbsp; ยันไม่ผิด สามารถทำได้ พร้อมเทรดวันที่29 พ.ย.นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่ บริษัท เอสไอเอสบี จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp; บริษัทเอกชนที่เป็นผู้รับใบอนุญาตในการจัดตั้งโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์&amp;nbsp; กำลังจดทะเบียนและเข้าในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในวันที่ 29 พ.ย..2561 ว่า ตามกฎหมายในพ.ร.บ. โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 นั้น ถือว่าไม่ผิดกฎหมาย แต่เรื่องดังกล่าวจะพิจารณาเฉพาะกฎหมายไม่ได้ต้องดูเรื่องจริยธรรมว่าถูกต้องหรือไม่&amp;nbsp; ซึ่งขณะนี้ตนได้มอบฝ่ายกฎหมายให้ตรวจสอบเรื่องนี้อีกครั้ง เพราะใจตนนั้น มองว่าถ้าเป็นธุรกิจที่ไม่ต้องเสียภาษี และไประดมทุน เพื่อให้ได้กำไรมากขึ้นและไม่ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น เป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่ ยิ่งในธุรกิจนั้นมีความเกี่ยวข้องกับการศึกษา การจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ จะทำไปเพื่ออะไรหากไม่ต้องการกำไร อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่สามารถยุติบริษัทดังกล่าวไม่ให้นำโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์เข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ทันที แต่จะพยายามทำในส่วนที่ตนมีอำนาจสามารถทำได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้หากบริษัทนี้ทำสำเร็จ บริษัทอื่นอาจจะทำตามหรือไม่ ตนคิดว่าต้องมาศึกษาข้อกฎหมายให้ดี ต้องดูว่าเป็นช่องว่างทางกฎหมายหรือไม่ อีกทั้งในอดีตมีบริษัทเอกชนที่จะทำแบบนี้หรือไม่ และหากทำไม่สำเร็จก็ต้องมาดูว่าเป็นเพราะอะไร เนื่องจากเรื่องนี้ถ้าเป็นบริษัททั่วไปอยู่หรือไม่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็ต้องเสียภาษี แต่บริษัทที่เป็นเจ้าของโรงเรียนเอกชนจะไม่เสียภาษีตามนโยบายของรัฐ ที่ไม่ต้องเสียภาษี เพราะถือเป็นการจัดการศึกษา ดังนั้น หากบริษัท และโรงเรียนเอกชนได้กำไรมากขึ้น เป็นแบบนี้อาจจะเข้าข่ายธุรกิจการศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขณะนี้ได้มีการหารือกับทางสมาคมโรงเรียนนานาชาติเรียบร้อยแล้ว ซึ่งขอให้ทางสมาคมดำเนินการพูดคุยและหาแนวทางในเรื่องดังกล่าว&amp;nbsp; เพราะถ้ามองในส่วนรัฐบาล ถ้าเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นถือเป็นการแสดงเจตจำนงว่าต้องการผลกำไร และหากต้องการผลกำไรมากๆ ถ้าทำแบบนี้กระทรวงการคลังต้องเก็บภาษีหรือไม่ และจะเกิดผลกระทบในวงกว้าง&amp;nbsp; อีกทั้งต้องทบทวนว่ากฎหมายดังกล่าว ตีความถูกต้องหรือไม่ เพราะต่อให้กฎหมายอาจจะถูก แต่อาจจะไม่ถูกจริยธรรม ตรงตามเจตนารมณ์ในการจัดการศึกษาของประเทศ ดังนั้น จะประสานไปยังสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ว่าต้องดำเนินการอย่างไร ใครมีหน้าที่อย่างไร อยากให้มีความชัดเจนก่อนที่จะให้ทางบริษัทดังกล่าวเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ และถ้าดำเนินการดังกล่าวกลายเป็นธุรกิจการศึกษา ต้องเก็บภาษี ซึ่งจะไปปรึกษากระทรวงการคลังในเรื่องนี้ต่อไป&amp;rdquo;รมว.ศธซ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชลำ อรรถธรรม เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) กล่าวว่า ขณะนี้ สช.ได้ประสานไปยัง กลต.แล้วทราบว่าก่อนหน้านี้บริษัทมีการประกาศขายและมีผู้ติดต่อซื้อแล้ว แต่ในวันที่ 29 พ.ย. จะประกาศขึ้นกระดานเพื่อซื้อขายหุ้นอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ ตามพ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2560 มาตรา 22 กำหนดว่า บริษัทมหาชน บริษัทในห้างหุ้นส่วนจำกัด สามารถขอจัดตั้งโรงเรียนได้ แต่มีเงื่อนไข 2 ข้อ คือว่า จำนวนหุ้นและจำนวนผู้ถือหุ้นมากกว่ากึ่งหนึ่ง ดังนั้น การที่บริษัทดังกล่าวจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ ถือว่าไม่ผิดกฎหมายของ สช.จึงไม่ใช่อำนาจของ สช.ในการจะเข้าไปบอกให้บริษัทเข้าหรือไม่เข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่จะเป็นอำนาจของ กลต.ในการชะลอไม่ให้บริษัทดังกล่าวเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งหากทาง กลต.ต้องการให้ สช.จัดทำหนังสือตั้งข้อสังเกต หรือขอข้อมูลเกี่ยวกับการจัดตั้งโรงเรียนของบริษัทดังกล่าว ทาง สช. ยินดีให้ความร่วมมือในทุกเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เปิดเผยว่า บมจ.เอสไอเอสบี ผู้ประกอบธุรกิจโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์&amp;nbsp; จะเริ่มทำการซื้อขายหุ้นในวันที่&amp;nbsp;29 พ.ย.61 หลังจากที่ผ่านมาได้มีการเปิดให้จองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก (ไอพีโอ) 260 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ราคาหุ้นละ 5.20 บาท ซึ่งจะได้รับเงินระดมทุนครั้งนี้มูลค่ารวม&amp;nbsp; 1,352 ล้านบาท บริษัทจะนำเงินไปชำระคืนเงินกู้ยืมสถาบันการเงิน และส่วนที่เหลือจะนำเงินไปใช้ในการขยายธุรกิจการศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวถึงกรณีที่มีข้อร้องเรียนให้ทบทวนการอนุมัติ บมจ.เอสไอเอสบี เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ที่ผ่านมา ก.ล.ต.ได้สอบถามไปที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับหลักของโรงเรียนเอกชนแล้ว และได้รับการยืนยันว่าไม่มีกฎข้อห้ามไม่ให้โรงเรียนเอกชนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กรณีธุรกิจโรงเรียนเตรียมเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯมองว่าไม่ได้ผิดกฎเกณฑ์ เพราะผ่านการอนุญาตจากหน่วยงานหลักแล้ว ซึ่งในอนาคตหากจะมีธุรกิจลักษณะนี้สนใจเข้ามาในตลาดหุ้นอีก และผ่านเกณฑ์ดังกล่าวก็สามารถเข้ามาระดมทุนได้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาก.ล.ต.กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ทุกธุรกิจจะต้องลงทุน เพื่อทำให้ธุรกิจดีขึ้น รวมถึงธุรกิจโรงเรียนเอกชนด้วย ทำให้จะต้องมีการระดมทุนด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ซึ่งการเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ และระดมทุนจากประชาชน ถือเป็นแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำ ส่วนโรงเรียนจะคิดค่าธรรมเนียมแพงหรือไม่ ต้องไปถามหน่วยงานกำกับหลัก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ไม่มีข้อห้ามให้ธุรกิจโรงเรียนเอกชนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่ ตลท.ได้สอบถามไปยังหน่วยงานกำกับดูแลว่าติดขัดอะไรหรือไม่ เมื่อทางหน่วยงานกำกับก็บอกว่าไม่ติดขัด ก็สามารถดำเนินการได้ ซึ่งการนำสถาบันการศึกษาเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะทำให้มีความโปร่งใสมากขึ้น เพราะทุกคนสามารถเข้าไปตรวจสอบข้อมูลและเปรียบเทียบกับสถาบันอื่นได้ง่ายขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23059</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ล.ต., ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์, รพี สุจริตกุล, โรงเรียนเอกชชนเข้าตลาดหลักทรัพย์ช่องโหว่ทางกฎหมาย, โรงเรียนได้รับการยกเว้นถาษี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181114/image_mid_5bebfd430f508.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17837</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2018 09:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2018 09:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กองทุนสำรองเลี้ยงชีพโตต่อเนื่องมูลค่าทะลุ 1 ล้านล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองทุนสำรองเลี้ยงชีพคึกคัก ก.ล.ต.ชี้เติบโตต่อเนื่อง มูลค่าสินทรัพย์ทะลุ 1 ล้านล้าน ชี้นายจ้างให้ความสำคัญมากขึ้น มองเป็นการให้สวัสดิการพนักงาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ภาพรวมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพยังมีอัตราเติบโตต่อเนื่อง โดยสิ้นไตรมาส 2 ปี61 มีจำนวนนายจ้างเพิ่มขึ้น 788 ราย รวมเป็น17,866 ราย &amp;nbsp;มีสมาชิกกองทุนเพิ่มขึ้น 75,992 ราย รวมเป็น 3.01 ล้านราย ขณะที่มูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 1.10 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 8% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 60 แสดงให้เห็นทิศทางที่ดีว่านายจ้างให้ความสำคัญกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แม้ว่าเงินสมทบที่นายจ้างจ่ายเข้ากองทุนถือเป็นรายจ่าย แต่ก็เป็นสวัสดิการสำคัญที่นายจ้างดูแลลูกจ้างให้มีเงินออมเพียงพอเมื่อยามเกษียณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ยังพบว่าแนวโน้มการปรับตัวของนายจ้าง ที่ต้องการเพิ่มทางเลือกการลงทุนให้กับลูกจ้าง ด้วยการยกเลิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกองเดิมที่มีนโยบายเดียว เพื่อย้ายไปยังกองทุนร่วมที่มีหลากหลายนายจ้างและหลากหลายนโยบายการลงทุนโดยครึ่งปีแรกพบว่า มีนายจ้าง 10 ราย ทยอยย้ายไปลงทุนในกองทุนร่วม ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 45 กองจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทั้งหมด 383 กอง &amp;nbsp;และยังพบว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพประเภทนโยบายสมดุลตามอายุที่ปรับสัดส่วนการลงทุนอัตโนมัติเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ได้รับความสนใจมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ก.ล.ต.ได้ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) สมาคมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และสมาคมบริษัทจัดการลงทุนเตรียมเปิดตัวโครงการบริษัทเกษียณสุข ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมให้บริษัทที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเห็นความสำคัญและสนับสนุนให้พนักงานมีเงินใช้เพียงพอในวัยเกษียณ โดยใช้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นเครื่องมือ เปิดโอกาสให้บริษัทที่มีสมาชิกตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป สมัครเข้าร่วมโครงการ เพื่อรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น การอบรมความรู้ สื่อการเรียนรู้ การประชาสัมพันธ์บริษัท โดยไม่มีค่าใช้จ่าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17837</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, นายจ้างให้ความสำคัญ, รพี สุจริตกุล, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180125/image_big_5a69d9ae08022.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15027</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/08/2018 07:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/08/2018 07:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไอซีโอเริ่มคึกคัก ไทย-เทศ แห่สอบถามหวังใช้ระดมทุน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก.ล.ต.เผยไอซีโอเริ่มคึกคัก ไทย-เทศ แห่สอบถาม 50 ราย พร้อมออกประกาศการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าฉบับใหม่ ดูแลนักลงทุน สั่งผู้ที่เกี่ยวข้องต้องรายงานสัดส่วนการถือหุ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้สนใจระดมทุนด้วยวิธีเสนอขายเหรียญดิจิทัลให้คนทั่วไป (ไอซีโอ) ทั้งคนไทย และเป็นบริษัทร่วมทุนคนไทยและต่างชาติมาติดต่อและสอบถามถึงข้อกฎหมายในการออกไอซีโอแล้ว 50 ราย รวมถึงต้องการเป็นผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ไอซีโอพอร์ทัล) ที่ยื่นเอกสารเข้ามาให้พิจารณาแล้ว 3 ราย จากที่แจ้งความจำนง 5 ราย และต้องการสมัครเป็นศูนย์ซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี่ (เอ็กซ์เชนจ์) แล้ว 20 ราย สะท้อนให้เห็นว่ามีผู้ที่สนใจต้องการระดมทุนผ่านไอซีโอเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เบื้องต้นยังเป็นเพียงการติดต่อสอบถามถึงขั้นตอนกฎหมายและหลักเกณฑ์ต่าง ๆ แต่จะผ่านการพิจารณาหรือไม่ ก็ต้องตรวจสอบตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะรายละเอียดเอกสารการระดมทุน (ไวท์ เปเปอร์) ที่ต้องเขียนให้กับผุ้ลงทุนสามารถอ่านและเข้าใจ รวมถึงมีความน่าเชื่อถือหรือไม่&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประกิด บุณยัษฐิติ รองเลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ก.ล.ต.ได้ออกประกาศหลักเกณฑ์การจัดทำรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าฉบับใหม่ โดยขยายขอบเขตผู้มีหน้าที่ต้องรายงานและประเภทหลักทรัพย์ให้ครอบคลุม เพื่อให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลที่ชัดเจนและติดตามความเคลื่อนไหวในการถือหลักทรัพย์ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ได้ดีขึ้น และอำนวยความสะดวกการรายงานผ่านระบบออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค.61 เป็นต้นไป
สำหรับผู้มีหน้าที่รายงานได้แก่ กรรมการ ผู้บริหาร ผู้สอบบัญชี และกรณี บจ. อยู่ระหว่างฟื้นฟูกิจการให้รวมถึงผู้บริหารชั่วคราว ผู้ทำแผน ผู้บริหารแผน และผู้บริหารแผนชั่วคราว โดยการรายงานของบุคคลกลุ่มดังกล่าว ต้องรวมถึงคู่สมรสหรือผู้ที่อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ และนิติบุคคล ซึ่งบุคคลดังกล่าวถือหุ้นรวมกันเกินกว่า 30% ของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมดและมีสัดส่วนการถือหุ้นมากที่สุดในนิติบุคคลนั้นด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15027</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ล.ต., ขายเหรียญดิจิทัล, รพี สุจริตกุล, ศูนย์ซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี่, ไอซีโอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180218/image_big_5a8970cd26dc8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14058</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2018 09:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/07/2018 09:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เริ่มแล้ว ก.ล.ต.เปิดทางยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก.ล.ต.เปิดรับคำขออนุญาตเป็นผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค.เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค.เป็นต้นไป &amp;nbsp;ก.ล.ต.จะเริ่มเปิดรับคำขออนุญาตเป็นผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ภายหลังประกาศกระทรวงการคลังเกี่ยวกับการให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลมีผลใช้บังคับแล้ว โดยผู้ที่สนใจขอใบอนุญาตเป็นศูนย์ซื้อขาย นายหน้า หรือผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล ทั้งรายใหม่และที่ประกอบธุรกิจอยู่ตั้งแต่ก่อนกฎหมายมีผลใช้บังคับ สามารถยื่นขอใบอนุญาตที่ ก.ล.ต.ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้ยื่นขออนุญาตประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้องมีคุณสมบัติสำคัญ ประกอบด้วย ต้องเป็นบริษัทไทยที่เป็นบริษัทจำกัด หรือบริษัทจดทะเบียน, มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วตามที่กำหนด, มีความพร้อมด้านระบบงาน ฐานะทางการเงิน การควบคุม และการปฏิบัติงานที่ดี, ไม่ประสบปัญหาทางการเงิน, กรรมการ ผู้บริหาร และผู้ถือหุ้นรายใหญ่ต้องขอความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. และไม่มีลักษณะต้องห้าม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรณีประกอบธุรกิจอื่นอยู่ก่อนแล้ว ต้องเป็นกิจการที่ไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เว้นแต่จะมีระบบป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่มีประสิทธิภาพ มีงบการเงินประจำปีงวดปีล่าสุดที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีที่สำนักงานให้ความเห็นชอบ และสามารถดำรงเงินกองทุนและกันเงินสำรองได้ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายที่ควบคุมการประกอบธุรกิจของบริษัทนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลักเกณฑ์ดังกล่าวใช้บังคับกรณีผู้ขอรับใบอนุญาตที่เป็นรายใหม่ และผู้ที่ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลอยู่เดิมตั้งแต่ก่อนที่พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลมีผลใช้บังคับในวันที่ 14 พ.ค.61 ที่ผ่านมา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต. มีหน้าที่กำหนดมาตรฐานการประกอบธุรกิจ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ให้บริการมีระบบที่มีความพร้อม ทั้งเรื่องการบริหารจัดการ ระบบงานต่าง ๆ โดยเฉพาะระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ ระบบการพิจารณารับและประเมินความเหมาะสมของลูกค้าที่มีความสำคัญมาก เนื่องจากสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง หากพิจารณาแล้วพบว่า มีความพร้อมและมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ก.ล.ต. ก็จะเสนอความเห็นเพื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณาออกใบอนุญาตการประกอบธุรกิจต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ประกอบด้วย ศูนย์ซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัล คือ ศูนย์กลางหรือเครือข่ายเพื่อการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลกับเงินบาทหรือคริปโทเคอร์เรนซีในบัญชีรายชื่อที่กำหนด, นายหน้าซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัล คือ นายหน้าหรือตัวแทนเพื่อการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล และ ผู้ค้าคริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัล คือ ผู้ให้บริการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลในนามตนเอง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14058</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ล.ต., ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล, รพี สุจริตกุล, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์, ใบอนุญาตการประกอบธุรกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180218/image_big_5a8970cd26dc8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
