<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117526</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 14:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 14:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้น!ศาลปกครองนัดอ่านคำพิพากษาคดี’ไชน่า เรลเวย์ฯ’ฟ้อง’รฟท.’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย.2564 - &amp;nbsp;ในวันพฤหัสบดีที่ 23 ก.ย.เวลา 13.30 น. ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำที่ 3/2564 ระหว่าง บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์เทน เอนจิเนียริ่ง กรุ๊ป จำกัด (ผู้ฟ้องคดี) กับ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ณ ห้องพิจารณาคดี 9 ชั้น 3 อาคารศาลปกครอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยคดีนี้ บริษัทไชน่าฯ ฟ้องว่า การรถไฟฯ กระทำการไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ กรมบัญชีกลาง มีคำสั่ง ลว. 29 ส.ค.2562 อนุมัติยกเว้นการปฏิบัติตามหนังสือคณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ที่ กค (กนบ) 0405.2/ว 410 ลว. 24 ต.ค. 2560 ให้แก่บริษัท บีพีเอ็นพี จำกัด เป็นการเฉพาะราย นอกจากนี้การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียน กรมบัญชีกลาง มีคำวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของบริษัท บีพีเอ็นพี จำกัด ในประเด็นเกี่ยวกับคุณสมบัติและหนังสือรับรองผลงานฟังขึ้น และสั่งให้ รฟท. กลับไปดำเนินการในขั้นตอนการพิจารณาผลการเสนอราคาของผู้ยื่นข้อเสนอให้ถูกต้องต่อไปย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ชนะการประกวดราคาจ้างโครงการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพมหานคร - หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร - นครราชสีมา) งานสัญญาที่ 3-1 งานโยธาสำหรับช่วงแก่งคอย - กลางดง และช่วงปางอโศก - บันไดม้า ได้รับความเสียหาย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117526</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรถไฟแห่งประเทศไทย, คำพิพากษา, บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์เทน เอนจิเนียริ่ง กรุ๊ป จำกัด, รฟท., ศาลปกครอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210520/image_big_60a624f00a54d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117525</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 14:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 14:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้น!ศาลปกครองนัดอ่านคำพิพากษาคดี’ไช่น่า เรลเวย์ฯ’ฟ้อง’รฟท.’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย.2564 - &amp;nbsp;ในวันพฤหัสบดีที่ 23 ก.ย.เวลา 13.30 น. ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำที่ 3/2564 ระหว่าง บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์เทน เอนจิเนียริ่ง กรุ๊ป จำกัด (ผู้ฟ้องคดี) กับ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ณ ห้องพิจารณาคดี 9 ชั้น 3 อาคารศาลปกครอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยคดีนี้ บริษัทไชน่าฯ ฟ้องว่า การรถไฟฯ กระทำการไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ กรมบัญชีกลาง มีคำสั่ง ลว. 29 ส.ค.2562 อนุมัติยกเว้นการปฏิบัติตามหนังสือคณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ที่ กค (กนบ) 0405.2/ว 410 ลว. 24 ต.ค. 2560 ให้แก่บริษัท บีพีเอ็นพี จำกัด เป็นการเฉพาะราย นอกจากนี้การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียน กรมบัญชีกลาง มีคำวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของบริษัท บีพีเอ็นพี จำกัด ในประเด็นเกี่ยวกับคุณสมบัติและหนังสือรับรองผลงานฟังขึ้น และสั่งให้ รฟท. กลับไปดำเนินการในขั้นตอนการพิจารณาผลการเสนอราคาของผู้ยื่นข้อเสนอให้ถูกต้องต่อไปย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ชนะการประกวดราคาจ้างโครงการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพมหานคร - หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร - นครราชสีมา) งานสัญญาที่ 3-1 งานโยธาสำหรับช่วงแก่งคอย - กลางดง และช่วงปางอโศก - บันไดม้า ได้รับความเสียหาย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117525</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรถไฟแห่งประเทศไทย, คำพิพากษา, บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์เทน เอนจิเนียริ่ง กรุ๊ป จำกัด, รฟท., ศาลปกครอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210520/image_big_60a624f00a54d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109415</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2021 08:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2021 08:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เช็กเลย &#039;การรถไฟฯ&#039;งดเดินรถ 30 ขบวนทั่วไทย 11-25 ก.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ค.2564 นายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) เปิดเผยว่า รฟท. ขอแจ้งปรับการให้บริการเดินรถให้สอดคล้องกับมติของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ที่ขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล งดเดินทางออกนอกเคหะสถานตั้งแต่เวลา 21.00 &amp;ndash; 04.00 น. และให้ระบบขนส่งสาธารณะหยุดให้บริการตั้งแต่เวลา 21.00 &amp;ndash; 04.00 น. โดยการปรับการให้บริการเดินรถดังกล่าวจะเริ่มตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 25 ก.ค.64 ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งดเดินขบวนรถเชิงพาณิชย์ (รถทางไกล) 10 ขบวน ประกอบด้วย ขบวน 13/14 กรุงเทพ &amp;ndash; เชียงใหม่ &amp;ndash; กรุงเทพ, ขบวน 67/68 กรุงเทพ &amp;ndash; อุบลราชธานี &amp;ndash; กรุงเทพ, ขบวน 85/86 กรุงเทพ &amp;ndash; นครศรีธรรมราช &amp;ndash; กรุงเทพ, ขบวน 167/168 กรุงเทพ &amp;ndash; กันตัง &amp;ndash; กรุงเทพ และขบวน 133/134 กรุงเทพ &amp;ndash; หนองคาย &amp;ndash; กรุงเทพ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้งดเดินขบวนรถเชิงสังคม (รถชานเมืองและรถท้องถิ่น) 20 ขบวน โดยในส่วนขบวนรถที่วิ่งให้บริการได้ปรับสถานีต้นทาง/ปลายทาง และเปลี่ยนเวลาขบวนรถบางขบวน รวม 8 ขบวน&amp;nbsp;&amp;nbsp;ประกอบด้วย สายเหนือ 2 ขบวน ได้แก่ ขบวน 109 กรุงเทพ &amp;ndash; เชียงใหม่ ออก 06.00 น. ถึง 20.00 น. และขบวน 102 เชียงใหม่ &amp;ndash; กรุงเทพ ออก 05.30 น. ถึง 20.00 น., สายใต้ 2 ขบวน ได้แก่ ขบวน 171 กรุงเทพ &amp;ndash; สุไหงโก-ลก เปลี่ยนเป็น กรุงเทพ &amp;ndash; ทุ่งสง ออก 05.00 น. ถึง 16.05 น. และขบวน 172 สุไหงโกลก &amp;ndash; กรุงเทพ เปลี่ยนเป็น ทุ่งสง &amp;ndash; กรุงเทพ ออก 06.00 น. ถึง 18.50 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สายตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ ขบวน 75 กรุงเทพ &amp;ndash; หนองคาย ออก 08.20 น. ถึง 17.30 น., ขบวน 76 หนองคาย &amp;ndash; กรุงเทพ ออก 07.45 น. ถึง 17.10 น., ขบวน135 กรุงเทพ &amp;ndash; อุบลราชธานี ออก 06.40 น. ถึง 18.00 น. และขบวน 136 อุบลราชธานี &amp;ndash; กรุงเทพ ออก 07.00 น. ถึง 18.40 น.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม รฟท.ได้คำนึงถึงความเหมาะสมในการให้บริการแก่ประชาชน ควบคู่ไปกับการดำเนินตามมาตรการของ ศบค. โดยยังคงมีขบวนรถโดยสารขบวนรถเชิงสังคม จำนวน 97 ขบวน ให้บริการแก่ประชาชนได้เพียงพอทุกเส้นทาง ประกอบด้วย สายเหนือ 22 ขบวน สายใต้ 20 ขบวน สายอีสาน 18 ขบวน สายตะวันออก 17 ขบวน สายมหาชัย 16 ขบวน และสายแม่กลอง 4 ขบวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้โดยสารที่มีความประสงค์ขอคืนเงินค่าตั๋วโดยสาร สามารถติดต่อขอคืนเงินค่าตั๋วโดยสารเต็มราคาได้ทุกสถานีทั่วประเทศ และสำหรับผู้ที่จองตั๋วผ่านระบบ D-Ticket สามารถทำการยื่นคืนผ่านระบบได้ด้วยตนเอง หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ หมายเลขโทรศัพท์ 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109415</URL_LINK>
                <HASHTAG>งดเดินรถ, รถไฟ, รฟท., ล็อกดาวน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210504/image_big_6090a4a7aef07.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107212</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2021 16:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2021 12:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>MEA จับมือ กฟผ. และ รฟท. ผนึกกำลังรองรับยานยนต์ไฟฟ้าสาธารณะ ช่วยลดมลภาวะ กระตุ้นเศรษฐกิจไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกีรพัฒน์ เจียมเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง หรือ MEA พร้อมด้วย นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ นายอวิรุทธ์ ทองเนตร รองผู้ว่าการกลุ่มอำนวยการ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ร่วมพิธีเปิดสถานีต้นทางบางซื่อ การไฟฟ้านครหลวง และ สถานีไฟฟ้าแรงสูงจตุจักร การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พร้อมส่งจ่ายพลังงานไฟฟ้ารองรับสถานีกลางบางซื่อและโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) รวมถึงรองรับการใช้ไฟฟ้าพื้นที่เมืองมหานครในอนาคต เพื่อร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รับเทรนด์การเดินทางด้วยยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดปัญหาการปล่อยมลพิษทางอากาศ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ณ สถานีไฟฟ้าแรงสูงจตุจักร และ สถานีต้นทางบางซื่อ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกีรพัฒน์ เจียมเศรษฐ์ ผู้ว่าการ MEA เปิดเผยว่า MEA เริ่มดำเนินการก่อสร้างสถานีต้นทางบางซื่อตั้งแต่เดือนธันวาคม 2560 รองรับปริมาณพลังงานไฟฟ้าสูงถึง 1,800 MVA (เมกะโวลต์แอมป์) เพื่อรองรับการจ่ายไฟฟ้าพื้นที่สถานีกลางบางซื่อ และโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) โดยผ่านการควบคุมบริหารจัดการระบบไฟฟ้าด้วยระบบ SCADA ที่ทันสมัย ทั้งยังออกแบบให้มีระบบสำรองไฟฟ้าในกรณีเหตุฉุกเฉินโดยบูรณาการร่วมกับ กฟผ. ในการเชื่อมโยงระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงจากแหล่งจ่ายสถานีไฟฟ้าแรงสูงข้างเคียงของ กฟผ. ในพื้นที่โดยรอบ 3 สถานี (สถานีไฟฟ้าแรงสูงแจ้งวัฒนะ พระนครเหนือ และลาดพร้าว) รวมถึงการเชื่อมโยงจากสายส่งไฟฟ้าจากสถานีย่อยข้างเคียงของ MEA เอง ทำให้เสถียรภาพของระบบไฟฟ้ามีความมั่นคงยิ่งขึ้น โดย MEA มีความพร้อมในการจัดการควบคุมจ่ายไฟฟ้าให้กับทุกสถานีรถไฟฟ้าทั้งในปัจจุบัน นอกจากนี้ MEA ได้เตรียมความพร้อมรองรับการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าสำหรับการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าที่จะมาทดแทนรถยนต์น้ำมันต่อไปในอนาคต เพื่อสร้างความสะดวกสบายให้กับประชาชน ลดปัญหามลพิษทางอากาศ ตลอดจนการติดตั้งและพัฒนาสถานีอัดประจุไฟฟ้าของ MEA เชื่อมต่อ Platform ระบบบริหารจัดการเครื่องอัดประจุไฟฟ้าอัจฉริยะ วิเคราะห์ข้อมูลการชาร์จ เชื่อมต่อกับ MEA EV Application รองรับการใช้งานและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจรในพื้นที่ให้บริการได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ MEA จึงมีความพร้อมพัฒนางานบริการเทคโนโลยีด้านระบบไฟฟ้าที่ทันสมัยขับเคลื่อนระบบพลังงานอัจฉริยะเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. ได้ดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม ร่วมกับ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูงจตุจักรเพื่อเตรียมความพร้อมในการส่งจ่ายพลังงานไฟฟ้ารองรับการใช้ไฟฟ้าของสถานีกลางบางซื่อ และโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ - รังสิต และช่วงบางซื่อ - ตลิ่งชัน&amp;nbsp; ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางการคมนาคมระบบรางของไทยแห่งใหม่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน เป็นเส้นทางการคมนาคมขนส่งระบบรางที่สำคัญในอนาคตและยังถือเป็นโอกาสที่ดีในการ Restart กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ สถานีไฟฟ้าแรงสูงจตุจักร เริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อเดือนมีนาคม 2560 พร้อมส่งจ่ายไฟฟ้าให้สถานีต้นทางบางซื่อ MEA เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา เป็นสถานีไฟฟ้าแรงสูงแบบใช้ฉนวนก๊าซ (Gas Insulated Substation: GIS ) โดยเชื่อมโยงกับสถานีไฟฟ้าแรงสูงลาดพร้าว แจ้งวัฒนะ และพระนครเหนือ ด้วยสายส่งไฟฟ้าแรงสูงระดับแรงดัน 230 kV (กิโลโวลต์) รวมทั้งสิ้นจำนวน 4 วงจร พร้อมออกแบบและติดตั้งเสาไฟฟ้าแรงสูงแบบพิเศษที่มีเพียงต้นเดียวในประเทศไทย ให้สามารถใช้งานในพื้นที่จำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และควบคุมความสูงของเสาไม่ให้ส่งกระทบต่อระบบการจ่ายกระแสไฟฟ้าเดิม โดยสามารถส่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 2,400 MW (เมกะวัตต์) หรือเทียบเท่าโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ จำนวน 3 แห่ง รองรับการใช้ไฟฟ้าของสถานีกลางบางซื่อ และโครงการรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ - รังสิต และช่วงบางซื่อ - ตลิ่งชัน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรองรับการคมนาคมของประเทศไทยในอนาคต ซึ่งจะปรับเปลี่ยนเข้าสู่รูปแบบการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV มากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบัน กฟผ. ได้พัฒนานวัตกรรมรถยนต์ EV รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และเรือไฟฟ้า เพื่อเชื่อมต่อการเดินทาง &amp;ldquo;ล้อ ราง เรือ&amp;rdquo; สร้างความสะดวกสบายในการเดินทางให้กับประชาชน สามารถช่วยลดปัญหาการปล่อยมลพิษทางอากาศและฝุ่น PM 2.5 จากภาคการขนส่ง นับเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตามแนวคิด EGAT for ALL&amp;nbsp;เพราะ กฟผ. เป็นของทุกคน ทำเพื่อทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายอวิรุทธ์ ทองเนตร รองผู้ว่าการกลุ่มอำนวยการ รฟท. กล่าวว่า พลังงานไฟฟ้าเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งสำหรับสถานีกลางบางซื่อ สถานีรถไฟหลักแห่งใหม่ ซึ่งจะเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการในฐานะศูนย์กลางระบบรางที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ที่เชื่อมต่อทุกรูปแบบการเดินทางของระบบขนส่งมวลชนอื่น ๆ ได้อย่างสะดวกสบาย ทั้งทางราง ทางบก ทางอากาศ ซึ่งโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ถือเป็นโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางที่เป็นโครงข่ายเชื่อมโยงการเดินทางของประชาชนระหว่างพื้นที่ใจกลางเมืองของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นศูนย์กลางการคมนาคมระบบรางของไทยแห่งใหม่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน และยังเป็นศูนย์เปลี่ยนถ่ายการเดินทางที่เชื่อมต่อกับรูปแบบการเดินทางอื่น ๆ ได้อย่างสะดวกสบาย โดยคดว่าสามารถเปิดให้ประชาชนทดลองใช้บริการในเดือนกรกฎาคมนี้ และให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ ประมาณปลายปี 2564 นี้ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ชานเมือง ได้เดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองด้วยระบบรางที่มีประสิทธิภาพ และช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารสามารถเข้าสู่โครงข่ายระบบรถไฟขนส่งมวลชนอื่นได้อย่างสะดวกรวดเร็ว สามารถรองรับรองรับประชาชนที่มาใช้บริการที่สถานีกลางบางซื่อ จำนวน 624,000 คน ต่อวัน และโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ - รังสิต และช่วงบางซื่อ - ตลิ่งชัน จำนวน 463,000 คน ต่อวัน ทำให้ทุกวันแห่งการเดินทางมีแต่รอยยิ้มแห่งความสุขที่เกิดจากคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตลอดไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107212</URL_LINK>
                <HASHTAG>EGAT for ALL, Energize smart living, Energy for city life, Gas Insulated Substation: GIS, MEA, MEA EV Application, Restart กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ, กฟผ., การรถไฟแห่งประเทศไทย, การไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, ฉนวนก๊าซ, นายกีรพัฒน์ เจียมเศรษฐ์, นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร, นายอวิรุทธ์ ทองเนตร, ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง, ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, พระนครเหนือ, พลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร, พิธีเปิดสถานีต้นทางบางซื่อ, ยานยนต์ไฟฟ้า, รฟท., ระบบ SCADA, ลดปัญหาการปล่อยมลพิษทางอากาศ, ลาดพร้าว, สถานีไฟฟ้าแรงสูงจตุจักร, สถานีไฟฟ้าแรงสูงแจ้งวัฒนะ, เพราะ กฟผ. เป็นของทุกคน ทำเพื่อทุกคน, โครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210622/image_big_60d1791cb481f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104751</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2021 09:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2021 09:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ด่านหน้าขนส่งสาธารณะตบเท้าฉีดวัคซีน ร่วมเดินหน้าฝ่าวิกฤติโควิด-19 ขณะ “แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.” ยังค้างสภาพัฒน์ รอลุ้นรถเมล์ใหม่-ชีวิตวิถีใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยม &amp;ldquo;ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ (Central Vaccination Center)&amp;rdquo; ณ สถานีกลางบางซื่อ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ว่า ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ มีกลุ่มเป้าหมายฉีดให้กับบุคลากรด้านคมนาคมขนส่ง ผู้ให้บริการขนส่ง รถรับจ้างสาธารณะและผู้เกี่ยวข้องซึ่งทั้งประเทศมีจำนวน 3.5 แสนคน โดยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลประมาณ 1.3 แสนคน โดยเริ่มฉีดวัคซีนตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค. 2564 ซึ่งเป็นวันแรก สามารถฉีดได้ 5,000 กว่าคน ขณะที่ภาพรวม 5 วัน 24 -28 พ.ค. 2564 สามารถฉีดไปแล้วกว่า 4 หมื่นคน มีทั้งเป็นกลุ่มเป้าหมายบุคลากรในระบบคมนาคมขนส่ง และกลุ่ม On Site 4,460 คน และในบางชั่วโมงสามารถฉีดได้ถึง 1,300 คน ซึ่งถือว่าสูงมาก เพราะตามศักยภาพเป้าหมายตั้งจากสมมุติฐาน 900 คน/ชม. ยิ่งในวันที่ 28 พ.ค. นั้น สามารถฉีดได้เกินกว่า 1 หมื่นคน สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ต่อวัน โดย&amp;ldquo;ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ&amp;rdquo; มีเป้าหมายในการนัดวัคซีนเข็มที่สอง หลังจากนี้ประมาณ 14 วัน ทำให้คาดว่าจะฉีดกลุ่มเป้าหมายบุคลากรด้านคมนาคมขนส่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑลครบ 1.3 แสนคน ทั้ง 2 เข็ม ภายใน 1 เดือน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า &amp;ldquo;ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ&amp;rdquo; มีสถานที่กว้างขวางและมีการจัดระบบค่อนข้างดี ทำให้สามารถบริการผู้มารับการฉีดวัคซีนได้อย่างรวดเร็ว โดยส่วนใหญ่เป็นบุคลากรด้านการคมนาคมขนส่งโดยเฉพาะกลุ่มผู้ให้บริการรถโดยสาธารณะที่พร้อมใจกันมารับการฉีดวัคซีนจำนวนมาก จากการสอบถามบางส่วนพบว่าเหตุผลที่รีบลงทะเบียนตอบรับมาฉีดวัคซีนเมื่อศูนย์ฯ นี้เปิด เพราะก่อนหน้านี้มีข่าวของพนักงาน ขสมก. ติดเชื้อแทบทุกวัน และเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ หลายคนหวาดกลัวเกรงติดเชื้อ ประชาชนทั่วไปที่ใช้บริการก็มีความกังวลการใช้บริการรถ ขสมก.&amp;nbsp; จนกระทั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมประกาศปูพรมฉีดให้ด่านหน้ากลุ่มขนส่งสาธารณะก็รีบมาฉีดกันเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ตัวเองและคนรอบข้างรวมถึงผู้โดยสารด้วย&amp;nbsp; โดยนโยบายส่วนไหนที่ช่วยสนับสนุนและพัฒนา ส่งเสริมสวัสดิภาพในการประกอบอาชีพก็ยินดีให้ความร่วมมือเต็มที่ หากมีจัดการอย่างรวดเร็วฉับไวมองเห็นประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักแบบนี้ก็จะช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น อย่างตอนนี้ก็รอกันว่าจะมีความชัดเจนเรื่อง &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; หรือที่เรียกกันว่า &amp;ldquo;ปฏิรูปรถเมล์&amp;rdquo; ว่าจะเป็นอย่างไรแน่ เฉพาะทุกคนต้องก้าวเข้าสู่ชีวิตวิถีใหม่ที่จำเป็นต้องมีการปรับตัวและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในประเด็น &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ปฏิรูปรถเมล์&amp;rdquo; นั้น ข้อมูลล่าสุดขณะนี้เรื่องยังค้างอยู่ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ &amp;ldquo;สภาพัฒน์&amp;rdquo; ที่ทุกฝ่ายต่างก็รอความชัดเจน โดยจากการเปิดเผยรายละเอียดใน &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; มีการปรับแผนจากการซื้อรถเมล์ใหม่ เปลี่ยนเป็นการจัดเช่ารถโดยสารปรับอากาศพลังงานไฟฟ้าแทน และให้บริการวิ่งในเส้นทางเดินรถที่มีการปรับเปลี่ยนเส้นทางตามที่กรมการขนส่งทางบกแบ่งใหม่ เป็นของ ขสมก. 108 เส้นทาง และของเอกชนอีก 54 เส้นทาง รวมระยะเวลา 7 ปี ซึ่งจะเป็นการจ่ายค่าจ้างตามกิโลเมตรที่วิ่งให้บริการจริง ในอัตราที่ ขสมก. กำหนด และยังมีการกำหนดอัตราค่าโดยสารเป็นอัตราเดียว (Single Price) ในอัตรา 30 บาท/คน/วัน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน โดยยังคงมีทางเลือกสำหรับค่าโดยสารแบบเที่ยวเดียวไว้ให้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบัน มีการปรับจำนวนเที่ยวการเดินรถ จัดการเดินรถตามความจำเป็น ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ปรับลดจำนวนเที่ยววิ่งรถโดยสารทุกประเภท ในช่วงเวลาการให้บริการปกติ ทั้งรถโดยสารธรรมดา และรถโดยสารปรับอากาศ เพื่อให้สอดคล้องกับประกาศฯ และสอดคล้องกับจำนวนผู้ใช้บริการในปัจจุบันที่มีจำนวนลดลง เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเป็นการทำงานอยู่ที่บ้าน (Work From Home) และสถานศึกษาหลายแห่ง ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนเป็นแบบออนไลน์ ขณะที่การให้บริการของ ขสมก. ก็ดำเนินการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด - 19 อย่างเคร่งครัด อาทิ การให้พนักงานประจำรถและผู้ใช้บริการสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาขณะใช้บริการ การฉีดพ่นแอลกอฮอล์ภายในรถ ก่อนนำรถออกวิ่ง การติดตั้งขวดเจลแอลกอฮอล์ สำหรับล้างมือบนรถโดยสาร และเพื่อให้การป้องกันการแพร่ระบาด เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการขอความร่วมมือประชาชนผู้ใช้บริการงดรับประทานอาหารและเครื่องดื่มบนรถโดยสาร เพื่อลดความเสี่ยงการเเพร่ระบาดของโรค รวมทั้งการสร้างความมั่นใจต่อการปฏิบัติงานโดยการให้พนักงานของ ขสมก. ทยอยฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งานนี้จึงได้แต่ลุ้นให้ &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; จะผ่าน &amp;ldquo;สภาพัฒน์&amp;rdquo; โดยเร็ว ส่งให้ ครม. อนุมัติให้ได้เร็วเท่าที่จะเป็นได้ เพราะบุคลากรผู้ให้บริการพร้อมเต็มที่กับ &amp;ldquo;ชีวิตวิถีใหม่&amp;rdquo; ที่จะให้ประชาชนได้ใช้รถเมล์ใหม่ระบบพลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แถมยังลดการวิ่งในเส้นทางที่ซ้ำซ้อน ไม่ต้องรอรถนาน จากจำนวนรถน้อยและสภาพเก่าทรุดโทรม และยังมีรถควันดำเป็นมลพิษด้วย ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็ยังคงยืนยันหนักแน่นว่าเร่งผลักดัน &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; อย่างเต็มที่เพราะตระหนักว่านี่เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนคนกรุงเทพฯ ได้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมที่สุดอย่างหนึ่ง รอแต่ว่าผู้รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องจะส่งให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเมื่อไหร่เท่านั้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104751</URL_LINK>
                <HASHTAG>Single Price, กระทรวงคมนาคม, การรถไฟแห่งประเทศไทย, ขนส่งสาธารณะ, ขสมก., ค่าโดยสารเป็นอัตราเดียว, ฉีดวัคซีน, ชีวิตวิถีใหม่, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ, บุคลากรด้านคมนาคมขนส่ง, ปฏิรูปรถเมล์, ฝ่าวิกฤติโควิด-19, รถเมล์ใหม่, รฟท., ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ, สภาพัฒน์, สศช., สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b44e1a81711.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55715</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/01/2020 17:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/01/2020 17:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร.ฟ.ท.ไม่ตกขบวน!สั่งฉีดยาฆ่าเชื้อตู้โดยสาร-สถานี กันไวรัสโคโรนา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ม.ค. 63- นายวรวุฒิ มาลา รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจการบริหารทรัพย์สิน รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ การรถไฟฯ ได้ตระหนักถึงความปลอดภัยของผู้ใช้บริการรถไฟ ล่าสุดได้ดำเนินมาตรการในการดูแลด้านสุขภาพและอนามัยภายในพื้นที่บริเวณสถานีรถไฟทุกแห่ง เป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ภายในพื้นที่เขตสถานีรถไฟ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้บริการ โดยได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สถานีรถไฟทุกแห่ง เพิ่มมาตรการความเข้มงวดการทำความสะอาดภายในบริเวณสถานี โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่สถานีหัวลำโพง ซึ่งเป็นสถานีหลักที่มีผู้ใช้บริการทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางเป็นจำนวนมาก จึงได้ดำเนินการทำความสะอาดด้วยการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคภายในสถานีรถไฟ โดยเน้นย้ำความสะอาดบริเวณพื้นที่ให้บริการที่มีการสัมผัสกับผู้ใช้บริการที่มีความถี่บ่อยครั้ง เช่น บริเวณช่องจำหน่ายตั๋วโดยสาร เก้าอี้นั่งพักผู้โดยสาร ห้องน้ำ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ได้เพิ่มการทำความสะอาดด้วยการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคภายในตู้โดยสารบนขบวนรถไฟก่อนที่จะนำออกให้บริการ และเน้นการเช็ดทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคในบริเวณที่ผู้โดยสารต้องสัมผัส เช่น ราวจับภายในขบวนรถ เก้าอี้นั่ง เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนมาตรการด้านการดูแลสุขภาพอนามัยของพนักงานที่ให้บริการในสถานี และบนขบวนรถได้ให้พนักงานสวมหน้ากากอนามัยกรณีที่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่ที่มีประชาชนหนาแน่น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55715</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรถไฟแห่งประเทศไทย, รฟท., ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200128/image_big_5e2ff6b5b4d78.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53486</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/12/2019 17:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/12/2019 17:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รฟท.เผยผู้โดยสารเดินทาง 29 ธ.ค. 9 หมื่นส่วนสายใต้แชมป์เดินทางเยอะสุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29 ธ.ค.62- การรถไฟฯ รายงานตัวเลขจำนวนผู้โดยสารที่เดินทางในวันที่สองของการเสริมขบวนรถช่วงเทศกาลปีใหม่ปีนี้ยังคงคึกคัก &amp;nbsp; มีผู้โดยสารที่ใช้บริการในวันที่ 28 ธันวาคม &amp;nbsp;2562 จำนวนทั้งสิ้น 104,093 คน ซึ่งมีจำนวนเดินทางลดลงจากเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2562 เพียงเล็กน้อย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเส้นทางที่มีผู้โดยสารเดินทางหนาแน่นที่สุด คือ สายใต้ มีผู้โดยสารเดินทางจำนวน 33,458 คน รองลงมาคือสายตะวันออกเฉียงเหนือ 26,687 สายเหนือ 19,083 คน สายตะวันออก 13,356 คน และสายแม่กลอง 11,509 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับบรรยากาศที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ในวันที่ 29 ธ.ค. 2562 ช่วงเช้ายังคงมีผู้โดยสารทยอยเดินทางกลับอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งสภาพการโดยสารปกติ และสำหรับช่วงเที่ยงวันเดียวกันนี้ก็ยังคงมีผู้โดยสารที่ได้สำรองตั๋วไว้เรียบร้อยแล้วมารอขึ้นขบวนรถไฟในช่วงบ่าย จนถึงค่ำ เพื่อจะเดินทางกลับไปให้ถึงภูมิลำเนาก่อนสิ้นปี เพื่อร่วมฉลองเทศกาลปีใหม่ 2563 ซึ่งภาพรวมการโดยสาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ด้านจำนวนขบวนรถและตู้โดยสารเพียงพอ ไม่มีผู้โดยสารตกค้าง การจำหน่ายตั๋วเป็นไปด้วยความเรียบร้อยประมาณการผู้โดยสารภาพรวมวันนี้ ประมาณ &amp;nbsp;90,000 คนขบวนรถปกติ 244 ขบวนขบวนรถเสริม - ขบวน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53486</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.), รฟท., เดินทางกลับภูมิลำเนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e0880323c7fd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
