<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118383</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขยายเพดานหนี้รองรับฉุกเฉิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อาคม&amp;rdquo; ยันขยายเพดานหนี้เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน หลังประเมินโควิดยังไม่จบ ชี้ประเทศยังจำเป็นต้องใช้เงินฟื้นฟู เยียวยาประชาชน และเศรษฐกิจ พร้อมชงมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมหนุนใช้จ่ายปลายปี 64-ต้นปี 65 จ่อขยายฐานภาษีเพิ่มรายได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวถึงกรณีการขยายเพดานหนี้สาธารณะของประเทศไทย เพิ่มเป็น 70% ต่อจีดีพี จากเดิมที่ 60% ต่อจีดีพี ว่าปี 2563-2564 เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างมาก เงินงบประมาณที่มีอยู่ไม่เพียงพอเพื่อใช้ดูแลช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูประชาชน และเศรษฐกิจ รวมถึงการจัดซื้อวัคซีนไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องกู้เงิน จึงเป็นที่มาของการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินฉุกเฉิน 2 ปี รวมกันที่ 1.5 ล้านล้านบาท และมีการประเมินว่าการกู้เงินดังกล่าวจะทำให้ยอดหนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องขยับเพดานหนี้เพื่อรองรับเรื่องดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีการประเมินว่า ณ สิ้น ก.ย. 2564 สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศไทยจะอยู่ที่ 58.96% ขณะที่สิ้น ก.ย. 2565 สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศไทยจะอยู่ที่ 62.69% ซึ่งยังอยู่ภายใต้เพดานหนี้สาธารณะที่มีการปรับเพิ่มขึ้น โดยเพดานหนี้สาธารณะของไทยที่ปรับเพิ่มขึ้น ก็ยังต่ำกว่าหลายประเทศในกลุ่มอาเซียน เช่น มาเลเซีย ที่ปัจจุบันเพดานหนี้สาธารณะอยู่ที่ 78% ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย และการกู้เงินของรัฐบาลไม่เพียงใช้เพื่อเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจเท่านั้น ยังมีการกู้เงินเพื่อนำมาลงทุน ซึ่งจะช่วยต่อยอดและพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาวอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การขยายเพดานหนี้ก็เพื่อรองรับการกู้เงินเพิ่ม เป็นการเตรียมพร้อมกรณีที่รัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อแก้วิกฤตต่างๆ ที่เกิดขึ้น เนื่องจากมองว่าสถานการณ์ข้างหน้ายังไม่นิ่ง โควิด-19 ยังไม่จบ ระยะเวลาการฟื้นตัวของเศรษฐกิจก็ยังไม่แน่นอน อาจจะเป็น 1 หรือ 2 ปี จึงเป็นที่มาของความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างจีดีพีให้เพิ่มขึ้น และการขยายเพดานหนี้สาธารณะก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่ผ่านมาเคยมีทั้งการขยายเพิ่มและปรับลดเพดานหนี้สาธารณะมาแล้ว&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอาคมเผยว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องทำควบคู่ไปด้วย คือการขยายฐานภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีใหม่ๆ อาทิ ภาษีอีคอมเมิร์ซและภาษีอีเซอร์วิส ที่จัดเก็บจากแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างประเทศ โดยปัจจุบันมีแพลตฟอร์มต่างประเทศลงทะเบียนแล้วกว่า 90 บริษัท ตรงนี้จะกลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของรัฐบาล ซึ่งกฎหมายจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือน ต.ค.2564&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ กระทรวงการคลังจะมีการออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย ซึ่งจะสืบเนื่องไปจนถึงเทศกาลปีใหม่ และตรุษจีน รวมถึงยังมีเรื่องเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการคือ การรักษาอัตราการจ้างงานในภาคธุรกิจต่างๆ ซึ่งเร็วๆ นี้จะมีมาตรการออกมาเพิ่มเติม เพื่อช่วยเหลือนายจ้าง โดยเฉพาะในภาคเอสเอ็มอีที่ขาดสภาพคล่องในการรักษาอัตราการจ้างงาน และเม็ดเงินที่จะลงไปยังภาคชนบทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ต้องพยุงเศรษฐกิจโดยเฉพาะในไตรมาส 4/2564 และปีหน้าให้ยังสามารถขยายตัวต่อไปได้ จึงจำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายออกมาเพิ่มเติม ส่วนรายละเอียดอย่างให้รอก่อน ขณะที่โครงการที่ดำเนินการอยู่ เช่น ยิ่งใช้ยิ่งได้ ก็อาจจะขยายเวลาให้อีก โครงการที่หลายคนเรียกร้อง อย่างช้อปดีมีคืนหรือโครงการต่างๆ นั้น อยากให้รอดูอีกหน่อย&amp;quot; นายอาคมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การขยายเพดานหนี้สาธารณะอยู่ในกรอบที่จะดำเนินการได้ เพราะรัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องเปิดช่องในการกู้เงินเพื่อรองรับสถานการณ์เร่งด่วน โดยการขยายเพดานหนี้ดังกล่าวไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะต้องกู้เต็มเพดาน แต่เป็นการเตรียมการเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น เนื่องจากมีการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวไม่ถึง 1% ส่วนปีหน้าหากต้องการให้เศรษฐกิจโตถึง 5% นั่นหมายความว่าจะต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นให้คนมีกำลังซื้อมากขึ้น เหล่านี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่อยู่ในกรอบที่รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงิน และเมื่อเศรษฐกิจขยายตัวดีขึ้น สัดส่วนหนี้สาธารณะก็จะค่อยๆ ลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ภาคธุรกิจมองว่าเศรษฐกิจหยุดชะงักหลายส่วน จากการปิดประเทศ ทำให้เงินหายหมด และเมื่อโควิด-19 ระลอก 4 มายิ่งทำให้คนทำมาหากินได้น้อยลง คนเดียวที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้เดินหน้าได้ตอนนี้คือรัฐบาล การขยายเพดานเงินกู้เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ทุกรัฐบาลและทุกประเทศต้องทำ เพราะเศรษฐกิจขาดแรงกระตุ้น เรื่องนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และนักวิชาการก็เห็นด้วย เพราะเศรษฐกิจแผ่ว รัฐก็จัดเก็บรายได้ไม่ได้ ก็เป็นปัญหา ยิ่งเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปีต่อเนื่องจนถึงครึ่งแรกของปี 2565 ต้องการแรงกระตุ้นเพื่อรองรับการเปิดประเทศเต็มรูปแบบ เมื่อรัฐบาลกู้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจนฟื้นตัว เงินรายได้ก็จะทยอยกลับมาในรูปของภาษี รัฐทยอยคืนหนี้ สัดส่วนหนี้ที่สูงก็จะปรับลดลง คลังก็จะค่อยๆ ถอย พวกนี้เป็นเรื่องของจังหวะทั้งสิ้น&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนวรรธน์กล่าวว่า สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ภาคเอกชนอยากเห็น ได้แก่ การเพิ่มเงินในโครงการคนละครึ่ง และการปัดฝุ่นโครงการช้อปดีมีคืน รวมถึงการเดินหน้าโครงการที่จะทำให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ โดยภาคเอกชนมองว่าโครงการเหล่านี้กระจายความช่วยเหลือไปถึงทุกหย่อมหญ้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวสุนทรพจน์ในงานสัมมนาวิชาการธนาคารแห่งประเทศไทย ประจำปี 2564 หัวข้อ &amp;ldquo;สร้างภูมิคุ้มกัน ผลักดันเศรษฐกิจไทย&amp;rdquo; ว่าความสามารถในการหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ปัจจุบันไทยยังมีส่วนนี้ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไม่มีการกระจายความเสี่ยงที่เพียงพอ จากการพึ่งพาต่างประเทศที่สูงในแทบทุกมิติ ทั้งการส่งออก การท่องเที่ยวและเทคโนโลยี รวมถึงการพึ่งพาแรงงานต่างชาติที่มากขึ้นเรื่อยๆ จากภาวะสังคมสูงวัย ทำให้เศรษฐกิจไทยหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและการเมืองโลกได้ยาก ขณะที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้น ก็ได้ซ้ำเติมความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจไทยด้วย โดยเฉพาะภาคเกษตร ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีความสำคัญสูงในโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และความไม่เป็นธรรมทางสังคมที่สูงและน่ากลัวในประเทศไทยนั้น เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนวิกฤตโควิด-19 และมีแนวโน้มที่จะรุนแรงมากขึ้นจากการฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียมกัน โดยกลุ่มเปราะบางได้รับผลกระทบจากวิกฤตสาธารณสุขและวิกฤตเศรษฐกิจมากกว่า ขณะที่ความสามารถในการฟื้นตัวน้อยกว่ากลุ่มอื่นในสังคม ความเสี่ยงที่ความตึงเครียดทางสังคมจะคุกรุ่น จึงมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต&amp;rdquo; นายเศรษฐพุฒิกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) ครั้งที่ 4/2564 ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลเน้นการรักษาการจ้างงานและมาตรการการจ้างงานใหม่ เพื่อแก้ปัญหาการว่างงาน ทดแทนปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรม และยังไม่มีการอนุญาตให้แรงงานต่างด้าวเข้าประเทศ ขณะเดียวกัน ก็ต้องการเห็นคนไทยมีงานทำ โดยเฉพาะในโรงงานอุตสาหกรรมที่ทันสมัย เพื่อรักษาระดับการจ้างงานให้ธุรกิจเอกชนด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อยากฝากให้ทุกส่วนราชการช่วยกันหาแนวทางใหม่ๆ ต้องไม่ใช้ประโยชน์จากมาตรการรัฐในรูปแบบเดิม เช่น การจ่ายเงิน การเยียวยา ทั้งนี้ ประชาชนต้องได้รับประโยชน์มากขึ้น มีการพัฒนา สามารถพึ่งพาตนเอง วันนี้นายกรัฐมนตรีต้องการพลิกโฉมประเทศไทยทุกมิติ หลายอย่างที่รัฐบาลดำเนินการวันนี้ ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิม และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล อาจจะไม่เห็นผลทันที แต่จะส่งผลระยะยาวเพื่อให้ประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118383</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ, ยันขยายเพดานหนี้เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน, รมว.การคลัง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b5d66d916a6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118235</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2021 16:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2021 16:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อาคม&#039;เตรียมเข็นมาตรการกระตุ้นเพิ่มลุยงัดนโยบายนอกตำราเดินเครื่องฟื้นศก.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ย. 2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวปาฐกถาในงานสัมมนา &amp;ldquo;ธุรกิจ-สังคม สร้างภูมิคุ้มกัน ฝ่าภัยโควิด&amp;rdquo; ว่า ในอีก 1-2 เดือนนี้ รัฐบาลจะมีการออกมาตรการเสริมเพื่อกระตุ้นและสนับสนุนการใช้จ่ายให้ภาคประชาชน และธุรกิจเอสเอ็มอี เบื้องต้นคาดว่ามาตรการจะต่อเนื่องไปจนถึงช่วงปีใหม่ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรณีที่ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ได้มีการลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ลงเหลือ 1% จากเดิมที่ 2.2% นั้น เป็นผลมาจากความยืดเยื้อของสถานการณ์โควิด-19 แต่ขณะนี้เริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้ว โดยรัฐบาลให้หลักประกันว่า ภายในเดือน ธ.ค. นี้ อัตราการฉีดวัคซีนจะทำได้ 70% ของประชากรแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ธนาคารโลกมองว่าในช่วงวิกฤติการระบาด รัฐบาลหลายประเทศจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินเพื่อช่วยเหลือประชาชน ซึ่งเม็ดเงินดังกล่าวมาจากการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล และการกู้เงินเพิ่ม ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น โดยธนาคารโลกมองว่าจะเป็นเพียงช่วงสั้น ๆ 2-3 ปีเท่านั้น และตั้งแต่ปี 2563-2564 รัฐบาลมีการกู้เงินแล้วกว่า 1.5 ล้านล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ขณะที่จีดีพีในปีที่ผ่านมาติดลบ นั่นหมายถึงรายได้ประเทศลดลง แต่ในปีนี้ ยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยจะยังโตเป็นบวกได้ เพราะภาคการส่งออกขยายตัวได้ดี แม้ว่าภาคการท่องเที่ยวจะยังไม่ฟื้นก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปี 2565 หากเศรษฐกิจขยายตัวได้ตามที่คาดการณ์ คือ 4-5% แม้ว่าหลายฝ่ายจะมองว่าคงทำได้แค่ 3-4% เท่านั้น แต่ก็คิดว่าเป็นระดับที่น่าพอใจ ไม่ติดลบ เป็นบวกย่อมดีกว่าติดลบอยู่แล้วแม้ว่าจะมากหรือน้อย แต่การฟื้นตัวก็จะค่อย ๆ เป็นไปก็จะส่งผลดีกับเศรษฐกิจ ส่วนนโยบายการเงินและการคลังในช่วงนี้ ต้องประสานกัน นโยบายการเงินต้องผ่อนคลายให้นโยบายการคลังสามารถดำเนินการได้เต็มที่ ช่วงนี้รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อมาใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ นโยบายการเงินก็ต้องผ่อนคลาย ต้องทำนโยบายนอกตำรา ตำราเศรษฐศาสตร์ที่เคยเรียนกันมาต้องพักไว้สักพัก เพราะประชาชนเดือดร้อน ดังนั้นก็ต้องใช้ทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลังแบบนอกตำรา&amp;rdquo; นายอาคม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคม กล่าวอีกว่า เมื่อมีการใช้จ่ายเกิดขึ้น คลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้กับการใช้จ่าย โดยต้องดูเสถียรภาพและความมั่นคง ทั้งในระบบการเงิน การใช้จ่ายของประเทศและเงินรายได้ที่จะนำมาใช้ การจัดเก็บรายได้รัฐต้องเพียงพอ โดยในอนาคตตกระทรวงการคลังยังมีนโยบายลดการขาดดุลงบประมาณให้น้อยลง เพื่อสร้างเสถียภาพให้ภาคการคลังของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มองว่ามีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปหรือปรับโครงสร้างการจัดเก็บรายได้เพื่อเสถียรภาพด้านการคลังในระยะยาว ทุกประเทศดำเนินการเรื่องนี้กันหมด เพราะที่ผ่านมาเรามีรายจ่ายมากกว่ารายได้ ส่วนหนึ่งมาจากข้อจำกัดเรื่องผลกระทบด้านเศรษฐกิจที่ในปี 2563-2564 ในเรื่องของรายได้ภาษี เพราะภาคธุรกิจได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการขยับเพดานหนี้สาธารณะนั้น เพื่อเปิดช่องให้รัฐบาลมีช่องในการใช้เงินในอนาคตถ้าหากมีความจำเป็น โดยไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลขยับเพดานแล้วจะต้องเดินหน้ากู้เงินทันที และก่อนหน้านี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติแผนบริหารหนี้สาธารณะ ปีงบประมาณ 2565 ซึ่งในส่วนนี้จะมีเรื่องแผนการก่อหนี้ใหม่เพื่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ทั้งนี้แผนการก่อหนี้ดังกล่าว จะส่งผลทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศไทย ณ เดือน ก.ย. 2565 อยู่ที่ 62% ต่อจีดีพี ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารจัดการ และยังอยู่ภายใต้เพดานหนี้สาธารณะที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยเชื่อว่าปีหน้าหากเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้น จีดีพีขยายตัวได้ที่ 3-4% และในปีต่อ ๆ ไป ที่ 4-5% สัดส่วนหนี้สาธารณะก็จะปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยในขณะนี้มี 3 เรื่องที่ต้องสร้างภูมิคุ้มกันเพิ่ม คือ 1.ด้านดิจิทัล นโยบายดิจิทัลอีโคโนมี 2. การดูแลด้านสิ่งแวดล้อม สภาวะภูมิอากาศ ลดการปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายเรื่องรถยนต์ไฟฟ้า มีเป้าหมายในปี 2573 และ 3.นโยบายชีวภาพและการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118235</URL_LINK>
                <HASHTAG>มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ, รมว.การคลัง, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b5d4b9e989e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118042</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขุนคลังปักธงจีดีพี64โต1.3% ธกส.จัดหมื่นล.ปล่อยกู้อปท.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;อาคม&amp;rdquo; ปักธงจีดีพีไทยปี 64 โตฝ่าโควิดที่ 1.3% ยอมรับระบาดหลายรอบกระทบสาหัส ลุยอัดมาตรการหนุนเศรษฐกิจฟื้นตัว ยก 6 แนวทางปูพรมเติบโตระยะยาว &amp;ldquo;ธ.ก.ส.&amp;rdquo; จัด 1 หมื่นล้านบาทปล่อยกู้ อปท. &amp;nbsp;หนุนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สร้างรายได้-อาชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันวันจันทร์ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวในฐานะประธานและสักขีพยานในการประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือ &amp;ldquo;Sustainable Thailand&amp;rdquo; รวมพลังนักลงทุนสถาบันและภาคธนาคาร &amp;nbsp;ร่วมกันประกาศเจตจำนงสร้างประเทศไทยยั่งยืนว่า กระทรวงการคลังคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2564 จะสามารถเติบโตได้ที่ระดับ 1.3% ซึ่งถือเป็นตัวเลขค่อนข้างดี ขณะที่ปี 2565 คาดว่าจะขยายตัวได้เพิ่มขึ้นที่ระดับ 4-5% เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในขณะนี้กำลังเผชิญและต้องรับมือกับการระบาดของโควิด-19 ซึ่งต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากการระบาดหลายรอบ และที่ผ่านมารัฐบาลได้พยายามควบคุมการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง มีการกู้เงินและใช้นโยบายด้านการคลังเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจและแรงงาน มีการดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านต่างๆ เพื่อรักษาการบริโภคภายในประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในระยะต่อไปภายหลังสถานการณ์โควิด-19 &amp;nbsp;คลี่คลาย รัฐบาลวางแผนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านการใช้นโยบายการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ซึ่งจะมีการเปิดตัวในเร็วๆ นี้ ซึ่งในแผนดังกล่าวจะมีการวางแนวทางสำหรับประเทศไทยในการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามออกมาตรการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่าน 2-3 มาตรการ อาทิ การเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งภาคธุรกิจและประชาชน การจัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อให้หลายส่วนมีรายได้มากขึ้น &amp;nbsp;และการวางนโยบายการคลังเพื่อช่วยเหลืออย่างฉุกเฉิน ควบคู่กับการเร่งกระจายวัคซีน ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง และเดินหน้าสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต&amp;rdquo; นายอาคมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการฟื้นตัวในระยะยาวนั้น ความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนมีความสำคัญอย่างยิ่งผ่าน 6 แนวทาง &amp;nbsp;ได้แก่ 1.การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรองรับการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยการเน้นโมเดลเศรษฐกิจใหม่ (BCG Economy Model) ซึ่งสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 2.การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่อุตสาหกรรมใหม่ 12 เป้าหมาย &amp;nbsp;รวมถึงการสนับสนุนการลงทุนในอีอีซี ที่ในอนาคตจะเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตและเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน 3. การสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัล 4.การให้ความสำคัญในการสร้างเครือข่ายรับรองทางสังคม &amp;nbsp;5.การลดความเหลื่อมล้ำและการแก้ปัญหาความยากจน และ 6.บทบาทของตลาดทุนและตลาดเงิน ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการทรัพยากรทางการเงินในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะภาคการเงินสีเขียว (Green Finance) ที่รองรับธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า &amp;nbsp;ธนาคารได้จัดทำโครงการสนับสนุนสินเชื่อแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก วงเงินรวม 10,000 ล้านบาท เพื่อนำไปลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและโครงการพัฒนาต่างๆ อัตราดอกเบี้ย &amp;nbsp;MLR ไม่เกิน 2.25% ต่อปี (ปัจจุบัน MLR เท่ากับ 4.875% ต่อปี เพื่อให้องค์กรภาครัฐทั่วประเทศ ซึ่งมีบทบาทในการดูแลประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพและรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ รวมถึงลดปัญหาการว่างงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานคืนถิ่น ให้มีอาชีพเลี้ยงตนเองได้ และยังเป็นการป้องกันปัญหาทางสังคม หลังจากการระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมเป็นวงกว้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ อปท.ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.), เทศบาล, องค์การบริหารส่วนตำบล, &amp;nbsp;(อบต.), เมืองพัทยา และกรุงเทพมหานคร โดยนำสินเชื่อดังกล่าวไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียนหรือค่าลงทุน อาทิ &amp;nbsp;การสร้างโรงงานผลิตปุ๋ยหรืออาหารสัตว์ โรงสีข้าวชุมชน &amp;nbsp;ตลาดจำหน่ายสินค้า การส่งเสริมพัฒนากลุ่มอาชีพต่างๆ &amp;nbsp;ปรับปรุงพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวของชุมชน การศึกษา &amp;nbsp;อบรม สัมมนา ดูงานหรือฝึกงานในด้านการส่งเสริมอาชีพ &amp;nbsp;หรือเพื่อการศึกษาของบุคคลในครอบครัว การสร้างสนามกีฬา สวนสาธารณะ ศูนย์การแพทย์ชุมชน การเสริมสร้างการเข้าถึงระบบสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงความต้องการทางด้านการแพทย์ การจัดหาเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ อปท.จะต้องดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งโครงการที่เสนอขอรับการสนับสนุนสินเชื่อต้องได้รับความเห็นชอบจากสภา อปท.และมีการตั้งงบประมาณเพื่อชำระหนี้คืนแก่ธนาคาร วงเงินกู้ขึ้นอยู่กับความจำเป็นในการใช้เงินกู้.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118042</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ, ปักธงจีดีพีไทยปี 64, รมว.การคลัง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b5d66d916a6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88327</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/12/2020 19:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/12/2020 19:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โปรเจ็กต์PPPคืบเงิน3.73 แสนล้านเข้าสู่ระบบฟื้นเศรษฐกิจ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ธ.ค. 2563 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวว่า จะมีเม็ดเงินจากโครงการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) รวมทั้งสิ้นกว่า 3.73 แสนล้านบาท ที่จะทยอยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2564 โดยมีหลายโครงการที่มีความคืบหน้าอย่างมาก อาทิ โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายบางปะอิน-นครราชสีมา, และสายบางใหญ่กาญจนบุรี, โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ และโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีโครงการลงทุนอื่น ๆ อาทิ ทาเรือ ศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้านครพนม และเชียงของ เป็นต้น ซึ่งหลายโครงการมีความคืบหน้าอย่างมาก ก็จะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การก่อสร้างในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐจะเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุด แม้ว่าจะมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 เช่นเดียวกับเมื่อช่วงเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา โดยการก่อสร้างจะเป็นไปภายใต้มาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ของรัฐบาลยอย่างเคร่งครัด&amp;rdquo; นายอาคม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (คณะกรรมการ PPP) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการ PPP ครั้งที่ 4/2563 โดยมีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดย คณะกรรมการ PPP มอบหมายให้กระทรวงเจ้าสังกัด หน่วยงานเจ้าของโครงการ และ สคร. ทำหน้าที่เร่งรัดโครงการที่สำคัญและจำเป็นเร่งด่วน (High Priority PPP Project) ภายใต้แผนการจัดทำโครงการร่วมลงทุน พ.ศ. 2563 - 2570 ให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลาและแล้วเสร็จตามกำหนด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งนอกจากโครงการคมนาคมในด้านต่าง ๆ ทั้งทางถนน ทางราง และทางน้ำแล้ว ยังรวมไปถึงโครงการในด้านสาธารณสุขด้วย เพื่อกระตุ้นการลงทุนของประเทศในภาพรวม และให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ตลอดจนช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะต่างๆ ของรัฐ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ คณะกรรมการ PPP ยังได้วินิจฉัยกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตาม พ.ร.บ. การร่วมลงทุนฯ ปี 2562 ตามมาตรา 20 (9) ตามที่มีหน่วยงานหารือในกรณีปัญหาข้อกฎหมายตาม พ.ร.บ. การร่วมลงทุนฯ ปี 2562 ของการประปาส่วนภูมิภาค บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88327</URL_LINK>
                <HASHTAG>รมว.การคลัง, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ, โครงการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201216/image_big_5fd9afc0cb85c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85019</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/11/2020 17:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/11/2020 17:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อาคม&#039;ยันรัฐพร้อมทุ่ม4แสนล้านฟื้นศก.จี้แบงก์ชาติดูแลค่าบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ย.2563 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวปาถกฐาในงานสัมมนา Bangkok Post International Forum 2020 หัวข้อ Beyond Post Pandemic : A Decade of Challenges from 2021&amp;rdquo; ว่า นโยบายในการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลภายหลังการระบาดของโควิด-19 จะเน้นการการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการมีส่วนร่วมของทุกคน ผ่านการลงทุนที่ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ซึ่งเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ควบคู่ไปกับการเดินหน้าโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญทั้งจากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งต่าง ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ รัฐบาลมีงบประมาณ 4 แสนล้านบาทสำหรับการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจ จากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินฉุกเฉิน วงเงิน 1 ล้านล้านบาท โดยจะเน้นในโครงการที่ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน การลงทุนในโครงการอีอีซี รวมถึงการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศ เพื่อให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยงานที่รับผิดชอบได้มีการอนุมัติแผนการลงทุนต่าง ๆ รวมแล้วกว่า 2.2 แสนล้านบาท โดยเชื่อว่าโครงการทั้งหมดจะไม่ได้แค่ทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตและแข่งขันได้เท่านั้น แต่ยังจะช่วยให้เศรษฐกิจชุมชนสามารถเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างภาษี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ และการดำเนินการดังกล่าวยังจะช่วยส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว ผ่านการเร่งขยายฐานภาษีให้ครอบคลุมทั้งประเทศ โดยการปฏิรูปโครงสร้างภาษีจะเน้นเรื่องการส่งเสริมพลังงานสะอาด ส่งเสริมสุขภภาพประชาชน และส่งเสริมด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งไทยยังมีศักยภาพที่จะดำเนินการได้ เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต โดยมองว่าในทุกครั้งที่มีวิกฤติก็ยังมีโอกาสสำหรับการเติบโตได้เสมอในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการคนละครึ่ง ซึ่งเป็นโครงการที่สนับสนุนผู้มีรายได้น้อยและเศรษฐกิจระดับฐานรากนั้น ขณะนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยกระทรวงการคลังเตรียมเสนอรัฐบาลพิจารณาเดินหน้าโครงการคนละครึ่ง เฟส 2 ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 1 ม.ค. 2564 และในปีหน้ารัฐบาลยังมีความพยายามที่จะผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการประเมินความสำเร็จของมาตรการที่ได้ทำในปีนี้ และปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างถูกทิศทางและเป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างตรงจุดแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของภาคการท่องเที่ยว หลังจากนี้ประเทศไทยจะค่อย ๆ เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา แต่จะเป็นไปอย่างรอบคอบและระมัดระวัง หลังจากที่หลายประเทศมีการระบาดของโควิด-19 รอบ 2 โดยการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติหลังจากนี้จะเน้นกลุ่มที่ใช้จ่ายสูงมากกว่า โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากจีนและประเทศในภูมิภาคเอเชียก่อนเป็นกลุ่มแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคม ยังกล่าวถึงสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าในขณะนี้ ว่า กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะทำงานอย่างสอดประสานกันในการดูแลสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นดังกล่าว ซึ่งถือเป็นหน้าที่หลักของ ธปท. ในการดำเนินการเรื่องนี้ และคาดว่าหลังจากนี้อาจจะต้องมีมาตรการบางอย่างออกมา แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการออกมาตรการเพื่อทำให้เงินบาทไม่แข็งค่ามากเกินไปแล้วก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธปท.จะคอยดูแลเรื่องนี้ อาจจะต้องมีมาตรการบางอย่างออกมาอีก แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีมาตรการออกมาแล้วเพื่อทำให้สถานการณ์เงินบาทไม่แข็งค่ามากจนเกินไป โดยมองว่าคงจะต้องทำต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อดูว่าทำอย่างไรให้เงินบาทสามารถแข่งขันได้ในแง่ของอัตราแลกเปลี่ยน&amp;rdquo; นายอาคม กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85019</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบกระตุ้นเศรษฐกิจ, รมว.การคลัง, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201125/image_big_5fbe2c0410b4a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84967</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/11/2020 11:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/11/2020 11:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อาคม&#039;สั่งสบน.ศึกษาแนวทางกู้เงินตปท.ฟื้นเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ย. 2563 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้แก่งานสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ว่า ได้มอบนโยบายให้ สบน. ศึกษาแนวทางการกู้เงินจากต่างประเทศ เพื่อเป็นการกระจายแหล่งเงินกู้ โดยให้เน้นการกู้เงินจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ไม่ใช่การกู้จากตลาดเงินในต่างประเทศ ซึ่งต้นทุนการกู้เงินระหว่างในประเทศกับต่างประเทศในปัจจุบันไม่มีความแตกต่างกันมากนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การกู้เงินจากต่างประเทศขอให้เป็นการกู้เงินเพื่อใช้ใน 4 เรื่องสำคัญ คือ โครงการที่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีชั้นสูง, โครงการที่สนับสนุนการแข่งขันของประเทศ เช่น ด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล หรือด้านระบบขนส่งมวลชน โครงการลงทุนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (green economy) และโครงการลงทุนเชิงสังคมที่เน้นด้านสุขภาพอนามัย ซึ่งจะเป็นโครงการที่ต่อยอดในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในอนาคต ซึ่งจะสนับสนุนความสามารถในการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ความต้องการใช้เงินกู้ในประเทศของภาคเอกชนอาจจะเพิ่มขึ้น จึงได้สั่งการให้ สบน. ศึกษาแนวทางการกู้เงินจากต่างประเทศไว้ เพื่อเป็นการกระจายแหล่งเงินกู้ ซึ่งยืนยันว่าการกู้เงินจากต่างประเทศ ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะหากไปดูประเทศจีนที่เศรษฐกิจมีการพัฒนาแล้ว ก็ยังมีความต้องการกู้เงินจากต่างประเทศอยู่ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีให้ทันสมัยอยู่เสมอ ในส่วนของไทยที่ยังมีการลงทุนด้านต่าง ๆ น้อยอยู่ การกู้เงินเพื่อนำมาพัฒนาประเทศจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ&amp;rdquo; นายอาคม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคม กล่าวอีกว่า ในปีงบประมาณ 2564 สบน.ยังไม่มีแผนกู้เงินจากต่างประเทศเพิ่ม หลังจากที่ได้มีการลงนามการกู้เงินจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ในวงเงิน 4.5 หมื่นล้านบาทไปแล้ว เพื่อนำมาดูแลสถานการณ์โควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของรัฐบาล อยู่ที่ 49.34% ในปัจจุบัน ยังต่ำกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังที่ตั้งไว้ที่ไม่เกิน 60% และแม้ว่ารัฐบาลได้กู้เงินผ่านพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ฉุกเฉิน วงเงิน 1 ล้านล้านบาทแล้วก็ตาม ในปีหน้าและระยะ 5 ปีข้างหน้า ยังยืนยันว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทย ก็ยังไม่เกินเพดานที่กำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาระหนี้ต่อจีดีพียังขึ้นอยู่กับอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ หากการขยายตัวของเศรษฐกิจต่ำ ก็จะทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีสูงขึ้น ซึ่งในปี 2564คาดว่าจีดีพีจะขยายตัว 4% และในช่วง 5 ปีข้างหน้า คาดว่าจีดีพีจะขยายตัวได้ 3-5%&amp;rdquo; นายอาคม กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84967</URL_LINK>
                <HASHTAG>กู้เงินต่างประเทศ, รมว.การคลัง, สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.), อาคม เติมพิทยาไพสิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201109/image_big_5fa8f61da2d42.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83278</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/11/2020 14:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/11/2020 14:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังเชื่อ&#039;ไบเดน&#039;นั่งปธน.เป็นแรงหนุนช่วยเศรษฐกิจไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 พ.ย.2563 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวถึงกรณีที่นายโจ ไบเดน ชนะการเลือกตั้งและได้ขึ้นเป็นว่าที่ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ คนใหม่ ว่า ยังต้องรอติดตามนโยบายของประธานาธิบดีคนใหม่ก่อน อย่าเพิ่งรีบวิพากษ์วิจารณ์อะไรตอนนี้ แต่เมื่อพิจารณาตามนโยบายหาเสียงของนายโจ ไบเดน ในช่วงที่ลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งเน้น 2 เรื่องสำคัญ 1.นโยบายด้านภาษี และ 2. นโยบายการขึ้นค่าแรงขึ้นต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในส่วนของนโยบายภาษีและการขึ้นค่าแรงขึ้นต่ำ มองว่า เป็นข้อดี ที่ไทยจะได้ประโยชน์ตรงนี้ โดยเฉพาะเรื่องการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จะส่งผลให้นักลงทุนมีการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศในภูมิภาคอื่น ๆ รวมถึงประเทศไทยด้วย แต่ก็ต้องขอรอดูความชัดเจนของนโยบายของนายโจ ไบเดนอีกครั้ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83278</URL_LINK>
                <HASHTAG>รมว.การคลัง, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ, โจ ไบเดน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201109/image_big_5fa8f61da2d42.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
