<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>64414</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/04/2020 15:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/04/2020 15:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตั้งตัวแทน ศธ. 37 คน ประสานเอกชน ติดตามความคืบหน้าโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
27เม.ย.63-นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ในการประชุมโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School) ที่ประชุมได้ชี้แจงแนวทางการปรับปรุงแก้ไข และต่อยอดการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่จะขับเคลื่อนการศึกษาของประเทศ ซึ่งหลายเรื่องตรงกับปัญหา อุปสรรคของการศึกษาไทยในปัจจุบันที่ภาคเอกชนเสนอ ดังนั้นถือว่า ศธ.เดินมาถูกทาง เพราะเรามีแนวทางที่จะเข้าไปแก้ปัญหาที่ภาคเอกชนเห็น เช่น เรื่องระเบียบ ประกาศ ศธ. ต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคในการดำเนินงาน ซึ่งเราก็มีแนวคิดที่จะปรับปรุงแก้ไขอยู่แล้ว ทั้งนี้ตนยังได้มอบหมายให้มีตัวแทนจาก ศธ. จำนวน 37 คน ทำหน้าที่ประสานงานกับภาคเอกชน เพื่อรับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานในโครงการนี้ที่ขับเคลื่อนมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นปัญหา อุปสรรค ข้อเสนอแนะทการดำเนินงานทั้งในระยะสั้นและระยะยาวของภาคเอกชนแต่ละแห่ง และนำกลับมาเสนอตนในวันที่ 15 พฤษภาคม เพื่อที่ตนจะนำกลับมาดูว่าภาครัฐสามารถสนับสนุน หรือให้ความยืดหยุ่นในเรื่องใดได้บ้างอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ในที่ประชุมยังมีการเสนอแนวคิด Public Private Partnership For School ด้วย ซึ่งแนวคิดดังกล่าวจะมุ่งเน้นให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคล โดยที่มีภาคเอกชนที่มีความเข้าใจในระบบการศึกษาเข้ามาร่วมสร้าง ทั้งนี้ในส่วนของข้อจำกัดต่างๆ ตนได้สร้างความมั่นใจให้ที่ประชุมรับทราบว่า ศธ. เชื่อมั่นในภาคเอกชนที่จะเข้ามาร่วมโครงการ ว่า ทุกฝ่ายมีความตั้งใจที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษา เฉพาะหากมีข้อเสนอใดที่มองว่าเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาไทย ศธ.จะผลักดันให้มีการขับเคลื่อนอย่างแน่นอน สำหรับเรื่องการขยายความร่วมมือนั้น เราพบว่าขณะนี้มีภาคเอกชนหลายแห่งที่มีความสนใจที่จะเข้าร่วม แต่ตนมองว่าการขอการสนับสนุน หรือ ชักชวนให้ภาคเอกชนมาเข้าร่วม ควรจะสร้างโครงการนี้ให้เห็นภาพชัดก่อน ว่า เราจะสร้างประโยชน์ทางการศึกษาได้อย่างเต็มที่อย่างไร ทั้งนี้ตนเชื่อว่าหากเราสร้างโครงการนี้ให้เห็นภาพชัดเจนว่า สามารถสร้างประโยชน์ให้กับการศึกษาได้ ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนรัฐมนตรีอีกกี่คน ก็สามารถขับเคลื่อนได้ เพราะเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์จึงไม่มีใครต้องการที่จะเปลี่ยน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64414</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ศธ., ณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ, รร.ร่วมพััฒนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200331/image_big_5e8313ff3909e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34669</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/04/2019 08:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/04/2019 08:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดกว้างคนนอกชิงเก้าอี้ผอ.โรงเรียนร่วมพัฒนาได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29เม.ย.62-บอร์ด อ.ก.ค.ศ.วิสามัญฯ เห็นชอบ เปิดกว้าง ให้บุคคลภายนอก ที่ไม่เคยมีประสบการณ์เป็นครูมาก่อน สามารถเข้ารับการสรรหา&amp;nbsp; คัดเลือก ให้มาเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนร่วมพัฒนาได้&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเตรียมชงเข้า บอร์ด ก.ค.ศ.อนุมัติ พ.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ในที่ประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) วิสามัญเฉพาะกิจเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School) ได้มีมติเห็นชอบร่างหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเรื่องการโอน ย้าย และสรรหาผู้บริหารสถานศึกษาในโครงการนี้ โดยระเบียบเรื่องนี้จะออกแบบคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาเป็นผู้บริหารสถานศึกษาไว้ 3 ส่วน คือ ต้องมีคุณสมบัติกลางที่เป็นมาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และต้องมีคุณสมบัติตามวัตถุประสงค์หลักของโครงการฯ ซึ่งจะกำหนดโดยคณะกรรมการโรงเรียนร่วมพัฒนา เช่น ต้องมีวิสัยทัศน์มองไปข้างหน้า สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ เป็นต้น และคณะกรรมการสถานศึกษาของโรงเรียนยังสามารถกำหนดคุณสมบัติเพิ่มเติมให้ตรงกับความต้องการและบริบทของโรงเรียนได้ด้วย โดยในส่วนที่ของคุณสมบัติกลางของ สพฐ.และคุณสมบัติตามวัตถุประสงค์โครงการฯ ส่วนกลางจะเป็นผู้กำหนดให้ เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ และไม่มีความหลากหลายมากจนเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.อุดม กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ที่ประชุมยังได้เห็นชอบร่างหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการคัดเลือกผู้บริหารสถานศึกษาในโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา ว่า จะแยกออกจากการคัดเลือกในระบบปกติ และเปิดกว้างให้ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และสนใจเข้ามาสมัครได้ไม่จำเป็นต้องเป็นข้าราชการครูเท่านั้น โดยในกรณีบุคคลภายนอกจะกำหนดให้ดำรงตำแหน่ง 4 ปี และจะมีการประเมิน ติดตาม รายปีทุกปีด้วย ซึ่งหากประเมินแล้วไม่ผ่านสามารถยกเลิกสัญญาได้ และตนยังได้มอบหมายให้ที่ประชุมไปศึกษาแนวทางเรื่องค่าตอบแทนว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร เนื่องจากอัตราเงินเดือนมีกฎหมายกำหนดชัดเจนจะให้เกินไม่ได้ โดยอาจจะให้เป็นค่าสนับสนุนเพิ่มเติมจากฐานเงินเดือน นอกจากนี้ที่ประชุมเห็นชอบร่างหลักเกณฑ์ เรื่องการประเมินผลงานของครูในโครงการฯ ซึ่งจะใช้แนวทางปกติของ ศธ.ที่มีการดำเนินการอยู่แล้ว แต่จะเพิ่มเติมในส่วนของผลงานที่จะมาใช้มานับเป็นภาระงานได้ เช่น การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ หรือภาระงานที่เป็นข้อตกลงร่วมกับภาคเอกชนที่สนับสนุนโรงเรียน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนต่อจากนี้จะต้องนำร่างระเบียบดังกล่าวเสนอให้ที่ประชุม ก.ค.ศ.เพื่อพิจารณาต่อไป ในเดือนพฤษภาคมนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34669</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.อุดม คชินทร, รร.ร่วมพััฒนา, สรรหาผอ.รร.ร่วมพัฒนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181122/image_big_5bf67b8e8d196.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
