<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>33268</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2019 11:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2019 11:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สส.จับมือ สกว.เปิดเวที“Global Warming” ระดมสมองรับมือความเสี่ยงวิกฤติแล้ง2562</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;รศ.ดร.ชนาธิป ผาริโน ผู้อำนวยการฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีความเปราะบางต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นอย่างมาก โดยปี 2559 ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับ 9 ของประเทศที่มีความเสี่ยงสูงสุดในโลกที่จะได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่ทำให้เกิดวิกฤติภัยแล้งรุนแรงที่สุดในรอบ 20 ปี มีพื้นที่ถูกประกาศให้เป็นเขตผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) ถึง 29 จังหวัด และมี 51 จังหวัดขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค พื้นที่การเกษตรเสียหาย 2.87 ล้านไร่ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 15,514.65 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2562 นี้ ยังมีรายงานจากหลายหน่วยงานว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญจะมาเร็วกว่าทุกปี และคาดว่าปริมาณฝนตกจะน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติ จึงทำให้ปีนี้ประเทศไทยมีความเสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้งทุกภูมิภาค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;กล่าวว่า จากแนวโน้มสถานการณ์ความเสี่ยงด้านพิบัติภัยต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในปีนี้ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จึงร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดย ศูนย์ประสานงานและพัฒนางานวิจัยด้านโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (THAI GLOB) จัดเวทีเสวนา &amp;ldquo;Global Warming Forum : เตรียมรับความเสี่ยงภัยแล้ง 2562&amp;rdquo; ขึ้น เพื่อเป็นเวทีเผยแพร่ข้อมูลวิชาการและสื่อสารทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ภัยแล้งที่ประเทศไทยอาจจะต้องเผชิญในปีนี้ รวมถึงเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ในการเตรียมพร้อมสำหรับการรับมือเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย ดร.ชลัมภ์ อุ่นอารีย์ จากกรมอุตุนิยมวิทยา ดร.กนกศรี ศรินนภากร จากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) ดร.ปกรณ์ เพ็ชรประยูร จากสำนักพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) และรศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ จากศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นวิทยากรร่วมแลกเปลี่ยนในการเสวนา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;เวทีครั้งนี้ถือเป็นโอกาสและการเริ่มต้นที่ดี ในการมองภาพรวมสถานการณ์จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันก่อให้เกิดปัญหาภัยแล้งตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันร่วมกัน เพื่อยกระดับข้อมูลให้สอดรับกับสภาวะภัยแล้ง ให้สามารถเรียนรู้ วิเคราะห์ และเป็นประเด็นท้าทายที่นำผลลัพธ์ที่ได้ไปกำหนดทิศทางเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นในอนาคตได้ต่อไป&amp;rdquo; อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ด้าน ดร.ชลัมภ์ อุ่นอารีย์ นักวิจัยจากศูนย์ภูมิอากาศ กองพัฒนาอุตุนิยมวิทยา กรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า หากพูดถึงปริมาณฝนตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาถือว่าแนวโน้มมีค่าน้อยกว่าค่าปกติ โดยมีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง 2 ปัจจัย คือ 1.ลมมรสุม ซึ่งปกติจะต้องพัดเอาความชื้นจากมหาสมุทรแปซิฟิคมาสู่ตอนเหนือของประเทศไทย แต่ทิศทางเวลานี้กลับพัดเอาความแห้งแล้งเข้ามา และ 2.อิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญา ซึ่งจริง ๆ แล้วจะต้องมีความรุนแรงสูงสุดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาจนถึงต้นปีคือเดือนมกราคมแล้วค่อยๆ อ่อนกำลัง แต่ปีนี้กลับอยู่ในสภาพทรงตัว ซึ่งยังไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น และยังชี้ชัดไม่ได้เช่นกันว่านี่เป็นสาเหตุทำให้ลมมรสุมไม่พัดเอาความชื้นเข้ามาด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม หากเป็นเช่นนี้ต่อไปนาน ๆ ก็อาจทำให้เกิดความแห้งแล้งสะสมขึ้นมาได้&amp;nbsp; ดังนั้นจึงต้องติดตามจับตาและวิเคราะห์สถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ดร.ชลัมป์ กล่าวต่อว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ณ เวลานี้ อาจทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้ฤดูร้อนในปีนี้ยาวนานกว่าปกติที่โดยทั่วไปตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไปก็จะมีฝนเข้ามา แต่ปีนี้น่าจะมาช้ากว่าเล็กน้อย เนื่องจากทิศทางของลมยังเป็นมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งแน่นอนว่าหากยังยืดเยื้อต่อไปย่อมส่งผลกระทบต่อฤดูฝน อย่างไรก็ตามจะต้องติดตามสถานการณ์ดูอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกหน่วยงานสามารถวางแผนการบริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33268</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สกว, กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม, รศ.ดร.ชนาธิป ผาริโน, รัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190409/image_big_5cac247d3b0de.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
