<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>60727</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/03/2020 12:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/03/2020 12:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังเสี่ยงตายจากโควิด-19 มากที่สุด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;24มี.ค.63-ศาสตราจารย์ ดร.วิพรรณ ประจวบเหมาะ คณบดีวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยผู้เชี่ยวชาญด้านประชากรศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเตือนความเสี่ยงในสถานการณ์การระบาดอย่างร้ายแรงของโควิด-19 ว่าในปัจจุบัน ผู้สูงอายุนับเป็นกลุ่มเปราะบางต่อการติดเชื้อ และมีความเสี่ยงจากการเสียชีวิตมากที่สุด เพราะผู้สูงอายุมักมีโรคประจำตัว&amp;nbsp;&amp;nbsp;มีสภาพร่างกายเสื่อมตามวัย&amp;nbsp;ภูมิต้านทานน้อยลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่น่าห่วงมากที่สุดคือผู้สูงอายุที่อยู่กันตามลำพัง&amp;nbsp;หรือสองคนตายาย ในกรณีแบบนี้ เพื่อนบ้านและคนในชุมชนควรช่วยกันสอดส่องดูแล&amp;nbsp;ทั้งอาหาร น้ำ ยา&amp;nbsp;และดูว่าท่านเจ็บป่วยหรือมีอาการบ่งชี้ว่าติดโควิดหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปีพ.ศ.2560 พบว่า จากจำนวนผู้สูงวัยทั้งหมด 12 ล้านคนในประเทศไทย ประมาณร้อยละ 10.7 ของผู้สูงอายุอยู่ตามลำพังคนเดียว และประมาณร้อยละ 20 อยู่กันตามลำพังสองคนตายาย โดยในชนบทจะมีสัดส่วนผู้ที่อยู่กันสองคนตายายสูงกว่าในเมืองเล็กน้อย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยิ่งไปกว่านั้น ประมาณร้อยละ 39 ของผู้สูงอายุไทยยังมีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี โดยผู้สูงอายุในเขตชนบทมีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปีในสัดส่วนที่สูงกว่าผู้สูงอายุในเขตเมือง (ร้อยละ 44.5 เทียบกับร้อยละ 31.1)
ทั้งนี้ การอาศัยอยู่เพียงลำพังหรือไม่ได้อยู่กับลูกหลาน และการมีรายได้จำกัดหรือมีฐานะยากจนล้วนเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน และการดูแลตัวเองตามหลัก &amp;nbsp; สุขภาวะที่ดี
ศาสตราจารย์ ดร.วิพรรณยังแสดงออกถึงความกังวลต่อผู้สูงอายุที่อยู่ในต่างจังหวัด และลูกหลานที่มาทำงานในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ซึ่งกำลังเดินทางกลับไปภูมิลำเนา หลังคำสั่งปิด กทม.ตามที่ปรากฏเป็นข่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;ldquo;น่ากลัวมากว่าจะมีโอกาสเอาเชื้อโควิด-19&amp;nbsp;กลับไปให้ผู้หลักผู้ใหญ่ด้วย อยากให้คิดกันตรงนี้มากๆ คิดถึงผู้สูงวัยที่มีความเสี่ยงสูงเหล่านี้ หากกลับไปแล้วสามารถกักกันตัวเอง แยกกันกินแยกกันอยู่ได้หรือไม่ในช่วง 14 วันแรก แต่จะให้ปลอดภัยที่สุด ลูกหลานไม่ควรย้ายกลับไป จำไว้เป็นคัมภีร์เลยสำหรับผู้สูงวัยว่า &amp;nbsp; เสี่ยงติด&amp;nbsp;เสี่ยงตาย&amp;nbsp;เลี่ยงได้&amp;nbsp;ให้อยู่บ้าน&amp;rdquo; ศาสตราจารย์ ดร.วิพรรณเตือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
พร้อมตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมอีกว่าการที่ประเทศพัฒนาแล้วมีการสูญเสียชีวิตของประชากรสูงจากการระบาดของโควิด-19 ส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างทางอายุของประชากรที่เป็นประชากรสูงวัย โดยส่วนใหญ่ประชากรกลุ่มนี้จะมีสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 5 ของประชากรทั้งหมด เช่น ญี่ปุ่นซึ่งมีสัดส่วนประชากรสูงวัยเป็นอันดับหนึ่งของโลกมีประชากรสูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) สูงถึง 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด เช่นเดียวกับอิตาลีที่มีสัดส่วนผู้สูงวัยเป็นที่สองรองลงมาจากญี่ปุ่น (ดูกราฟประกอบด้านล่าง) ก็สูญเสียผู้สูงวัยจากโรคระบาดครั้งนี้อย่างเป็นประวัติการณ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ประเทศไทยนับเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ก้าวเป็นสังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วมาก ตามประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยปัจจุบันมีผู้สูงอายุราว 12 ล้านคน ดังนั้นหากไม่มีการเตรียมทรัพยากรหรือมีนโยบายเพื่อมารองรับกับสถานการณ์เช่นนี้อย่างทันท่วงที อาจทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าไปอย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60727</URL_LINK>
                <HASHTAG>#จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, #โควิด-19, ผู้สูงอายุเสี่ยงโควิด มากที่สุด, รศ.ดร.วิพรรณ ประจวบเหมาะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200324/image_big_5e799305ad5ee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14828</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“จุฬาฯอารี”รับสังคมสูงวัย โครงการนำร่องชุมชนแออัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดตัวโครงการ &amp;ldquo;จุฬาฯอารี&amp;rdquo; โครงการบูรณาการสหศาสตร์ เพื่อรองรับสังคมสูงวัย โดยระดมคณาจารย์ในศาสตร์สาขาต่างๆ รวมองค์ความรู้เพื่อผู้สูงอายุในสังคมเมือง ตลอดจนจับมือกับภาครัฐ 16 หน่วยงาน อาทิ กรมกิจการผู้สูงอายุฯ ซึ่งนำโดย &amp;ldquo;ธนาภรณ์ พรมสุวรรณ&amp;rdquo; อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ โดยล่าสุดได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ &amp;ldquo;การสานพลังเพื่อรองรับสังคมสูงวัย&amp;rdquo; เพื่อร่วมกันเก็บข้อมูลพื้นฐานปัญหา และความต้องการของผู้สูงวัย ตลอดจนให้การช่วยเหลือในชุมชนแออัดของ กทม.ที่นำร่อง 2 ชุมชน อาทิ ชุมชนวังทองหลาง และชุมชนแพร่งภูธร ทั้งนี้โครงการดังกล่าวจะมีระยะเวลาในการดำเนินงาน 3 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาฯ เปิดเผยว่า &amp;ldquo;จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีหน้าที่หลักในการสร้างคน สร้างองค์ความรู้และรับใช้สังคม ได้ดำเนินการโครงการ &amp;ldquo;จุฬาฯ อารี&amp;rdquo; (Chulalongkorn University Platform for Ageing Research Innovation : Chula ARi) ซึ่งเป็นโครงการบูรณาการ สหศาสตร์ที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัย เพื่อรองรับสังคมไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย โครงการนี้เป็นการรวมคณาจารย์จุฬาฯ ในสาขาต่างๆ ที่ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผู้สูงวัยมาผนึกความร่วมมือกัน รวมทั้งร่วมมือกับกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ในการนำองค์ความรู้ไปช่วยเหลือผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสุขภาพ ที่อยู่อาศัย ฯลฯ โดยเน้นที่ผู้สูงวัยในสังคมเมือง เริ่มจากในกรุงเทพมหานคร การดำเนินโครงการในระยะแรกใช้เวลา 3 ปี ความคาดหวังต่อโครงการนี้อยากเห็นองค์ความรู้จากจุฬาฯ ได้มีโอกาสนำไปใช้จริง และเกิดผลกระทบในเชิงบวกต่อสังคมในวงกว้างต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.ดร.วิพรรณ ประจวบเหมาะ คณบดีวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาฯ เล่าให้ฟังว่า สำหรับรูปแบบของ &amp;ldquo;จุฬาฯ อารี&amp;rdquo; นั้นเป็นโครงการบูรณการศาสตร์ ไม่ใช่การจัดตั้งศูนย์ถาวร แต่เป็นการรวมตัวกันของผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุ ทั้งอาจารย์และนักศึกษาจากจุฬาลงกรณ์ฯ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนรวมทั้งสิ้น 16 แห่ง โดยร่วมมือกันลงพื้นที่เก็บข้อมูลผู้สูงอายุ ทั้งนี้ ทางจุฬาฯได้ใช้ &amp;ldquo;แอปพลิเคชันสำรวจข้อมูล&amp;rdquo; เข้ามาช่วยเก็บประวัติผู้สูงอายุ ทั้งเรื่องของสุขภาพ ตลอดความต้องการพื้นฐาน และปัญหาในการดำรงชีพ หรือเป็นการร่วมคิดร่วมทำ เพื่อช่วยเหลือแก้ไข้ทั้งปัญหาสุขภาพ รายได้ และสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการใช้ชีวิตของผู้สงวัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยให้ดียิ่งขึ้น ในโอกาสรองรับสังคมผู้สูงวัยที่จะมาถึง โดยเบื้องต้นจะเริ่มใน 2 ชุมชนเมืองที่มีผู้สูงวัยอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น อีกทั้งเป็นชุมชนเก่าแก่ อาทิ ชุมชนแพร่งภูธร และชุมชนวังทองหลาง ทั้งนี้โครงการ &amp;ldquo;จุฬาฯ อารี&amp;rdquo; จะมีระยะเวลาในการดำเนินงาน 3 ปี แต่ปัจจุบันอยู่ในช่วงเริ่มต้นประมาณ 2 เดือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;รูปแบบหลักๆ ของโครงการ &amp;ldquo;จุฬาฯ อารี&amp;rdquo; เมื่อเราได้ทำการสำรวจข้อมูลพื้นฐานของผู้วัยจากทั้ง 2 ชุมชนแล้ว ซึ่งถือเป็นชุมชนเริ่มต้นใน กทม. ตรงนี้จะทำให้เรามีข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับหน่วยงานภาครัฐ หรือ กทม.ในการลงพื้นที่ไปดูแลและช่วยเหลือคนสูงวัย เช่น ทำให้รู้ว่าในชุมชนดังกล่าวมีผู้ป่วยติดเตียงอยู่กี่ราย และจะให้ความช่วยเหลืออย่างไรบ้าง หรือแม้แต่เรื่องของการออมเงินต่างๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตรงนี้ทางจุฬาฯ ก็จะประสานให้หน่วยงานในภาคีทั้ง 16 แห่ง เพื่อส่งเจ้าหน้าที่ไปให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของการออมเงินให้กับคุณตาคุณยาย หรือแม้แต่การส่งผู้เชี่ยวชาญไปปรับสภาพสิ่งแวดล้อมในชุมชนให้เอื้อต่อการอยู่อาศัย เช่น การปรับทางเดินสาธารณะในชุมชนให้เรียบ เหมาะกับการกับสัญจร เพื่อป้องกันผู้สูงวัยสะดุดหกล้ม หรือปรับสภาพภายในบ้านให้เหมาะกับการอยู่อาศัย ไม่ได้เดินขึ้นบันไดและสะดุดหกล้ม เป็นต้น พูดง่ายๆ ว่าร่วมกันดูแลสุขภาพผู้สูงอายุทุกมิติ โดยมีโครงการ &amp;ldquo;จุฬาฯ อารี&amp;rdquo; เป็นศูนย์ในการให้ข้อมูลแก่หน่วยงานที่จับมือกัน เพื่อไปให้ความช่วยเหลือ เนื่องจากเราไม่สามารถทำงานเพียงลำพังได้&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้จะเป็นตัวกลางในการหาฐานข้อมูลผู้สูงอายุ และกระจายความร่วมมือไปยังหน่วยงานภาคีทั้ง 16 แห่ง แต่ในส่วนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น ก็ได้ให้ความช่วยเหลือในการดูแลสุขภาพผู้สูงวัยภายใน 2 ชุมชนดังกล่าว โดยการพัฒนา 2 นวัตกรรม อาทิ &amp;ldquo;แอปพลิเคชันดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง&amp;rdquo; และการนำ &amp;ldquo;หุ่นยนต์ฟื้นฟูกำลังแขน&amp;rdquo; มาใช้ดูแลผู้สูงอายุเช่นเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ปัจจุบันอยู่ในขั้นการพัฒนาและเลือกฟังก์ชันให้เหมาะสมกับผู้ใช้งาน สำหรับ &amp;ldquo;แอปพลิเคชันดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง&amp;rdquo; ถือเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้แพทย์ สามารถติดต่อกับผู้สูงอายุที่ป่วยโรคหลอดเลือดสมองได้ ส่วนหนึ่งก็ลดการที่ผู้ป่วยจะต้องกลับและไป รพ.เพื่อไปพบแพทย์บ่อยๆ ลงได้ ซึ่งเครื่องมือดังกล่าวไม่เพียงช่วยวัดฟังก์ชันร่างกายผู้ป่วยแล้ว แต่ถ้ามีเหตุฉุกเฉิน แอปดังกล่าวก็จะเตือนไปยังลูกหลานได้เลย หรือช่วยให้คนป่วยคุยกับคุณหมอคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้ทันที เพื่อลดความรุนแรงของโรคลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมี &amp;ldquo;หุ่นยนต์ฟื้นฟูกำลังแขน&amp;rdquo; เพื่อเข้าไปเสริมการทำงานของนักกายภาพบำบัด ทั้งจากศูนย์ดูแลสุขภาพของ กทม., โรงพยาบาลภาคี ที่ลงไปช่วยผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคอัมพฤต, อัมพาตในชุมชน ซึ่งข้อดีของนวัตกรรมดังกล่าวจะมีความเที่ยงตรง และสามารถบอกได้ว่าหากผู้ป่วยมีภาวะกำลังแขนอ่อนแรงจะต้องออกกำลังกายในปริมาณแค่ไหน ที่สำคัญผลงานนวัตกรรมดังกล่าวเป็นของนักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์ และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ ได้ร่วมมือกันคิดสร้างสรรค์&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ โครงการ &amp;ldquo;จุฬาฯ อาสา&amp;rdquo; มีระยะเวลาในการดำเนินโครงการ 3 ปี และภายใน 2 ปีแรก ตั้งเป้าที่จะขยายผลไปยังชุมชนอื่นๆ ใน กทม.ที่มีผู้สูงอายุอาศัยอยู่หนาแน่น กล่าวได้ว่าปัจจุบันเป็นช่วงของการทดลองก่อน แต่ถ้าหากครบกำหนดระยะเวลาและได้การตอบรับที่ดี ก็จะดำเนินการต่อไปเรื่อยๆ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุได้อย่างเต็มรูปแบบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ประโยชน์ที่ผู้สูงอายุจะได้รับจากโครงการ &amp;ldquo;จุฬาฯ อาสา&amp;rdquo; คือการที่ผู้สูงวัยไม่เพียงมีอายุยืนยาวและสามารถอยู่กับลูกหลานได้นานยิ่งขึ้น แต่การดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐานต่างๆ ก็จะได้รับการพัฒนาไปด้วยเช่นกัน อาทิ การปรับสิ่งแวดล้อมภายในบ้านให้เอื้อต่อการอยู่อาศัย, การที่ผู้สูงอายุรู้จักการออมเงิน กระทั่งแม้ผู้ที่ป่วยติดเตียงก็สามารถได้รับการดูแลที่ทั่วถึงและเหมาะสมยิ่งขึ้น ที่ลืมไม่ได้ยังส่งเสริมให้คุณภาพชีวิตของคนวัยเกษียณให้ดียิ่งขึ้น เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสังคมให้พัฒนา ขณะเดียวกันก็กระตุ้นให้คนรุ่นใหม่หันมาตระหนักถึงการดูแลรักษาสุขภาพให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้เป็นผู้สูงวัยที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย หรือรู้จักวิธีที่จะดูแลตัวเองโดยไม่เป็นภาระของลูกหลาน&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14828</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, จุฬาฯอารี, ธนาภรณ์ พรมสุวรรณ, รศ.ดร.วิพรรณ ประจวบเหมาะ, ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180806/image_big_5b685c641171f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
