<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>17977</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/09/2018 20:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/09/2018 20:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มธ.คิดค้น  &quot;ไม้เท้าอัจฉริยะ&quot;สำหรับผู้พิการสายตา มีเซ็นเซอร์ป้องกันอันตราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
19 ก.ย.61คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดตัว &amp;ldquo;ไม้เท้าอัจฉริยะ&amp;rdquo; ไม้เท้าโฉมใหม่ เพื่อป้องกันอันตรายสำหรับผู้พิการทางสายตา ที่มาพร้อมเซนเซอร์บอกจุดอันตราย 3 ระดับ พร้อมส่งสัญญาณเตือนในรูปแบบของ &amp;ldquo;เสียง-สั่น&amp;rdquo; แบบเรียลไทม์ คือ แนวดิ่งระยะ 50 &amp;nbsp;,120 และแนวดิ่ง 100 ซม. อยู่ระหว่างการทดสอบประสิทธิภาพในผู้พิการทางสายตา (Clinical Test) และยื่นจดอนุสิทธิบัตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;รศ.ดร.สมชาย ชคตระการ คณบดี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. กล่าวว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพด้านอิเล็กทรอนิกส์และสมองกลฝังตัวแก่เยาวชนผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่ห่างไกล จึงได้ร่วมเป็น 1 ในเครือข่ายมหาวิทยาลัย โครงการพัฒนาทักษะด้านอิเล็กทรอนิกส์และการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ สำหรับโรงเรียนในชนบท โรงเรียนพระปริยัติธรรม และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ภายใต้การดูแลของ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดำเนิน ผ่านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ระบบสมองกลฝังตัว การต่อวงจรอิเล็กทรอนิกส์ การสร้างชิ้นงาน 3 มิติ และ Internet of Things&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ ที่ผ่านมา คณะฯ ได้ลงพื้นที่ให้คำปรึกษาแก่สามเณรและนักเรียน ครอบคลุม 5 ภูมิภาค ใน 42 โรงเรียน โดยสามารถพัฒนาผลงานต้นแบบที่ตอบโจทย์สังคมได้จริงและมีประสิทธิภาพจำนวนมาก อาทิ &amp;ldquo;เครื่องเตือนภัยน้ำท่วมอัจฉริยะ&amp;rdquo; ระบบตรวจวัดระดับน้ำในนาข้าว พร้อมแจ้งเตือนผ่านเอสเอ็มเอส เพื่อหาแนวทางรับมือกรณีเกิดน้ำท่วมขังในหน้าน้ำหลาก &amp;ldquo;ล็อคเกอร์อัจฉริยะ&amp;rdquo; ที่สามารถควบคุมและสั่งการเปิด-ปิดได้ในระยะไกลด้วยสมาร์ทโฟน และ &amp;ldquo;ไม้เท้าอัจฉริยะ&amp;rdquo; ไม้เท้าสำหรับผู้พิการทางสายตา ที่มาพร้อมเซนเซอร์บอกจุดอันตราย และแจ้งเตือนด้วยระบบสั่น-เสียง เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ดร.เรวัตร ใจสุทธิ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. และที่ปรึกษานวัตกรรม &amp;ldquo;ไม้เท้าอัจฉริยะ&amp;rdquo; กล่าวว่า ทีมนักเรียนเจ้าของผลงาน ได้คิคค้นและพัฒนา &amp;ldquo;ไม้เท้าอัจฉริยะ&amp;rdquo; ไม้เท้าโฉมใหม่สำหรับผู้พิการทางสายตา เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดจากการเดินชนสิ่งกีดขวาง มาพร้อมเซนเซอร์แจ้งสิ่งกีดขวาง (Sensor) ใน 3 ระดับ คือ แนวดิ่งระยะ 50 เซนติเมตร แนวดิ่งระยะ 100 เซนติเมตร และแนวราบที่มีแหล่งน้ำ พร้อมส่งสัญญาณเตือนในรูปแบบของ &amp;ldquo;เสียง-สั่น&amp;rdquo; แบบเรียลไทม์ (Real-time) ในระยะ 120 เซนติเมตร โดยการทำงานของนวัตกรรมดังกล่าว จะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเซนเซอร์แจ้งสิ่งกีดขวาง 3 ระดับ และระบบประมวลผลสมองกลฝังตัว โดย &amp;ldquo;เซนเซอร์แนวดิ่งระยะ 50 เซนติเมตร&amp;rdquo; จะทำการ &amp;ldquo;ส่งเสียง&amp;rdquo; แจ้งเตือน ในกรณีที่พบสิ่งกีดขวางบริเวณด้านหน้า ในระยะทางน้อยกว่าหรือเท่ากับ 120 เซนติเมตร &amp;ldquo;เซนเซอร์แนวดิ่งระยะ 100 เซนติเมตร&amp;rdquo; จะทำการ &amp;ldquo;ส่งเสียง&amp;rdquo; แจ้งเตือน ในกรณีที่พบวัตถุกีดขวางบริเวณด้านหน้า ในระยะทางน้อยกว่าหรือเท่ากับ 100 เซนติเมตร และ &amp;ldquo;เซนเซอร์แนวราบบริเวณที่มีแหล่งน้ำ&amp;rdquo; จะทำการ &amp;ldquo;สั่นเตือน&amp;rdquo; ที่ด้ามจับของไม้เท้ากรณีพบแหล่งน้ำบริเวณทางเดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ นวัตกรรมไม้เท้าอัจฉริยะ สำหรับผู้พิการทางสายตา ใช้เวลาในการศึกษาและพัฒนาเป็นเวลา 6 เดือน โดยมีต้นทุนในการพัฒนาตัวต้นแบบประมาณ 1,800 บาท ซึ่งเป็นผลงานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และมัธยมศึกษาปีที่ 5 จากโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด ประกอบด้วย นายศักดา ดีแสง และนางสาวอภิญญา ตาลสาร อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมดังกล่าว อยู่ระหว่างการทดสอบประสิทธิภาพในผู้พิการทางสายตา (Clinical Test) และยื่นจดอนุสิทธิบัตร โดยภายในปี 2561 นี้ ทีมวิจัยได้เตรียมพัฒนาระบบประมวลผลให้มีเสถียรภาพ และปรับรูปลักษณ์ของไม้เท้าให้มีความสวยงามยิ่งขึ้น ดร.เรวัตร กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สาขาวิชาฟิสิกส์ โทร. 02-5644-4440 ถึง 59 ต่อ 2500 หรือติดต่อฝ่ายประชาสัมพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. โทร. 02-564-4491 ต่อ 2020 เฟสบุ๊คแฟนเพจ www.facebook.com/ScienceThammasat&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17977</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะวิทยาและเทคโนโลยีมธ., มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ.ดร.สมชาย ชคตระการ, ไม้เท้ามีเซ็นเซอร์, ไม้เท้าอัจฉริยะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180919/image_big_5ba24996c5c6d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10684</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บุกทำเนียบแบนพาราควอต NGO-อจ.จี้คุมวัตถุอันตราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; องค์กรประชาชนกว่า 300 เครือข่ายนัดชุมนุมใหญ่หน้าทำเนียบฯ จี้นายกฯ ใช้อำนาจแบน &amp;quot;พาราควอต&amp;quot; พร้อมหามาตรการชดเชยเหยื่อที่ได้รับสารพิษ นักวิชาการ มธ.จี้ภาครัฐควบคุมการใช้ 3 วัตถุอันตรายอย่างเคร่งครัด หวั่นกรณี &amp;quot;ปุ๋ยปลอม&amp;quot; ซ้ำเติมเกษตรกร วอนรัฐส่ง จนท.ลงตรวจสอบเข้มทุกพื้นที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติให้มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช พาราควอต, คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซตต่อไปได้ โดยให้มีการจำกัดการใช้ ทำให้เครือข่ายภาคประชาชน 369 องค์กร ประกาศว่าจะเคลื่อนไหวชุมนุมใหญ่หน้าทำเนียบฯ ในวันที่ 5 มิ.ย.นี้ เพื่อแสดงจุดยืนเรียกร้องให้นายกฯ &amp;nbsp;ใช้อำนาจทบทวนให้มีการแบนสารทั้ง 3 ชนิดใน 2 ปี ตามมติของ 5 กระทรวงหลักนำโดยกระทรวงสาธารณสุข&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า ในวันที่ 5 มิ.ย. เวลา 07.00 น. จะมีการนัดรวมพลกันที่วัดเบญจมบพิตรฯ เพื่อเตรียมเคลื่อนขบวนไปที่ทำเนียบฯ ยื่นหนังสือถึงนายกฯ โดยมีกว่า 300 เครือข่ายเข้าร่วมประมาณ 500-700 คน จะเดินทางถึงทำเนียบฯ ในเวลา 09.00 น. ซึ่งในหนังสือมีข้อเสนอทั้งหมด 3 เรื่อง คือ 1.เสนอให้นายกฯ ใช้อำนาจทบทวนมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย โดยให้มีการแบนสารพาราควอตและสารอีก 2 ชนิด คือ คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต 2.เรียกร้องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เผยแพร่ข้อมูลสารทดแทน เพื่อเพิ่มทางเลือกที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพให้แก่เกษตรกรที่ยังมีความจำเป็นต้องใช้ และเพื่อไม่ให้บริษัทผู้ผลิตใช้เป็นข้ออ้าง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และ 3.เรียกร้องให้รัฐบาลหามาตรการทางการคลัง ในการชดเชยผู้ได้รับความเสียหายจากการได้รับสารพิษเหล่านี้ โดยการเรียกเก็บภาษีจากบริษัทผู้ผลิตที่มีกำไรมหาศาล ไม่ต้องแบกภาระจากเงินภาษีของประชาชนเองในการชดเชยความเสียหาย นอกจากนี้ยังได้มีข้อเสนอให้มีการตรวจสอบกรรมการวัตถุอันตรายจำนวน 3 รายที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการประสานกับสำนักนายกฯ ว่าใครจะเป็นผู้มารับมอบหนังสือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ในเวลา 14.00 น. หลังจากจบการประชุม ครม.ได้นัดหมายเข้าพบ รมว.เกษตรและสหกรณ์เพื่อเรียกร้องใน 3 เรื่อง คือ 1.ขอให้สนับสนุนการทบทวนมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย 2.ให้มีการเสนอทางเลือกของการใช้วิธีการอื่นทดแทนมากกว่านี้ และ 3.เสนอมาตรการเยียวยาหรือสนับสนุนหากมีเกษตรกรได้รับผลกระทบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ครูชนะ เสวิกุลได้แต่งเพลง &amp;quot;หยุดพาราควอต&amp;quot; เพื่อใช้ร้องในการเคลื่อนขบวน มีเนื้อร้องดังนี้ &amp;quot;พรรณไม้งามน้ำใสไหลเย็น เด็กน้อยเป็นเคยอยู่สดใส แต่พาราควอตทำชีวิตมีภัย มันแทรกซึมในอาหารที่เรากิน พรรณไม้งามน้ำใสไหลเย็น เด็กน้อยเป็นต้องอยู่สดใส หยุดการปนพิษในดินไทย ให้ธรรมชาติดีไว้....เพื่อลูกหลานเรา&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ผศ.ดร.ดุสิต อธินุวัฒน์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคพืชและการจัดการเกษตรอินทรีย์ กล่าวว่า ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเกษตรกรผู้เพาะปลูกควรให้ความตระหนักและพิจารณาถึงความสมดุลระหว่างปัญหาสุขภาพผู้บริโภค สิ่งแวดล้อม และความสะดวกรวดเร็วในการกำจัดวัชพืช จากกรณีที่มีมติจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายไม่ยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 รายการ ประกอบด้วย พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเซต แต่ให้จำกัดการใช้แทน ซึ่งสารเคมีดังกล่าวเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีในแวดวงเกษตรกรไทยและนิยมใช้ในการกำจัดวัชพืช เนื่องจากมีราคาที่ไม่สูงมากและเห็นผลเร็ว แต่ขณะเดียวกันกลับส่งผลเสียขั้นรุนแรงทั้งต่อสุขภาพของเกษตรกรผู้ผลิต ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ซึ่งในหลายประเทศทั่วโลกมีมาตรการห้ามใช้สารเคมีดังกล่าวเป็นการถาวรมากว่า 10 ปีแล้ว โดยให้ใช้สารชนิดอื่นทดแทน เนื่องจากคุณภาพชีวิตของประชากรและสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พบว่าเกษตรกรในหลายพื้นที่ยังขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้สารในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งควรใช้ในปริมาณที่ฉลากแนะนำ โดยบางรายใช้ปริมาณเกินกว่าที่ฉลากกำหนดและส่งผลตามมา โดยหนึ่งในกรณีที่เห็นได้ชัดเจนคือ การตรวจพบสารเคมีตกค้างในกระแสเลือดของเกษตรกรจังหวัดยโสธร จำนวน 81 ราย จากทั้งหมด 82 ราย ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้ากำหนดกรอบหรือวางข้อบังคับการใช้สารเคมีอย่างชัดเจน อาทิ กำหนดให้เกษตรกรที่มีความประสงค์ใช้สารอันตรายต้องมีใบอนุญาต เพื่อสามารถจำกัดกลุ่มผู้ใช้ และสามารถให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่เกษตรกรที่จำเป็นต้องใช้สารอันตราย ทั้งอัตราการใช้ &amp;nbsp;ความถี่ของการใช้ การแต่งกายขณะใช้สารเคมี และวิธีการจัดการในกรณีได้รับพิษจากสารเคมี รวมทั้งมีการควบคุมการใช้งานสารอันตรายตามขนาดพื้นที่อย่างเคร่งครัด พร้อมกำหนดคณะติดตามผลอย่างใกล้ชิด เพื่อเข้าตรวจสอบและชี้วัดถึงอันตรายต่อคุณภาพชีวิตเกษตรกร ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง &amp;nbsp;และสิ่งแวดล้อมโดยรอบแบบรัดกุม&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.ดร.ดุสิตกล่าวด้วยว่า ในปี 2560 ประเทศไทยมีการนำเข้าสารอันตรายอย่างพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต กว่า 44,501 ตัน, 3,700 ตัน และ 59,872 ตัน ตามลำดับ ซึ่งสามารถสะท้อนได้ชัดเจนว่าทั้งเกษตรกรไทยและภาครัฐยังไม่ตระหนักถึงผลกระทบของการใช้สารเคมีอันตราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.ดร.บัณฑิต อนุรักษ์ อาจารย์ประจำสาขาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ผู้เชี่ยวชาญด้านสารเคมีในภาคการเกษตร กล่าวว่ายังมีกรณีการใช้ปุ๋ยปลอมในการกำจัดศัตรูพืช วัชพืชในแปลงเกษตร ที่ยังไม่ได้รับการเพ่งเล็งหรือตรวจสอบจากภาครัฐเท่าที่ควร ด้วยข้อจำกัดของเจ้าหน้าที่วิเคราะห์และตรวจสอบสารพิษจากกรมวิชาการเกษตร ที่มีจำนวนไม่เพียงพอต่อพื้นที่เกษตรกรรมทั้งประเทศ โดยมีกรณีศึกษาซึ่งพบว่าเกษตรกรในพื้นที่ อ.สามชุก สุพรรณบุรี มีการใช้สารเคมีหลายชนิดมากกว่า 2 เท่าของค่ามาตรฐานที่ฉลากกำหนด เนื่องจากเกษตรกรไม่สามารถตรวจสอบคุณภาพของปุ๋ยที่ซื้อมาได้ จึงจำเป็นต้องผสมร่วมกับปุ๋ยเคมีชนิดอื่นในการฉีดพ่น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรผู้ฉีดพ่นที่ตรวจพบสารเคมีตกค้างในเลือดกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนเกษตรกรทั้งหมด ปริมาณสารพิษตกค้างกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตในนาข้าวและผลกระทบต่อสุขภาพเกษตรกร อ.สามชุก สุพรรณบุรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ซึ่งกรณีดังกล่าวหากภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการแก้ไขได้อย่างครบวงจร &amp;nbsp;จะสามารถเยียวยาและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยไม่ให้ถูกหลอกลวงจากการใช้ปุ๋ยปลอม และประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยได้อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;quot; ผศ.ดร.บัณฑิตกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.ดร.สมชาย ชคตระการ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ.กล่าวว่า จากกรณีการใช้สารเคมีอันตรายในภาคการเกษตร สะท้อนถึงปัญหาด้านคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และการเกษตร ที่ภาคการศึกษาสามารถเป็นหนึ่งในตัวแปรในการพัฒนาแก้ไขปัญหาเหล่านั้น ผ่านการกระจายองค์ความรู้ นวัตกรรมเทคโนโลยี ตลอดจนการปลูกฝังแนวคิดต่างๆ ที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน สิ่งแวดล้อม และภาคการเกษตรที่เป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจประเทศ โดยคณะได้เปิดสอนในหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเกษตรอินทรีย์ เพื่อปั้นผู้เชี่ยวชาญหรือนักวิชาการเกษตรที่สามารถบูรณาการความรู้ด้านการจัดการเกษตร รวมถึงนวัตกรรมต่างๆ ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร ควบคู่ไปกับการมีผลผลิตเกรดพรีเมียมในอนาคต อาทิ &amp;quot;นวัตกรรมย่อยสลายเศษพืชและฟางข้าว&amp;quot; (ไบโอออร์กา-พลัส) ชีวภัณฑ์บำรุงดินโดยไม่ทิ้งสารพิษตกค้าง &amp;quot;แอปออร์แกนิก&amp;quot; &amp;nbsp;(Organic Ledger) แอปพลิเคชันตรวจสอบคุณภาพผลผลิตย้อนหลังนับตั้งแต่เริ่มปลูก เพียงสแกนคิวอาร์โค้ด 1 ครั้ง ฯลฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เพื่อผลิตผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม ที่สามารถช่วยประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม พร้อมวางแผนแก้ไขได้อย่างชาญฉลาด โดยการบูรณาการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ปัจจัยสิ่งแวดล้อมต่างๆ ควบคู่ไปกับการเรียนรู้ที่ใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem Based Learning: PBL) ด้วยการลงพื้นที่จริงเพื่อระดมความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ไปสู่การหาข้อสรุปร่วมกันอย่างชัดเจน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10684</URL_LINK>
                <HASHTAG>Organic Ledger, คลอร์ไพริฟอส, ผศ.ดร.ดุสิต อธินุวัฒน์, ผศ.ดร.บัณฑิต อนุรักษ์, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ.ดร.สมชาย ชคตระการ, วัดเบญจมบพิตรฯ, วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หยุดพาราควอต, เกษตรกร, แอปออร์แกนิก, ไกลโฟเซต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180604/image_big_5b15483437a6e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
