<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>32580</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2019 12:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/03/2019 10:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนุนขับเคลื่อน &#039;แผนแม่บทน้ำ&#039; ลดวิกฤติภัยแล้ง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปีนี้จากการคาดการณ์ลักษณะอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาภัยแล้งในประเทศไทย อาการน่าเป็นห่วงทุกภูมิภาค ทั้งเหนือ อีสาน กลาง และภาคตะวันออก และจะเผชิญปัญหารุนแรงกว่าปีที่แล้ว เนื่องจากปี 2562 เข้าสู่ฤดูร้อนเร็วกว่าทุกปี สาเหตุเกิดจากปรากฏการณ์เอลนีโญอ่อนๆ และจะลากยาวถึงกลางปีก่อนกลับมาสู่สภาพปกติ ขณะที่การคาดการณ์ปริมาณฝนจะลดลงต่ำกว่าค่าปกติเฉลี่ยรอบ 30 ปี ร้อยละ 5 โดยมีพื้นที่มีปริมาณฝนตกน้อยกว่าปกติ โดยเฉพาะภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และซีกตะวันตกของภาคอีสาน รวมถึงฝนจะทิ้งช่วง ไม่มีน้ำเติมเข้ามา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ถือเป็นการส่งสัญญาณเฝ้าระวังแล้งหนัก ซึ่งภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชนต้องเตรียมแผนการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสม เพื่อบรรเทาวิกฤติภัยแล้ง โดยหลายจังหวัดสั่งการรับมืออย่างเร่งด่วน ปรับแผนรับมือภัยแล้งให้เท่าทันสถานการณ์ เวลานี้หลายพื้นที่สั่งซื้อน้ำจากภาคเอกชนเพื่อใช้ในสถานประกอบการและอุปโภคบริโภคตามบ้านเรือนแล้ว&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจุบันสถานการณ์น้ำมีความผันผวนอย่างมาก การบริหารจัดการมีความท้าทายยิ่งขึ้น ทั้งการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ภาวะน้ำท่วมในฤดูฝน ยังไม่รวมปัญหาความขัดแย้งหนักระหว่างกลุ่มผู้ใช้น้ำ ตลอดจนปัญหาคุณภาพของน้ำ น้ำเสียที่ไม่อาจนำน้ำมาใช้ประโยชน์ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;จากเวทีสาธารณะนโยบายน้ำ สกว. ครั้งที่ 10 ซึ่งคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดขึ้นในสัปดาห์อนุรักษ์ทรัพยากรน้ำแห่งชาติและวันน้ำโลก เมื่อเร็วๆ นี้ ได้หยิบยกเรื่องการบริหารจัดการน้ำภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อรองรับยุทธศาสตร์น้ำของประเทศ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) โดยนำเสนอกรอบการบริหารจัดการน้ำภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ แนวทางจัดการน้ำเพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ แนวทางจัดการน้ำเพื่อเพิ่มมูลค่า รวมถึงประเด็นวิจัยให้ตอบสนองยุทธศาสตร์น้ำ ไม่ใช่วิจัยขึ้นหิ้ง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สราวุธ ชีวะประเสริฐ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; สราวุธ ชีวะประเสริฐ รักษาการที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)&amp;nbsp; กล่าวว่า แผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำที่ผ่านมา แม้มีการพัฒนา แต่ยังพบข้อบกพร่องให้ปรับปรุงแก้ไข คือ เรื่องฐานข้อมูลและขาดการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน โดยเฉพาะข้อมูลที่จะนำมาวิเคราะห์สถานการณ์ ไม่เพียงพอในการกำหนดเป้าหมายเชิงพื้นที่หรือเชิงปริมาณ อีกทั้งบางหน่วยงานไม่มีแผนและทิศทางที่ชัดเจน ขาดการเชื่อมโยงกับนโยบายอื่น ทำให้แผนงานเดิมไม่ตอบสนองนโยบายประเทศ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการประเมินผลหรือตัวชี้วัดไม่ชัดเจนจะต้องเร่งปรับตัวชี้วัดและวิธีจัดเก็บข้อมูลและระบบติดตาม รวมถึงขาดการสื่อสารทำความเข้าใจต่อแผนแม่บท จะต้องสร้างความเข้าใจให้เห็นภาพที่ตรงกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดแผนงานหรือโครงการที่มีผลกระทบต่อยุทธศาสตร์น้ำ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ 20 ปี ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี สราวุธให้ข้อมูลว่า มีเป้าหมายด้วยกัน 6 ด้าน คือ ด้านการจัดการน้ำอุปโภคบริโภค โดยกำหนดว่า ประปาหมู่บ้านจะต้องมีคุณภาพตามมาตรฐานให้ได้ภายในปี 2573 ตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน&amp;nbsp; ขยายเขตประปา สำรองน้ำต้นทุนเพื่อรองรับเมืองหลัก เมืองท่องเที่ยว หรือพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ อีกทั้งปริมาณการใช้น้ำต่อประชากรต้องไม่เพิ่มขึ้น และมีอัตราลดลงภายในปี 2570 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านการสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต ให้มีการจัดการด้านความต้องการน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพโครงการแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำเดิม พัฒนาแหล่งกักน้ำและระบบส่งน้ำใหม่ พัฒนาระบบผันน้ำและระบบเชื่อมโยงแหล่งน้ำเพิ่มน้ำต้นทุน จัดหาน้ำในพื้นที่เกษตรน้ำฝน รวมถึงการเพิ่มผลิตภาพและปรับโครงสร้างการใช้น้ำ การประหยัดน้ำในภาคอุตสาหกรรม การจัดการในพื้นที่พิเศษ และเร่งรัดการเตรียมความพร้อมโครงการผันน้ำข้ามลุ่มน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; ในแผนแม่บทให้ลดความเสี่ยงในพื้นที่ที่ไม่มีศักยภาพหรือความเสียหายในพื้นที่วิกฤติร้อยละ 50 แต่ปัจจุบันยังไม่สามารถแยกแยะพื้นที่ในส่วนนี้ได้&amp;quot; สราวุธ กล่าว&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; การวางแผนบริหารจัดการน้ำ สทนช. ได้วางแผนร่วมกับหน่วยงานเจ้าภาพหลัก เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการป้องกันอุทกภัยและภัยแล้ง ด้านการป้องกันน้ำท่วม รักษาการที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ สทนช. กล่าวว่า แผนน้ำจะเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ มีการปรับปรุงการระบายน้ำและสิ่งกีดขวางทางน้ำ จัดทำผังลุ่มน้ำและบังคับใช้ในผังเมืองรวมและจังหวัดทุกลุ่มน้ำ ป้องกันน้ำท่วมชุมชนเมือง 764 เมือง โดยมีผังน้ำบังคับใช้ทุกจังหวัด การบรรเทาน้ำท่วมระดับลุ่มน้ำและพื้นที่วิกฤติ ลดความเสี่ยงและความรุนแรงลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 การจัดการพื้นที่น้ำท่วมและพื้นที่ชะลอน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการปรับตัวและเผชิญเหตุในพื้นที่น้ำท่วม ร้อยละ 75 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำเขาระบุในแผนแม่บทจะป้องกันและลดการเกิดน้ำเสียที่ต้นทาง เพิ่มประสิทธิภาพในการบำบัดและควบคุมการระบายน้ำเสียออกสู่สิ่งแวดล้อม พัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียรวมของชุมชน การนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ จัดสรรน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ อนุรักษ์และฟื้นฟูแม่น้ำลำคลองและแหล่งน้ำธรรมชาติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; การจัดการน้ำยังรวมการอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำ&amp;nbsp; มุ่งเน้นฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรม จำนวน 3.5 ล้านไร่ ป้องกันการเกิดการชะล้างและการพังทลายของดินในพื้นที่เกษตรลาดชันชั้นที่ 1, 2 จำนวน 1.45 ล้านไร่ และชั้น 3,4,5 จำนวน 22 ล้านไร่ รวมถึงจะมีการปรับปรุงกฎหมายน้ำและกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ทันสมัย จัดตั้งองค์กรด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤติ พร้อมทั้งการติดตามและประเมินผล แผนการจัดสรรน้ำ พัฒนาระบบฐานข้อมูล ศึกษาวิจัยและพัฒนาแนวทางการจัดการน้ำเพื่ออุดช่องว่างการดำเนินงาน&amp;quot; สราวุธเผย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สราวุธยอมรับว่า การดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์ยังมีปัญหาและความท้าทายรออยู่อีกมาก โดยเฉพาะแนวทางการขับเคลื่อนแผนแม่บทว่าทำอย่างไรให้การดำเนินการเป็นไปตามเป้าหมายทั้งเรื่องการประเมินความมั่นคงด้านน้ำภายใต้กรอบ Asian Water Development Outlook (AWDO) เป็นกรอบระดับนานาชาติที่ไทยนำมาประยุกต์ใช้ หรือการประหยัดน้ำ ขณะนี้มีเสนอไว้เพียงกิจกรรมเดียวซึ่งไม่เพียงพอที่เราจะลดปริมาณการใช้น้ำลงได้ เพื่อให้มีน้ำประปาเพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นในอีก 5-10 ปีข้างหน้า รวมถึงประเด็นจุดอ่อนที่ต้องเร่งแก้ไข แต่ทิศทางเริ่มดีขึ้นและน่าว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นใน 1-2 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน รศ.ดร.สุจริต คุณธนกุลวงศ์ นักวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า สถานภาพการบริหารจัดการน้ำของประเทศที่ผ่านมารัฐบาลมีความมุ่งมั่นในแก้ไข แต่ยังมีอีกหลายปัญหาที่รออยู่ ปัจจุบันจึงมีการวางเป้าหมายแผนแม่บท เพื่อแก้ปัญหาและสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต ภายใต้การบริหารจัดการน้ำในหลายมิติและหลายระดับทั้งในส่วนของการซ่อม สร้าง และการพัฒนาที่ต้องก้าวกระโดดเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ต้องการลดจน ลดการใช้น้ำในปี 2570 และการเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องดำเนินการไปพร้อมๆ กับการเตรียมพร้อมคน วิชาการ ความรู้ ข้อมูลข่าวสาร และการปรับตัว ตลอดจนการสร้างแพลตฟอร์มการทดลองใหม่ๆ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนผ่าน เช่น การวิจัยเชิงปฏิบัติการมุ่งด้านการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงเทคโนโลยี 5 G ที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการเรื่องน้ำ ส่วนภัยแล้งที่เริ่มขึ้น รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องบูรณาการบริหารจัดการน้ำอย่างเท่าทันสถานการณ์ เพื่อรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้น พื้นที่นอกเขตชลประทานต้องสำรวจและวางแผนป้องกันครอบคลุมทั้ง 25 ลุ่มน้ำหลัก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ ดร.ปิยธิดา เรืองรัศมี อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ รั้วจุฬาฯ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิเคราะห์สถานะของความมั่นคงด้านน้ำผลิตภาพจากน้ำและภัยพิบัติ กล่าวว่า แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในประเด็นที่ 19 ประเด็นการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ได้มีการเสนอเป้าหมายตัวชี้วัดและแนวทางพัฒนาด้วยแผนย่อย 3 แผน ประกอบด้วย 1.แผนย่อยพัฒนาการจัดการน้ำเชิงลุ่มน้ำทั้งระบบเพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำของประเทศ 2.แผนย่อยเพิ่มผลิตภาพของน้ำทั้งระบบในการใช้น้ำอย่างประหยัด รู้คุณค่าและสร้างมูลค่าเพิ่มจากการใช้น้ำให้ทัดเทียมกับระดับสากล และ 3.แผนย่อยอนุรักษ์และฟื้นฟูแม่น้ำลำคลองและแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วประเทศ โดยได้กำหนดตัวชี้วัดและค่าเป้าหมายทุกช่วง 5 ปี ในช่วงปี พ.ศ.2561-2580 ของการเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ การเพิ่มผลิตภาพของน้ำ และการอนุรักษ์และฟื้นฟูแม่น้ำลำคลองและแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ดร.ปิยธิดา เรืองรัศมี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับแนวทางการประเมินความมั่นคงด้านน้ำของไทยในระดับจังหวัดและระดับลุ่มน้ำ ที่ได้มีการศึกษาเบื้องต้นภายใต้กรอบ AWDO 2016 มีการประเมิน 5 ด้าน ได้แก่ 1.ความมั่นคงน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค 2.ความมั่นคงน้ำเพื่อเศรษฐกิจ โดยการใช้ทรัพยากรน้ำในภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคพลังงาน 3.ความมั่นคงน้ำสำหรับเมือง 4.ความมั่นคงน้ำด้านสิ่งแวดล้อม และ 5.ความมั่นคงน้ำด้านการฟื้นตัวจากภัยพิบัติจากน้ำ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.ปิยะธิดาเผยว่า จากผลการศึกษาในระดับประเทศ พบว่า คะแนนประเมินของไทยอยู่ใน &amp;ldquo;ระดับปานกลาง&amp;rdquo; โดยความมั่นคงน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค แยกประเมินเป็นพื้นที่นอกเขตเทศบาล (ชนบท) และพื้นที่ในเขตเทศบาล (เมือง) พบว่า ระบบประปาหมู่บ้านมีการเข้าถึงเกือบครบทุกหมู่บ้าน แต่ปัญหาเรื่องของคุณภาพน้ำและการบำรุงรักษาระบบประปา รวมถึงปัญหาการบำรุงรักษาระบบบำบัดน้ำเสียยังเป็นเรื่องสำคัญ เพราะประเทศไทยไม่มีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำบัดน้ำเสียภาคครัวเรือน เพื่อให้ทุกบ้านร่วมรับผิดชอบในการทำน้ำเสีย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การขาดแคลนน้ำต้องเตรียมการวางแผนแก้ไข โดยเฉพาะด้านการเพิ่มผลิตภาพของการใช้น้ำภาคเกษตรควรจะประเมินผลิตภาพการใช้น้ำในแง่ของประสิทธิภาพ พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการปลูกข้าว พัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพสูง นอกจากนี้ ต้องมีดัชนีชี้วัดเพิ่มเติม อาทิ การใช้น้ำเพื่อการท่องเที่ยว การพิจารณาปริมาณน้ำที่มาจากแม่น้ำระหว่างประเทศ ความขัดแย้งของการใช้น้ำ&amp;quot; หัวหน้าโครงการกล่าวในท้าย ทุกภาคส่วนต้องช่วยใช้น้ำอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ. &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32580</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอุตุนิยมวิทยา, ภัยแล้ง62, รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์, สทนช., สราวุธ ชีวะประเสริฐ, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.), เอลนีโญ, แผนแม่บทจัดการน้ำ20ปี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190329/image_big_5c9e0b494733b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13070</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2018 19:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2018 19:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุดช่องว่างแผนยุทธศาสตร์น้ำ 20 ปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ระยะ 12 ปี (พ.ศ.2558-2569) ที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ปรับปรุงใหม่เป็นแผนยุทธศาสตร์น้ำ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) เพื่อให้สอดรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่มียุทธศาสตร์สร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลงลึกไปเป็นประเด็นพัฒนาความมั่นคงน้ำ พลังงาน และเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจำเป็นต้องเพิ่มไว้ในแผนจัดการน้ำปี 2558 รวมถึงมีการวางกรอบให้คณะทำงานปรับปรุงและนำแผนยุทธศาสตร์น้ำ 20 ปี เสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ได้ภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การรื้อแผนยุทธศาสตร์น้ำเพื่อปรับปรุงใหม่จำเป็นต้องมีองค์ความรู้ ข้อมูล และงานวิจัยที่สามารถสนับสนุนนโยบายการบริหารจัดการน้ำ เหตุนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอแนวทางการบริการจัดการน้ำของประเทศ พร้อมชูงานวิจัยเด่นๆ ช่วยรับมือสถานการณ์น้ำขาด น้ำท่วม น้ำแล้ง ที่ห้องประชุม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย เมื่อวันก่อน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า การกำหนดแผนยุทธศาสตร์น้ำจำเป็นต้องเข้าใจความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ เพราะจากงานวิจัยสถานการณ์น้ำย้อนหลังของประเทศช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เห็นชัดว่า ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อาจเกิดน้ำท่วมและน้ำแล้งภายในปีเดียวกัน เช่น ในปีนี้ที่คาดว่าอาจน้ำท่วม เพราะฝนมาเร็วและตกมาก แต่พอปลายฝนสถานการณ์เปลี่ยนเป็นแล้งได้ เพราะสภาพภูมิอากาศแปรปรวนที่รวดเร็วมากขึ้น เปลี่ยนจาก 2-3 ปีครั้ง มาเป็นแบบฉับพลัน ปริมาณน้ำในเขื่อนปีนี้จะน้อยกว่าปีที่แล้ว ปี 2562 จะเจอแล้งระดับปานกลาง ซึ่งความแปรปรวนมีความสัมพันธ์กับความต้องการน้ำในอนาคต ต้องเฝ้าระวัง ถ้าจัดการน้ำไม่ดี มีปัญหาฉุดเศรษฐกิจและสังคม &amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รศ.ดร.สุจริตกล่าวว่า ประเด็นยุทธศาสตร์จะต้องเป็นการอนุรักษ์และรักษาทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของประเทศอย่างยั่งยืนให้คนรุ่นต่อไปใช้ประโยชน์ ไม่ใช่ยุทธศาสตร์เพื่อการเมือง ต้องกำหนดการฟื้นฟูและพัฒนาฐานทรัพยากรธรรมชาติเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของประเทศบนเส้นทางสีเขียว และบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเหมาะสมให้ไม่เกินขีดความสามารถในการรองรับระบบนิเวศ ลดผลกระทบลบจากการพัฒนา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; เดิมแนวคิดการวางแผนโตก่อน เสียแล้วมาซ่อม ส่งผลปัจจุบันเจอปัญหาน้ำขาด น้ำเสีย ขยะเยอะ น้ำบาดาลเสื่อมโทรม กรณีน้ำเสียต้องใช้เวลาฟื้นฟูไม่ต่ำกว่า 20 ปี จากนี้ไปต้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน ข้าวอาจไม่ใช่อนาคตของประเทศไทย เพราะเวียดนามปลูกข้าวราคาถูกกว่า พม่าเปิดประเทศกำลังตามมา และแนวโน้มถ้าไทยยังใช้ทรัพยากรน้ำที่ราคาแพงมาปลูกข้าวราคาถูก ชาวนาขายไม่ออก แล้วรัฐบาลเอาเงินมาอุ้ม ก็ไม่หลุดจากวงจรอุบาทว์ เป้าหมายพัฒนาแล้วต้องมีคุณภาพชีวิตและรายได้ดีขึ้น ต้องปรับกระบวนทัศน์เพื่อกำหนดอนาคตของประเทศด้วยกัน น้ำมีจำกัด น้ำใช้ให้คุ้มค่า และน้ำมีให้คนรุ่นต่อไปใช้ &amp;quot; รศ.ดร.สุจริตย้ำหลักวางยุทธศาสตร์น้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในการปรับยุทธศาสตร์น้ำ 20 ปี มีการนำแนวคิดความมั่นคงด้านน้ำของธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เข้ามาประยุกต์ใช้ ช่วยในการวางแผนยุทธศาสตร์ เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำของประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในงานวิจัยคณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่ได้ทุน สกว. &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รศ.ดร.สุจริตกล่าวว่า ประเทศไทยต้องยกระดับการจัดการแหล่งน้ำให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล มีน้ำสะอาดใช้พอ และลดความเสียหายจากน้ำท่วม ปัจจุบันตามดัชนีความมั่นคงด้านน้ำของ ADB ประเมินไทยอยู่ในระดับที่ 2 (50 คะแนน) เพราะคะแนนด้านน้ำเพื่อชุมชนเมืองต่ำมาก มีปัญหาคุณภาพน้ำ ถัดมาน้ำท่วม น้ำขาด รวมถึงคะแนนน้ำเพื่อเศรษฐกิจ ในยุทธศาสตร์ต้องมีแผนงานสร้างความมั่นคงด้านน้ำเพื่อให้ไทยพัฒนาเป็นระดับที่ 4 (80 คะแนน)&amp;nbsp; จาก 5 ระดับ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สกว.และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เสนอแนวทางการบริการจัดการน้ำของประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นักวิชาการด้านน้ำบอกว่า จากนี้ไป 20 ปี ทุกครัวเรือนในชุมชนที่ลงทะเบียนไว้กับกรมการปกครองต้องมีน้ำสะอาดใช้ แนวทางต้องมีระบบเชื่อมจากแหล่งน้ำขนาดใหญ่ให้กระจายไปตามหมู่บ้าน สู่แหล่งน้ำขนาดเล็ก เรื่องนี้รัฐบาลก็เตรียมรองรับแล้ว มีการขุดสระหรือบ่อที่เรียกว่า หลุมขนมครก เพื่อกักเก็บน้ำช่วงหน้าฝนไว้ใช้ในช่วงฝนแล้งที่กำลังจะมาถึง ตามแผนงานมีเกือบ 4,000 แห่งทั่วพื้นที่ของประเทศ ทำไปแล้วกว่า 2,000 แห่ง เดิมฝนตกลงมาไหลทิ้งลงทะเลหมด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกโจทย์ใหญ่ รศ.ดร.สุจริตกล่าวว่า ไทยต้องเพิ่มผลผลิตการใช้น้ำเป็น 10 เท่าตัวจากค่าเฉลี่ยปัจจุบัน ปัจจุบันน้ำ 1 คิว ทำรายได้ 60-80 บาท ขาดความสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากการใช้น้ำ มีการใช้น้ำเรี่ยราด ยุทธศาสตร์น้ำต้องรวมถึงรองรับการพัฒนาตามแผน ทั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ อย่างเชียงใหม่ พิษณุโลก และหลายจังหวัดในอีสาน รวมถึงระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ต้องกำหนดสัดส่วนการใช้น้ำในแต่ละภาครองรับเติบโตในอนาคต &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภัยพิบัติเป็นปัญหาที่ต้องให้ความสำคัญ นักวิชาการคนเดิมเสนอด้วยว่า ยุทธศาสตร์ต้องมีการปรับตัวเพื่อลดความสูญเสียจากน้ำท่วม น้ำแล้ง และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ทั่วโลกแข่งขันกันเรื่องนี้ แนวทางที่ต้องใส่ในแผน มีทั้งพัฒนาระบบฐานข้อมูล การคาดการณ์สภาพภูมิอากาศ และระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่รวดเร็ว แม่นยำ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพป้องกันทั้งเชิงโครงสร้างและไม่ใช้โครงสร้าง รับมือภัยพิบัติ และใช้มาตรการผังเมืองอย่างจริงจัง นอกจากนี้ เพิ่มขีดความสามารถของชุมชนและเมืองรับมือผลกระทบ หากระบบเตือนภัยดี ชุมชนจะปรับตัวได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; ไทยเผชิญความแปรปรวนและความต้องการใช้น้ำมีมากขึ้นทุกภาคส่วน การเปลี่ยนแปลงสภาพเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลต่อการใช้น้ำ บริหารจัดการน้ำชาติต้องการยุทธศาสตร์ที่มีเป้าหมายระยะยาวเพื่อดูแลน้ำและทรัพยากรธรรมชาติ ปลายกันยายนนี้ร่างแผนแม่บทจัดการน้ำจะเสนอให้ ครม.พิจารณา &amp;quot; รศ.ดร.สุจริตสรุปในท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน รศ.ทวนทัน กิจไพศาลสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะนักวิจัยโครงการรายงานวิเคราะห์สถานการณ์น้ำของประเทศ ทุน สกว. กล่าวว่า &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ภาพรวมของไทยในช่วง 10 ปี พบปริมาณการใช้น้ำภาคเกษตรมากขึ้น ลุ่มน้ำที่ใช้น้ำต่อปีในภาคเกษตรมากสุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ ลุ่มน้ำมูล 18,800 ล้าน ลบ.ม. ลุ่มน้ำชี 13,300 ล้าน ลบ.ม. และลุ่มน้ำเจ้าพระยา 10,200 ล้าน ลบ.ม. ยังพบว่า การใช้น้ำทุกภาคตั้งแต่ปี 2557-2570 จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ทวนทัน กิจไพศาลสกุล วิเคราะห์สถานการณ์น้ำของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับพื้นที่มีปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก ขาดน้ำรุนแรงขึ้นทุกปี เช่น จ.แพร่ สุโขทัย นครราชสีมา บุรีรัมย์ ร้อยเอ็ด ศรีษะเกษ เป็นต้น เพราะฝนตกน้อยกว่าปีละ 1,000 มิลลิเมตร และขาดพื้นที่เก็บกักน้ำขนาดใหญ่ ส่วนลุ่มน้ำยมเจอทั้งน้ำแล้งและน้ำท่วม เพราะไม่มีอ่างเก็บน้ำ ดังนั้นควรมีการพัฒนาแหล่งน้ำ ทำระบบแก้มลิง ข้อมูลพื้นที่เสี่ยงภัยจากงานวิจัยนี้ควรใช้กำหนดในแผนจัดการน้ำชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาชี้วิกฤติน้ำเสีย รศ.ทวนทัน ระบุว่า คุณภาพน้ำของไทยมีแนวโน้มเสื่อมโทรมลงจากการระบายน้ำเสียจากชุมชน และการชะหน้าดินที่มีปุ๋ยประเภทสารเคมีตกค้างจากเกษตรและปศุสัตว์ อีกทั้งพบว่า แหล่งน้ำทั่วประเทศมีคุณภาพน้ำเกณฑ์ดีเพียง 29%&amp;nbsp; พอใช้ 49% และเสื่อมโทรม 22% ภาคกลางเสื่อมโทรมมากกว่าภาคอื่นๆ ขณะที่กรุงเทพฯ คุณภาพน้ำเสื่อมโทรมมากที่สุด จังหวัดตรังคุณภาพน้ำดีที่สุด&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; การปรับปรุงยุทธศาสตร์ด้วยงานวิจัยเป็นเรื่องสำคัญ หากเราประเมินความเสี่ยงวิกฤติน้ำได้ล่วงหน้าจะช่วยลดความเสียหายลงมาก การศึกษาสถานการณ์น้ำและบริหารจัดการน้ำที่ถูกต้องเหมาะสม เป็นงานวิจัยที่จำเป็น ช่วยปิดจุดอ่อน ไม่ใช่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือกระจายงบประมาณแบบไม่มีเป้าหมาย เพราะสถานการณ์น้ำเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง อดีต ปัจจุบัน และอนาคตมีความเป็นไปได้ที่จะแตกต่างกันมาก ต้องติดตามสถานการณ์ทุก 3-5 ปี เพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงแผนบริหารจัดการน้ำที่จะใช้กับแต่ละพื้นที่ต่อไป &amp;quot; รศ.ทวนทัน กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน ดร.ปิยธิดา เรืองรัศมี หนึ่งในคณะนักวิจัย กล่าวว่า ปัญหาน้ำที่ความรุนแรงขึ้นและปริมาณน้ำต้นทุนมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น การวิจัยพบว่า เทคโนโลยีดาวเทียมช่วยวางแผนยุทธศาสตร์เพิ่มความมั่นคงด้านน้ำของประเทศได้ ทั้งติดตามพื้นที่น้ำท่วม คาดการณ์สถานการณ์ภัยแล้งระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว และการประมาณปริมาณฝนจากข้อมูลดาวเทียม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ปิยธิดา เรืองรัศมี เสนอเทคโนโลยีดาวเทียมช่วยวางแผนยุทธศาสตร์น้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; จุดเด่นของข้อมูลดาวเทียม คือ ครอบคลุมพื้นที่กว้าง มีความต่อเนื่อง เป็นระบบ มีความละเอียดเชิงพื้นที่ และเป็นข้อมูลเรียลไทม์ ถ้าใช้เสริมข้อมูลจากสถานีตรวจวัดที่ตั้งเป็นจุดๆ จะทำให้ข้อมูลครอบคลุมมากขึ้น ลดคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะพื้นที่ไม่มีสถานี เช่น ภูเขา ทะเล หรือพื้นที่เข้าถึงยาก กรณีน้ำท่วม ข้อมูลปริมาณฝนในพื้นที่ต้นน้ำมีจำกัด ถ้านำเทคโนโลยีดาวเทียมมาช่วยจะทำให้ประเมินสถานการณ์และคาดการณ์ปริมาณน้ำในแต่ละจุดสำคัญๆ ได้ดีขึ้น ลดความเสียหายจากภัยธรรมชาติ &amp;quot; นักวิจัยหญิงจุฬาฯ เสนอเพิ่มเติมในยุทธศาสตร์น้ำ 20 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13070</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะวิศวกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ยุทธศาสตร์น้ำชาติ20 ปี, รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.), สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.), แผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180709/image_big_5b43544da455f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
