<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117105</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2021 16:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2021 16:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> 1 ใน 10,000 ผู้ป่วยหายโควิด เกิดพังผืดในปอด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.ย.64 สมาคมอุรเวชช์ แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ฯ และคณะทำงานโรคปอดอินเตอร์สติเชียลและโรคปอดจากการทำงานและสิ่งแวดล้อม (ILD assembly) จัดเสวนาในกิจกรรมเติมเต็มลมหายใจ หัวข้อ &amp;ldquo;โรคพังผืดในปอด และความท้าทายจากการแพร่ระบาดของโควิด19&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล นายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ในระบบทางหายใจของมนุษย์สามารถเกิดโรคเรื้อรังได้มากมาย อาทิ วัณโรคปอด โรคหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หรือกลุ่มโรคปอด(Interstitial Lung Disease) ในกลุ่มย่อยของผู้ป่วยโรคนี้จะมีปอดที่เป็นพังผืดอีก เรียกว่า โรคพังผืดในปอด Fibrotic-ILD (Fibrotic-Interstitial Lung Disease) &amp;nbsp;ซึ่งเป็นโรคที่หายาก ส่วนใหญ่จะพบในผู้สูงอายุ 40 ปีขึ้นไป ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ทำให้มีความท้าทายในด้านการคัดกรองวินิจฉัยโรคที่ไม่ชัดเจนและลำบาก รวมไปถึงการดูแลรักษา โดยอาการที่บ่งชี้ว่าอาจเข้าข่ายเป็นโรคพังผืดในปอด ได้แก่ มีอาการไอเรื้อรัง หรือ หอบเหนื่อยมานานกว่า 2 เดือน หรือมากจากการที่ปอดมีการติดเชื้อรุนแรง หากหาสาเหตุอื่นไม่พบ และไม่เคยสูบบุหรี่ แพทย์ต้องส่งวินิจฉัยเพื่อเติมหากมีผลเอกเรย์ปอดที่ผิดปกติ ฟังเสียงหายใจผิดปกติที่ชายปอดทั้ง 2 ข้าง คล้ายเสียงลอกแถบตีนตุ๊กแก และออกซิเจนปลายนิ้วต่ำเมื่ออกกำลัง เป็นต้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.นิธิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันผู้ป่วยโควิด19 เมื่อรักษาหาย หากเกิดรอยแผลเป็นหรือพังผืดในปอดจะค่อยๆหายไปใน 2-12 สัปดาห์ แต่ในผู้ป่วยที่จะเกิดปอดอักเสบรุนแรงจากโควิดมีประมาณ &amp;nbsp;30-50% ซึ่งในจำนวนนี้เมื่อรักษาโควิดหายแล้วประมาณ 1 ใน 10,000 คน หรือน้อยกว่านั้น มีโอกาสที่จะเป็นโรคพังผืดในปอด เพราะปอดเกิดพังผืดมาก ผู้ป่วยจำเป็นจะต้องติดตามการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านรศ.นพ.กมล แก้วกิติณรงค์ ประธานคณะอนุกรรมการโรคปอดอินเตอร์สติเชียลและโรคปอดจากการทำงานและสิ่งแวดล้อม อธิบายว่า โรคพังผืดในปอด แตกต่างจากพังผืดที่เกิดขึ้นเล็กน้อยในปอด ซึ่งมาจากการรักษาโรคหายแล้ว เช่น วัณโรคในปอด ควรเรียกให้เข้าใจง่ายว่า แผลเป็นในปอด เพราะโรคพังผืดในปอด จะทำให้ส่วนล่างของปอดมีลักษณะแข็ง และเกิดพังผืดได้ทั่วปอดทั้งสองข้าง ส่งผลให้เกิดการแลกเปลี่ยนก๊าซไม่สมดุล หรือเหนื่อยง่ายขึ้น หายใจไม่เต็มที่ ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มาจากโรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง เช่น โรคหนังแข็ง หรือหลังการติดเชื้อในโรคโควิด19 &amp;nbsp;หรือบางรายอาจจะไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.กมล &amp;nbsp;กล่าวอีกว่า โรคนี้พบได้บ่อยในประเทศตะวันตกอยู่ที่ 90-100 คน ต่อ 100,000 ประชากรต่อปี ในประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลที่เป็นทางการ แต่จากการรวบรวมของสมาคมฯ ในโครงการ IPF Registry ซึ่งเป็นโรคพังผืดในปอดชนิดไม่ทราบสาเหตุ เก็บรวบรวมผู้ป่วยได้กว่า 131 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดการอักเสบในปอดมีทั้งปัจจัยภายนอก รศ.นพ.กมล กล่าวอีกว่า จากการซักประวัติเกี่ยวกับอาชีพ เพราะจะมีการหายใจรับทั้งสารมลพิษอินทรีย์ สารมลพิษอนินทรีย์ เช่น ฝุ่น PM2.5 ควันบุหรี่ และปัจจัยภายใน เช่น ภาวะภูมิต้านทานเนื้อเยื่อตัวเอง (autoimmune dysfunction) ทำให้เกิดการอักเสบในปอด และอาจจะไม่ทราบสาเหตุ แพทย์จะใช้ประวัติการตรวจร่างกายร่วมกับเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ชนิดความละเอียดสูง (HRCT) โดยอาจพิจารณาร่วมกับการประเมินทางผลปฏิบัติการอื่นๆ ร่วม และการติดตามต่อเนื่อง เพราะ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยโรคพังผืดในปอด สามารถพัฒนาเป็นโรคพังผืดชนิดลุกลาม (Progressive Phenotype ILD: PF-ILD) ซึ่งจะทำให้เกิดพังผืดหรือแผลเป็นบริเวณถุงลมและหลอดลมฝอย ทำให้ออกซิเจนผ่านไปที่ปอดและกระแสเลือดยากขึ้น ผู้ป่วยจะหายใจหอบเหนื่อย ทำให้อวัยวะขาดออกซิเจนและทำงานไม่เต็มที่ แผลเป็นที่ปอดจะไม่หายกลับมาเป็นเนื้อปอดปกติ ดังนั้น หลังจากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคพังผืดในปอดแล้ว ผู้ป่วยต้องไปตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเฝ้าระวังการลุกลามของโรคอย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธ์ อุปนายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ความรุนแรงของโรคโรคพังผืดในปอด ซึ่งปอดจะเสื่อมสภาพตามอายุที่มากขึ้น แต่โรคนี้ก็จะทำให้ปอดยิ่งเสื่อมเร็วขึ้นเช่นกัน และอาจจะเทียบเท่ากับโรคมะเร็ง หากไม่ได้รับการรักษาจะมีเวลาอยู่ต่อได้เพียง 3.5 ปี โดยเทียบกับอัตราการรอดชีวิตภายใน 5 ปีกับโรคมะเม็ง เช่น &amp;nbsp;โดยมะเร็งปอดอยู่ที่ &amp;nbsp;20% มะเร็งลำไส้ 60% มะเร็งเต้านม 85% มะเร็งต่อมลูกหมาก 87% และโรคพังผืดในปอดไม่ทราบสาเหตุเฉลี่ย 35% ซึ่งน้อยกว่าโรคมะเร็งอื่นๆ ส่งผลให้มีความรุนแรงในผู้ป่วยมากในระดับหนึ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การวินิจฉัยโรคนี้ค่อนข้างยาก โดยประชาชนหรือแพทย์ที่ไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคอาจจะคิดว่า &amp;nbsp;ปอดเป็นเพียงแผลเป็นเท่านั้น ทำให้ไม่ได้รับการรักษาที่ตรงโรค หรือการส่งต่อการรักษาล่าช้า ก็มีผลทำให้อัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ คือ ส่งรักษาล่าช้า 1 ปี อัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยที่ 8% ส่งรักษาล่าช้า 1-2 &amp;nbsp;ปี อัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 18% &amp;quot;รศ.นพ.ฉันชายกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.ฉันชาย กล่าวต่อว่า ดังนั้นจึงต้องเริ่มจากการวินิจฉัยหาสาเหตุที่แน่นอนและเร็วที่สุด เพราะโรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เพราะปอดเสื่อมสภาพ อาจทำให้หายใจไม่ไหว แต่สามารถชะลอไม่ให้ปอดเสื่อมเร็ว เพื่อจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ในปัจจุบันมียาต้านพังผืดในปอดซึ่งเป็นยาแบบมุ่งเป้า (targeted therapy) ที่ช่วยชะลอการเสื่อมของปอด ที่ได้รับการรับรองครอบคลุมทั้ง 3 ข้อบ่งชี้ ประกอบด้วย ผังผืดในปอดแบบไม่ทราบสาเหตุ พังผืดในปอดจากโรคหนังแข็ง และพังผืดในปอดชนิดลุกลาม ซึ่งสามารถที่จะชะลอการลุกลามของโรค ลดการกำเริบแบบเฉียบพลัน และลดอัตตราการเสียชีวิต โดยมีการรักษาชนิดอื่นๆควบคู่ เช่น การบำบัดด้วยออกซิเจน การฟื้นฟูสมรรถภาพปอด เพื่อให้ผู้ป่วยมีอาการและคุณภาพชีวิตที่ดี โดยผู้ที่มีโอกาสเป็นโรคนี้มาก คือ ผู้สูบบุหรี่ รวมไปถึงการเจอมลภาวะพิษต่างๆ วิธีป้องกันโรคที่ดีที่สุด คือ ใส่หน้ากากหรือเครื่องป้องกัน หากต้องอยู่ในสภาวะเสี่ยง และหลีกเลี่ยงอย่าให้ปอดติดเชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อนุวัฒน์ โนรีวงศ์ ผู้ป่วยโรคพังผืดในปอด อายุ 78 ปี เล่าว่า อาการโรคพังผืดในปอดจะเหนื่อยมาก สำลักบ่อย ไอต่อเนื่องรุนแรงจนไม่สามารถพูดหรือช่วยเหลือตัวเองได้เลย แม้จะใช้เวลารักษานานแต่อาการกลับแย่ลงเพราะหาสาเหตุไม่ได้ และมีอาการคล้ายโรคอื่นๆ กว่าจะได้รับการรักษาที่เหมาะสมนั้นต้องทรมานกว่า หลายปี ตนรู้สึกโชคดีที่ลูกสาวได้พาไปตรวจร่างกาย และได้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง ทำให้รอดชีวิตอยู่ได้ จึงอยากฝากไปยังผู้ป่วยโดยเฉพาะในช่วงที่โควิด-19 ระบาดอยู่ขณะนี้ลองสังเกตอาการโรคให้มากยิ่งขึ้น และปรึกษาแพทย์หากมีอาการเข้าข่ายส่งสัยเป็นโรคพังผืดในปอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117105</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด19, นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล, พังผืดในปอด, รศ.นพ.กมล แก้วกิติณรงค์, รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210918/image_big_6145af7377403.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
