<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117105</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2021 16:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2021 16:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> 1 ใน 10,000 ผู้ป่วยหายโควิด เกิดพังผืดในปอด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.ย.64 สมาคมอุรเวชช์ แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ฯ และคณะทำงานโรคปอดอินเตอร์สติเชียลและโรคปอดจากการทำงานและสิ่งแวดล้อม (ILD assembly) จัดเสวนาในกิจกรรมเติมเต็มลมหายใจ หัวข้อ &amp;ldquo;โรคพังผืดในปอด และความท้าทายจากการแพร่ระบาดของโควิด19&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล นายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ในระบบทางหายใจของมนุษย์สามารถเกิดโรคเรื้อรังได้มากมาย อาทิ วัณโรคปอด โรคหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หรือกลุ่มโรคปอด(Interstitial Lung Disease) ในกลุ่มย่อยของผู้ป่วยโรคนี้จะมีปอดที่เป็นพังผืดอีก เรียกว่า โรคพังผืดในปอด Fibrotic-ILD (Fibrotic-Interstitial Lung Disease) &amp;nbsp;ซึ่งเป็นโรคที่หายาก ส่วนใหญ่จะพบในผู้สูงอายุ 40 ปีขึ้นไป ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ทำให้มีความท้าทายในด้านการคัดกรองวินิจฉัยโรคที่ไม่ชัดเจนและลำบาก รวมไปถึงการดูแลรักษา โดยอาการที่บ่งชี้ว่าอาจเข้าข่ายเป็นโรคพังผืดในปอด ได้แก่ มีอาการไอเรื้อรัง หรือ หอบเหนื่อยมานานกว่า 2 เดือน หรือมากจากการที่ปอดมีการติดเชื้อรุนแรง หากหาสาเหตุอื่นไม่พบ และไม่เคยสูบบุหรี่ แพทย์ต้องส่งวินิจฉัยเพื่อเติมหากมีผลเอกเรย์ปอดที่ผิดปกติ ฟังเสียงหายใจผิดปกติที่ชายปอดทั้ง 2 ข้าง คล้ายเสียงลอกแถบตีนตุ๊กแก และออกซิเจนปลายนิ้วต่ำเมื่ออกกำลัง เป็นต้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.นิธิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันผู้ป่วยโควิด19 เมื่อรักษาหาย หากเกิดรอยแผลเป็นหรือพังผืดในปอดจะค่อยๆหายไปใน 2-12 สัปดาห์ แต่ในผู้ป่วยที่จะเกิดปอดอักเสบรุนแรงจากโควิดมีประมาณ &amp;nbsp;30-50% ซึ่งในจำนวนนี้เมื่อรักษาโควิดหายแล้วประมาณ 1 ใน 10,000 คน หรือน้อยกว่านั้น มีโอกาสที่จะเป็นโรคพังผืดในปอด เพราะปอดเกิดพังผืดมาก ผู้ป่วยจำเป็นจะต้องติดตามการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านรศ.นพ.กมล แก้วกิติณรงค์ ประธานคณะอนุกรรมการโรคปอดอินเตอร์สติเชียลและโรคปอดจากการทำงานและสิ่งแวดล้อม อธิบายว่า โรคพังผืดในปอด แตกต่างจากพังผืดที่เกิดขึ้นเล็กน้อยในปอด ซึ่งมาจากการรักษาโรคหายแล้ว เช่น วัณโรคในปอด ควรเรียกให้เข้าใจง่ายว่า แผลเป็นในปอด เพราะโรคพังผืดในปอด จะทำให้ส่วนล่างของปอดมีลักษณะแข็ง และเกิดพังผืดได้ทั่วปอดทั้งสองข้าง ส่งผลให้เกิดการแลกเปลี่ยนก๊าซไม่สมดุล หรือเหนื่อยง่ายขึ้น หายใจไม่เต็มที่ ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มาจากโรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง เช่น โรคหนังแข็ง หรือหลังการติดเชื้อในโรคโควิด19 &amp;nbsp;หรือบางรายอาจจะไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.กมล &amp;nbsp;กล่าวอีกว่า โรคนี้พบได้บ่อยในประเทศตะวันตกอยู่ที่ 90-100 คน ต่อ 100,000 ประชากรต่อปี ในประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลที่เป็นทางการ แต่จากการรวบรวมของสมาคมฯ ในโครงการ IPF Registry ซึ่งเป็นโรคพังผืดในปอดชนิดไม่ทราบสาเหตุ เก็บรวบรวมผู้ป่วยได้กว่า 131 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดการอักเสบในปอดมีทั้งปัจจัยภายนอก รศ.นพ.กมล กล่าวอีกว่า จากการซักประวัติเกี่ยวกับอาชีพ เพราะจะมีการหายใจรับทั้งสารมลพิษอินทรีย์ สารมลพิษอนินทรีย์ เช่น ฝุ่น PM2.5 ควันบุหรี่ และปัจจัยภายใน เช่น ภาวะภูมิต้านทานเนื้อเยื่อตัวเอง (autoimmune dysfunction) ทำให้เกิดการอักเสบในปอด และอาจจะไม่ทราบสาเหตุ แพทย์จะใช้ประวัติการตรวจร่างกายร่วมกับเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ชนิดความละเอียดสูง (HRCT) โดยอาจพิจารณาร่วมกับการประเมินทางผลปฏิบัติการอื่นๆ ร่วม และการติดตามต่อเนื่อง เพราะ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยโรคพังผืดในปอด สามารถพัฒนาเป็นโรคพังผืดชนิดลุกลาม (Progressive Phenotype ILD: PF-ILD) ซึ่งจะทำให้เกิดพังผืดหรือแผลเป็นบริเวณถุงลมและหลอดลมฝอย ทำให้ออกซิเจนผ่านไปที่ปอดและกระแสเลือดยากขึ้น ผู้ป่วยจะหายใจหอบเหนื่อย ทำให้อวัยวะขาดออกซิเจนและทำงานไม่เต็มที่ แผลเป็นที่ปอดจะไม่หายกลับมาเป็นเนื้อปอดปกติ ดังนั้น หลังจากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคพังผืดในปอดแล้ว ผู้ป่วยต้องไปตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเฝ้าระวังการลุกลามของโรคอย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธ์ อุปนายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ความรุนแรงของโรคโรคพังผืดในปอด ซึ่งปอดจะเสื่อมสภาพตามอายุที่มากขึ้น แต่โรคนี้ก็จะทำให้ปอดยิ่งเสื่อมเร็วขึ้นเช่นกัน และอาจจะเทียบเท่ากับโรคมะเร็ง หากไม่ได้รับการรักษาจะมีเวลาอยู่ต่อได้เพียง 3.5 ปี โดยเทียบกับอัตราการรอดชีวิตภายใน 5 ปีกับโรคมะเม็ง เช่น &amp;nbsp;โดยมะเร็งปอดอยู่ที่ &amp;nbsp;20% มะเร็งลำไส้ 60% มะเร็งเต้านม 85% มะเร็งต่อมลูกหมาก 87% และโรคพังผืดในปอดไม่ทราบสาเหตุเฉลี่ย 35% ซึ่งน้อยกว่าโรคมะเร็งอื่นๆ ส่งผลให้มีความรุนแรงในผู้ป่วยมากในระดับหนึ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การวินิจฉัยโรคนี้ค่อนข้างยาก โดยประชาชนหรือแพทย์ที่ไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคอาจจะคิดว่า &amp;nbsp;ปอดเป็นเพียงแผลเป็นเท่านั้น ทำให้ไม่ได้รับการรักษาที่ตรงโรค หรือการส่งต่อการรักษาล่าช้า ก็มีผลทำให้อัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ คือ ส่งรักษาล่าช้า 1 ปี อัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยที่ 8% ส่งรักษาล่าช้า 1-2 &amp;nbsp;ปี อัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 18% &amp;quot;รศ.นพ.ฉันชายกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.ฉันชาย กล่าวต่อว่า ดังนั้นจึงต้องเริ่มจากการวินิจฉัยหาสาเหตุที่แน่นอนและเร็วที่สุด เพราะโรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เพราะปอดเสื่อมสภาพ อาจทำให้หายใจไม่ไหว แต่สามารถชะลอไม่ให้ปอดเสื่อมเร็ว เพื่อจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ในปัจจุบันมียาต้านพังผืดในปอดซึ่งเป็นยาแบบมุ่งเป้า (targeted therapy) ที่ช่วยชะลอการเสื่อมของปอด ที่ได้รับการรับรองครอบคลุมทั้ง 3 ข้อบ่งชี้ ประกอบด้วย ผังผืดในปอดแบบไม่ทราบสาเหตุ พังผืดในปอดจากโรคหนังแข็ง และพังผืดในปอดชนิดลุกลาม ซึ่งสามารถที่จะชะลอการลุกลามของโรค ลดการกำเริบแบบเฉียบพลัน และลดอัตตราการเสียชีวิต โดยมีการรักษาชนิดอื่นๆควบคู่ เช่น การบำบัดด้วยออกซิเจน การฟื้นฟูสมรรถภาพปอด เพื่อให้ผู้ป่วยมีอาการและคุณภาพชีวิตที่ดี โดยผู้ที่มีโอกาสเป็นโรคนี้มาก คือ ผู้สูบบุหรี่ รวมไปถึงการเจอมลภาวะพิษต่างๆ วิธีป้องกันโรคที่ดีที่สุด คือ ใส่หน้ากากหรือเครื่องป้องกัน หากต้องอยู่ในสภาวะเสี่ยง และหลีกเลี่ยงอย่าให้ปอดติดเชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อนุวัฒน์ โนรีวงศ์ ผู้ป่วยโรคพังผืดในปอด อายุ 78 ปี เล่าว่า อาการโรคพังผืดในปอดจะเหนื่อยมาก สำลักบ่อย ไอต่อเนื่องรุนแรงจนไม่สามารถพูดหรือช่วยเหลือตัวเองได้เลย แม้จะใช้เวลารักษานานแต่อาการกลับแย่ลงเพราะหาสาเหตุไม่ได้ และมีอาการคล้ายโรคอื่นๆ กว่าจะได้รับการรักษาที่เหมาะสมนั้นต้องทรมานกว่า หลายปี ตนรู้สึกโชคดีที่ลูกสาวได้พาไปตรวจร่างกาย และได้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง ทำให้รอดชีวิตอยู่ได้ จึงอยากฝากไปยังผู้ป่วยโดยเฉพาะในช่วงที่โควิด-19 ระบาดอยู่ขณะนี้ลองสังเกตอาการโรคให้มากยิ่งขึ้น และปรึกษาแพทย์หากมีอาการเข้าข่ายส่งสัยเป็นโรคพังผืดในปอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117105</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด19, นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล, พังผืดในปอด, รศ.นพ.กมล แก้วกิติณรงค์, รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210918/image_big_6145af7377403.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27928</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปิดโรงเรียน-มหา&#039;ลัยหนีฝุ่นพิษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ยิ่งกว่าฝุ่นพิษ PM 2.5! &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ยัวะถูกด่าหาว่าอ่อน ขู่ใช้ยาแรง รถวิ่งวันคู่วันคี่ ห้ามนั่งคนเดียว รถดีเซลห้ามเข้าเมือง หากยังแก้ควันดำไม่ได้ ส่งทหารตรวจโรงงาน ทำผิดปิดสถานเดียว ด่าดีนักเตรียมออกคำสั่ง คสช. เด็กจะไอเป็นเลือดอยู่แล้ว &amp;nbsp;ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการสั่งปิดโรงเรียน สถาบันอุดมศึกษาพื้นที่ กทม.-ปริมณฑล 31 ม.ค.-1 ก.พ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันพุธ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้มีการนำเรื่องฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานมาหาเสียงโจมตีรัฐบาล ที่ผ่านมาเราพยายามทำทุกอย่าง ตอนนี้มาตรการระยะสั้นคือใช้น้ำแก้ปัญหา ให้ข้อมูลประชาชน มีการจัดหาหน้ากากให้ แต่ก็ยังมีคนบ่นว่าถ้าเด็กทำหน้ากากหลุดแล้วจะทำอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จึงต้องถามกลับไปว่า แล้วผมจะต้องไปใส่หน้ากากให้เด็กหรืออย่างไร นี่คือคนที่เขียนตามโซเชียลมีเดียและเว็บไซต์ต่างๆ ถามว่ามันเป็นหน้าที่ผมหรือไม่ ที่จะต้องไปใส่หน้ากากให้เด็ก เพราะทุกคนมีหน้าที่ของตัวเองอยู่แล้ว&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวได้สั่งการแล้วว่าให้มีการแจ้งเตือนประชาชนในเขตพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน ซึ่งในกรุงเทพมหานคร พื้นที่ใดไม่ได้รับการแก้ไขเลย และไม่มีคำชี้แจงว่าได้ดำเนินการไปแล้วอย่างไรบ้าง ตนจะสั่งลงโทษผู้อำนวยการเขตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมควบคุมมลพิษ เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า ถ้าทุกคนต้องการให้ผมเข้มงวด &amp;nbsp;จะทำให้รถควันดำตรงไหนจอดตรงนั้น ลากเอาไปเก็บจนกว่าจะปรับปรุงแล้วค่อยวิ่งได้ จะสั่งแบบนี้นะ ถ้ายังแก้ไม่ได้ ดูซิจะเดือดร้อนกันหรือไม่ ตนไม่ได้ต้องการให้เดือดร้อน แต่อยากให้ทุกคนมีจิตสำนึก และต่อไปรถที่วิ่งเข้ามาในพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าแก้ไขยังไม่ได้ ผมจะให้วิ่งรถเป็นวันคู่วันคี่ และต่อไปจะห้ามไม่ให้รถดีเซลวิ่งบนถนนเส้นเหล่านี้ มันจะมีปัญหากันอีกหรือไม่ เมื่อทุกคนบอกว่าผมอ่อนเกินไปในเรื่องนี้ ไม่เข้มงวดจริงจัง แต่ความจริงผมพร้อมทำทุกอย่าง ซึ่งทุกคนต้องร่วมมือกัน รีบไปแก้เสียในวันนี้&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ส่วนในต่างจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดสมุทรปราการ สมุทรสาคร ต้องทำให้ค่าฝุ่นละอองลดลงให้ได้ ส่วนภาคอุตสาหกรรม โรงงานอุตสาหกรรมอาจต้องปิดโรงงานในช่วงเช้า บ่าย หรือเย็น หรือช่วงที่ค่าฝุ่นละอองสูง ขอให้เตรียมตัวไว้ และจะมาบอกว่านายกฯ ไม่เอาใจใส่อีกไม่ได้ คอยดูก็แล้วกัน ว่าจะมีอะไรกลับมาหรือไม่ จะยอมเสียสละกันหรือไม่ วันนี้จะขอให้รณรงค์กัน โรงงานหยุดทำการในช่วงเช้าหรือเย็นได้หรือไม่ วันละ 1 ชั่วโมงก็ยังดี แล้วจะต้องตรวจโรงงาน โดยใช้อำนาจ คสช.ให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน.แต่ละจังหวัดเข้าไปตรวจสอบทุกโรงงาน ซึ่งวันนี้ได้ออกคำสั่งแล้ว เพื่อให้ดำเนินการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หากโรงงานใดไม่ได้รับการดูแลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องรับผิดชอบ ไปชี้เป้ามา เรามีหน่วยตรวจสอบอยู่แล้ว&amp;nbsp;
ด่าผมดีนัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เดี๋ยวผมจะออกคำสั่ง คสช. แต่ไม่ใช้มาตรา 44 เพราะมาตรา 44 นั้นมีอำนาจอยู่แล้ว พอใจหรือไม่ ที่ผมประกาศแบบนี้ ต่อไปนั่งรถคนเดียวไม่ได้ ต้องมีเพื่อนนั่งรถไปด้วย 2-3 คน เอากันสิครับ ด่าผมดีนัก ว่าอย่างนี้ทำหรือไม่ทำ เด็กไอจะเป็นเลือดอยู่แล้ว ซึ่งวันนี้ผมจะทำให้ ต่อไปนี้ไปไหนต้องชวนเพื่อนไปด้วย จะนั่งแท็กซี่คนเดียวไม่ได้ ต้องลากคนขึ้นไปด้วย 2-3 ที่หมาย ถ้าไม่แก้กันผมจะทำแบบนี้&amp;quot; นายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ประจำวันที่ 30 มกราคม จากสภาพอุตุนิยมวิทยาที่อากาศในช่วงเช้า พื้นที่ กทม.และปริมณฑล อากาศลอยตัวได้น้อย ลมสงบ ซึ่งจากสภาพเช่นนี้ จะทำให้ปริมาณฝุ่นละอองสะสมได้ ส่งผลทำให้สถานการณ์ PM2.5 พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในวันนี้ 30 มกราคม 2562 ปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 เพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน (29 ม.ค.) ทุกพื้นที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน (50 มคก./ลบ.ม.) 39 พื้นที่ ดังนี้ พื้นที่ริมถนน เกินค่ามาตรฐาน 23 สถานี ส่วนพื้นที่ทั่วไป เกินค่ามาตรฐาน 16 สถานี ซึ่งคาดการณ์ในช่วงบ่ายของวันนี้ อากาศลอยตัวได้น้อย ลมสงบ ทำให้ปริมาณฝุ่นละอองมีโอกาสสะสมมากขึ้น โดยลักษณะเช่นนี้จะเป็นไปจนถึงวันที่ 4 ก.พ.62
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ได้ประชุมร่วมกับผู้บริหารองค์การหลักของกระทรวงเกี่ยวกับสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ได้แสดงความห่วงใยในกรณีดังกล่าว และได้สอบถามมายัง ศธ. ว่าสามารถหยุดการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนได้หรือไม่ ซึ่งที่ประชุมได้มีมติว่าจะมีการปิดสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เป็นระยะเวลา 2 วัน คือวันที่ 31 มกราคม และวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ในทุกระดับชั้น
ไม่เลื่อนสอบโอเน็ต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จะทำหนังสือเพื่อขอความร่วมมือไปยังสถาบันอุดมศึกษาทั้งหมด ว่าจะปฏิบัติไปในทิศทางดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ประจำปีการศึกษา 2561 ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งจะสอบในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 และมัธยมศึกษาปีที่ 3 สอบวันที่ 2-3 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 นั้น หากโรงเรียนใดมีความจำเป็นที่จะต้องติวนักเรียนเพื่อทำการทดสอบดังกล่าว ก็ขอให้เป็นอำนาจของทางโรงเรียนพิจารณาเป็นรายกรณี ว่าจะใช้วิธีไหนอย่างไร โดย ศธ.ยืนยันว่าจะไม่มีการเลื่อนสอบโอเน็ตแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขณะนี้โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครและสังกัดกระทรวงมหาดไทย ที่อยู่ในพื้นที่ค่าฝุ่นละออง PM 2.5 เกินกว่าวิกฤติได้มีการสั่งปิดเรียบร้อยแล้ว ซึ่งในส่วนของ ศธ.ก็จะมีการประเมินวันต่อวัน ทั้งนี้สำหรับการดำเนินการสัปดาห์หน้า คงต้องพิจารณาติดตามสถานการณ์เป็นรายวัน และจะต้องดูโรงเรียนในสังกัดอื่นๆ ด้วย&amp;rdquo; รมว.ศธ.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้ายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า สำหรับการปิดการเรียนการสอนในวันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์นั้น จะมีการประเมินสถานการณ์ร่วมกันระหว่างองค์กรหลักของ ศธ. โดยจะมีการหารือในช่วงเช้าของวันที่ 3 กุมภาพันธ์ และจะเร่งประกาศให้รับทราบโดยทั่วกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางอรสา ภาววิมล รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า สกอ.ได้ทำหนังสือด่วนที่สุดถึงมหาวิทยาลัยทั้งรัฐและเอกชนในเขต กทม.และปริมณฑลทุกแห่ง เพื่อขอความร่วมมือพิจารณาหยุดการเรียนการสอนเป็นการชั่วคราว ระหว่างวันที่ 31 มกราคม-1 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของนักเรียน นิสิต และนักศึกษา ทั้งนี้ ให้รอดูสถานการณ์ โดยขอให้สถาบันอุดมศึกษาใช้ดุลยพินิจและความเหมาะสม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงว่า กทม.ได้ออกข้อความ แจ้งโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครทั้ง 437 แห่ง ปิดตั้งแต่เที่ยงของวันที่ 30 ม.ค. ถึงวันที่ 2 ก.พ. นอกจากนี้ กทม.ได้ประสานไปยังชมรมโดรนของจังหวัดนครราชสีมา เพื่อขอความร่วมมือในการช่วยแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก จำนวน 50 คน โดรน 50 ตัว โดยโดรน 1 ตัว สามารถบรรจุน้ำได้ 10 ลิตร มีรัศมีทำการตัวละ 4 ตารางกิโลเมตร นอกจากนี้น้ำในโดรนที่ใช้ปฏิบัติการจะมีการผสมน้ำกากอ้อยไปด้วย เพื่อสามารถจับฝุ่นละอองขนาดเล็กเป็นก้อน ขณะเดียวกันต้องมีการเตรียมรถล้างถนนภายหลังการปฏิบัติการครั้งนี้ โดย กทม.จะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องค่าเดินทางและที่พักแก่สมาชิกชมรม ทั้งนี้ จะเริ่มการปฏิบัติการในวันที่ 31 ม.ค. และ 1 ก.พ.นี้&amp;nbsp;
หมอติงแก้ผิดทาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงการสั่งปิดโรงเรียนว่า ในฐานะแพทย์ ยอมรับว่าฝุ่นละอองขนาดเล็กก่อให้เกิดปัญหาเรื่องสุขภาพ แต่จากมาตรการที่ปรากฏออกมานั้น การสั่งปิดโรงเรียนเสมือนกับเป็นการแก้ปัญหา ซึ่งจริงๆ เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอ เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกต้องอย่างแน่นอน และยังก่อให้เกิดการตื่นตระหนกของประชาชนมากยิ่งขึ้น โดยที่ประชาชนไม่ทราบว่าจะต้องใช้ชีวิตในกรุงเทพมหานครอย่างไร จึงเป็นที่มาของการจัดงานแถลงข่าววันนี้ขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจากนักวิชาการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า ต้องมีแนวทาง 4 ประเด็น คือ 1.รัฐบาลในฐานะที่ดูแลประชาชนทั้งระบบ จะต้องมีการประชุมหารือที่เร่งด่วน เพราะเรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วน เพื่อกำหนดแนวทาง คำแนะนำ ที่ไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความตระหนกและสับสนในสังคม 2.สธ.ในฐานะกระทรวงที่ดูแลสุขภาพประชาชน อยากจะให้ออกมาให้คำแนะนำแนวทางที่เหมาะสมในการดูแลรักษาตัวเอง 3.ประชาชนต้องตระหนักรู้ปัญหานี้จริงๆ ต้องมีการติดตามสถานการณ์ ซึ่งแต่ละคนต้องมีวิธีในการดูแลตนเอง และ 4.สังคมต้องมาตระหนักแล้วว่าเราต้องมาร่วมช่วยกันที่จะลดมลภาวะที่เป็นปัญหาในขณะนี้ เพราะหากไม่ร่วมกันแก้ไขปัญหา ประเทศไทยก็จะยังสอบตกต่อปัญหามลภาวะนี้ และก่อให้เกิดความเจ็บป่วยมากขึ้นทุกวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรมการที่ปรึกษาชมรมลมวิเศษ กล่าวว่า ล่าสุดมีข่าวดีว่า พล.อ.ประยุทธ์จะเชิญคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมเข้าหารือในวันที่ 4 กุมภาพันธ์นี้ ก็ต้องรอดูว่าจะมีผลอย่างไรออกมา อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญอยากให้ชัดก่อนว่าสาเหตุฝุ่นจิ๋วมาจากอะไรกันแน่ และควรมีแหล่งข้อมูลหลักจากแหล่งเดียวออกมาให้ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุจริงๆ และจะแก้ไขอย่างไร โดยต้องดูว่าผลกระทบต้องชัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) จึงได้เร่งรัดให้มีการบังคับใช้มาตรฐานการระบายสารมลพิษทางอากาศจากรถยนต์ให้เร็วยิ่งขึ้น หลังเกิดปัญหาฝุ่น PM 2.5 เป็นปัญหาใหญ่และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนอยู่ในขณะนี้ ส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากการสะสมของรถยนต์มาตรฐานยูโร 4 กว่า 10 ล้านคันปล่อยฝุ่นควันจำนวนมาก คิดเป็นมูลค่าที่ประชาชนต้องจ่ายกรณีซื้อหน้ากาก N 95 คิดเป็น 18,250 บาทต่อปีต่อคน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายเครื่องกรองอากาศ แผ่นกรองอากาศ โดย สศอ.เตรียมกำหนดให้ผู้ประกอบการที่ผลิตรถยนต์ใหม่ในประเทศ ต้องผ่านมาตรฐานยูโร 5 เป็นขั้นต่ำภายใน 1-2 ปี หรือเริ่มผลิตมาตรฐานยูโร 5 ทุกคันในปี 2561 และกำหนดให้โครงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ต้องผลิตรถยนต์ที่ผ่านมาตรฐานยูโร 6&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แนวทางนี้ คาดว่าการยกระดับมาตรฐานตามสหภาพยุโรป (อียู) จะช่วยลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ถึง 37,391 ตัน หรือลดลงจากเดิมประมาณ 80% ภายในปี 2564&amp;quot; นายณัฐพลกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27928</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฐพล รังสิตพล, นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์, นางอรสา ภาววิมล, บุญรักษ์ ยอดเพชร, พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์, ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190130/image_big_5c51ba5d71e2d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27890</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2019 14:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/01/2019 16:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แพทย์รุมจวกปิดรร.แค่แก้ปัญหาปลายเหตุ  รัฐต้องหารือด่วนฉุกเฉินทำเป็น&quot;วาระแห่งชาติ&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แพทย์ที่แถลงข่าวใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นพิษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ม.ค.62-ที่อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ซอยศูนย์วิจัย ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ &amp;nbsp; ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงการสั่งปิดโรงเรียน จากปัญหาฝุ่นละออง PM 25 ในการแถลงข่าว &amp;ldquo;ถอด N95 ร่วมแก้ปัญหาฝุ่นจิ๋ว&amp;rdquo; ว่าในฐานะแพทย์ยอมรับว่าฝุ่นละอองขนาดเล็กก่อให้เกิดปัญหาเรื่องสุขภาพแต่ จากมาตรการที่ปรากฏออกมา นั้นการสั่งปิดโรงเรียนเสมือนกับเป็นการแก้ปัญหา ซึ่งจริงๆ เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอ เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกต้องอย่างแน่นอนและยังก่อให้เกิดการตื่นตระหนกของประชาชนมากยิ่งขึ้นโดยที่ประชาชนไม่ทราบว่าจะต้องใช้ชีวิตในกรุงเทพมหานครอย่างไรจึงเป็นที่มาของการจัดงานแถลงข่าววันนี้ขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจากนักวิชาการ อย่างไรก็ตามกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ซึ่งเป็นกระทรวงหลักในการดูแลด้านสุขภาพก็เริ่มมีการออกมาให้ข้อเท็จจริง แนวทางที่ถูกต้องแก่ประชาชน ซึ่งสิ่งสำคัญต้องมีแนวทาง 4 ประเด็น คือ 1.รัฐบาลในฐานะที่ดูแลประชาชนทั้งระบบ จะต้องมีการประชุมหารือที่เร่งด่วนเพราะเรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วน เพื่อกำหนดแนวทาง คำแนะนำ ที่ไปในทิศทางเดียวกัน &amp;nbsp;เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความตระหนก และสับสนในสังคม &amp;nbsp;2. สธ.ในฐานะกระทรวงที่ดูแลสุขภาพประชาชน อยากจะให้ออกมาให้คำแนะนำแนวทางที่เหมาะสมในการดูแลรักษาตัวเอง 3. ประชนชนต้องตระหนักรู้ปัญหานี้จริงๆ ต้องมีการติดตามสถานการณ์ ซึ่งแต่ละคนต้องมีวิธีในการดูแลตนเอง และ4. สังคมต้องมาตระหนักแล้วว่าเราต้องมาร่วมช่วยกันที่จะลดมลวะที่เป็นปัญหาในขณะนี้ &amp;nbsp;เพราะหากไม่ร่วมกันแก้ไขปัญหา ประเทศไทยก็จะยังสอบตกต่อปัญหามลภาวะนี้ และก่อให้เกิดความเจ็บป่วยมากขึ้นทุกวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การสั่งปิดโรงเรียนหรือแม้กระทั่งการแจกหน้ากาก ก็เป็นอีกมาตรการที่จะทำให้ประชาชนได้ป้องกันตัวเอง แต่เป็นมาตรการในระยะสั้นเท่านั้น และเป็นการตระหนกไม่ใช่การตระหนก เพราะขณะนี้แต่ละที่ถามแต่ว่าต้องเอาหน้ากาแบบไหนที่จะป้องกันได้ ซึ่งเรื่องนี้แพทยสมาคมฯ มีความห่วงใยอย่างมาก ในปรากฏการณ์มลภาวะในขณะนี้ สะท้อนให้เห็นว่าการแก้ปัญหาของประเทศไทยไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เช้านี้มีการสั่งปิดโรงเรียน 23 แห่ง ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะมีการปิดอะไรอีก&amp;rdquo;ศ.นพ.รณชัย กล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และกรรมการที่ปรึกษาชมรมลมวิเศษ &amp;nbsp;กล่าวว่า ปัญหาฝุ่นจิ๋วที่กำลังคุกคามสุขภาพของคนกรุงเทพฯ โดยผลกระทบที่รุนแรงในระยะสั้นคือเพิ่มอัตราการเสียชีวิตและการเจ็บป่วยรายวันจากโรคระบบการหายใจ หัวใจ และหลอดเลือดสมองให้สูงขึ้น เช่น โรคปอดอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดสมอง ส่วนผลกระทบในระยะยาวที่ร้ายแรงคือ อายุขัยเฉลี่ยสั้นลงตามระดับความเข้มข้นค่าเฉลี่ยรายปีของ PM2.5 ในพื้นที่บ้านเกิด โดยพบว่าทุกๆ 10 มคก./ลบ.ม ของ PM2.5 ที่เพิ่มขึ้นทำให้ผู้ที่เกิดและอยู่อาศัยในพื้นที่นั้นสั้นอายุขัยสั้นลงลง 0.98 ปี ซึ่งหากสามารถลดระดับความเข้มข้นของ PM2.5 ลงมาตามที่องค์การอนามัยโลกแนะนำค่าเฉลี่ยต่อปีไว้คือ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาสก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) จะทำให้อายุขัยของประชาชนยืนยาวเพิ่มขึ้นอีก 5.53, 4.37 และ 2.41 ปีตามลำดับ ส่วนผลกระทบในระยะยาวยังไม่มีการศึกษาในประเทศไทย แต่มีการศึกษาทั่วโลก ของ WHO ว่าทุกๆ 10 ไมโครกรัมของ PM 2.5 ที่เพิ่มขึ้น จะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตจากมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น 8-14 % โดยพบว่ามีความสัมพันธ์กันจากการศึกษาในระยะ 3 -20 ปีในระยะยาว ซึ่งจากข้อมูลทางอ้อมในประเทศไทยที่มีความสัมพันธ์กันเราพบว่าสถิติเป็นมะเร็งสูงสุดในภาคเหนือตอนบน ซึ่งไปสอดคล้องพื้นที่ที่มีค่าเฉลี่ยของPM 2.5 สูงกว่าพื้นที่อื่นๆของประเทศ &amp;nbsp;ซึ่งหากมีการศึกษาคงต้องมีการศึกษาขึ้นไปอีกในระยะยาว 4-5 ปีขึ้นไป หรือ ต้องมีการศึกษาย้อนหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรมการที่ปรึกษาชมรมลมวิเศษ กล่าวว่า ล่าสุดมีข่าวดีว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) จะเชิญคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมเข้าหารือในวันที่ 4 กุมภาพันธ์นี้ &amp;nbsp;ก็ต้องรอดูว่าจะมีผลอย่างไรออกมา อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญอยากให้ชัดก่อน ว่า สาเหตุฝุ่นจิ๋วมาจากอะไรกันแน่ และควรมีแหล่งข้อมูลหลักจากแหล่งเดียว ออกมาให้ชัดว่า อะไรเป็นสาเหตุจริงๆ และจะแก้ไขอย่างไร &amp;nbsp;โดยต้องดูว่าผลกระทบต้องชัด เช่น ผลกระทบเฉียบพลัน หากฝุ่นสุงมากๆ จะเฉียบพลัน เช่น แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก แต่ผลจากระยะยาว ซึ่งวัดค่าเฉลี่ยรายปี อย่างค่าสูงเกิน 30-40. จะไม่มีอาการ แต่จะส่งผลระยะยาว เช่นมะเร็ง สมองเสื่อม พัฒนาการเด็ก โดยไทยกำนหดไว้ที่ปี 2553 กำหนดตั้งแต่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมสมัยอภิสิทธิ์ แต่ทุกปีกลับไม่มีการปรัปบรุง มีแต่การตื่นเต้นเป็นครั้งคราว ทุกวันนี้เราก็ยังใช้ค่ามาตรฐานเดิมคือ รายวัน 50 รายปี 25. ดังนั้น เราต้องมีข้อมูลวิชาการว่า ค่ารายวันรายปี จะทำอย่างไรให้อยู่ในค่ามาตรฐาน และต้องมีการปรับปรุงทุกปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.ฉันชาย กล่าวว่า ดังนั้น การดูแลผลกระทบจากฝุ่นจิ๋ว ควรต้องดูแลระยะสั้น และระยะยาวด้วย อย่างคนไข้หลายคนเป็นมะเร็งปอด โดยไม่ได้สูบบุหรี่ ตนมีความเชื่อส่วนตัวว่าสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมแน่ๆ ตรงนี้ก็ต้องมีการติดตามเพื่อให้ได้ผลระยะยาวด้วย ดังนั้น รัฐต้องมีเป้าให้ชัด วัดให้ได้ และไปให้ถึง อย่างคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง หลายคนก็มีเป้าหมายที่อาจไม่ตรงกับสุขภาพ ซึ่งตอนนี้ผมก็ไม่แน่ใจว่ามีพรรคการเมืองไหนเอาเรื่องนี้ขึ้นเป็นนโยบายว่า พีเอ็ม 2.5 ในกี่ปีจะเหลือเท่าไหร่ แต่ที่แน่ๆ ทางการแพทย์ เป้าสำคัญคือ สุขภาพของประชาชน นั่นคือผลระยะยาว แต่หากใครจะเอาผลทางธุรกิจ มันคือระยะสั้น ระยะยาวเจ๊งแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.ฉันชาย กล่าวว่า ไทยมีกฎหมายสิ่งแวดล้อมเกิน 70บับ เรามีความสามารถในการออกกฎหมาย แต่มีปัญหาเรื่องการบังคับใช้ เราจะต้องทำอย่างไร ลดการใช้เชื้อเพลิง เราจะทำอย่างไรอย่างโรงเรียนหนึ่ง เด็กๆจะใส่หน้ากากหมด แต่พ่อแม่ยังขับรถไปส่งรถหน้าโรงเรียน เราต้องกล้าปิดโรงเรียน เราต้องกล้าบังคับใช้เรื่องควบคุมต่างๆด้วย และในเรื่องการจัดการเรื่องงบประมาณ จริงๆ เรามีพ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมตั้งแต่ปี 2535 มีการเก็บภาษีน้ำเสียจากโรงงาน เราน่าจะเอาตรงนี้มาทำในเรื่องฝุ่นได้ด้วย อย่างเรื่องภาษีเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ก็เพื่อให้ผู้ประกอบการลดปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยจูงใจเรื่องมาตรการภาษี และก็เอาตรงนี้มาชดเชยผู้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อม. สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องดี และควรทำ แต่ก็ต้องมาดูว่าจะดำเนินการอย่างไรให้เหมาะสมด้วย .&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27890</URL_LINK>
                <HASHTAG>.ศ.นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์ คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่, รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์, แพทย์รุมจวกปิดรร.แค่แก้ปลายเหตุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190130/image_big_5c516e318ffb6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26733</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/01/2019 15:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/01/2019 15:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย่าวิตกจริตเกินไป แพทย์ชี้ PM2.5  !อาจทำให้จามแรงๆเลือดออกได้เพราะจมูกระคายเคือง ไม่ใช่โรคร้ายแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพจากwww.quitsmokingnow.in.th&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16ม.ค.62-หมอจุฬาฯ ชี้ มีโอกาสจามเป็นเลือดจากฝุ่น PM2.5 ได้ หากระคายเคืองจนทำให้ต้องจามรุนแรง เส้นเลือดฝอยในจมูกแตก โดยไม่เกี่ยวข้องโรคร้ายแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ อายุรแพทย์ระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวถึงกรณีหนุ่มออกมาโพสต์เตือนผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน จนมีอาการแสบจมูก แสบคอ ถึงขั้นจามเป็นเลือดจำนวนมาก ว่า การจามเป็นเลือดมีหลายสาเหตุ ซึ่งหากเกิดขึ้นฉับพลันเพียงครั้งเดียว ก็อาจเป็นปัญหาที่เราเจอบ่อยๆ คือ เส้นเลือดฝอยในจมูกแตก ถามว่าสัมพันธ์กับการหายใจเอาฝุ่นลงไปหรือไม่ แน่นอนว่า ถ้าทำให้เกิดการระคายเคืองและจามอย่างรุนแรงก็ทำให้เส้นเลือดฝอยแตกได้ แต่ว่าก็ต้องไปหาสาเหตุด้วยว่ามีสาเหตุอื่นอีกหรือไม่ หรือเกิดขึ้นเพียงหนเดียวแล้วหายไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมคิดว่า เป็นปัญหาที่ตอบยาก แต่ถามว่าเกิดขึ้นได้หรือไม่ เมื่อเกิดการระคายเคืองในทางเดินหายใจ การไอหรือจามรุนแรงบางครั้งก็ทำให้เส้นเลือดฝอยแตกได้เหมือนกัน ถ้าเลือดออกคงต้องมีการประเมินให้ดีว่า ไม่ได้เกิดจากปัญหาอื่นร่วมด้วยหรือไม่ แต่ก็เป็นไปได้ที่ไอจามรุนแรงแล้วเลือดออก โดยที่ไม่มีโรคร้ายแรง&amp;quot; นพ.ฉันชาย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ฉันชาย กล่าวว่า หากเลือดออกเพียงหนเดียวที่สัมพันธ์กับอาการไอหรือจามรุนแรง แนะนำว่าให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า อาจมาจากการระคายเคือง ทำให้เส้นเลือดฝอยแตกแล้วเป็นเลือดออกมาอาจแค่เฝ้าระวังก่อน ยังไม่ต้องถึงขั้นไปพบแพทย์ แต่หากอาการยังไม่ดีขึ้น และมีเลือดออกต่อเนื่อง หรือมีอาการอย่างอื่นร่วม เช่น มีไข้ เจ็บคอมาก ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ฉันชาย กล่าวว่า การมีเลือดออกทางจมูก นอกจากเส้นเลือดฝอยในจมูกแตกแล้ว ยังเกิดจากสาเหตุอื่นได้ คือ อาจมีรอยโรคทางจมูก หรือโรคเรื้อรังที่ทำให้มีอาการเลือดออกทางจมูกบ่อยครั้ง เป็นๆ หายๆ หรือถ้าไอออกมาเป็นเลือดก็ต้องระวังการติดเชื้อในปอดที่ทำให้เกิดการไอเป็นเลือดได้ ซึ่งต้องไปหาสาเหตุ อย่างไรก็ตามช่วงนี้ขอแนะนำให้ติดตามข่าวสารหรือระดับฝุ่นละอองของพื้นที่รอบตัวให้ดี ถ้ามีฝุ่นละอองระดับสูง เช่น ถ้าฝุ่น PM2.5 เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ก็แนะนำว่าว่าออกไปข้างนอกถ้าไม่จำเป็น หรือหากต้องออกไปก็อาจป้องกันด้วยอุปกรณ์เท่าที่หาได้เพื่อลดความเสี่ยงการสัมผัส แต่หากเป็นกลุ่มเสี่ยง เช่น โรคปอด โรคหอบหืด โรคหัวใจและหลอดเลือด ก็อาจพิจารณาว่าถ้าค่าเกิน 30 มคก./ลบ.ม.ก็อาจเลี่ยงการออกจากบ้าน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26733</URL_LINK>
                <HASHTAG>จามแรงเลือดออก, รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์, แพทย์ชี้พีเอ็ม2.5ทำให้จามแรงได้ ไม่ใช่โรคร้ายแรง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190116/image_big_5c3eed1ff1011.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24227</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/12/2018 11:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/12/2018 17:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ไข่ใจบุญ&quot;ระดมทุน&quot;วิจัยยาแอนติบอดิรักษามะเร็ง จุฬาฯ&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14ธ.ค.61-จากสถานการณ์ปัญหาโรคมะเร็งที่คุกคามคนทั้งโลก &amp;nbsp;ถึงระดับที่ว่าใน 3 คน มีโอกาสเป็นมะเร็ง 1 คน &amp;nbsp;ซึ่งสถิติดังกล่าว หมายรวมถึงคนไทยด้วย &amp;nbsp;และในกระบวนการรักษามีทั้งผลข้างเคียง และต้องใช้เงินจำนวนมาก ทำให้วงการแพทย์หลายประเทศ กำลังพยายามคิดค้นหาวิธีการรักษาที่ได้ผลที่สุด &amp;nbsp;รวมทั้ง ศูนย์ความเป็นเลิศด้านภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้เริ่มการคิดค้นยารักษา โดยต่อยอดจากผู้คิดค้นที่ได้รับรางวัลโนเบล ที่เรียกว่า&amp;quot;ยาแอนตีบอดี้รักษามะเร็ง&amp;quot; &amp;nbsp;หรือการใช้ภูมิคุ้มกันในร่างกายมาเป็นตัวรักษาต่อสู้มะเร็ง &amp;nbsp; ทั้งนี้ การวิจัยดังกล่าว มีเป้าหมายที่จะให้ยาแอนติบอดีรักษามะเร็ง ที่มีราคาเข็มละ200,000 บาท &amp;nbsp;เหลือเพียง 20,000 บาท &amp;nbsp;ส่งจะผลให้การเข้าถึงการรักษามะเร็งของคนไทยเพิ่มมากขึ้นไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด บริษัท เกษมชัยฟู้ด จำกัด หรือ KCF ได้ร่วมกับ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ และท็อปส์ พรีเมี่ยม ซูเปอร์มาเก็ต ได้ผุดโครงการ &amp;quot;ไข่ใจบุญ&amp;quot; เพื่อสนับสนุน&amp;quot;กองทุนภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็งจุฬาฯ&amp;quot; ที่กำลังอยู่ระหว่างการทำวิจัยยาแอนตี้บอดีรักษามะเร็ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ รองคณบดี ฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันการวิจัยและนวัตกรรมใหม่ๆ ในการรักษาโรค มีบทบาทในการรักษามาก ขณะเดียวกันก็มีค่ารักษาแพงมากด้วยเช่นกัน จึงจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องสร้างนวัตกรรมของตัวเองขึ้นมา จะรอใช้นวัตกรรมของต่างประเทศทั้งหมดไม่ได้ เพราะบางอย่างอาจจะเหมาะกับคนไทย จึงทำให้เป็นที่มาการวิจัยยาภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง &amp;nbsp; สำหรับ โครงการวิจัยยาภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง ได้รับเงินทุนสนับสนุนแรกเริ่มจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ 160 ล้านบาท แต่ก็ไม่เพียงพอกับการทำวิจัยให้สำเร็จ &amp;nbsp;ทำให้ต้องมีการเปิดรับบริจาคเงินทุนจากประชาชน เนื่องจาก ที่ผ่านมา การบริจาคของประชาชน มักจะบริจาคให้โรงพยาบาลให้รูปของการซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือช่วยเหลือผู้ป่วย แต่ยังไม่มีการบริจาคเพื่อสนับสนุนการวิจัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;คนไทยอายุยืนขึ้น 70-80ปี แต่โรคมะเร็งก็เป็นโรคที่มีคนไทยป่วยเป็นอันดับ1 การรักษามีความก้าวหน้าขึ้น ทั้งการผ่าตัด ฉายแสง หรือใช้เคมีบำบัด แต่วิธีการพวกนี้มีผลข้างเคียง ทำให้ต้องหาวิธีการรักษาใหม่ และการรักษาโดยภูมิคุ้มกัน เกิดผลกระทบข้างเคียงน้อยกว่า ให้ผลการรักษาที่ดีกว่า &amp;nbsp;เป็นสาเหตุที่ทำให้เราต้องมีการวิจัยยาภูมิคุ้มกันขึ้นมา และยังถือว่าการวิจัยโครงการนี้ ยังเป็นเหมือนการทำโครงสร้างพื้นฐานของยาอีกหลายๆตัว และจะนำไปสู่การวิจัยยารักษาโรคอื่นๆ เช่น โรคภูมิแพ้ตัวเอง โรคข้ออักเสบ ซึ่งยาใหม่ๆมีราคาแพงมาก &amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านดร.พญ.ณัฏฐิยา หิรัญกาญจน์ &amp;nbsp; หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง &amp;nbsp;คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ธรรมชาติของโรคมะเร็งเกิดจากเชื้อมะเร็งได้เจาะเอาชนะภูมิคุ้มกันของร่างกาย &amp;nbsp;และจากผลงานของนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล 2 คนที่ค้นพบว่าภูมิคุ้มกันของเราสามารถชนะมะเร็งได้ &amp;nbsp;และมีการผลิตยาตั้งแต่ปี 2011 ผลการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันได้ผลดี &amp;nbsp;แต่ก็ใช่ว่าจะต้องปฎิเสธการรักษาอื่นๆทั้งผ่าตัด หรือใช้เคมีบำบัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จุฬาฯ ตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็งมาได้ 1ปี &amp;nbsp;เพื่อวิจัยหายาที่ปลดล็อก สร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย โดยมีทีมงานถึง 13ทีม กลางปีหน้าเราจะมีการแถลงข่าว การพัฒนาเริ่มทดลองรักษาในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โดยให้ยาที่มีเซลล์เม็ดเลือดขาวเข้าไป หรือการเอาเซลล์มะเร็งมากระตุ้นภูมิคุ้มกัน คล้ายกับการผลิตวัคซีน &amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ การระดมทุนจากประชาชนเพื่อสนับสนุนการวิจัย ดร.พญ.ณัฏฐิยา กล่าวว่า ปัจจุบันการรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันกำลังเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทั่วโลกให้ความสนใจ อย่างสหรัฐอเมริกามีการตั้งศูนย์วิจัยระดับชาติ รัฐบาลทุ่มงบประมาณมหาศาล &amp;nbsp;แต่ก็ยังไม่พอ และต้องมีการขอรับบริจาคจากประชาชน &amp;nbsp;รวมทั้งประเทศญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน ที่ให้ความสำคัญกับการวิจัยภูมิคุ้มกันและรับบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนการวิจัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อ.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาเชิงระบบ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ อดีตนักวิทยาศาสตร์ประจำสถาบันวิจัยสุขภาพแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา ผู้วิจัยยาต้นแบบภูมิคุ้มกัน ฯกล่าวว่า ขณะนี้ มีการวิจัยตัวต้นแบบภูมิคุ้มกัน 1ตัวเสร็จแล้ว และกำลังต่อยอดไปตัวต้นแบบที่ 2 &amp;nbsp;สำหรับตัวต้นแบบที่ 1 รอเพียงการตรวจสอบว่าจะไปตรงกับสิทธิบัตรในต่างประเทศหรือไม่ ถ้าไม่เหมือนที่จดสิทธิบัตรในต่างประเทศ คาดว่าก็จะต้นแบบที่1 จะเสร็จในเดือนม.ค.-มี.ค.ปี62 &amp;nbsp;ซึ่งถือว่าผ่านเฟสแรก ของการวิจัยที่มี 5เฟส &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเฟสที่ 1 &amp;nbsp;เป็นการผลิตยาแอนติบอดิ ต้นแบบจากหนู ทำการผลิต &amp;nbsp;เลือก และการทดสอบยาต้นแบบจากซลล์เม็ดเลือดขาวของหนูมากกว่าหนึ่งแสนแบบ ใช้งบประมาณ 100 ล้านบาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp; เฟส &amp;nbsp;2 ปรับปรุงแอนติบอดิ ให้มีความคล้ายโปรตีนมนุษย์ และเพิ่มประสิทธิภาพให้ดีขึ้น ใช้งบประมาณ 10 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เฟส3 เมื่อได้ยาต้นแบบที่ปรับปรุงแล้ว จะต้องนำมาทดสอบประสิทธิภาพเบื้องต้นในวัตว์ทดลอง แล้วทำการผลิตยาจากโรงงานในปริมาณมาก ให้มีคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัยสูงสุด ในขั้นตอนนี้ใช้งบประมาณ 200ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เฟส 4 ทดสอบยาที่ผลิตได้ในสัตว์ทดลอง เช่น หนู ลิง โดยทดสอบคุณภาพและความปลอดภัยในสัตว์ทดลอง เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะทดสอบในมนุษย์ต่อไป คาดว่าจะใช้งบประมาณ 100-200 ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เฟส&amp;nbsp;5 การทดสอบในมนุษย์ เป็นการทดสอบตัวยาในผู้ป่วยมะเร็งในรพ.จุฬาฯ อาทิ ปริมาณการให้ยา ประสิทธิภาพของยา ผลข้างเคียง คาดว่าจะใช้งบประมาณ 1,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โดยทั้ง 5เฟสคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 10ปี &amp;nbsp;ในการวิจัย ซึ่งถือว่าเป็นการวิจัยระยะยาวที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยมาก่อน &amp;nbsp; แต่ระยะเวลาดังกล่าวรวมถึง การขอขึ้นทะเบียนยาจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) พิจารณาการขึ้นทะเบียนยาด้วย &amp;nbsp;&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แพทย์ผู้วิจัย กล่าววอีกว่า &amp;nbsp; นอกจากยาต้นแบบตัวแรกที่ทำสำเร็จแล้ว ทางโครงการมีแผนที่จะสร้างยาต้นแบบให้ครบ 10 ตัว เป็นการทะยอยทำเรื่อยๆ ซึ่งจากการประเมิน คาดว่า ยาต้นแบบ 1ตัว จะให้ผลสำเร็จประมาณ 10% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การทำวิจัยต้องทำความเข้าใจก่อนว่า บางครั้งก็จะไม่ได้ผล 100% แต่ถ้าเราไม่ทำ เราก็จะไม่มีอะไร ที่เป็นของคนไทย แต่การวิจัยรูปแบบนี้ ต้องใช้เงินมหาศาล และต้องใช้เวลาด้วย งานวิจัยในอดีตใช้เวลาเพียง 2-3ปีก็จบ จึงอยากให้ทุกคนเข้าใจบริบทของการทำงาน &amp;nbsp;และเข้าใจว่าเหตุใดเราจึงต้องขอการสนับสนุน &amp;nbsp;ต้องมีการร่วมแรงร่วมใจคนในชาติ &amp;nbsp;ถ้าสำเร็จคนไทยทุกคนก็จะได้ประโยชน์จากโครงการนี้&amp;quot; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อ.นพ.ไตรรักษ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนาย โกญจนาท ศรมยุรา รองประธานกรรมการบริหารและรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายบัญชีและการเงิน บริษัท เกษมชัยฟู้ด จำกัด กล่าวว่า โครงการ&amp;quot;ไข่ใจบุญ&amp;quot; เพื่อสนับสนุนการวิจัยภูมิคุ้มกันรักษามะเร็ง เกิดจากบริษัท มีเป้าหมายที่จะทำกิจกรรมเพื่อสังคมอยู่แล้ว และพอได้ยินชื่อโครงการนี้ &amp;nbsp;จึงยินดีที่จะสนับสนุนโดยผู้บริโภคที่ซื้อไข่ของKCF วางขายในร้านท็อปส์ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ราคาแพ็กละ 49บาท แต่ละแพ็ก ทางบริษัทจะหักเงิน 5บาท เข้ากองทุนฯ &amp;nbsp;ซึ่งมีระยะเวลาโครงการ 9เดือน &amp;nbsp;นับจากเดือนธ.ค.2561-31สิงหาคม 2562 &amp;nbsp;หลังจากนั้นจะดูกระแสตอบรับและ ความจำเป็นของโครงการวิจัยฯอีกครั้งว่า ต้องการความช่วยเหลืออีกหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมศรัทธา ในความคิดของโครงการที่หวังลดค่ายารักษามะเร็งจากเข็มละ 200,000 บาทให้เหลือ 2หมื่นบาท จึงคิดช่วยโครงการนี้ และหวังให้คนไทยทุกคนได้เข้าถึงการรักษา ซึ่งห้างฯที่เข้าร่วมขายไข่ใจบุญมี 4พันสาขา ขายได้สาขาละ 10แพ็ก ตกวันละ40,000 ต่อวัน เท่ากับได้เงินบริจาค วันละ 2แสนบาท เดือนละ 6ล้าน หรือตลอด9เดือนจะได้เงินประมาณ 54 ล้านบาท &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางโสภาพรรณ &amp;nbsp;จุ้ยเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายจัดซื้อกลุ่มสินค้าอาหารสด บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล &amp;nbsp;จำกัด กล่าวว่า โครงการ&amp;quot;ไข่ใจบุญ&amp;quot; เพื่อสนับสนุนกองทุนภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็งของจุฬาฯ ถือว่าเป็นโครงการที่ดีมาก บริษัทฯจึงยินดีให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ และมีสต็อกไข 1.2ล้านแพ็ก ไว้รองรับความต้องการของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24227</URL_LINK>
                <HASHTAG>KCF, ดร.พญ.ณัฏฐิยา หิรัญกาญจน์, บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล  จำกัด, รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์, ระดมทุนสนับสนุนกองทุนภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็งจุฬาฯ, อ.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาเชิงระบบ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ, เกษมชัยฟู้ด จำกัด, โกญจนาท ศรมยุรา, โสภาพรรณ  จุ้ยเจริญ, ไข่ใจบุญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181214/image_big_5c137f9884354.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
