<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>96402</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2021 09:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/03/2021 20:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> แพทย์จุฬาฯช่วยยืนยันวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าฉีดได้ ไม่เชื่อมโยงภาวะลิ่มเลือดอุดตัน EMA ชี้ชัดพรุ่งนี้  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม (ซ้าย)รศ.นพ.นภชาญ เอื้อประเสริฐ(ขวา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17มี.ค.64-ในการเสวนาหัวข้อ &amp;nbsp;&amp;quot;วัคซีนโควิด ทำ&amp;quot;ลิ่มเลือดอุดตัน&amp;quot;หรือไม่ จัดโดยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย &amp;nbsp;ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม &amp;nbsp; อาจารย์คณะแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหัวหน้าวิจัยวัคซีนโควิด จุฬาฯ &amp;nbsp;กล่าวว่า ขณะนี้ ทั่วโลก 6 มีวัคซีนโควิดที่ขึ้นทะเบียน &amp;nbsp;ทุกวัคซีนอนุมัติใช้แบบภาวะฉุกเฉิน และพบว่าทุกวัคซีนมีประสิทธิภาพ60-90% &amp;nbsp;รับประกันว่เมื่อฉีดแล้ว ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล หรือเสียชีวิต &amp;nbsp; ส่วนหลักคิดเรื่องความปลอดภัยของวัคซีน ทางคณะกรรมการอาหารและยา ของทุกประเทศ รวมทั้งองค์การอนามัยโลก ( WHO) ให้การรับรอง เพราะมีการทดลองฉีดในคนเกินหลักหมืนคนขึ้นไป และติดตามผลเกิน2เดือน จึงให้ขึ้นทะเบียนได้ และสำหรับการฉีดวัคซีนโควิด 19 ต่างจากโรคอื่นๆ ตรงที่ผ่านไปตั้งแต่กลางกลางเดือนธ.ค.ปีก่อน จนถึงขณะนี้ มีการฉีดวัคซีนทั่วโลกรวดเร็วกมากหลายร้อยล้านโดส ล่าสุดฉีดกว่า 300 ล้านโดส ใน 126 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย &amp;nbsp;หรือทั้งโลกเฉลี่ยฉีดวันละ 9 ล้านโดส ใน 6วัคซีน ซึ่งรวมทั้งวัคซีนจากแอสตร้าเซนเนก้า &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในการการวิจัยที่ทดลองในคนหลักหมื่นคน &amp;nbsp;แต่เมื่อฉีดกันเป็นหลักแสน หลักล้าน จึงไม่แปลกใจ ที่จะเกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้ &amp;nbsp;แต่เจอน้อยมากอัตรา 1 -5 คนต่อการฉีดล้านครั้ง เช่น เกิดกรณีแพ้เฉียบพลันบ้าง เป็นต้น สำหรับประเทศไทย ขณะนี้ฉีดวัคซีนไปแล้ว &amp;nbsp;44,963 คน หรือเฉลี่ย 1หมื่นคนต่อวัน ผลข้างเคียงของวัคซีน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นซิโนแว็คก็พบผลข้างเคียงน้อยมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.เกียรติ กล่าวอีกว่า ส่วนวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าฉีดไปแล้วทั้งโลก &amp;nbsp;37ล้านโดส ถ้าดูความกังวล ปัญหาลิ่มเลือดอุดตัน และบางคนเสียชีวิตว่าเกี่ยวกับวัคซีนหรือไม่นั้น ปกติชาติพันธุ์ตะวันตก จะพบปัญหาลิ่มเลือดอุดตันง่ายกว่าคนเอเชีย &amp;nbsp; จึงไม่แปลกใจถ้าจะเจอคนที่มีอาการนี้ &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม &amp;nbsp;EMA หรือ องค์อาการอาหารและยายุโรป ยังยืนยันว่าไม่มีการเชื่อมโยงระหว่างวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้ากับปัญหาลิ่มเลือดอุดตัน ซึ่งในวันพฤหัสที่ &amp;nbsp;18 มี.ค.นี้ &amp;nbsp;ทางEMA &amp;nbsp;จะสรุปรายละเอียดอีกครั้ง ซึ่งในตอนนี้จะดูเป็นรายบุคคล เพื่อให้ 12 ประเทศยุโรปที่ลังเล ได้เดินเครื่องฉีดวัคซีนกันต่อไปได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.นพ.นภชาญ เอื้อประเสริฐ &amp;nbsp;อาจารย์ประจำภาควิชาอยุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาฯ &amp;nbsp;ผู้เชี่ยวชาญด้านโหลิตวิทยา &amp;nbsp;กล่าวว่า &amp;nbsp;โรคภาวะลิ่มเลือดอุดตัน คือ การอุดตันหลอดเลือดดำที่ขา เช่นการเกิดขาบวม ลิ่มเลือดอาจลอยไปอุดที่ปอดได้ ทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดออกซิเจนเฉียบพลัน ทำให้หัวใจวายหรือเสียชีวิต ได้ทันที &amp;nbsp;ปัญหาลิ่มเลือดอุดตัน ยังเป็นสาเหตุตายอันดับ 3 ของชาวตะวันตก มักสัมพันธ์กับอายุ ที่เพิ่มขึ้น เช่นประชากรยุโรป อายุ60-79ปี จะพบปัญหานี้ &amp;nbsp;1 ใน4 &amp;nbsp;หรือถ้าอายุเกิน 80ปี จะพบ3ใน 4 &amp;nbsp;หรือเฉลี่ยอายุ 60ปีขึ้นไป 1,000 คนจะพบ &amp;nbsp;1-2 คน /ปี ถ้าอายุ 70ปีขึ้นไปพบ 2-7 คน/ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ โรคโควิด19 พบว่าอาจเพิ่มโอกาสเกิดหลอดเลือดอุดตันได้มากขึ้น ซึ่งมีการศึกษาเรื่องนี้ และตีพิมพ์ในนิตยสารการแพทย์ โดยพบว่าคนไข้โควิด 64,503 คน มีปัญหาหลอดเลือดอุดตัน &amp;nbsp;15% แบ่งเป็น ลิ่มเลือดอุดตันที่ปลอด 7.8% และลิ่มเลือดอุดตันที่ขา 11.2% &amp;nbsp;ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น ถ้าคนไข้อยู่ในห้องไอซียู เพิ่มขึ้นเป็น 23% &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนคนไข้โควิด ที่เกิดลิ่มเลือดอุดตันที่สมอง หัวใจ หรืออวัยวะอื่นๆ มีประมาณ 1-4 &amp;nbsp;% ในคำแนะนำสมาคมนานาชาติ &amp;nbsp; จึงได้ระบุว่าคนไช้โควิดที่นอนโรงพยาบาล &amp;nbsp;จะต้องมีการให้ยาป้องกันการเกิดลิ่มเลือดควบคู่กับการรักษาอื่นๆ ส่วนสาเหตุที่คนไข้โควิด จะเกิดปัญหาลิ่มเลือดอุดตันนั้น &amp;nbsp;เนื่องจาก เชื้อโควิด จะไปกระตุ้นเซลล์ในร่างกายให้เกิดการอักเสบ &amp;nbsp;อีกทั้งไปกระตุ้นให้หลอดเลือดแดง หรือเกล็ดเลือดเกิดการแข็งตัว ซึ่งเป็นผลทำให้ลิ่มเดลือดไปอุดตันที่ปอดตามมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การเกิดลิ่มเลือดอุดตันอาจจะไม่ได้มาจากโควิดอย่างเดียว &amp;nbsp;แต่มาจากปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เช่นคนนอนโรงพยาบาลนานๆ .ในต่างประเทศมีการศึกษาพบว่ามีโอกาสเกิดลิ่มเลือดอุดตันได้ถึง 5-30% &amp;nbsp;และถ้าเป็นการนอนอยู่ในไอซียู ก็จะมีโอกาสเกิดได้ถึง10-80% &amp;nbsp;เช่น คนที่ติดเชื้อในกระแสแลือดในสหรัฐ เกิดลิ่มเลือดอุดตัน 1 ใน3 แม้ว่าจะมีการให้ยาป้องกันเลือดแข็งตัวแล้วก็ตาม &amp;nbsp;หรือในช่วงที่เกิดH1N1 ในปี2009 &amp;nbsp;คนไข้ที่ติดเชื้อก็เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันสูงถึง 6% &amp;nbsp;และอาจเพิ่มขึ้นเป็น 44% ถ้ามีภาวะปอดอักเสบรุนแรง &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับ ประเทศไทย โรงพยาบาลที่เป็นโรงเรียนแพทย์ &amp;nbsp;9 แห่ง &amp;nbsp;พบว่าคนไข้นอนไอซียู 4,000คน เกิดลิ่มเลือดอุดตันแค่ &amp;nbsp;0.4 % ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับคนชาติตะวันตก ส่วนทางรพ.จุฬาฯ มีคนไข้โควิด รับรักษาไว้ 385 คน &amp;nbsp;ไม่พบมีปัญหาลิ่มเลือดอุดตัน และไม่ได้ให้ยาละลายลิ่มเลือด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.นพ.นภชาญ กล่าวอีกว่า สำหรับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ซึ่งจากการศึกษาในการทดลองระยะที่ 3 และรวบรวมจาก 4 ผลการศึกษา &amp;nbsp;พบว่าอาสาสมัครที่ทำการทดลอง 23,000คน แบ่งเป็นได้รับวัคซีนจริง 12,000 คน และได้รับวัคซีนหลอก 12,000 คน พบว่ามีอาการข้างเคียงรุนแรงเพียงแค่ 0.7% เท่านั้นในกลุ่มผู้ได้รับวัคซีนจริง &amp;nbsp; และ0.8% ในกลุ่มผู้ได้รับวัคซีนหลอก&amp;nbsp; &amp;nbsp; และเมื่อมาดูเฉพาะกลุ่มคนที่เกิดปัญหาลิ่มเลือดอุดตัน &amp;nbsp;พบว่าคนที่ได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า เกิดลิ่มเลือดอุดตันน้อยกว่า 0.1% หรือ แค่ 4 คนในกลุ่มที่รับการทดลอง 12,000 คน แต่กลุ่มได้รับวัคซีนหลอกเกิด 8 คนหรือคิดเป็น 0.4% ของ12,000 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ถ้ามาดูข้อมูลคนที่เกิดลิ่มเลือดอุดตัน ในกลุ่มคนที่ได้รับวัคซีนจริง &amp;nbsp;ซึ่งจากข้อมูลล่าสุดแอสตร้าเซนเนก้า รายงานว่ามีการฉีดวัคซีนไปแล้ว 17 ล้านคนในยุโรป เกิดอาการไม่พึงประสงค์ 37 คน &amp;nbsp;ส่วนตัวเลขโอกาสเกิดลิ่มเลือดอุดตันของชาวยุโรป พบว่า &amp;nbsp;3 คน/1,000คน/ปี &amp;nbsp;หรือ 3,000 คน/1 ล้านคน/ปี &amp;nbsp;จะมีโอกาสเกิดลิ่มเลือดอุดตัน ดังนั้นสรุปได้ว่าคนยุโรปมีโอกาสเกิดลิ่มเลือดอุดตันมากกว่าคนชาติพันธุ์อื่นๆ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ยังไม่พบสัญญาณใดๆว่าคนฉีดวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าจะเกิดลิ่มเลือดอุดตันมากกว่าปกติ ดังนั้น EMA &amp;nbsp;จึงประกาศเบื้องต้นว่าวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าไม่สัมพันธ์ การเกิดลิ่มเลือดอุดตันและการเกิดภาวะนี้ ยังน้อยกว่าการเกิดลิ่มเลือดอุดตันกับประชาชนยุโรปทั่วไปอีกด้วย &amp;quot;รศ.นพ.นภชาญกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การติดเชื้อจริงในธรรมชาติ กับการฉีดวัคซีนแล้วจะทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันต่างกันหรือไม่ &amp;nbsp;รศ.นพ.นภชาญ ตอบประเด็นนี้ว่า &amp;nbsp; คนติดเชื้อจริงไม่ได้รับแค่แอนติเจนของไวรัสโควิดอย่างเดียว แต่ไวรัสยังไปกระตุ้นทำให้เกิดการอักเสบมากมาย กระตุ้นกระบวนการแข็งตัวของเลือด เมื่อเกิดขึ้นเมื่อมีการอักเสบเกิดขึ้น &amp;nbsp;มีการไปทำลายอวัยวะต่างๆ อีกทั้งไวรัสโควิด ยังจะปล่อยดีเอ็นเอ หรือกระบวนการต่างๆที่ไปกระตุ้นทำให้เกิดการแข็งตัวของเลือดด้วยเช่นกัน &amp;nbsp;ดังนั้นจึงต่างมากกับการฉีดวัคซีน &amp;nbsp;ซึ่งฉีดเพื่อให้แอนติเจน เข้าไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย &amp;nbsp;และไปกระตุ้นเม็ดเลือดขาวอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ใช่กระบวนการทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันทำงาน &amp;nbsp;ดังนั้น สรุปได้ว่าการฉีดวัคซีนจึงไม่ไปกระตุ้นกระบวนการแข็งตัวของเลือดแต่อย่างใด &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.เกียรติ เสริมในประเด็นนี้ว่าการฉีดวัคซีนโดสต่ำมาก และวัคซีนที่ฉีดยังไม่ได้ทำให้เชื้อแบ่งตัว ดังนั้น การทำให้อักเสบจึงมีโอกาสน้อยมาก &amp;nbsp;และมีไม่ถึง 1% ของคนที่ฉีดแล้วมีอาการไช้สูง &amp;nbsp;ดังนั้นคนที่อายุมาก คนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง &amp;nbsp;ก็จะมีความเสี่ยงตามทฤษฎีหากไม่ได้รับวัคซีน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การอนุมัติวัคซีนในภาวะฉุกเฉิน กับความปลอดภัย องค์การอาหารและยาทั่วโลก รวมทั้งอย.ของเราด้วยไม่มีการรอมชอมเรื่องความปลอดภัย ถ้าข้อมูลมีความเสี่ยง &amp;nbsp;ซึ่งต้องมีการติดตามดูผลอย่างน้อย 2เดือน &amp;nbsp;จึงอนุมัติให้มีการฉีด &amp;nbsp;ย้อนอดีตการทำวัคซีน &amp;nbsp;ถ้าตัวไหนมีปัญหาส่วนใหญ่เกิดในเวลาไม่เกิน 60 วัน &amp;nbsp;ตัวตัดความปลอดภัยจึงอยู่ระยะนี้ ถ้าไม่เจออาการข้างเคียงที่น่าเป็นห่วง ก็สามารถใช้ในภาวะฉุกเฉิยนได้ &amp;nbsp;และ 6เดือนวัคซีนมีความปลอดภัย &amp;nbsp;ก็จะได้รับการขึ้นทะเบียน และอาจมีการอนุญาตให้ฉีดได้ตามโรงพยาบาลต่างๆ เช่นเดียวกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่กันทุกปี &amp;quot; ศ.นพ.เกียรติ กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ศ.นพ.เกียรติ กล่าวอีกว่า ส่วนประเด็น คนสับสนวัคซีนมีประสิทธิภาพต่างกัน จะต้องรอวัคซีนที่ประสิทธิภาพสูงๆ นั้น จากการประชุมผู้เชี่ยวชาญองค์การอนามัยโลก พบว่า วัคซีนทุกตัวสามารถป้องกันอาการเจ็บป่วยรุนแรงหรือเสียชีวิตได้ &amp;nbsp;90-100% ทำให้ไม่เกิดป่วยจนต้องนอนโนโรงพยาบาล จนล้นโรงพยาบาล และข้อมูลจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ยังระบุอีกว่า เริ่มเห็นได้ชัดเจนว่า วัคซีนมีผลทำให้เกิดการป้องกันการติดเชื้อ การฉีดเข็มเดียวป้องกันได้ 60-70% &amp;nbsp;เข็มที่2 มป้องกัน 90% &amp;nbsp;ดังนั้น การฉีดวัคซีนจะทำให้ร่างกายได้มีโอกาสรู้จักกับผู้ร้ายที่เป็นเชื้อโควิด ซึ่งจะเป็นการได้เปรียบแน่นอน &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในที่สุด มีแนวโน้มว่าเราจะต้องฉีดซ้ำอีก ทุก1-2ปี &amp;nbsp;เหมือนวัคซีนไข้หวัดใหญ่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96402</URL_LINK>
                <HASHTAG>#วัคซีน, นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม, ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน, รศ.นพ.นภชาญ เอื้อประเสริฐ, วัคซีนแอสตร้าเซนเนกา, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210317/image_big_60520666cef57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67909</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2020 17:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2020 16:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดร้ายเหลือ &quot;หมอธีระวัฒน์&quot; ชี้ลุกลามหัวจรดเท้า &quot;กินกลางตลอดตัว&quot; ลำไส้ ตับ ม้าม ระบบประสาท เกิดลิ่มเลือดแข็งตัวผิดปกติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 มิ.ย.63- โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ จัดการประชุมวิชาการวาระพิเศษ COVID-19 Lecture Series ครั้งที่ 6 โดย ศ.นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์สาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ในหัวข้อ Neurologic Manifestations of COVID-19 และ รศ.นพ.นภชาญ เอื้อประเสริฐ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ในหัวข้อ Hematologic Manifestations of COVID-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.นพ. ธีระวัฒน์ ให้ข้อมูลว่า เชื้อไวรัสโควิด-19 &amp;nbsp;สามารถเชื่อมโยงกับระบบประสาทด้วย ดังนั้น สิ่งที่ต้องรับทราบคือ โควิด-19 มีการลุกลามไปตั้งแต่หัวจรดเท้า หรือกินกลางตลอดตัว ทั้งลำไส้ ตับ ม้าม &amp;nbsp; สามารถเลือกแหล่งที่อยู่ได้เอง และสามารถเปลี่ยนแหล่งที่อยู่ได้ด้วย อย่างที่ทราบคือ เราพบเชื้อไวรัสที่จมูก ลำคอ ปอดส่วนลึก หรือทางกระแสเลือดโดยตรง ซึ่งทำให้การตรวจวินิจฉัยค่อนข้างยาก เพราะการตรวจ PCR อาจจะให้ผลเป็นลบได้ ในขณะเดียวอาการที่แสดงออกก็ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เชื้อไวรัสอาศัยอยู่ ดังนั้น ในคนไข้รายแรกๆที่พบโควิด-19 จะเรียกว่า walking pneumonia คือ ไวรัสลงไปที่ปอดโดยไม่มีอาการไอ และไม่ได้รับกลิ่นหรือมีการรับรสผิดปกติ ที่เกี่ยวข้องกับเส้นประสาทสมองที่ 7,9,10 ดังนั้น ผู้ที่รับเชื้อไวรัส(MEMBRANE BOUND) &amp;nbsp;ที่มี อายุ เพศ หรือโรคประจำตัว จะมีความเสี่ยงและความรุนแรงแตกต่างกัน สะท้อนให้เห็นว่าโควิด-19 มีผลทั้งระบบประสาทส่วนกลาง ส่วนปลาย ทั้งในระยะสั้น และระยะยาวเกี่ยวกับสมอง &amp;nbsp;อย่าง กลุ่มคนที่มีโรคสมองเสื่อม หรือกำลังจะเป็นสมองเสื่อม และโรคอัลไซเมอร์ แบบ e4e4 ที่จะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อและเพิ่มความรุนแรงได้มากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนถัดมาของอาการที่เกี่ยวข้องกับเมแทบอลิก &amp;nbsp;ซึ่งทำให้สับสนในคนที่ติดเชื้อโควิด คือ ในกลุ่มคนไข้ที่ดูอาการหายดีแล้วจากโควิด กลับมี อาการกระตุกทั่วไป( generalized myoclonus )อย่างรุนแรง ซึ่งมีรายงานว่าใช้เมธิลเพรดนิโซโลน ซึ่งเป็นยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ที่นำมาใช้ต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันของร่าง แล้วอาการดีขึ้น ดังนั้นอาการอาจจะเป็นเพราะภูมิคุ้มกันมีการปรับตัว( adaptive immunity )ที่แปรปรวน &amp;nbsp;แต่อีกกลุ่มหนึ่ง มีอาการซึมต่อเนื่องไม่ฟื้น &amp;nbsp;จะพบว่ามีอาการของสมองที่ไม่ทำงาน ซึ่งเป็นผลจากโควิด-19 ที่มีความรุนแรงมากกว่าในกรณีอื่นๆ &amp;nbsp;ดังนั้น หากเราจะใช้วัคซีนในการควบคุมโควิด-19 อาจจะรู้ว่ามีเซลล์หรือกลไกต่างๆอะไรบ้างในร่างกาย และเพื่อป้องกันการระบาดในระลอกสอง อาจจะต้องมีการตรวจแบบ Sample Pooling(10X) หรือการตรวจแบบรวมกลุ่ม และการตรวจระดับภูมิคุ้มกัน ELISA IgM, IgG, คือการทดสอบแอนติบอดี ซึ่งขณะนี้ได้มีการร่วมพัฒนากับ โรงเรียนแพทย์ &amp;nbsp;Duke NUS&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน รศ.นพ.นภชาญ กล่าวว่า โควิด-19 อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางโลหิต ซึ่งพบว่าผู้ติดเชื้อมีความผิดปกติของปอดที่มีเลือดออก คือ เกิดลิ่มเลือดในปอดหรือเส้นเลือดอุดตันที่ปอด &amp;nbsp;จากหลักฐานพบว่า มีภาวะเลือดแข็งตัวเร็วผิดปกติ &amp;nbsp;ในผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งพบว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดลิ่มเลือดในปอด ขณะที่ภาวะลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดดำ (VTE) ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล หรือมีเงื่อนไขทางการแพทย์ที่คล้ายคลึงกับการติดเชื้ออื่น ๆ &amp;nbsp;ดังนั้น ยังต้องทำการศึกษาว่าอุบัติการณ์ ของภาวะแทรกซ้อน ลิ่มเลือดอุดตันเพิ่มขึ้นในผู้ป่วยโควิด เมื่อเทียบกับการติดเชื้ออื่นๆ &amp;nbsp;ในส่วนของยาต้านการแข็งตัวของเลือดในการรักษาโควิด -19 ซึ่งการศึกษาก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่ล้มเหลวในการพิสูจน์ประสิทธิภาพของยาต้านการแข็งตัวของเลือด ในการปรับผลลัพธ์ของผู้ป่วยที่ติดเชื้อ จากข้อมูล โควิด-19 ย้อนหลัง ยังไม่มีการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม เพราะว่ามีตัวแปรและความเอนเอียงเยอะ และอื่นๆ &amp;nbsp;จึงยังไม่มีการแนะนำให้นำมาใช้ในการรักษา
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67909</URL_LINK>
                <HASHTAG>#คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ, #โควิด-19, นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา, รศ.นพ.นภชาญ เอื้อประเสริฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200605/image_big_5eda0d915f649.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
