<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103686</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2021 13:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2021 13:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนคนสูบบุหรี่เสี่ยงติดโควิดเพิ่มเป็น 2 เท่าของคนไม่สูบ ป่วยโควิดแล้วยังเสี่ยงเสียชีวิตถึง30% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
21 พ.ค.64 &amp;nbsp;- &amp;nbsp;มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ จัดแถลงข่าวเนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก ซึ่งตรงกับวันที่ 31 พฤษภาคมของทุกปี ผ่านโปรแกรม ZOOM ทางออนไลน์ เพื่อเชิญชวนคนไทยที่สูบบุหรี่ โดยใช้โอกาสที่โควิด-19 ระบาดหนักนี้ มุ่งมั่นที่จะเลิกสูบบุหรี่ให้ได้ โดย นพ.แดเนียล เคอร์เทส ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกได้กำหนดประเด็นการรณรงค์วันงดสูบบุหรี่โลก 31 พฤษภาคมปีนี้คือ Commit to quit หรือ มุ่งมั่นที่จะเลิกสูบ ซึ่งขณะที่กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย ได้กำหนดเป็นคำขวัญวันงดสูบบุหรี่โลก 2564 ไว้ว่า &amp;ldquo;เลิกสูบ ลดเสี่ยง คุณทำได้&amp;rdquo; การเลิกสูบบุหรี่นั้นจะช่วยรักษาชีวิต และลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการแทรกซ้อนรุนแรงเมื่อติดโควิด-19 ซึ่งทราบกันดีว่าการเลิกสูบบุหรี่ไม่ง่าย แต่ในภาวะการระบาดของโรคโควิด-19 &amp;nbsp;ขอเชิญชวนให้ผู้สูบบุหรี่ทุกท่านเข้ารับคำปรึกษาเพื่อการเลิกสูบบุหรี่และมุ่งมั่นที่จะเลิกสูบบุหรี่ โดยใช้วิธีที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลและมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถรับบริการเลิกบุหรี่ได้จากสถานพยาบาลของรัฐ เอกชน และหน่วยงานภาคประชาสังคมที่ให้บริการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า ในช่วงที่โควิด - 19 กำลังระบาดรุนแรงนี้ การเลิกสูบบุหรี่จะส่งผลดีต่อชีวิตอย่างยิ่ง ช่วยทำให้ปลอดภัยจากเชื้อโควิด-19 ได้ ในขณะที่คนที่ยังสูบบุหรี่อยู่นั้น เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อชีวิตของตัวเอง &amp;nbsp;เสี่ยงพิการ หรือป่วยติดเตียงไปชั่วชีวิตจากผลแทรกซ้อนของการติดโควิด-19 ที่เกิดได้ในทุกระบบสำคัญของร่างกาย โดยทั่วไปคนที่สูบบุหรี่รวมทั้งบุหรี่ไฟฟ้า มีความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด- 19 เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับคนที่ไม่สูบบุหรี่ แต่ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ คนที่สูบบุหรี่เมื่อติดเชื้อแล้วจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดผลแทรกซ้อนที่นำพาความพิการแบบถาวรหลากหลายรูปแบบมาสู่ร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการเกิดอัมพฤกษ์อัมพาต มีหลอดเลือดสมองอุดตันในหลอดเลือดขนาดใหญ่ ซึ่งปกติจะพบน้อย แต่ในผู้ป่วยที่สูบบุหรี่และติดเชื้อไวรัสชนิดนี้กลับพบได้มากถึง &amp;nbsp;44% และเมื่อเป็นโควิด-19 แล้ว จะเสียชีวิตสูงถึง 30% และกลายเป็นอัมพาต ต้องนอนติดเตียงชั่วชีวิตถึง 27% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คนที่สูบบุหรี่และติดโควิด-19 ยังเพิ่มความเสี่ยงของอุดตันของหลอดเลือดแดงส่วนปลายมือปลายเท้า เกิดภาวะขาดเลือด เสี่ยงต่อการถูกตัดมือตัดเท้า ไม่เพียงแค่นั้น คนที่สูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้าแล้วติดโควิด-19 ยังมีโอกาสเป็นปอดบวมชนิดรุนแรงได้มากกว่าคนทั่วไปถึง 2 เท่า และเมื่อเป็นแล้วมีโอกาสเสียชีวิตมากขึ้นเกิน 2 เท่า แม้รอดชีวิตมาได้ ปอดของคนเหล่านี้ก็จะทำงานได้น้อยลงจากการที่เนื้อปอดถูกแทนที่ด้วยเยื่อพังผืดแทน ซึ่งความเสี่ยงในส่วนนี้มีมากกว่าคนที่ไม่สูบถึง 14 เท่าทีเดียว ดังนั้น การติดเชื้อ โควิด-19 ที่ว่าร้ายแรงแล้ว ผลแทรกซ้อนจากการติดเชื้อนี้กลับน่ากังวลกว่าเสียอีก &amp;nbsp;ซึ่งทั้งหมดนี้ทุกคนสามารถป้องกันหรือลดความเสี่ยงของตนเองได้ง่ายๆ เพียงแค่เลิกสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าอย่างจริงจังเท่านั้น&amp;rdquo; รศ.นพ.สุทัศน์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านควบคุมยาสูบ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี &amp;nbsp;กล่าวถึงความสูญเสียทางสุขภาพและเศรษฐกิจของคนไทยเกิดขึ้นทั้งระดับมหภาคและครัวเรือน ซึ่งในปี 2562 พบคนไทยเสียชีวิตจากบุหรี่ถึง 70,953 คน เป็นผู้เสียชีวิตจากควันบุหรี่มือสองจำนวน 9,435 คน และยังพบว่าคนไทยที่สูบบุหรี่ต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึง 22 ปี ซึ่งก่อนเสียชีวิตรัฐบาลต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเฉพาะกรณีป่วยต้องนอนโรงพยาบาลสูงถึง 38,000 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้บุหรี่ยังทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคม พบกลุ่มคนยากจนที่สุดต้องเสียเงินไปกับบุหรี่ถึงเกือบ 20% ของรายได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.จินตนา ยูนิพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ หรือสายเลิกบุหรี่ 1600 กล่าวว่า การเลิกบุหรี่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคและความรุนแรงของโรคที่เกิดจากการติดเชื้อโควิด-19 โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ดังนั้นผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่ สายด่วนเลิกบุหรี่ 1600 จะช่วยสนับสนุนการเลิกสูบบุหรี่ โดยกาให้คำปรึกษาผ่านทางโทรศัพท์ฟรีทุกเครือข่ายได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยระหว่าง 09.00-20.00 น. จะมีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาทั้งแบบสั้น (ไม่เกิน 5 นาที) ในกรณีที่ท่านยังไม่พร้อมเลิก และให้คำปรึกษาแบบเข้มข้น (ประมาณ 20 นาที) เพื่อช่วยให้กำหนดแผนการเลิกและลงมือเลิกอย่างมั่นใจ จากนั้นจะได้รับคำปรึกษาทางโทรศัพท์ป้องกันการสูบซ้ำ อีก 6 ครั้ง (ใช้เวลาครั้งละ 5-15 นาทีแล้วแต่กรณี) จนกระทั่งสามารถเลิกบุหรี่ได้สำเร็จ นอกจากนี้ ผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่ สามารถเลือกใช้บริการ รับคำปรึกษาด้วยข้อความสั้นแบบมีการตอบกลับ เรื่องการปฏิบัติตัวในช่วงเลิกบุหรี่และข้อความให้กำลังใจ จากสายด่วนเลิกบุหรี่ วันละ 2 ข้อความ เป็นระยะเวลา 6 เดือน จากการวิจัยการรับข้อความสั้นช่วยให้เลิกบุหรี่ได้ต่อเนื่องมากถึง 21% แต่หากได้รับคำปรึกษาทางโทรศัพท์ร่วมด้วย ความสำเร็จของการเลิกบุหรี่จะสูงขึ้นเป็น 38%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผู้สูบยังติดต่อสายเลิกบุหรี่ ผ่าน Social Media เพื่อการนัดหมายขอรับคำปรึกษาได้ทั้งทางโทรศัพท์ ข้อความสั้น หรือ Line Chat รวมถึงเพื่อรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการเลิกบุหรี่ผ่านช่องทาง Social Media ต่าง ๆ ได้แก่ แอปพลิเคชันไลน์ quitline1600, Facebook สายเลิกบุหรี่ 1600, YouTube thailandquitline และ www.thailandquitline.or.th โดยการบริการทุกชนิดข้างต้น ทุกกรณี ประชาชนไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด &amp;nbsp;สุดท้าย ข้อมูลสำคัญคือ โทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องมือของแพทย์ พยาบาล และบุคลากรในสถานบริการสาธารณสุขทุกระดับ รวมถึง อสม. และผู้นำชุมชนในโรงเรียน วัด หรือสถานประกอบการ &amp;nbsp;ใช้เป็นช่องทางในการติดต่อ สายเลิกบุหรี่1600 เพื่อรายงานและส่งต่อข้อมูลผู้อยากเลิกบุหรี่ โดยใช้ร่วมกับแอปพลิเคชัน U-Refer ซึ่งเป็นระบบการส่งต่อแบบ Realtime และไม่เสียค่าใช้จ่าย ศึกษาข้อมูลได้ที https://youtu.be/pImuJpKCBWg&amp;rdquo; &amp;nbsp;รศ.ดร.จินตนา กล่าว &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เรียกร้องให้ผู้สูบบุหรี่ทุกคนทำสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้ปลอดบุหรี่ เพื่อทำให้มีโอกาสเลิกสูบบุหรี่ได้มากขึ้นว่า การสำรวจครั้งล่าสุดปี 2557 พบว่า มีคนไทยที่เป็นความดันสูงหรือเบาหวานที่ยังสูบบุหรี่มากกว่า 2 ล้านคน ซึ่งคนที่มีโลกประจำตัวทั้ง 2 โรคนี้ที่สูบบุหรี่ จะเร่งให้เกิดโรคแทรกซ้อน เช่น โรคหัวใจ โรคเส้นเลือดสมอง และไตเสื่อมเร็วขึ้น และโดยเฉพาะในสถานการณ์โควิด-19 ระบาด ผู้ที่มีโรคเบาหวาน หรือความดันโลหิตสูงยิ่งต้องเลิกสูบบุหรี่ หรือลดความเสี่ยงที่จะป่วยรุนแรงหากติดเชื้อโควิด-19 &amp;nbsp;จึงขอให้ตัดสินใจมุ่งมั่นที่จะเลิกสูบบุหรี่ โดยขอให้แจ้งแก่แพทย์เวลามาติดตามรักษาโรคประจำตัวว่า ต้องการที่จะเลิกสูบบุหรี่ เพื่อขอให้แพทย์ช่วยแนะนำวิธีปฏิบัติ รวมทั้งอาจให้ยารักษาเลิกบุหรี่ ขณะเดียวกัน ผู้สูบบุหรี่ต้องเริ่มต้นด้วยการไม่สูบบุหรี่ในบ้าน ในรถ ซึ่งจะทำให้การเลิกสูบบุหรี่ง่ายขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากต้องการร่วมรณรงค์หรือขอสื่อรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพื่อขอรับสื่อได้ที่ www.smokefreezone.or.th &amp;nbsp;หรือติดต่อที่โทรศัพท์หมายเลข 0-2278-1828 &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103686</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนสูบบุหรี่ติดโควิด, มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่, รศ.นพ.สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา, วันงดสูบบุหรี่โลก, ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210521/image_big_60a7552505941.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27893</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/01/2019 16:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/01/2019 16:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อาจารย์หมอชี้ควันบุหรี่เป็น&quot;อีแอบ&quot;ก่อฝุ่นPM2.5 มากกว่าควันคำรถดีเซล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
30 ม.ค.62- รศ.นพ.สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา อาจารย์ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) และประธานกรรมการที่ปรึกษาชมรมลมวิเศษ กล่าวในงานแถลงข่าวถอด N95 ร่วมแก้ปัญหาฝุ่นจิ๋ว ว่า ปัญหาของฝุ่น PM2.5 หลายคนมองว่ามาจากควันดำ ส่วนบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นควันสีขาวนั้นไม่เกี่ยว ซึ่งความจริงล้วนก่อให้เกิดฝุ่น PM2&amp;#39;5 เหมือนกัน ซึ่งมีผลการวิจัยเทียบกันง่ายๆ ระหว่างควันบุหรี่กับไอเสียรถยนต์ โดยทดลองนำรถดีเซลที่เป็นรถปิกอัพเครื่องยนต์ 2,000 ซีซี เข้ามาในโรงจอดรถแบบปิด ขนาด 60 ตารางเมตร โดยจอดสตาร์ททิ้งไว้นาน 30 นาที เทียบกับบุหรี่ 3 มวน ที่จุดทิ้งไว้ในโรงรถขนาดเดียวกันต่อเนื่อง 30 นาที ผลการศึกษาพบว่า บุหรี่ 3 มวน ก่อให้เกิดค่าฝุ่น PM2.5 สูงกว่าไอเสียจากรถยนต์ โดยสูงถึง 591.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ขณะที่ไอเสียรถยนต์ดีเซลสูง 250.8 มคก./ลบ.ม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.สุทัศน์ กล่าวว่า บุหรี่ให้กำเนิดฝุ่นละอองขนาดเล็กเยอะกว่าท่อไอเสียมาก และทุกวันนี้คนไทยสูบบุหรี่เฉลี่ย 10.9 ล้านคน หรือทุกๆ 6 คน จะมีคนไทยสูบบุหรี่ 1 คน อยากให้ลองคิดว่า ฝุ่น PM2.5 ที่เกิดจากการสูบบุหรี่นั้นควันจะเยอะมากแค่ไหน ส่วนของบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งคนมักจะเรียกว่า ไอ และมีความปลอดภัยกว่า ก็มีการศึกษาเช่นกัน โดยมีนักวิจัยไปเก็บข้อมูลงานโปรโมตขายบุหรี่ไฟฟ้าในต่างประเทศ ซึ่งมีผู้สูบประมาณ 59-86 คน ที่เดินเข้าออกอีเวนต์ฮอลล์ ขนาด 4,000 ลูกบาศก์เมตร โดยวัดค่า PM2.5 ใน 3 ช่วง คือ 1 วันก่อนจัดงาน วันจัดงาน และ 1 วันหลังจัดงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
รศ.นพ.สุทัศน์ กล่าวว่า ผลปรากฏว่า ช่วงก่อนวันจัดงานค่า PM2.5 เป็นปกติ แต่ขณะจัดงานค่าฝุ่นสูงมากกว่า 800 มคก./ลบ.ม. ซึ่งสูงกว่าระดับปลอดภัยรายปี 10 มคก./ลบ.ม.ถึงกว่า 80 เท่า ขณะที่หลังจากจัดเสร็จงานเสร็จ ก็พบว่าค่าฝุ่นยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง เรียกว่า ยังมีการตกค้างหลงเหลือในสิ่งแวดล้อมที่อีเวนต์ฮอลล์นั้นอยู่ บ่งชี้ว่า ไอของบุหรี่ไฟฟ้ามือสองและมือสามมีอยู่จริง และเป็นอันตรายต่อผู้คนได้ ขณะที่การทดสอบอาสาสมัครที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า โดยสูบแล้ววัดระดับ PM2.5 ในลมหายใจพบว่า สูงถึง 151.7 มคก./ลบ.ม. สูงกว่าถึง 15 เท่า และเมื่อทดสอบด้วยการอัดควันบุหรี่ไฟฟ้าภายในกล่องอะคริลิก แล้ววัดค่า ปรากฏว่า เกินกว่า 500 มคก./ลบ.ม. ซึ่งเป็นค่าสูงสุดที่เครื่องมือวัดได้ และหลังจากดูดควันออกจากกล่อง และเช็ดทำความสะอาดแล้ว ค่าฝุ่น PM2.5 ยังสูงถึง 130 มคก./ลบ.ม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในงาน ยังมีการทดลองอัดควันบุหรี่ไฟฟ้าเข้ากล่องอะคริลิกและวัดค่าให้เห็นชัดๆ โดยปรากฏว่า ก่อนที่จะปล่อยไอควันบุหรี่ไฟฟ้าเข้าไป ค่าฝุ่น PM2.5 ในห้องอยู่ที่ประมาณ ราว 70 มคก./ลบ.ม. แต่เมื่อเริ่มปล่อยควันค่าฝุ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเกินกว่า 420 มคก.-ลบ.ม. ทั้งที่เครื่องวัดยังอยู่ภายนอกกล่องอะคริลิก และเมื่อนำเครื่องเข้าไปในกล่อง ปรากฏว่า ขึ้นสูงสุดไปถึง 500 มคก./ลบ.ม. ซึ่งเป็นค่าสูงสุดที่เครื่องสามารถวัดได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27893</URL_LINK>
                <HASHTAG>PM2.5, ควันบุหรี่มีPM2.5มากกว่าควันดำรถดีเซล, รศ.นพ.สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190130/image_big_5c51727d430cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
