<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>75444</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทำงานพร้อมให้นมลูกที่บ้าน สร้างผลดีครอบครัวถึงองค์กร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิกฤติ Covid-19 ทำให้ทุกวิถีชีวิตต้องปรับเปลี่ยนให้ &amp;ldquo;บ้าน&amp;rdquo; เป็น &amp;ldquo;ที่ทำงาน&amp;rdquo; สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวมหาวิทยาลัยมหิดล วิจัยพบบุคลากรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างต่อเนื่องพร้อมทำงานที่บ้านไปด้วยจนถึง 6 เดือน (Exclusive Breast Feeding) ได้ทั้งสายใยแม่ลูก และความผูกพันต่อองค์กร เตรียมขยายผลผลักดันเป็นนโยบายระดับชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดลกล่าวว่า นมแม่มีประโยชน์หลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสร้างสายสัมพันธ์แม่ลูก ซึ่งส่งผลระยะยาวถึงตอนโต ซึ่งในขณะที่ลูกดูดนมจากเต้านม ร่างกายแม่จะหลั่งฮอร์โมน &amp;ldquo;ออกซิโทซิน&amp;rdquo; หรือ &amp;quot;ฮอร์โมนแห่งความรัก&amp;rdquo; ที่ทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย สถาบันจึงได้ริเริ่มโครงการวิจัยกรณีศึกษาการทำงานที่บ้านด้วยการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และเพิ่มสายใยสัมพันธ์แม่ลูก ซึ่งเป็นโครงการนำร่องของมหาวิทยาลัยมหิดล ตามแนวคิดความรับผิดชอบต่อเด็กและครอบครัว Corporate Child and family Responsibility (CCFR) โดยริเริ่มวิจัยกรณีศึกษาบุคลากรของสถาบัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มีการกำหนดให้ผู้เข้าร่วมโครงการต้องเลี้ยงลูกด้วยตนเองด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวตลอด 6 เดือน โดยได้มีการสร้างเงื่อนไขเฉพาะสำหรับการทำงานที่บ้าน ซึ่งมีระบบตรวจสอบเวลาและคุณภาพของการทำงาน พบว่าแม่ลูกมีความใกล้ชิดกัน โดยมีสายใยผูกพันกันและกันเป็นอย่างดี และมีความรักความผูกพันต่อองค์กรมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการดำเนินการภายใต้หลักจริยธรรมการจัดการที่ดี และมีความรับผิดชอบต่อเด็กและครอบครัว โดยมหาวิทยาลัยมหิดลมีนโยบายจะนำแนวคิดมาใช้กับหน่วยงานอื่นๆ ภายในมหาวิทยาลัยมหิดล และขยายผลผลักดันสู่นโยบายในระดับชาติต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.ธีรตา ขำนอง นักวิจัยหลักของโครงการ กล่าวว่า โครงการศึกษาวิจัยการทำงานที่บ้านพร้อมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ มีระยะเวลาศึกษา 1 ปีงบประมาณ โดยเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562&amp;ndash;กันยายน 2563 ซึ่งหลังจากผู้เข้าร่วมโครงการใช้สิทธิลาคลอดตามปกติแล้ว ยังสามารถทำงานที่บ้านและเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไปได้อีก 3 เดือน โดยที่ได้รับเงินเดือน รวมแล้วสามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้จนครบ 6 เดือนเต็ม ตามที่องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การยูนิเซฟ (UNICEF) กำหนด ซึ่งบุคลากรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการเยี่ยมบ้าน 2 ครั้ง คือ ครั้งแรกหลังคลอดบุตร และอีกครั้งใน 3 เดือนถัดไป เพื่อสัมภาษณ์เก็บข้อมูลและให้คำแนะนำในการเลี้ยงดูลูก ซึ่งโครงการเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนการระบาดของ Covid-19 โดยสามารถเป็นต้นแบบให้กับหลายองค์กรได้ใช้เป็นทางเลือกให้บุคลากรของตนเองได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ครูไหม&amp;quot; ครูพี่เลี้ยงเด็กที่เข้าร่วมโครงการ กล่าวว่า รู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นบุคลากรคนแรกของสถาบันที่ได้เข้าร่วมโครงการ สถาบันทำเพื่อเรา ในขณะที่เราทำเพื่อครอบครัว และสถาบันด้วย สิ่งที่ได้คือความสุขในครอบครัว และความรักความภาคภูมิใจที่มีต่อสถาบัน ที่ให้ความสำคัญกับบุคลากร และอยากส่งต่อความสุขนี้ให้แก่องค์กรอื่นๆ ต่อไป.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75444</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ดร.ธีรตา ขำนอง, รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200824/image_big_5f43c84cdd050.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67918</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสส.-สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กฯ มหิดล  นำร่องเจาะลึกการตายด้วยอุบัติเหตุในเด็กนครปฐม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สสส.จับมือสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ม.มหิดล เจาะลึกปรากฏการณ์เด็กนครปฐม ด้วยแนวคิดเด็กปลอดภัยเป็นโครงการนำร่องก่อนจังหวัดอื่นๆ ข่าวออนไลน์เด็กนักเรียนประถมขับขี่รถมอเตอร์ไซค์มีเพื่อนซ้อนท้าย 4 คนโดยไม่สวมหมวกกันน็อก ประสานงารถกระบะตายเกลื่อนถนน รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้บุกเบิกงานอุบัติเหตุในเด็กไขปม เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ วัยซุกซนตายในบ้าน หัวทิ่มจมน้ำคลอง บ่อเลี้ยงปลา เพราะความเผอเรอของพ่อแม่ หยิบยกสารพันปัญหาเด็กทั่วโลกอายุต่ำกว่า 15 ปีเสียชีวิตเป็นจำนวนมากจากอุบัติเหตุ เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นภาพที่เจนตาของสังคมไทย เมื่อเด็กนักเรียนวัยประถมและมัธยมขี่จักรยานยนต์บนถนน ไม่มีใครตั้งคำถามว่าเด็กวัยละอ่อนขนาดนี้มีใบขับขี่หรือไม่? ทำไมเด็กกลุ่มนี้ไม่สวมหมวกกันน็อกทั้งๆ ที่ค่อนข้างเสี่ยงว่าจะเกิดอุบัติเหตุ พ่อแม่ยินยอมให้เด็กขี่จักรยานยนต์ซึ่งมีความคล่องตัวและมีราคาจับต้องได้ แม้จะรู้ว่าเป็นการทำผิด กม. เพราะเด็กอายุยังไม่ถึง 18 ปีที่จะสอบใบขับขี่ได้ และยังซ้อนท้าย 3 คน 4 คน เกินกว่าที่ กม.กำหนด อีกทั้งไม่มีใครสวมหมวกกันน็อกและยังขับขี่เข้าไปในสถานที่ชุมชน ภาพการเสียชีวิตของเด็กจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ปรากฏเป็นข่าวออนไลน์ ออฟไลน์ อย่างที่เรียกว่าเกิดขึ้นเกือบทุกวัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อสร้างความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกงานอุบัติเหตุในเด็ก เปิดเผยว่า กว่า 10 ปีทำงานวิจัยเกี่ยวกับการตายในเด็ก ภายใต้แนวคิดเด็กปลอดภัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นการทำงานหลายโมเดล ในปี 2561 คณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติรับเป็นนโยบายขยายผลทั้งประเทศ ทุนความปลอดภัยบนท้องถนนเลือกจังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยมหิดลเป็นโมเดลศึกษาเรื่องการตายของเด็ก เพื่อให้เป็นโครงการนำร่องในการศึกษาสาเหตุการตายในเด็กของจังหวัดอื่นๆ ด้วย เพื่อวิเคราะห์จุดอ่อน พฤติกรรมสิ่งแวดล้อม นโยบาย กม.ที่ใช้ในท้องถิ่น เป็นเครื่องมือคิดค้นขยายผลไปยังชุมชนอื่น เพราะปัญหาเกิดซ้ำๆ กันได้อีกในพื้นที่ต่างชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเสียชีวิตเป็นจำนวนมากแต่ละปีทั่วโลก จากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพื่อเป็นการป้องกันมิให้เกิดการสูญเสียกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็กๆ รพ.รามาธิบดี ถือเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศให้ปลอดภัยจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิด จากการดำเนินงานตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมาของศูนย์วิจัยแห่งนี้ การศึกษาเรื่องความปลอดภัยในเด็กทำงานวิจัยเป็นเวลาหลายปี วิเคราะห์การตาย ซึ่งเป็นเครื่องมือทำให้มีการสื่อสารในระดับชุมชนได้ดีขึ้น วิเคราะห์จุดอ่อน พฤติกรรมสิ่งแวดล้อม นโยบายทางด้าน กม.ที่ใช้ในท้องถิ่น เป็นเครื่องมือช่วยกันคิดค้นขยายผลให้ชุมชนอื่น สามารถเกิดซ้ำๆ ในชุมชนอื่น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงนั้นมี 2 หน่วยงานเกิดขึ้นใกล้เคียงกัน หน่วยงาน สสส.เกิดขึ้นในปี 2546 การดำเนินงานให้เด็กไทยปลอดภัยเริ่มขึ้นเมื่อปี 2545 เมื่อเปรียบเทียบสถิติเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ตาย 3,600 คน ปัจจุบันตาย 2,200 คน สถิติการตายของเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปีตายในบ้าน ตกน้ำ จมน้ำตายมากที่สุด ตกจากที่สูง ไฟฟ้าดูด ของหล่นทับใส่ เสียชีวิตจากปัญหาการจราจรบนท้องถนน ปี 2545 เด็กเล็กตายปีละ 1,400 คน ถือว่าเป็นตัวเลขค่อนข้างสูงในสมัยนั้น เด็กจมน้ำมากถึง 650 คน&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รศ.นพ.อดิศักดิ์กล่าวว่า การทำงานของสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สสส. ผ่านโครงการรณรงค์เด็กไทยปลอดภัย ประสบความสำเร็จนับตั้งแต่ทุนวิจัยองค์การอนามัยโลก ปัจจุบันการเสียชีวิตในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปีลดลงมากกว่า 60% เหลือเพียง 600 คน ส่วนใหญ่เป็นปัญหาเรื่องการจมน้ำในลำคลองหน้าบ้านหรือหลังบ้าน ในถังน้ำถูบ้าน กะละมัง ตุ่ม ไห บ่อเลี้ยงปลาในบ้านขนาดเล็ก เพราะเด็กวัยนี้กำลังซนหัดเดิน เพียงเดินหัวทิ่มตกลงไป หรือบ้านไม่มีลูกกรงกั้นทำให้พลัดตกบันไดลงมา ยิ่งบ้านที่อยู่ในชุมชนแออัด พื้นบ้านมีรูโบ๋ตกลงไปในน้ำครำใต้ถุนบ้าน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งหมดนี้อยู่ที่ความเผอเรอของคนเป็นพ่อแม่หรือคนที่ดูแลเด็ก พ่อแม่ต้องรู้ว่าเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบช่วยตัวเองไม่ได้เมื่อเกิดอะไรขึ้น ปี 2545 เด็กเล็กตายปีละ 1,400 คน แต่ขณะนี้ลดจำนวนลงมาเหลือ 650 คน ในช่วงเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมาใช้หลายเครื่องมือแก้ไขปัญหา โครงการเด็กไทยปลอดภัยเริ่มตั้งแต่ สสส. และทุนวิจัยองค์การอนามัยโลกถือได้ว่าประสบความสำเร็จ&amp;rdquo; ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลุ่มวัยเรียน 5-9 ปีตายน้อยกว่าเด็กในวัยอื่นๆ ส่วนใหญ่ก็ยังเสียชีวิตด้วยสาเหตุการจมน้ำ แต่เป็นการจมน้ำที่ไกลจากตัวบ้านออกไป เล่นน้ำในลำคลองที่อยู่ในชุมชน บ่อน้ำ สระน้ำในหมู่บ้าน บ่อน้ำขุดโดยรถแบ็กโฮ มีการขุดหลุมเป็นบ่อ เมื่อฝนตกก็จะมีน้ำขังเป็นหลุมบ่อ มีเขื่อนกั้นน้ำ ฝายทางภาคเหนือ ภาคอีสาน ไม่ไกลจากตัวบ้าน พ่อแม่เผอเรอ เด็กกลุ่มวัย 10 ปีขึ้นไป เด็กกลุ่มนี้จะช่วยตัวเองได้แล้ว ว่ายน้ำเป็น และมีทักษะในการปกป้องตัวเองได้มากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สมัยก่อนนั้นสังคมไทยจะดูแลเด็กหญิงเข้มงวดกว่าเด็กชาย อีกทั้งปัญหาเด็กชายจะซน ชอบใช้พละกำลังมากกว่าเด็กหญิง ทั้งเรื่องการปีนป่าย ทำให้มีเหตุที่ผจญภัยทำให้เกิดอุบัติเหตุ อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจะเกิดกับเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง ยกเว้นเด็กหญิงที่ชอบหยิบสิ่งของเข้าปาก ขาดอากาศหายใจ แต่วัย 8-9 ขวบจะพบเด็กหญิงจมน้ำใกล้เคียงกับเด็กชาย แต่เมื่ออายุ 12 ปีขึ้นไป สถิติก็จะกลับมาอยู่ที่เด็กชายมากกว่าเด็กหญิง สถิติการเสียชีวิตจะลดลงตามสัดส่วนเมื่อเข้าสู่วัยเด็กเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 พ่อแม่หยุดอยู่บ้านมีเวลามากขึ้นในการดูแลลูก ทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน จึงไม่น่าเป็นห่วงว่าเด็กจะไม่ปลอดภัย แต่น่าเป็นห่วงก็คือปัญหาเด็กซ้อนมอเตอร์ไซค์แล้วไม่สวมหมวกกันน็อก เมื่อประสบอุบัติเหตุจะไม่ปลอดภัยทั้งๆ ที่มี กม.บังคับใช้อยู่แล้ว แต่เกิดจากความหละหลวมไม่ปฏิบัติตามข้อ กม. หรือปัญหาเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ทั้งๆ ที่ กม.ห้าม แต่เนื่องจากอยู่ต่างจังหวัด มีความจำเป็นที่พ่อแม่ยินยอมให้เด็กขับขี่มอเตอร์ไซค์ ซึ่งราคาพอซื้อหาได้ไป รร.เอง แม้จะรู้ว่าผิด กม.และยังไม่สวมหมวกกันน็อกอีก ปัญหาเด็กซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์อย่างที่เรียกว่าซ้อน 3 ซ้อน 4 เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน เด็กวัย 10-15 ปีเสียชีวิตจากการขี่มอเตอร์ไซค์ตายเป็นอันดับ 1&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศูนย์วิจัยฯ ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 10 ต.ค.2545 ขณะที่ตั้งศูนย์นั้นเราได้ศึกษาเรื่องการตายของเด็กว่า เด็กในยุคปัจจุบันหมายถึงปี 2545 มีสาเหตุใดเป็นสัญญาณที่สำคัญทำให้เด็กเสียชีวิต เพราะว่าต้องการรู้เรื่องเกี่ยวกับสุขภาพของเด็กว่าเราควรจะทำเรื่องอะไรก่อนหลังบ้าง จึงกำหนดรูปแบบนโยบายการทำงานด้วยการแบ่งงานออกเป็นกลุ่มที่ 1 ทำเรื่องการเฝ้าระวัง การติดตามข้อมูลการตาย การบาดเจ็บของเด็ก วิเคราะห์องค์ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นการรวบรวมจากต่างประเทศหรือการทำวิจัยเพิ่มเติม เพื่อให้ได้ข้อมูลใหม่ของบ้านเรา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลุ่มที่ 2 ทำเรื่องการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน เมื่อมีความรู้การเฝ้าระวังก็ไม่เพียงพอ เราต้องเอาความรู้นั้นไปทำ Empower เพื่อสร้างเสริมให้ชุมชนเข้มแข็ง อุปสรรค เนื่องจากความปลอดภัยของเด็กก็อาจจะเป็นเรื่องกว้าง ถ้าจับประเด็นเรื่องการตายก็จะเห็นตัวหลักๆ อยู่ 2-3 ตัว 1.เด็กจมน้ำ 2.ปัญหาจราจร 3.การตายในบ้านของเด็กเล็ก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะฉะนั้นอุปสรรคคือเรื่องความปลอดภัยในเด็ก มีบ่อยๆ ที่มีความแตกต่างกันมาก อาจจะไม่ใช่เหมือนเรื่องเดี่ยวเรื่องเดียว แต่มันเป็นหลายเรื่องรวมกัน อุปสรรคสำคัญก็คือว่าเครือข่ายกว้างมาก กำลังคน เวลา งบประมาณต่างๆ ที่จะผลักดันเรื่องความปลอดภัย พละกำลังคนที่ต้องมีมากพอสมควรนั้นอาจจะเป็นอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากเรามีคนที่จำกัด มีบรรยากาศที่จำกัด การมีเป้าหมายในอนาคตสำคัญก็คือศูนย์วิจัยฯ เพื่อการลดอัตราการตายจริงๆ เรามีเป้าหมายอยู่ที่ปี 2559 ประมาณ 15 ปีในการทำงานของเรา ลดอัตราการตายครึ่งหนึ่ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยนโยบายโลกที่เหมาะสมสำหรับเด็ก หรือ World Fit For Children ของประเทศไทยใกล้เคียงกับการประเมินตัวเลขเมื่อ 11 ปีก่อน ขณะนี้เหลืออีก 4 ปี ศูนย์วิจัยฯ คาดหวังว่าจะมีความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรง รวมทั้งผู้ผลิตภาคเศรษฐกิจที่เน้นความสำคัญของเรื่องความปลอดภัยในเด็ก ด้วยความหวังว่าทุกคนจะมองเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประชาสัมพันธ์ (ชำนาญการ) งานสื่อสารองค์กร กองบริหารงานทั่วไป สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และประชาสัมพันธ์ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) : ภาพ.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผอ.สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รศ.พญ.นิตยา คชภักดี ผอ.สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวคนแรก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รศ.ดร.สายฤดี วรกิจโภคาทร ผอ.สถาบันแห่งชาติฯ คนที่ 2 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผอ.สถาบันแห่งชาติฯ คนที่ 3 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผอ.สถาบันแห่งชาติฯ คนที่ 4 (8 เม.ย.61-ปัจจุบัน) &lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:center&quot;&gt;&amp;ldquo;จากข้อมูลของหนึ่งชีวิต สู่การป้องกันอีกหลายชีวิต&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการการพัฒนาระบบเฝ้าระวังและพิเคราะห์เหตุการณ์ตายในเด็กและเยาวชนในจังหวัดนครปฐม โดยใช้กระบวนการ CDD และ Swiss cheese model โดยทีมงาน CDD ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ร่วมกับสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว จังหวัดนครปฐม สนับสนุนโดยศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 16 มี.ค.63&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;จากข้อมูลของหนึ่งชีวิต สู่การป้องกันอีกหลายชีวิต&amp;rdquo; เพื่อพัฒนาระบบข้อมูลการเฝ้าระวังและกระบวนการพิเคราะห์เหตุการณ์ตายในเด็กและเยาวชนจากอุบัติเหตุทางถนนและอื่นๆ เพื่อค้นหาจุดอ่อนของพฤติกรรมเด็ก ระบบการคุ้มครองดูแลสิ่งแวดล้อมและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ตาย รวมทั้งการปฏิบัติจริงที่เป็นอยู่ของหน่วยงานที่มีส่วนรับผิดชอบ เพื่อเชื่อมโยงและขับเคลื่อนให้หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแก้ไขจุดอ่อนด้านสิ่งแวดล้อมและด้านระบบการคุ้มครองดูแล ให้มีการสื่อสารและประสานงานร่วมกันในการดำเนินการแก้ไขจุดอ่อนนั้นให้รวดเร็ว ทันการณ์ เพื่อขับเคลื่อน กม.แนวนโยบายของผู้บริหารท้องถิ่นและส่วนกลาง ให้มีความปลอดภัยในเด็กมากขึ้น เพื่อสื่อสารสาเหตุการตายและแนวทางป้องกันสู่สาธารณะ ให้ประชาชนในชุมชนมีความตระหนักในความเสี่ยง รู้เข้าใจและปฏิบัติตามแนวทางป้องกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;กลุ่มเป้าหมายในการเก็บข้อมูลคือเด็กและเยาวชนอายุ 0-18 ปี ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนและอื่นๆ ในพื้นที่จังหวัดนครปฐม กลุ่มเป้าหมายที่เข้ารับการอบรม ประกอบด้วยฝ่ายพัฒนาสังคม ฝ่ายโยธา ฝ่ายความปลอดภัยขององค์กรท้องถิ่น เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลตำบลและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) โดยให้ร่วมกันเก็บข้อมูลในระดับตำบล และจัดการประชุมในระดับตำบล โดยมีศูนย์วิจัยความปลอดภัยในเด็กฯ ขนส่งจังหวัด พัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์จังหวัด ศึกษาจังหวัด เขตการศึกษา กรรมการคุ้มครองเด็กจังหวัด บ้านพักเด็กจังหวัด ร่วมเป็นกรรมการระดับจังหวัด ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยความปลอดภัยในเด็กฯ และสถาบันแห่งขาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว จะเป็นผู้กำกับดูแลการทำงานและการใช้เครื่องมือเก็บข้อมูล &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระยะเวลาและพื้นที่ดำเนินงาน 1 ก.ย.62-30 เม.ย.63 (8 เดือน) ตามเขตการปกครองแบ่งเป็น 7 อำเภอ อ.เมืองนครปฐม อ.กำแพงแสน อ.นครชัยศรี อ.ดอนตูม อ.บางเลน อ.สามพราน อ.พุทธมณฑล ผลการดำเนินงาน กิจกรรมที่ 1 การจัดอบรมหลักสูตรพิเคราะห์เหตุการณ์ตายในเด็กและเยาวชน (CDD) และ Swiss cheese model แก่เจ้าหน้าที่ทะเบียนบันทึกข้อมูลการตายและเจ้าหน้าที่จัดอบรมการดำเนินงานพิเคราะห์เหตุการณ์ตายในเด็ก เมื่อวันที่ 29 ม.ค.2563 ณ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ผู้เข้าร่วมอบรม 49 คน จากเทศบาลตำบล องค์การบริหารส่วนตำบลใน จ.นครปฐม และอื่นๆ เช่น ปภ.พมจ. ฝึกปฏิบัติกระบวนการ CDD และทฤษฎีเนยแข็ง เผยแพร่เครื่องมือ CDD และทฤษฎีเนยแข็งให้กับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วทั้งจังหวัดนครปฐม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กิจกรรมที่ 2 การเก็บข้อมูลการตายของเด็กและเยาวชน (แรกเกิดถึง 18 ปี) จากอุบัติเหตุทางถนนและอื่นๆ ผลที่ได้ลงพื้นที่เก็บเคส 12 ราย เคสจราจร 9 ราย (รถมอเตอร์ไซค์ รถสองแถว รถจักรยาน) เคสอื่นๆ จมน้ำ 2 ราย ศีรษะกระแทกขอบปูนใน รร.1 ราย กำลังดำเนินการกับ 10 ราย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; น้องใบหม่อน นักเรียนชั้น ม.4 วิทยาลัยนาฏศิลป์ได้เดินข้ามถนนบนทางม้าลายถนนงิ้วราย นครชัยศรี-ศาลายาหน้าวิทยาลัยนาฏศิลป์ ในขณะที่มีสัญญาณไฟเขียวเพื่อให้คนเดินข้ามถนนและมีสัญญาณไฟแดงเพื่อให้รถหยุด มีรถเก๋งจอดเพื่อให้น้องใบหม่อนและกลุ่มนักเรียนได้เดินข้ามทางม้าลาย ใบหม่อนจึงรีบเดินเพื่อให้ทันรถสาย 84ก แต่แล้วในทันใดนั้นก็มีรถจักรยานยนต์ฝ่าสัญญาณไฟแดงแล้วพุ่งเข้ามาชนน้องใบหม่อนอย่างจัง จนน้องกระเด็นไปไกลถึง 20 เมตร น้องหมดสติทันที ในขณะที่มอเตอร์ไซค์คันก่อเหตุไม่ล้มโดยคนชนไม่ได้หนี และยังได้นำส่ง รพ.นครปฐมเพื่อเข้ารับการรักษาสุดท้ายน้องใบหม่อนในสิ้นใจในวันที่ 8 ก.พ.62 หลังจากนอนรักษาตัวอยู่ที่ รพ.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นจึงได้มีการวิเคราะห์เคส อิทธิพลองค์กร การจัดทำสีพื้นถนนบริเวณทางม้าลายและใส่หมายเลข 30 กม. การสร้างสะพานลอย 3 สะพานหน้าวิทยาลัยนาฏศิลป์ รร.นาฏศิลป์ และที่สถาบันทหารเรือ ซึ่งมีนักเรียนและบุคลากรมาใช้บริการจำนวนหลายพันคน การติดตั้งไฟแดงแจ้งสัญญาณน่าจะใกล้เกินไป และพบว่ารถยนต์จะจอดและรถจักรยานยนต์ไม่ยอมจอด และบริเวณนั้นไม่มีทางข้ามถนนอื่นหรือทางม้าลายทำให้ต้องข้ามในจุดที่เกิดเหตุ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หน้าวิทยาลัยนาฏศิลป์มีสัญญาณคนข้ามถนน แต่ไม่มีรถหยุดให้ข้าม และพุ่งผ่านไปด้วยความเร็ว สอบถามถึงสาเหตุที่ไม่ยอมจอดเมื่อมีสัญญาณไฟ พบว่าหลายคนสับสนและมองไม่เห็นสัญญาณไฟแดง มีการกระทำที่ไม่ปลอดภัยจากการขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) : ภาพ. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67918</URL_LINK>
                <HASHTAG>ม.มหิดล, รศ.ดร.สายฤดี วรกิจโภคาทร, รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี, รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์, รศ.พญ.นิตยา คชภักดี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200605/image_big_5eda21c12d884.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67296</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เข้าใจเข้าถึงความเจ็บปวด &quot;เด็ก...ในโลกยุคผันผวน&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันปัญหาความเจ็บปวดทางใจในเด็กและเยาวชนเพิ่มมากขึ้น และทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยที่พ่อแม่ผู้ปกครองอาจจะนึกไม่ถึง หรือไม่มีเวลาที่จะทันสังเกต ทั้งที่ &amp;quot;เจ็บในใจ&amp;quot; นี้ เมื่อเด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ก็จะบานปลายหรือสะสมกลายเป็นโรคภัยไข้เจ็บได้ อาทิ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อีกทั้งเสี่ยงต่อโรคติดเชื้ออย่างโรคโควิด-19 ก่อนวัยอันควรอีกด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในงานประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 6 ปี 2563 &amp;ldquo;Childhood Trauma in Disruptive World : early intervention, the sooner the better ความเจ็บปวดของเด็กในโลกผันผวน : รู้จักเข้าใจความเจ็บปวดของเด็กในโลกยุคผันผวน และเรียนรู้วิธีการเยียวยาและป้องกัน&amp;rdquo; ที่จัดขึ้นโดยมหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ม.มหิดล มาให้มุมมองและวิธีการแก้ไขป้องกันปัญหาบาดแผลทางใจในเด็กและเยาวชนตั้งแต่อายุแรกเกิดจนถึงอายุ 8 ขวบไว้น่าสนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.อดิศักดิ์ อธิบายว่า &amp;ldquo;เนื่องจากสังคมในปัจจุบันนั้นเป็นระบบทุนนิยม จึงทำให้สังคมมีการแข่งขันสูง ประกอบกับระบบของครอบครัวในปัจจุบันเริ่มอ่อนแอลง เห็นได้ชัดเจนว่าปัญหาการหย่าร้างของผู้ปกครองนั้นสูงขึ้น นั่นจึงส่งผลเสียต่อเด็กมากขึ้น เนื่องจากพ่อแม่ที่แยกทางกันจะปล่อยให้ลูกอยู่กับปู่ย่าตายาย อีกทั้งเมื่อตรวจสอบย้อนกลับไป จะพบว่าผู้ปกครองนั้นมีประวัติก่ออาชญากรรม ติดยา ถูกทำร้ายจากผู้ปกครองในอดีต นั่นจึงทำให้มีสุขภาพที่ไม่สมบรูณ์ หรือแม้แต่การที่พ่อแม่ท้องก่อนวัยอันควร กระทั่งทำให้เกิดความเครียดและความรู้สึกกดดันในการใช้ชีวิต และทำร้ายบุตรหลานในลักษณะเดียวกัน ซึ่งมีทั้งการทำร้ายร่างกายเด็ก ดุด่า ทอดทิ้งเด็กให้อยู่กับปู่ย่าตายาย ล่วงละเมิดทางเพศเด็ก หรือแม้แต่การที่พ่อแม่ละเลยเรื่องของโภชนาการ ทำให้เด็กขาดสารอาหาร ที่ไปกระตุ้นการพัฒนาหรือการเจริญเติบโตของสมอง ทำให้สมองทำงานได้ลดน้อยลง หรือแม้แต่การที่เด็กเล็กเห็นพ่อแม่ติดยาและเสพยาเสพติด กระทั่งพ่อแม่ที่ตีกันทำร้ายร่างกายกัน ก็จะทำให้หัวใจของเด็กเต้นเร็ว และทำให้ระบบโลหิตไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ในร่างกายได้ไม่ดี และเมื่อเขาโตขึ้นมาเป็นวัยกลางคน ก็จะทำให้เป็นโรคไม่ติดต่อ หรือโรค NCDs (โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน ฯลฯ) ซึ่งเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเร็วกว่าวัยอันควรนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากที่มีการศึกษาเกี่ยวกับการเฝ้าระวังเรื่องประสบการณ์เลวร้ายในเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 8 ขวบเกิน 4 ข้อ จะส่งผลกระทบต่อเด็กในกลุ่มดังกล่าว ตั้งแต่ 1.พัฒนาการในเด็กเกิดความล่าช้ากว่าเด็กในวัยเดียวกัน 2.เมื่อเด็กเข้าสู่วัยเรียนก็จะทำให้เรียนได้ไม่ดี 3.เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น จะมีพฤติกรรมเบี่ยงเบน หรือมีอาการซึมเศร้า นำไปสู่การฆ่าตัวตายหรือติดยาเสพติด กระทั่งปัญหาการท้องก่อนวัยอันควร เป็นต้น อีกทั้งเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่นั้น ก็จะทำให้การทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ไม่ดี หรือเกิดความไม่สร้างสรรค์ในที่ทำงาน หรือแม้แต่ละทิ้งการทำงานไปโดยไม่มีความรับผิดชอบ 4.จากภาวะบาดแผลทางใจในเด็ก โดยการถูกกระทำจากพ่อแม่ผู้ปกครองนั้น จะทำให้เด็กกลุ่มนี้เสี่ยงต่อการเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่นโรคหัวใจได้ ในกลุ่มของเด็กที่เห็นพ่อแม่ทำร้ายร่างกายกันและกัน หรือการที่เด็กเห็นพ่อแม่เสพยาเสพติด เป็นต้น&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.อดิศักดิ์ บอกอีกว่า อันที่จริงแล้วปัญหาบาดแผลทางใจที่เด็กได้รับจากการถูกกระทำโดยคนในครอบครัว มีสาเหตุมาจากจุดวิกฤติทางสังคม 4 เรื่องหลักๆ คือ 1.เศรษฐกิจในโลกยุคผันผวน หรือเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน เรื่องการทำมาหากินของผู้ปกครองยุคใหม่ ทำให้เกิดความเครียดและการขาดแคลน ที่ก่อให้ผู้ปกครองยุคใหม่เกิดความเครียดสูง 2.ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น โรคระบาด หรือปัญหาโลกร้อน 3.เทคโนโลยี หรือสื่อโซเชียล ที่ถือว่าเป็นธุรกิจที่สร้างกำไรอย่างมหาศาลให้ผู้ผลิต โดยไม่มีการถดถอย หรือถอยหลัง เนื่องจากเทคโนโลยีสร้างความบันเทิงให้กับผู้ใหญ่ อีกทั้งอินเทอร์เน็ตได้ทำร้ายเด็กและเยาวชนโดยไม่มีการแก้ไข หรือการปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละช่วงวัย 4.ปัญหาสิ่งแวดล้อม อาทิ โลกร้อนจากรถยนต์และโรงงานอุตสาหกรรม ตลอดจนโรงงานผลิตยาฆ่าแมลง เป็นต้น และทั้งหมดที่กล่าวมานั้นถือเป็นสภาพสังคมที่เกิดความผันผวนหรือเปลี่ยนแปลงในบ้านเรา ที่ส่งผลต่อผู้ปกครอง และต่อเนื่องมายังเด็กและเยาวชนในยุคนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทั้งนี้ วิธีสังเกตเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 8 ขวบที่ได้รับบาดแผลทางใจซึ่งควรจะได้รับการแก้ไขนั้น มีวิธีสังเกตดังนี้ 1.มีพฤติกรรมไม่เหมือนเด็กทั่วไป หรือมีภาวะซึมเศร้าอย่างเห็นได้ชัด 2.ก้าวร้าว 3.ทำสิ่งต่างๆ ไม่ประสบความสำเร็จตามวัยของเด็ก 4.เด็กควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ 5.การเรียนรู้ถดถอยหรือถอยหลัง ล่าช้า 6.เข้ากลุ่มกับผู้อื่นไม่ได้ และชอบแยกตัวเอง เป็นต้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนแนวทางในการแก้ไขภาวะบาดแผลทางใจของเด็กนั้น ต้องเริ่มจาก 1.การประเมินตัวเองของผู้ปกครองว่ายังสามารถดูแลบุตรหลานได้หรือไม่ หรือถ้าหากยังสามารถดูแลเด็กได้ ก็ให้พูดคุยและปรับพฤติกรรมการเลี้ยงดูบุตรหลานของตัวเองให้เป็นไปในเชิงบวก เพื่อให้เกิดผลดีกับสุขภาพกายและสุขภาพจิตในเด็ก เช่น การให้เวลากับลูกหลานด้วยการเล่นกับเด็ก เพื่อสร้างความอบอุ่นและใกล้ชิดกัน อีกทั้งยังทำให้เด็กเล็กไม่รู้สึกว่าเขาถูกทอดทิ้งทางอารมณ์ ทั้งนี้ อาจมีทีม อสม.ในการเยี่ยมบ้าน เพื่อช่วยปรับพฤติกรรม ให้พ่อแม่เล่นกับลูกให้มากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.หากประเมินแล้วว่าผู้ปกครองไม่สามารถดูแลลูกได้ หรือผลการประเมินแล้วต่ำกว่าเกณฑ์ หรือเด็กไม่ปลอดภัยเมื่อต้องอยู่กับครอบครัว ตรงนี้สังคมภายนอกต้องรีบเข้าไปแทรกแซง หรือช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยอาศัยความเป็นชุมชนที่เข้มแข็งคอยช่วยกันสอดส่องดูแล เช่น การใช้กลุ่ม อสม.หรือกลุ่มอาสาพัฒนาชุมชน ตลอดจนครูในศูนย์เด็กเล็กในชุมชน ทำการเยี่ยมบ้านเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจผู้ปกครองในการเลี้ยงดูลูกเล็ก หรือเด็กช่วงประถมวัยตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 8 ขวบอย่างถูกต้อง 3.หากกลุ่มอาสาสมัครในชุมชนลงพื้นที่ให้ความรู้กับผู้ปกครองแล้วยังไม่ประสบความสำเร็จนั้น ก็จำเป็นต้องแยกเด็กออกจากผู้ปกครอง โดยทางสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวของเราก็มีสายฮอตไลน์ของบ้านพักเด็กและครอบครัวอยู่ ในการช่วยดูแลเด็กกลุ่มนี้ หรือช่วยประสานงาน เพื่อนำเด็กได้ที่ได้ผลกระทบจากการครอบครัวไปยังบ้านพักเด็กและครอบครัว หรือแม้แต่การที่ชุมชนซึ่งบางพื้นที่มีบ้านพักเด็กในชุมชนอยู่ ผู้นำชุมชน หรือทีม อสม. ก็ต้องแยกตัวเด็กที่ได้รับบาดแผลทางใจออกมาดูแลเบื้องต้น เพราะอย่าลืมว่าอันที่จริงเรามีหน่วยงานที่สามารถช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ได้ เช่น บ้านพักเด็กและครอบครัว บ้านสงเคราะห์เด็ก บ้านคุ้มครองเด็ก ในการช่วยเหลือเด็กกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากผู้ปกครองที่ไม่พร้อมดูแลบุตร เนื่องจากพ่อแม่ประสบปัญหาที่บีบคั้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;รศ.นพ.อดิศักดิ์ บอกอีกว่า ที่ผ่านมาทางสถาบันเด็กฯ ของเราก็ได้มีบูรณาการชุมชน โดยการจัดทำเครื่องมือเพื่อตรวจวัดวิกฤติในครอบครัว ตั้งแต่เรื่องความยากจน การเลี้ยงดูบุตรหลานช่วงประถมวัยที่ไม่เหมาะสม โดยการลงพื้นไปสำรวจ อีกทั้งเราได้ทำงานร่วมกับชุมชนในอีก 4 จังหวัด สำหรับครอบครัวที่เลี้ยงดูเด็กแบบมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ หรือเด็กที่ถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจ โดยการจัดตั้งทีมอาสาสมัครเพื่อลงไปประเมินและกระตุ้นการพัฒนา อีกทั้งนำมาสู่การเรียนรู้ของครอบครัว โดยเฉพาะครอบครัวที่เด็กอยู่กับปู่ย่าตายายเนื่องจากผู้ปกครองติดคุก เป็นต้น เพื่อให้มีความรู้ในการดูแลเด็กประถมวัยอย่างถูกต้อง และทางสถาบันเด็กฯ ก็ได้นำเด็กในกลุ่มดังกล่าวจำนวน 30 คนมาเรียนรู้ผ่านฐานกิจกรรม สร้างพัฒนาการที่เราได้จัดทำขึ้น โดยมีทีมของผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะในการกระตุ้นพฤติกรรมเด็กมาเป็นผู้ให้ความรู้ กระทั่งที่สถาบันของเรารับตัวเด็กจากบ้านพักเด็กฉุกเฉินต่างๆ ช่วงอายุ 1 ขวบครึ่งจนถึง 6 ขวบ เนื่องจากเด็กกลุ่มนี้จะมีภาวะช็อกจากการถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจ มาร่วมกิจกรรมพัฒนาทักษะพฤติกรรมที่เราได้จัดเตรียมไว้ แม้ว่าภายในบ้านพักเด็กจะมีกิจกรรมต่างๆ เพื่อเด็กได้ทำ แต่อย่าลืมว่ากิจกรรมที่ทำให้เด็กรู้สึกว่าเขาปลอดภัยเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และจากที่จัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้น พบว่าเด็กกลุ่มนี้เริ่มที่จะพูดคุย ร้องเพลง และกล้าพูดคุยกับผู้อื่นได้มากขึ้น แม้ว่าจะมาร่วมกิจกรรมพัฒนาทักษะ กระตุ้นพฤติกรรม (การเข้าสังคม และการสื่อสารกับผู้อื่น พัฒนาการด้านต่างๆ ทั่วไป สุขภาพ และการควบคุมตัวเอง) ได้ไม่เกิน 7 วันก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว บอกอีกว่า &amp;ldquo;ในอนาคตแนวโน้มของเด็กที่มีบาดแผลทางใจนั้น มีแนวโน้มพบได้มากขึ้น เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันค่อนข้างแข่งขัน เร่งรีบ อีกทั้งสังคมค่อนข้างมีความเหลื่อมล้ำกันสูงระหว่างคนรวยคนจน อีกทั้งครอบครัวยุคใหม่หย่าร้างกันค่อนข้างสูง พ่อแม่ไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยตัวเอง กระทั่งเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตที่ทำร้ายเด็ก โดยไม่มีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับช่วงวัย อีกทั้งสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ ต่างก็กระตุ้นให้เด็กได้รับการเลี้ยงดูที่เป็นลบ และส่งผลต่อสุขภาพจิตใจในช่วงประถมวัย อีกทั้งเมื่อย้อนกลับไปดูก็พบว่าผู้ปกครองก็มีประวัติได้รับความรุนแรง อีกทั้งได้รับการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม และนำมาสู่การเลี้ยงดูบุตรที่เป็นลบเช่นเดียวกัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทั้งนี้ สิ่งที่จะแก้ไขภาวะบาดเจ็บทางใจหรือแผลทางใจให้กับเด็กแรกเกิดกระทั่งอายุ 6 ขวบนั้นคือ &amp;ldquo;ความสัมพันธ์ที่ดีกับบุตรหลาน&amp;rdquo; โดยใช้วิธีการเล่นกับเด็ก ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ผู้ปกครองสร้างได้ หากว่าพ่อแม่สามารถพูดคุยหยอกล้อกับคนอื่นได้ หรือพูดตลกเพื่อให้คนอื่นหัวเราะได้ คุณก็สามารถที่จะเล่นกับลูกได้ เพื่อสร้างความรักความผูกพัน และเด็กจะรับรู้ได้โดยที่ผู้ปกครองไม่จำเป็นไปตีกรอบให้กับบุตรหลานรู้สึกว่าพ่อแม่รักเขา หรือแม้แต่การกอดลูก ก็สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีได้อย่างง่ายๆ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ลดปัญหาสุขภาพจิตดังกล่าวในเด็กได้เช่นกัน&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากพ่อแม่แล้ว ปู่ย่าตายายก็สามารถกระชับความอบอุ่นให้กับลูกหลานด้วยวิธีดังกล่าวได้เช่นกัน เพราะนั่นไม่เพียงลดช่องว่างระหว่างวัย แต่การเล่น การกอดหอมเด็กเล็ก ถือเป็นวิธีสร้างความรักความผูกพันที่ถือว่าเป็นยาที่สร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้เด็กเล็กได้ดีที่สุด. &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;text-align:center&quot;&gt;วิธีเล่นกับลูกที่พ่อแม่สามารถฝึกได้!!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.อ่านนิทานให้ลูกฟัง โดยที่พ่อแม่ไม่ต้องไปคาดคั้น แต่ควรตั้งคำถามเพื่อให้เด็กเรียนรู้การตอบคำถาม และสุดท้ายก็จะนำมาซึ่งการทำตาม ทั้งนี้ ผู้ปกครองสามารถที่จะเปลี่ยนมาเป็นการอ่านหนังสือการ์ตูนให้ลูกฟัง และตั้งคำถามเพื่อให้ลูกตอบก็ได้เช่นกัน นั่นจึงถือว่าเป็นการใช้เวลาว่างด้วยกัน ทำให้เด็กไม่ถูกทอดทิ้งทางอารมณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ประดิษฐ์ของเล่นจากกระดาษ สำหรับครอบครัวที่ฐานะยากจน เพราะการที่ผู้ปกครองสอนเด็กทำของเล่น นั่นแปลว่าคุณจะต้องเล่นกับลูกเป็นอย่างแน่นอน หรือหากเล่นไม่เป็นก็สามารถฝึกได้ รวมถึงปู่ย่าตายายที่เลี้ยงลูกหลาน ก็สามารถชวนหลานทำของเล่นสมัยวัยเยาว์ได้เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.เลี้ยงดูลูกหลานด้วยความเข้าใจ โดยการกอด การปลอบ การให้กำลังใจ มากกว่าดุด่าหรือทำร้ายร่างกายเด็ก อีกทั้งเวลาที่เด็กเล็กทำสิ่งต่างๆ ไม่ได้ ก็ต้องไม่คาดคั้นหรือตีเด็ก เพราะทุกอย่างต้องใช้วิธีการสอนแบบค่อยเป็นค่อยไป หรือทำเป็นตัวอย่างให้เด็กเห็น สุดท้ายเด็กจะซึมซับในสิ่งที่ผู้ใหญ่สอน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67296</URL_LINK>
                <HASHTAG>รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200529/image_big_5ed0f57c5f609.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43109</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;สนามเด็กเล่นได้เล่นดี&quot; ปลอดภัยไว้ก่อน..สำคัญ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สนามเด็กเล่นปลอดภัย&amp;rdquo; ถือเป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้และการออกกำลังกาย อีกทั้งช่วยส่งเสริมกล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ของเด็กให้แข็งแรง ทว่าปัจจุบันนั้น สนามเด็กเล่นถือว่าเป็นสถานที่สุดอันตราย เนื่องจากมีเด็กบาดเจ็บเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งจากการสำรวจพบว่าสูงถึงปีละ 3 หมื่นราย ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่เพียงส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเด็ก แต่ยังกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนหันมาให้ความใส่ใจในการติดตั้งสนามเด็กเล่นปลอดภัย &amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สนามเด็กเล่นที่ปลอดภัย หน้าตาเยี่ยงไร? คือสิ่งที่ทุกคนที่ห่วงใยเด็กๆ อยากเห็น!!&amp;rdquo; รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในโอกาสเปิดตัวและส่งมอบสนามเด็กเล่นปลอดภัยให้กับโรงเรียนวัดสุวรรณาราม ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ภายใต้สโลแกน &amp;ldquo;สนามเด็กเล่นได้เล่นดี ต้นแบบสนามเด็กเล่น&amp;rdquo; มาสะท้อนถึงปัญหาสำคัญที่ทำให้น้องหนูๆ วัยเรียนได้รับอันตรายจากสนามเด็กเล่นที่ไม่ปลอดภัย 2 ประการ คือ &amp;ldquo;อุปกรณ์เครื่องเล่นติดตั้งไม่ได้มาตรฐาน&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ขาดการบำรุงรักษา&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ บอกว่า สนามเด็กเล่นเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับเด็กมาก ในต่างประเทศมีทุกริมถนน แต่ว่าในบ้านเรานั้นมีแต่ก็ไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัย เกือบจะทุกที่คิดเป็นร้อยละ 90 ที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะการไม่ได้ยึดติดฐานรากของสนามเด็กเล่น จึงนำมาซึ่งอุบัติเหตุเครื่องเล่นล้มทับเด็กเล็ก ซึ่งเป็นเหตุการตายอันดับหนึ่งสำหรับเครื่องเล่นในบ้านเรา ซึ่งในต่างประเทศเขาไม่มีเหตุการณ์อันตรายในลักษณะอย่างนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ดังนั้นข้อที่ 1.สำหรับการสร้างสนามเด็กเล่นที่ดีคือ &amp;ldquo;การยึดติดฐานราก&amp;rdquo; 2.การตายของเด็กนั้นคือการตกจากที่สูง คือศีรษะกระแทกกับพื้นที่มีความแข็ง ประกอบกับบางครั้งเครื่องเล่นถูกออกแบบมาสูงจนเกินไป ในต่างประเทศมีมาตรฐานบังคับว่า ของเล่นนั้นจะต้องมีความสูงไม่เกิน 180 เซนติเมตร และพื้นต้องดูดซับพลังงานเพื่อป้องกันเด็กหกล้ม เช่น ถ้าเป็นทรายต้องใช้ในปริมาณ 30% ของความลึก แต่ถ้าใช้พื้นยางสังเคราะห์จะต้องคำนวณตามวัสดุที่ใช้ ว่าจะต้องใช้ความหนาเท่าไหร่ เพื่อลดความกระแทก ที่สำคัญบริเวณสนามเด็กเล่นปลอดภัยควรจะมีต้นไม้ที่ไม่สูงมาก อีกทั้งควรมีตัดกิ่งใบเพื่อให้เด็กได้ปีนป่าย ที่สำคัญร่มใบของต้นไม้นั้นจะช่วยลดอุณหภูมิความร้อน และทำให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก ตรงนี้ก็จะยิ่งเพิ่มการเล่นในสนามเด็กเล่นของเด็กให้ยาวนานขึ้น หรือแม้แต่การทำรั้วล้อมรอบสนามเด็กเล่น ตรงนี้จะช่วยป้องกันเด็กเดินสะดุดขอบสนามเด็กเล่น เนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์จะไม่เดินเข้าไปชนวัตถุที่ก่อให้เกิดอันตราย ตรงกันข้าม เด็กจะระมัดระวังในการเดินไปสู่สนามเด็กเล่น เรื่องอื่นก็จะรองลงมา เช่น ช่องหรือรูของเครื่องเล่นที่จะไปรัดคอเด็ก หรือแม้แต่การออกแบบให้มีเชือกปีนป่าย ซึ่งจะสามารถทำให้พันคอเด็กได้ ก็เป็นสิ่งที่ต้องห้าม ส่วนการบาดเจ็บอื่นๆ เช่น กระดูกหัก และนิ้ว มือติด ปากถูกของเล่นทิ่มแทง อีกทั้งต้องคำนึงถึงการบาดเจ็บจากสารเคมีที่มองไม่เห็น สารตะกั่วที่อยู่ในสี มีผลต่อไอคิว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สนามเด็กเล่นนั้นเมื่อสร้างขึ้นมาแล้ว &amp;ldquo;การตรวจเช็กความปลอดภัย&amp;rdquo; ก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ฉะนั้นการที่มีการตรวจสอบ การซ่อมแซม และการหยุดห้ามการเล่นเมื่อมีการชำรุดเป็นสิ่งที่สำคัญ เด็กนั้นต้องเล่นอย่างฉลาด และต้องมีการเรียนรู้กฎระเบียบการเล่น ในส่วนของทางโรงเรียนวัดสุวรรณาราม ที่จัดให้มีกิจกรรมอบรมพี่เลี้ยง หรือนักเรียนชั้น ป.4-ป.6 ในการตรวจเช็กอุปกรณ์ในสนามเด็กเล่นปลอดภัยทุกเช้า และคอยเฝ้าดูการเล่นของเด็กเล็ก คอยเตือนน้อง เช่น การไม่นำเชือกไปผูกขึงไว้ที่เครื่องเล่น และปืนขึ้นไป ซึ่งนั่นจะทำให้เกิดอันตรายจากการตกจากที่สูง นอกจากนี้ เด็กๆ จะต้องไม่กระโดดจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง รวมถึงต้องเล่นให้ถูกต้องกับเครื่องเล่นแต่ละชนิด เช่น เครื่องเล่นที่ออกแบบให้เล่นด้านใน เด็กๆ ก็ต้องเข้าไปเล่นข้างใน โดยไม่ปืนป่ายข้างนอก เพื่อให้เด็กเล่นที่เข้ามาเล่นในสนามเด็กเล่นปลอดภัย เครื่องเล่นไม่ล้มทับ ตรงนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะจะทำให้เกิดการตรวจสอบในระยะยาว เพราะต้องทำทุกวัน ทำให้เกิดภาพการดูแลที่ชัดเจน เพราะถ้าให้ครูดูอย่างเดียว ครูอาจจำกัดเวลาในการเล่นเลย เช่น เปิดให้เล่นบางชั่วโมง ซึ่งนั่นจะไม่ใช่ฟรีเพลย์ แต่จะเป็นการเล่นที่กำหนด เช่น เล่นในชั่วโมงวิชาพลศึกษา ทำให้เสียโอกาสในการเล่น ดังนั้นเราก็อยากให้การเล่นของเด็กเป็นเรื่องที่อิสระ แต่ครอบคลุมความปลอดภัยได้ หรือในวันหยุดนั้น ในโรงเรียนที่ได้มีการสร้างสนามเด็กเล่นปลอดภัย ก็ควรมีแนวคิดในการเปิดพื้นที่โรงเรียนให้เป็นพื้นที่ของครอบครัวในวันหยุด เพื่อให้ใช้พื้นที่สาธารณะในโรงเรียน ตรงนี้เป็นนโยบายที่อยากฝากไปถึงโรงเรียนช่วยพิจาณาดูครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รศ.นพ.อดิศักดิ์ บอกอีกว่า ในส่วนของสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล หลังจากที่ส่งมอบสนามเด็กเล่นปลอดภัยให้กับทางโรงเรียนวัดสุวรรณารามแล้ว ทุก 3 เดือนก็จะส่งฝ่ายกายภาพของสถาบันเด็กฯ ทั้งชุดที่ร่วมก่อสร้างและติดตั้งสนามเด็กเล่นปลอดภัยร่วมกับโรงเรียนและชุมชน มาตรวจเช็กอุปกรณ์ของเล่น และรับรายงานการตรวจของนักเรียน ที่เป็นการตรวจแบบพินิจเป็นประจำทุกวัน เพื่อนำมาสู่การปรับปรุงแก้ไขเครื่องเล่นให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการยึดติดของนอต หรือสนิมที่เป็นสาเหตุสำคัญทำให้เครื่องเล่นชำรุด เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ประจวบ ผลิตผลการพิมพ์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน ประจวบ ผลิตผลการพิมพ์ ฝ่ายสื่อสารสาธารณะ ศูนย์วิจัยเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี กล่าวเสริมว่า &amp;ldquo;สำหรับอุปกรณ์ของเล่นที่นำมาติดตั้งในครั้งนี้ถือว่ามีความปลอดภัย ตรงตามมาตรฐานสนามเด็กเล่น ที่สำคัญเป็นเครื่องเล่นซึ่งผลิตจากเมืองหนานจิง ประเทศจีน ซึ่งเป็นเมืองที่ได้รับมาตรฐานในการผลิตของเครื่องเล่นที่เหมาะสำหรับเด็กๆ โดยเฉพาะ ดังนั้นทุกครั้งในการเล่นสนามเด็กเล่นของเด็ก นอกจากเครื่องเล่นมีความปลอดภัย และมีพี่ ป.4-ป.5 คอยดูแลน้องๆ แล้ว เด็กๆ ก็จำเป็นจะต้องเล่นอีกถูกวิธี เช่น ไม่ปืนขึ้นไปบนของเล่นและกระโดดลงมา เพราะเสี่ยงต่อการบาดเจ็บที่บริเวณศีรษะ และเวลาที่เล่นเครื่องเล่นก็ต้องไม่แขวนสร้อยพระ ตรงนี้พี่ๆ ป.4 ที่ได้รับการอบรมให้ดูแลน้องก็ต้องคอยตรวจสอบด้วยเช่นกัน&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พี่ป.4 ดูแลน้องๆวัยซน&amp;nbsp;เพื่อสนามเด็กเล่นปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(กานดา ขาพันธ์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้าวเม่า-กานดา ขาพันธ์ บอกว่า &amp;ldquo;เป็นเวรตรวจเช็กสนามเด็กเล่นวันอาทิตย์ช่วงเช้าค่ะ ส่วนหนึ่งก็ชอบสนามเด็กเล่นปลอดภัยนี้มาก ซึ่งนอกจากเครื่องเล่นที่ไม่เป็นอันตรายและไม่ล้มทับน้องๆ แล้ว ก็ชอบตรงพื้นทราย เวลาที่น้องๆ หกล้มจะไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรง แต่ข้อเสียพื้นทรายอาจจะมีเศษใบไม้ลงไปฝังทำให้สกปกปรกได้ง่ายค่ะ&amp;ldquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(พรชิตา อรอ่อน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บิว-พรชิตา อรอ่อน บอกว่า &amp;ldquo;บิวได้รับผิดชอบให้ตรวจสอบสนามเด็กเล่นวันศุกร์ค่ะ ชอบสนามเด็กเล่นปลอดภัยนี้ค่ะ ส่วนหนึ่งเครื่องเล่นก็มีสีสันสดใสน่าเล่น มีต้นไม้ให้น้องๆ ได้ปีนป่าย เวลานั่งเล่นก็ไม่ค่อยร้อนค่ะ บิวชอบทุกอย่างเลย มันแตกต่างจากสนามเด็กเล่นก่อนหน้านี้ค่ะ คือแต่ก่อนจะค่อนข้างมีสนิมเกาะที่ของเล่น หรือบางอย่างก็ชำรุด ทำให้เล่นไม่ค่อยสนุก แต่ตอนนี้ก็ดีหมดทุกอย่างค่ะ ที่สำคัญมีรั้วเปิด-ปิดเป็นเวลาค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ขวัญกมล กอสาลี)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แสตม-ขวัญกมล กอสาลี บอกว่า &amp;ldquo;รู้สึกดีมากค่ะที่โรงเรียนของเรามีสนามเด็กเล่นปลอดภัย ส่วนตัวหนูชอบทุกอย่างเลย โดยเฉพาะความแข็งแรงของสนามเด็กเล่น มีทรายนิ่มๆ ให้น้องๆ วิ่งเล่น ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนมาก ที่สีของเครื่องเล่นจะแตกติดมือเวลาที่ไปเล่น และเครื่องเล่นทุกชิ้นมีการยึดติดนอต ก็จะช่วยเซฟความปลอดภัยให้น้องๆ เพื่อไม่ให้ของเล่นล้มทับ โดยเฉพาะเวลาที่น้องนั่งแกว่งชิงช้าเล่น ส่วนหน้าที่รับผิดชอบของหนูก็คือ การตรวจเช็กสภาพของเครื่องเล่นให้ใช้งานได้เป็นปกติ และความสะอาดรอบๆ สนามเด็กเล่นค่ะ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43109</URL_LINK>
                <HASHTAG>กานดา ขาพันธ์, ขวัญกมล กอสาลี, ประจวบ ผลิตผลการพิมพ์, พรชิตา อรอ่อน, รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190809/image_big_5d4d5258ef2b8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25318</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/12/2018 19:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/12/2018 19:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมอเด็กชี้ก.ท่องเที่ยวฯดองร่าง กม.ห้ามเด็กต่ำกว่า 12 ปีชกมวยไม่ทัน ครม. - สนช.พิจารณา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28ธ.ค.61-รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงการจัดทำร่าง พ.ร.บ. กีฬามวย พ.ศ. ... ที่ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีชกมวย ว่า จากการตรวจสอบล่าสุดการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. ที่ผ่านมา ยังไม่ได้เสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณา ทั้งที่ร่างดังกล่าวร่างโดยคณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.ไปแล้ว เพียงแค่แทงกลับมาให้ ครม.ไปแสดงความเห็นเท่านั้น แต่ปรากฏว่าเรื่องกลับไปดองที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เล็กกว่า อย่างนี้หมายความว่าอย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าวว่าการที่ร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาของ สนช. ก็เท่ากับว่าเป็นการปิดตายร่างกฎหมายนี้ไปแล้วโดยกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เพราะไม่ทันต่อการพิจารณาของ สนช.เท่ากับเรื่องนี้จบแน่นอนแล้ว และคงไม่สามารถทำอะไรได้ ก็คงทำได้เพียงอาศัยกฎหมายฉบับเก่า คือ พ.ร.บ. กีฬามวย พ.ศ. 2542 ที่กำหนดเรื่องของนักมวยเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ที่จะต้องมีการลงทะเบียนนักมวยเด็ก การเซ็นสัญญาระหว่างผู้ปกครองและค่ายมวย และการจัดชกมวยเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ต้องขออนุญาตทุกครั้ง และต้องมีอุปกรณ์เสริมความปลอดภัย แม้ทางวิทยาศาสตร์บอกว่าไม่ได้ช่วยป้องกันมาก แต่กฎหมายกำหนดไว้ แต่ที่น่าห่วง คือ ที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีการปฏิบัติตามแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เคยบังคับใช้และปล่อยให้เกิดการกระทำผิดมาตลอด เช่ยกรณีนักมวยเด็กอายุ 13 ปีที่เสียชีวิตก็ชัดเจนว่า ไม่เคยมีการขออนุญาตจัดชกมวย และไม่มีอุปกรณ์เสริมความปลอดภัย ที่ห่วงที่สุดและเป็นสาเหตุการตาย คือ การชกโดยไม่มีช่วงเว้นว่างการพักที่เพียงพอ ซึ่งระเบียบที่กำหนดไว้ แม้แต่ของผู้ใหญ่ยังกำหนดช่วงพักไว้ที่ 21 วัน แต่นักมวยเด็กรายที่เสียชีวิตชกไป 170 ครั้งขั้นต่ำในเวลา 5 ปี ตั้งแต่อายุ 8-13 ปี เฉลี่ย 10 วันต่อครั้งซึ่งเราเคยศึกษานักมวยโดยการทำเอ็มอาร์ไอ 200-300 กว่าคน พบว่า แต่ละคนขึ้นชก ถ้ามีฝีมือดีพักไม่เกิน 2 สัปดาห์ก็ชกแล้ว &amp;nbsp;สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด ซึ่งเป็นจุดลงทะเบียนก็ไม่เคยตรวจสอบเลย นอกจากนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ก็ไม่เคยใช้ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาใช้ดูแลเลย ทั้งที่มาตรา 26(7) เขียนว่า ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ ห้ามนำเด็กไปเล่นกีฬาที่มีอันตรายและมีการใช้ผลประโยชน์กับเด็ก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเหล่านี้ต้องลงมาคุมเข้มเรื่องนี้มากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือการให้ความรู้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย เพราะค่ายมวยหลายค่ายก็เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว ไม่ได้จัดมวยเด็กขึ้นชก ทำแต่มวยผู้ใหญ่ แล้วซ้อมมวยเด็กอย่างถูกวิธี จัดเป็นงาน SME ให้คนมาเรียนเข้าค่าย นอนพัก จัดอาหารการกิน ฝึกมวยในเชิงกีฬา ซึ่งการทำธุรกิจเช่นนี้กลับได้ดีกว่า มีรายได้สูงกว่า มีคนต่างประเทศบินมาทั้งครอบครัวเพื่อมาเรียนหรือส่งเด็กมาเรียน โดยขอให้ทำค่ายมาตรฐานเหมือนกับค่ายพักแรม ทำให้หลายค่ายมวยก็ไม่มาเถียงด้วยแล้ว ว่ายังจะต้องชกมวยเด็ก เพราะเขาพัฒนาไปแล้ว ส่วนที่แชมป์มวยหลายคนมาบอกว่า เป็นแชมป์เพราะชกตั้งแต่เด็กถึงเก่ง ตรงนี้ก็ยอมรับ แต่ถามกลับว่า คนที่ไม่เก่ง คนที่แพ้ เขาก็ชกตั้งแต่ตอนเด็กหรือไม่ ซึ่งคนที่ชนะจนเป็นแชมป์ก็ต้องผ่านคนที่แพ้ ซึ่งก็เป็นเด็กเป็นพันหรือไม่ แล้วกระดูกมวยแข็งคืออะไร อย่างนักฟุตบอลอาชีพก็ไม่ได้เล่นตั้งแต่เด็ก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวว่า ความร่วมมือวิจัยเพื่อการพัฒนาเด็กในศตวรรษที่ 21 จะมีเรื่องมวยเด็กด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วไม่สนับสนุน เพราะหากไปดูต่างประเทศก็ไม่มีเรื่องของมวยเด็กเลย หรือหากเทียบอย่างกังฟู แม้แต่คนที่มีชื่อเสียงด้านกังฟูระดับโลกอย่างเจ็ท ลี &amp;nbsp;ก็เป็นการรำกังฟูมาตั้งแต่เด็ก เป็นศิลปะเพื่อการแสดง จึงมองว่า ต่อไปมวยเด็กของไทยควรเป็นเรื่องการส่งเสริมในทางศิลปะ รำมวย การชกเป้า การแข่งขันความแม่นยำ มากกว่าจะมาชกกันจนเกิดการบาดเจ็บเช่นทุกวันนี้ ซึ่งเป็นการปลูกฝังความรุนแรงตั้งแต่เด็กด้วย .
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25318</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์, ร่่างพ.ร.บ.มวยเด็ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181228/image_big_5c2619cf8a3dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12384</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2018 17:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สายรัดข้อมือเด็ก&#039; ตัวช่วยหรือแค่แฟชั่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ถือเป็นเครื่องมือเพื่อสุขภาพนำเข้าสำหรับเด็กบ้านเราตัวล่าสุด สำหรับ &amp;ldquo;ฟิตเนสแทรกเกอร์&amp;rdquo; ที่ใช้ได้ตั้งแต่อายุ 8 ปีขึ้นไป หรือใส่รัดข้อมือเพื่อติดตามการเคลื่อนไหวของร่างกาย ในชื่อ &amp;ldquo;ฟิตบิท เอซ (Fitbit Ace)&amp;rdquo; ที่มาพร้อมฟังก์ชันหลักครบครัน อาทิ การวัดก้าวเดิน ระยะเวลาที่ออกกำลัง หรือคุณภาพของการนอนในแต่ละวัน รวมไปถึงเหรียญรางวัล (Badge) หรือพิชิตภารกิจจากการแข่งขันในครอบครัว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีการโฆษณาว่าสายรัดข้อมือเพื่อสุขภาพสำหรับเด็กนี้สามารถปรับขนาดและใส่อาบน้ำได้ แบตเตอรี่ใช้งานได้นานสูงสุด 5 วัน พร้อมให้เด็กๆ ได้สนุกกับกิจกรรมกับผู้ปกครองที่สามารถตรวจเช็กและดูแลการทำกิจกรรมของน้องๆ หนูๆ ได้ ผ่านแอปพลิเคชันของ &amp;ldquo;ฟิตบิท เอซ&amp;rdquo; แต่สนนราคาไม่เบาเลยทีเดียว โดยอยู่ที่ประมาณ 3,490 บาท...ทำให้น่าสนใจว่า ของเล่นใหม่ที่ระบุว่ามีประโยชน์สารพัดนั้น จำเป็นเพื่อการพัฒนาหรือเป็นแค่แฟชั่นเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ให้มุมมองว่า อันที่จริงแล้วเด็กมีความจำเป็นมากที่ต้องออกกำลังกายเพื่อไม่ให้อยู่นิ่งๆ เพราะการขยับตัวนั้นจะทำให้เด็กแข็งแรงทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นระบบหัวใจ ระบบไหลเวียนโลหิต ตลอดจนการเจริญเติบโตของสมอง เนื่องจากปัจจุบันเด็กยุคใหม่จะมี &amp;ldquo;ภาวะแน่นิ่ง&amp;rdquo; มากขึ้น จากกิจกรรมที่ไม่ถูกต้อง ได้แก่ การนั่งดูทีวีเป็นเวลานานๆ การเล่นโซเชียล การติดเกม โดยเกมแข่งขันบางประเภทที่อ้างว่าเป็นการกระตุ้นพัฒนาการเด็ก เนื่องจากต้องใช้การวางแผนในการเล่น แต่นั่นยิ่งทำให้เด็กติดเกมในที่สุด และภาวะที่เด็กไม่ขยับร่างกายนั้นจะส่งผลระยะยาวเมื่ออายุเข้าสู่วัยกลางคน หรืออาจทำให้ป่วยเป็นโรคทางสมอง โรคเบาหวาน โรคเส้นเลือดสมองได้ แต่การที่เด็กหันมาใช้อุปกรณ์กระตุ้นการเคลื่อนไหวดังกล่าวก็สามารถใช้ได้ และเป็นอีกตัวช่วยหนึ่งซึ่งยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อย่างที่เรียนไปว่า การที่เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกายย่อมส่งผลดีต่อสุขภาพ ในแง่ของการพัฒนาร่างกายส่วนต่างๆ และส่งผลดีเมื่ออายุมากขึ้น คือไม่ทำให้ป่วยเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ แต่ปัจจุบันมีนาฬิกาที่สามารถนับการก้าวเดินของเด็ก และวัดแคลอรีในเด็กเล็ก อยู่ที่ราคาไม่กี่ร้อยบาท ก็ถือเป็นราคาที่เหมาะสมสำหรับเขา หรือสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันลงในสมาร์ทโฟนเกือบทุกรุ่น ที่เกี่ยวกับการนับก้าวและการวัดพลังงานในร่างกายของเด็กได้ ตรงนี้ก็เป็นข้อพิจารณาสำหรับผู้ปกครองได้เลือกตัดสินใจ&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่สิ่งที่ลืมไม่ได้คือ การที่ผู้ปกครองชักชวนบุตรหลานออกมาทำกิจกรรมร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย ว่ายน้ำ, ปั่นจักรยาน, เรียนวาดรูป, รดน้ำต้นไม้ หรือทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ที่เด็กสามารถช่วยผู้ปกครองได้ ซึ่งเป็นการฝึกระเบียบวินัย ตลอดจนความรับผิดชอบให้กับลูกๆ ด้วย ที่สำคัญพ่อแม่ต้องเลิกทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมให้ลูกเห็น เช่น การนั่งแช่ดูทีวีเป็นเวลานานๆ หรือนั่งจ้องสมาร์ทโฟนโดยที่ไม่สนใจจะพูดคุยกับลูก ซึ่งนั่นจะทำเด็กเกิดการเลียนแบบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ชัชนิต มุสิกไชย มหาคุณ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ อ.แอน-ชัชนิต มุสิกไชย มหาคุณ อาจารย์พิเศษสาขาการบริหาร วิทยาลัยการจัดการ (ดินแดง) ม.มหิดล คุณแม่ลูกหนึ่ง ให้มุมมองว่า หากเป็นอุปกรณ์ที่ส่งเสริมสุขภาพของเด็ก และกระตุ้นให้พ่อแม่เอาใจใส่สุขภาพลูกน้อย ก็เห็นว่ามีความสำคัญ แต่บางครั้งถ้าผู้ปกครองนำไปใส่ที่ข้อมือเด็กเล็ก โอกาสที่เด็กจะถอดอุปกรณ์ดังกล่าวทิ้ง และทำให้คุณพ่อคุณแม่เสียเงินก็มีโอกาสเป็นไปได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญหากว่ามีความจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ดังกล่าว ในกรณีที่ผู้ปกครองมีบุตรหลานป่วยเป็นโรคเบาหวานตั้งแต่ยังเล็กๆ อาจจำเป็นต้องอธิบายให้ลูกเข้าใจว่าใส่สายรัดดังกล่าวเพื่ออะไร หรือมีวัตถุประสงค์อย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ส่วนตัวอาจารย์คิดว่าถ้าเป็นอุปกรณ์ที่ส่งเสริมสุขภาพของลูก อย่างการช่วยให้เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกาย โดยเฉพาะบ้านไหนที่ลูกป่วยเป็นเบาหวาน อุปกรณ์ดังกล่าวก็ถือว่าสำคัญค่ะ เพราะจะทำให้เด็กไม่หยุดนิ่ง ได้ออกกำลัง อีกทั้งราคาหลักพันบาทก็เป็นสิ่งที่รับได้ค่ะ แต่สิ่งสำคัญ การที่จะให้เด็กใช้นั้น พ่อแม่ต้องอธิบายให้ลูกเข้าใจว่าใส่ไปเพื่ออะไร? เช่น บอกให้เด็กรู้ว่าการใส่จะทำให้ลูกนอนหลับพักผ่อนเพียงพอในชั่วโมงที่เหมาะสมนะ หรือเป็นการใช้เวลาว่างในการเล่นกีฬามากกว่าการนั่งจ้องโทรศัพท์มือถือและเล่นเกม ซึ่งนั่นจะทำให้ลูกอ้วนและมีปัญหาสุขภาพสายตา วิธีนี้จะทำให้เด็กไม่ต่อต้านและเข้าใจเหตุผล &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่สิ่งหนึ่งที่ครอบครัว อ.แอนไม่ลืม คือจะไม่ให้ลูกเล่นโทรศัพท์มือถือ และก็จะสั่งให้แม่บ้านหรือคนดูแลไม่ให้สมาร์ทโฟนกับลูกสาวเช่นเดียวกัน เพราะถ้าลูกขอจากเราไม่ได้ ก็จะไปขอกับคนดูแล นอกจากนี้ อาจารย์จะชอบพาลูกสาวออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน เช่น เรียนขี่ม้า ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน และเล่นดินเล่นทราย หรือบางครั้งก็พาลูกไปสวนสัตว์ เพื่อดูกระต่าย กวาง เพราะอย่างไรเสีย การที่เด็กได้ทำกิจกรรมกับพ่อแม่ ก็เท่ากับเป็นการส่งเสริมสุขภาพที่ดีให้กับลูก และยังเป็นการสร้างความผูกพันให้ครอบครัวอบอุ่น จึงช่วยให้สุขภาพกายและใจดีค่ะ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12384</URL_LINK>
                <HASHTAG>Fitbit Ace, การวัดก้าวเดิน, ป่วยเป็นเบาหวาน, ฟิตบิท เอซ, รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์, ระยะเวลาที่ออกกำลัง, สุขภาพสายตา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180629/image_big_5b360992f26b0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8518</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2018 18:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุมโฆษณาเกินจริง  ลดค่านิยมผอม-ขาววัยทีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(ตัวอย่างการใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาวที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งเสี่ยงต่อการสะสมสารพิษในร่างกาย และหากแพ้รุนแรงอาจทำให้เสียโฉมหรือเสียชีวิตได้)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กระแสข่าวจับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อวดอ้างสรรพคุณทั้งผอมและขาวเกินจริง ซ้ำร้ายยังตรวจพบว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีสารตั้งต้นในการผลิตยาบ้าเป็นส่วนผสม สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นตัวช่วยกระตุ้นเตือนให้ผู้ปกครองหันมาเฝ้าระวังลูกหลานมากขึ้น แต่อีกประเด็นที่มองข้ามไม่พ้นเห็นจะเป็น &amp;quot;ค่านิยม&amp;quot; การคลั่งความผอม รวมทั้งความเชื่อว่าผิวขาวคือเครื่องหมายของความงดงามที่พึงปรารถนาเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากข้อมูลอ้างอิงที่เผยแพร่ในปี 2547 ที่สำรวจความคิดเห็นเยาวชน เด็กอายุ 16-19 ปี ทั้งจากโรงเรียนและมหาวิทยาลัย รวม 5 แห่ง ถึงมุมมองการ &amp;ldquo;ผอมบาง&amp;rdquo; ในวัยรุ่นไทย ผลสำรวจพบว่าวัยรุ่นบ้านเรายังคงมีทัศนคติอยากผอมเพรียว โดยเฉพาะมีส่วนเว้าและส่วนโค้งของหน้าอกและสะโพกที่ไม่แตกต่างกันมาก ซึ่งถูกจัดให้เป็นหุ่นที่เพอร์เฟ็กต์ของสาวๆ สมัยใหม่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เรื่อง &amp;ldquo;ความขาว&amp;rdquo; คงไม่ต้องพูดถึง เพราะยุคนี้โลกโซเชียลมีอิทธิพล ยิ่งเด็กวัยรุ่นเห็นไอดอลในดวงใจไม่ว่าจะเป็นดาราหรือนักร้อง สวย หล่อ ผิวเนียนเด้ง ก็ยิ่งกระตุ้นความปรารถนาให้ผิวเนียนบ้าง นั่นจึงเป็นสาเหตุให้โฆษณาชวนเชื่อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ทำให้ผอมเพรียวและผิวเนียน ซึ่งไม่ได้มาตรฐานวางขายกันเกลื่อนในโลกออนไลน์ ...ทว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กวัยรุ่นได้มีมุมมองถึงประเด็น &amp;ldquo;ความขาว-ผอมสำคัญไฉน?&amp;rdquo; มาสะท้อนให้ฟังกัน เพื่อเป็นแนวทางให้เด็กยุคใหม่ใช้ชีวิตได้อย่างสุขภาพดี และไม่ตกเป็นเหยื่อของโฆษณาชวนเชื่อเกินจริง!!!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ให้ข้อมูลว่า การที่เด็กวัยรุ่นตกเป็นเหยื่อของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชวนเชื่อนั้นเกิดจากหลายปัจจัย อาทิ เรื่องของฮอร์โมนต่างๆ ที่เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นก็มักจะมีความรักสวยรักงาม หรือแม้แต่การรับประทานอาหารที่มากเกินไปและพักผ่อนไม่เพียงพอ จึงทำให้มีน้ำหนักตัวเกิน และหันไปกินสิ่งทดแทนอาหารเพื่อควบคุมน้ำหนัก กระทั่งทำให้ได้รับสารพิษสะสมในร่างกาย หรือบางรายก็มีความกังวลเรื่องรูปร่างมากเกินไป กระทั่งนำไปสู่ภาวะทางจิต หรือเสียชีวิตจากการไม่ยอมรับประทานอาหารเพื่อกลัวอ้วนเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สิ่งสำคัญนอกจากฮอร์โมนของวัยรุ่นที่ทำให้รู้จักรักสวยรักงาม กระทั่งหลายคนเลือกกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีสารปลอมปนแล้ว สิ่งหนึ่งที่ลืมไม่ได้คือสภาพสังคมที่กดดัน อันเนื่องจากดาราและศิลปินที่ชื่นชอบเขามีภาพลักษณ์ที่ดีจากการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือการที่กลุ่มคนดังเหล่านี้เป็นพรีเซนเตอร์สินค้าเกี่ยวกับความผอมและความขาว นั่นจึงเป็นการสร้างค่านิยมให้วัยรุ่นหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ หรือติดอยู่กับค่านิยมผอมและขาวโดยเลียนแบบคนดังที่เขาชื่นชอบ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สิ่งที่หมออยากเตือนเด็กวัยรุ่นถึงเรื่องของความผอมก็ดี หรือการมีผิวขาวก็เช่นกัน จริงๆ แล้วผิวของคนไทยไม่ใช่ผิวขาว แต่เป็นผิวเหลือง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสาวไทย นั่นจึงทำให้ชาวต่างชาติชื่นชมเราในเรื่องนี้ ฝรั่งหลายคนก็ชอบและอยากมีโทนสีผิวเหมือนเรา ในแง่กลับกัน ในเวทีนางงามก็ยังมีคนผิวดำ ดังนั้นความสวยไม่ได้ขึ้นอยู่ที่สีผิว และการโฆษณาชวนเชื่อที่เกินจริงที่เผยแพร่ในโลกออนไลน์ ไม่เพียงทำให้เด็กวัยรุ่นไม่กล้าออกแดด แต่ขณะเดียวกันจะส่งผลต่อสุขภาพจิต หรือได้รับสารพิษจากครีมทาหน้าขาว การฉีดผิวขาว หรือกินยาลดความอ้วนเช่นเดียวกัน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หมอจึงขอย้ำชัดอีกครั้งว่า ความสวยงามจะต้องเกิดจากร่างกายและจิตใจ เด็กบางคนไม่จำเป็นต้องมีหน้าตาสวยขาวและผอม แต่ถ้าหากเด็กคนนั้นเป็นเด็กดีของพ่อแม่ รู้จักช่วยทำประโยชน์เพื่อสังคม ก็ถือเป็นความงามที่แท้จริงซึ่งมาจากจิตใจ และสำคัญมากกว่าหน้าตาหรือรูปร่างที่เพอร์เฟ็กต์&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.นพ.อดิศักดิ์กล่าวเสริมถึงทิศทาง &amp;ldquo;ค่านิยมผอม-ขาว&amp;rdquo; ของวัยรุ่นไทยในอนาคตว่า เนื่องจากทัศนคติดังกล่าวเกิดขึ้นจากกระแสทางการตลาด หรือพฤติกรรมการจับจ่ายของวัยรุ่น ที่สามารถซื้อของทางออนไลน์ได้ง่าย ประกอบกับยังไม่มีกฎหมายและการควบคุมที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้โฆษณาที่เกินจริงหยุดเผยแพร่ได้นั้น หรือแม้การสร้างความรู้สึกร่วมจากการที่พรีเซนเตอร์ออกมาพูดคุยและเชิญชวนให้กลุ่มผู้บริโภคตอบคำถาม หรือส่งข้อความเข้าไปมีส่วนร่วมในโซเชียล ก็น่าจะยังทำให้ทัศนคติผอม-ขาว เป็นสิ่งที่วัยรุ่นยังคงปรารถนาอยู่ครับ ถ้าเราควบคุมได้ ค่านิยมนี้ก็จะลดน้อยลงครับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เกี่ยวกับค่านิยมผอม-ขาว&amp;rdquo; ในมุมมองของแม่พิมพ์ของชาติอย่าง อ.ปริศนา ปัญสิงห์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดดอนสุขโข ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;ค่านิยมผอม-ขาวที่วัยรุ่นยกให้เป็นที่สุด เรื่องนี้ทางโรงเรียนของเราที่ปัจจุบันเปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล-ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ได้มีการเตือนให้ความรู้เด็กๆ อยู่ตลอดค่ะ เพราะเด็กยุคใหม่มักจะคิดว่าตัวเองจะต้องผอมและขาวเท่านั้นถึงจะดูดี โดยทางอาจารย์ได้เตือนเขาว่า การใช้ครีมหน้าขาวและยาลดน้ำหนักจะมีโทษต่อร่างกายในระยะยาว และเรายังได้มุ่งเน้นให้เด็กๆ ทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์เพื่อสังคม เพื่อสะท้อนให้นักเรียนเห็นว่าเขามีคุณค่าในตัวเองโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีหน้าตาสวยงาม เช่น การพาน้องๆ ไปเข้าค่ายธรรมะ หรือสอนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เด็กๆ รู้จักพึ่งตัวเองและหารายได้ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเด็กวัยรุ่นที่คิดว่าจะใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ต้องศึกษาข้อมูลให้ชัดเจน เพราะหากเด็กๆ มีกรรมพันธุ์พ่อแม่ผิวเข้มหรือรูปร่างท้วม การที่หันมาใช้ตัวช่วยเหล่านี้คงไม่ทำให้ขาว ให้ผอมได้ ดังนั้นอยากให้เด็กๆ พึงพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีค่ะ และพยายามหาจุดเด่นในตัวเองให้เจอ เช่น ถ้าเรามีความสามารถเรื่องภาษาอังกฤษ ก็ให้เอาทักษะพิเศษเหล่านี้ไปสอนหรือติวให้น้องๆ ในโรงเรียน และถ้าเราทำประโยชน์เพื่อคนอื่น แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นเสน่ห์และเป็นความงามที่แท้จริง โดยไม่ต้องหุ่นดีหรือผิวเนียนค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สวยด้วยมือตัวเอง ไม่พึ่งพาสารเคมี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การหันมาดูแลสุขภาพโดยเลือกบริโภคอาหารที่ช่วยควบคุมน้ำหนักและเหมาะสมกับร่างกาย เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ &amp;ldquo;ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมี&amp;rdquo; ก็เป็นทางออกป้องกันการตกเป็นเหยื่อของโฆษณาชวนเชื่อของวัยรุ่นยุคนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(เกศกนก สุกแดง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เกศกนก สุกแดง นักกำหนดอาหารวิชาชีพจากสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;สำหรับวัยรุ่นที่ต้องการมีสุขภาพจากการเลือกรับประทานอาหารนั้น นอกจากการบริโภคอาหารให้ครบ 5 หมู่ อยากให้เน้นการกิน &amp;ldquo;คาร์โบไฮเดรต&amp;rdquo;, &amp;ldquo;โปรตีน&amp;rdquo;, &amp;ldquo;ไขมัน&amp;rdquo; เริ่มจากอาหารกลุ่ม &amp;ldquo;คาร์โบไฮเดรต&amp;rdquo; อาทิ ขนมปังโฮลวีตที่ใส่ธัญพืช หรือข้าวซ้อมมือที่มีกากใยอาหารสูง แทนข้าวขาวขัดสี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนอาหารกลุ่ม &amp;ldquo;โปรตีน&amp;rdquo; ที่ช่วยควบคุมน้ำหนัก ได้แก่ เนื้อไก่ ซึ่งเป็นอาหารที่มีธาตุเหล็กเทียบเท่ากับตับหมูและไขมันไม่สูง โดยให้เลือกกิน &amp;ldquo;สันในไก่&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;อกไก่&amp;rdquo; นอกจากนี้ยังสามารถรับประทาน &amp;ldquo;เนื้อหมู&amp;rdquo; ได้ เนื่องจากมีวิตามินบีที่ช่วยบำรุงผิวพรรณ หรือ &amp;ldquo;ปลา&amp;rdquo; โดยไม่จำเป็นต้องกินปลาแซลมอน แต่ให้เลือกรับประทานปลาทูหรือปลาช่อน จะมีโอเมกา 3 ที่ช่วยทำให้ผิวดีเช่นเดียวกัน ในส่วนของ &amp;ldquo;ไขมัน&amp;rdquo; ให้เลือกบริโภคไขมันที่ได้จากน้ำมัน 2 ชนิด คือ &amp;ldquo;น้ำมันรำข้าว&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;น้ำมันถั่วเหลือง&amp;rdquo; ที่สำคัญหากต้องการควบคุมน้ำหนัก ให้ควบคุมแป้ง, น้ำตาล, ไขมัน, เกลือ ลดลงจากเดิมให้มากที่สุด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(วัยรุ่นที่อยากหุ่นสวยและมีผิวพรรณดี ให้เลือกกินผักและผลไม้สีเขียว-แดง ที่ช่วยเพิ่มคอลลาเจนและสร้างความยืดหยุ่นให้)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเด็กวัยทีนที่ต้องการมีผิวพรรณดี แนะนำให้เลือกบริโภคผัก-ผลไม้ในกลุ่มของ &amp;ldquo;สีเขียวเข้ม&amp;rdquo; อาทิ ผักโขม ที่มีวิตามินซีสูง ซึ่งช่วยสร้างความยืดหยุ่นและคอลลาเจนให้กับผิว หรือแม้แต่ ชาเขียว ที่มีสารต้านความแก่เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังมี &amp;ldquo;ผักสีส้ม&amp;rdquo; เช่น มะเขือเทศ และแครอตต้มสุก ที่มีสารเบตาแคโรทีน และสารไลโคปีน (มะเขือเทศ) ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระหรือความแก่ เมื่อผิวต้องสัมผัสกับแสงแดด มลพิษ หรือกลิ่นน้ำมันรถ ปิดท้ายกันที่ &amp;ldquo;ผักสีเหลือง&amp;rdquo; อย่าง มะนาว ที่มีวิตามินซีสูง เช่นเดียวกับผักโขมที่สร้างคอลลาเจนและความยืดหยุ่นให้กับผิว จึงทำให้ผิวสวยนั่นเอง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(สิริยากรณ์ ภิบาล)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อนเตือนเพื่อนห่างไกลอันตราย&amp;nbsp;ฟังความในใจวัยรุ่นถึงค่านิยม &amp;ldquo;ผอม-ขาว&amp;rdquo; ที่เป็นสุดยอดของวัยทีนทุกยุคสมัย เริ่มจาก น.ส.สิริยากรณ์ ภิบาล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนมัธยมวัดสุทธาราม บอกว่า &amp;ldquo;เพรียวไม่ค่อยเชื่อว่าผอมและผิวขาวจะทำให้คนมาสนใจ เพราะบางคนนิสัยดี แต่ตัวดำก็มีเยอะค่ะ ที่สำคัญเพรียวคิดว่าการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวขาวค่อนข้างอันตราย โดยเฉพาะการสั่งครีมทางออนไลน์ บางครั้งก็ไม่มี อย.และมีสารปนเปื้อนค่ะ จึงไม่อยากให้เพื่อนตกเป็นเหยื่อของครีมปลอม เพราะถ้าสั่งมาใช้แล้วอาจทำให้ผิวแย่ลงกว่าเดิมก็ได้ แต่ อยากให้เพื่อนๆ หรือเด็กวัยรุ่นงดงามด้วยจิตใจภายในมากกว่า เช่น การรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน และเอื้อเฟื้อผู้อื่น ตรงนี้เป็นความสวยงามที่เกิดจากภายในค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(สิริยาภรณ์ ภิบาล)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปิดท้ายกันที่ สิริยาภรณ์ ภิบาล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;พั้นช์คิดว่าก็เป็นเรื่องปกติค่ะ สำหรับค่านิยมผอมและขาวที่สามารถดึงดูดสายตาคนได้ และมันก็มีมานานแล้วค่ะ เพราะมันก็คงไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้ายอะไร อย่าลืมว่าวัยรุ่นไม่จำเป็นต้องสั่งครีมหรืออาหารเสริมผิวขาวมากิน เพราะการที่คนเราจะรักสวยรักงามโดยเลือกวิธีแบบธรรมชาติ เช่น การขัดตัวด้วยมะขามเปียก และพอกขมิ้นทิ้งไว้ให้ผิวขาว ก็เป็นความงามที่วัยรุ่นสามารถเลือกใช้ได้ค่ะ แต่ส่วนตัวก็ไม่เคยสั่งผลิตภัณฑ์ชวนเชื่อมาใช้ เพราะกลัวเป็นอันตรายต่อสุขภาพค่ะ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8518</URL_LINK>
                <HASHTAG>การคลั่งความผอม, ค่านิยม, น.ส.สิริยากรณ์ ภิบาล, ผิวขาว, รพ.รามาธิบดี, รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์, สารพิษสะสมในร่างกาย, สิริยาภรณ์ ภิบาล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อ.ปริศนา ปัญสิงห์, อาหารที่อวดอ้างสรรพคุณ, เกศกนก สุกแดง, เครื่องหมายของความงดงาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180504/image_big_5aec427b3e5fc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
