<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120039</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2021 08:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2021 08:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ย้อน&#039;เหตุการณ์6ตุลา&#039;เตือนสติคนไทย อย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ต.ค. 64 - รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า&amp;nbsp; ปีนี้เป็นปีครบรอบ 45 ปีของเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 แม้วันนี้จะเลยวันที่ 6 ตุลาคมมาแล้ว แต่คงยังไม่ช้าเกินไปที่จะกล่าวถึงเหตุการณ์ที่ช่วงนี้ใครต่อใครทั้งที่เกิดทันและเกิดไม่ทันมักเรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็น การ &amp;quot;สังหารหมู่&amp;quot; กันเกือบทุกคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเกิดทัน หรือเกิดไม่ทันเหตุการณ์ 6 ตุลาไม่ใช่เป็นประเด็นว่าจะวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์เดือนตุลาได้หรือไม่ แต่การกล่าวถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา ว่าเป็นการ &amp;quot;สังหารหมู่&amp;quot; นักศึกษาประชาชนผู้บริสุทธิ์และปราศจากอาวุธ แม้เกิดการสังหารกันจริง แต่ดูจะเป็นการพูดแบบง่ายและรวบรัดเกินไป เพราะสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 มีความซับซ้อนเกินกว่าที่จะนิยามเหตุการณ์นี้ว่าเป็นการ &amp;quot;สังหารหมู่&amp;quot; เพียงเท่านั้น การ &amp;quot;สังหารหมู่&amp;quot; ไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลันทันที แต่มีที่มาที่ไป บางอย่างอาจเป็นความลับที่ไม่มีใครทราบ ในที่นี้จึงอยากจะให้ทำความเข้าใจกันว่า การ&amp;quot;สังหารหมู่&amp;quot; ที่ว่านั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเข้าใจสาเหตุของเหตุการณ์ 6 ตุลา เราจะต้องมองย้อนกลับไปที่สถานการณ์ก่อนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 จนเกิดเหตุการณ์ที่เราเรียกกันว่า &amp;quot;วันมหาวิปโยค&amp;quot; และมองว่ามีการพัฒนาการอย่างไรหลังจากนั้น จนกระทั่งในที่สุดเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา 19&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงก่อนวันที่ 14 ตุลาคม 2516 รัฐบาลที่ดำรงอยู่ในขณะนั้นเป็นรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งเป็นรัฐบาลที่สืบทอดมาจากรัฐบาลจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่มาจาการทำรัฐประหารรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม จอมพล ถนอมขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อจอมพล สฤษดิ์ ถึงแก่อสัญญกรรมในปี 2506 ใช้เวลาถึง 5 ปีจึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเสร็จ เมื่อมีการเลือกตั้งในปี 2512 พรรคสหประชาไทยที่จอมพลถนอม และจอมพลประภาส จารุเสถียร ก่อตั้งขึ้น ชนะการเลือกตั้ง จอมพลถนอม จึงได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป แต่แล้วในปี 2514 จอมพล ถนอมก็ทำรัฐประหารรัฐบาลตัวเอง เช่นเดียวกับที่รัฐบาลจอมพล ป. เคยทำ ครั้งนี้การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ก็ค่อยเป็นค่อยไปตามเคย จนมีอาจารย์ นักศึกษา และประชาชน 13 คน ออกแจกใบปลิวเรียกร้องให้มีรัฐธรรมนูญ ทั้ง 13 คนถูกจับกุมในข้อหาชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คน และอีกหลายข้อหา รวมทั้งข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ เหตุการณ์นี้นำไปสู่การชุมนุมประท้วงจนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2&amp;nbsp; ในช่วงสงครามเย็น รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้พยายามผลักดัน และสนับสนุนรัฐบาลไทยให้ต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ ตั้งแต่รัฐบาลจอมพล ป. เป็นต้นมา และยิ่งเข้มข้นในยุครัฐบาลจอมพล สฤษดิ์ และจอมพลถนอม ดังนั้นจึงได้มี พระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ตั้งแต่ พ.ศ. 2495 และได้มีการพยายามสร้างภาพลัทธิคอมมิวนิสต์ให้ดูน่ากลัวเกินกว่าความเป็นจริง โดยไม่แยกแยะระหว่าง ระบอบการปกครองแบบสังคมนิยมประชาธิปไตย กับระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์สุดโต่ง เช่นประเทศจีนยุคเหมา เจ๋อ ตุง ให้ชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งมีอำนาจเผด็จการได้ทำการปราบปรามผู้ที่มีแนวคิด และชักจูงให้คนนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง หนังสือและตำราที่เกี่ยวกับลัทธิคอมมิวนิสต์ถูกห้ามจำหน่าย การปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวกับลัทธิคอมมิวนิสต์ สร้างความอึดอัดแก่นักวิชาการ และนิสิต นักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ อย่างมาก แต่เข้าทำนองยิ่งห้ามยิ่งยุ นิสิต นักศึกษาจึงเริ่มหันไปนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังมีความรู้สึกว่า ลัทธินี้มิได้เลวร้ายจนน่ากลัวอย่างที่มีการพยายามวาดภาพไว้แต่อย่างใด ตรงข้ามระบอบการปกครองแบบคอมิวนิสต์อาจเป็นคำตอบ ที่จะทำให้ประเทศไทย และประชาชนไทยหลุดพ้นจากความยากจน และสร้างความเท่าเทียมกันให้เกิดขึ้นได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 นิสิต นักศึกษาที่เคยถูกปิดกั้นไว้ จึงเริ่มมีเสรีภาพในการแสดงออก และมีการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ต่อผู้สนใจมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกลุ่มผู้นำนิสิต นักศึกษา ที่รวมกันจัดตั้งองค์กรที่เรียกว่า ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ดูเหมือนจะมีความคิด &amp;quot;เอียงซ้าย&amp;quot; ถึง &amp;quot;ซ้ายจัด&amp;quot; กันเป็นส่วนใหญ่ ช่วงเวลานี้ป็นยุคเฟื่องฟูของขบวนการนักศึกษา เนื่องจากผู้นำนักศึกษา ในนามศูนย์กลางนิสิตนักศึกษามีบทบาทสูงมากทางการเมือง มีการนำการประท้วงของผู้ใช้แรงงาน ชาวนา เกษตรกร และกลุ่มอื่นๆบ่อยครั้ง จนกระทั่งเราเรียกยุคนี้ว่า ยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อนิสิต นักศึกษา มีบทบาทสูง ทั้งยังมีความโน้มเอียงไปทางฝ่ายซ้ายมากขึ้น ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือ พคท. จะเริ่มมีการจัดตั้งนิสิต นักศึกษา และประชาชนที่มีความคิดเป็นซ้ายจัด ให้เข้าสังกัดและให้ทำการเผยแพร่ความคิดของฝ่ายซ้ายให้ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย นี่เป็นเรื่องจริงที่ยอมรับกันเป็นการภายใน ในกลุ่มคนที่อยู่ในวงในจริงๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อฝ่ายซ้ายเริ่มมีกิจกรรมมากขึ้น คนอีกกลุ่มที่จัดได้ว่าเป็นฝ่ายขวา ถึงขวาจัดก็เริ่มรู้สึกว่า กำลังถูกภัยคุกคามจากฝ่ายซ้าย จนไม่สามารถอยู่นิ่งเฉย จึงมีการจัดตั้งกลุ่มต่างๆ ขึ้นต่อต้าน เช่นกลุ่มนวพล กลุ่มกระทิงแดง และยังมีกลุ่มอื่นๆ ที่เปิดเผยตัว และไม่เปิดเผยตัวอีกมากมายหลายกลุ่ม สถานีวิทยุที่เป็นกระบอกเสียงที่ต่อต้านฝ่ายซ้ายอย่างรุนแรงและเปิดเผย คือสถานีวิทยุยานเกราะ ซึ่งทำหน้่าที่ปั่นกระแสให้เกิดความรู้สึกเกลียดชังของฝ่ายขวาต่อฝ่ายซ้ายอย่างต่อเนื่อง มีการเปิดเพลงปลุกใจกันอย่างกว้างขวาง เช่น เพลงหนักแผ่นดิน เพลงเราสู้ เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แน่นอนว่า ผู้ที่แวดล้อมใกล้ชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ย่อมต้องรู้สึกว่า สถาบันพระมหากษัตริย์กำลังถูกภัยคุกคามเช่นกัน จึงได้มีการจัดตั้งกลุ่มที่เรียกว่า ลูกเสือชาวบ้าน เพื่อสร้างกิจกรรมให้รักชาติ และต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ คำว่า &amp;quot;ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์&amp;quot; จึงเริ่มใช้กันมากในช่วงเวลานี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะเดียวกัน ผู้นำนิสิต นักศึกษาที่มีบทบาทสูง และมีแนวโน้มว่าอาจได้รับการจัดตั้งจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ก็เริ่มรู้สึกว่ากำลังถูกติดตามความเคลื่อนไหวจากฝ่ายความมั่นคงอย่างใกล้ชิด ผู้นำนักศึกษาชื่อดังคนหนึ่งเล่าว่า เขาต้องตัดสินใจเข้าป่าไปร่วมกับพคท.ต่อสู้กับฝ่ายรัฐบาล ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาเสียด้วยซ้ำ เพราะเริ่มมีความรู้สึกว่าอยู่ในเมืองไม่ปลอดภัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความแตกแยกในสังคมระหว่างซ้ายกับขวา เกิดมากขึ้นเรื่อยๆ รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับความเกลียดชังระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จุดแตกหักระหว่างซ้ายกับขวากันเกิดขึ้นเมื่อ จอมพลถนอม กิตติขจร บวชเป็นสามเณร แอบเข้ามาในประเทศอย่างเงียบๆ ในวันที่ 19 กันยายน 2519 แล้วจึงบวชเป็นพระภิกษุที่วัดบวรนิเวศวิหาร ผู้นำนิสิต นักศึกษาเมื่อทราบข่าว จึงเรียกร้องยื่นคำขาดให้รัฐบาลนำตัวพระถนอมออกนอกประเทศ แต่รัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ซึ่งเพิ่งกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ชี้แจงว่าไม่สามารถทำได้เนื่องจากขัดรัฐธรรมนูญ ศูนย์กลางนิสิตจึงจัดชุมนุมขึ้นที่ท้องสนามหลวง ภายหลังย้ายเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อประท้วง ขับไล่จอมพลถนอม ให้ออกไปนอกประเทศโดยทันที
&amp;nbsp;
ก่อนการชุมนุม มีข่าวว่าพนักงานการไฟฟ้าที่จัดหวัดนครปฐม ออกทำการปิดโปสเตอร์เชิญชวนคนให้มาชุมนุม ถูกฆ่า และนำศพมาแขวนคอประจาน ในวันที่ 24 กันยายน ต่อมามีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 5 นาย ถูกตั้งข้อหาว่าเป็นผู้ฆ่าพนักงานการไฟฟ้าดังกล่าว และถูกดำเนินคดี เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ประเเทศชาติมีความแตกแยกและประชาชนทั้ง 2 ฝ่ายมีความเกลียดชังซึ่งกันและกันมากเพียงใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันที่ 4 ตุลาคม 2519 แกนนำการชุมนุมเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เลื่อนสอบ เพื่อให้นักศึกษามาร่วมชุมนุมได้มากขึ้น มีการจัดแสดงละครที่ลานโพธิ์ โดยชุมนุมศิลปะและการแสดง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อจำลองเหตุการณ์ฆ่าแขวนคอที่นครปฐม ตัวละครที่ต้องแสดงการแขวนคอ ต้องใช้หลายคนเพื่อสลับสับเปลี่ยนกัน มีผู้แสดงคนหนึ่ง ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นนักกรีฑา&amp;nbsp; มีโครงหน้าคล้ายสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช แต่ตัวเล็กกว่ามาก แต่คนจำนวนมากที่ชมการแสดงสดวันนั้น ไม่มีใครรู้สึกอะไร จนกระทั่งวันที่ 5 ตุลาคม หนังสือพิมพ์ดาวสยาม และ Bangkok Post นำรูปนี้ ไปลงหน้า 1 ซึ่งดูจากรูปในหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ทั้ง 2 ฉบับแล้วกลับคล้ายสมเด็จพระบรมฯ มาก&amp;nbsp; หนังสือพิมพ์ดาวสยาม พาดหัวข่าวว่า &amp;quot;ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย เหยียบหัวใจคนไทยทั้งชาติ&amp;quot; สถานีวิทยุยานเกราะก็ยิ่งกระโหมกระพือยุยงเพิ่มความเกลียดชังให้มากขึ้นไปอีก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช้าวันที่ 6 ตุลาคม มีกลุ่มกระทิงแดง และประชาชนประมาณ 2,000 คน มารวมตัวกันที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประชาชนกลุ่มนี้กำลังโกรธแค้นอย่างถึงที่สุด เพราะนอกจากจะเห็นว่าศูนย์กลางนิสิตนักศึกษา กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแล้ว ยังถูกป้อนข้อมูลว่ามวลชนที่ประท้วงอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ล้วนเป็นพวกคอมมิวนิสต์ และส่วนใหญ่ไม่ใช่คนไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้กว้างขวางในจังหวัดเพชรบุรีท่านหนึ่งเล่าว่า เช้าวันที่ 6 ตุลาคม มีการระดมบรรดามือปืนที่เพชรบุรี มาขอยืมรถของท่าน บอกว่าจะใช้บรรทุกคนไปยิงพวกคอมมิวนิสต์ ท่านนั้นรีบไปห้ามคนขับรถไม่ให้ไป แต่ในที่สุดก็ไม่ทราบว่าคนกลุ่มนี้ได้ไปถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันนั้น รอบๆ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีตำรวจท้องที่และหน่วยปฏิบัติการพิเศษของกองปราบมาประจำการ ตั้งแต่เช้าเช่นกัน ประชาชนพยายามจะขับรถชนประตูมหาวิทยาลัย แต่ตำรวจห้ามไว้ จากนั้นมีการยิงโต้ตอบกันระหว่างผู้ที่อยู่ด้านในมหาวิทยาลัย กับผู้ที่อยู่นอกมหาวิทยาลัยรวมทั้งตำรวจ แต่ผู้อยู่ในเหตุการณ์ผู้หนึ่งยืนยันว่า มีการยิงโต้ตอบมาจากทางผู้ร่วมชุมนุม แต่เบาบางกว่าที่ยิงเข้าไปข้างในค่อนข้างมาก ต่อมากำลังตำรวจตระเวนชายแดนจากค่ายนเรศวร ได้เข้ามาสลายการชุมนุม เมื่อประตูพัง กลุ่มคนที่กำลังกระเหี้ยนกระหือรือ ก็บุกเข้าไปกระทำการอันเหี้ยมโหดตามสัญชาติญานดิบ เถื่อน ดังที่เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่า การชุมนุมครั้งนี้เป็นการชุมโดยพลังบริสุทธิ์หรือไม่ ก็ขอตอบว่าคนส่วนใหญ่ที่มาชุมนุมมาร่วมชุมนุมด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่หากถามว่า การชุมนุมครั้งนี้มีจุดหมายเพียงขับไล่จอมพลถนอม และไม่มีจุดมุ่งหมายที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใดๆ เลยจริงหรือไม่ ก็ขอตอบว่า ไม่แน่นัก เพราะเป็นการแน่ชัดว่า การชุมนุม 6 ตุลา ต่างกับการชุมนุม 14 ตุลา ตรงที่หลัง 14 ตุลา 16 เริ่มมีนิสิต นักศึกษา และประชาชนกลุ่มหนึ่ง ได้รับการจัดตั้งโดย พคท.แล้ว ในขณะที่ก่อนการชุมนุม 14 ตุลา ไม่มีการจัดตั้ง ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้จัดการแสดงละครจำลองเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าการไฟฟ้าถูกฆ่าแขวนคอเล่าว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในคืนวันที่ 5 ตุลาคม หลังจากที่หนังสือพิมพ์ดาวสยาม และ Bangkok Post นำรูปการแสดงไปลงหน้า 1 และแกนนำบางคนถูกตำรวจเรียกตัวไปรับทราบข้อกล่าวหา ได้มีการถกเถียงกันระหว่างแกนนำที่เหลือว่า ควรจะประกาศสลายการชุมนุมหรือไม่ เพราะมีความเสี่ยงว่าจะมีการใช้กำลังสลายการชุมนุม และจะเกิดความรุนแรงขึ้น แกนนำคนหนึ่งกล่าวว่า &amp;quot;หากต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ก็อาจต้องยอมให้เกิดการสูญเสียบ้าง&amp;quot;&amp;nbsp; ในที่สุดก็ไม่ได้มีการประกาศสลายการชุมนุม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามต่อว่า ผู้ชุมนุมปราศจากอาวุธจริงหรือไม่ ก็ต้องตอบว่า ไม่จริง เพราะมีรายงานว่ามีการยิงตอบโต้จากด้านผู้ชุมนุม ข่าวบางกระแสว่ามีเสียงปืนกลยิงออกมาจากด้านใน แต่จะอย่างไรอาวุธของผู้ชุมนุมไม่มีทางเทียบได้กับอาวุธของตำรวจกองปราบ และ ตชด. อย่างแน่นอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือที่มาของเหตุการณ์ที่น่าเศร้าสลดที่สุดเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศเรา สาเหตุมาจากการแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่ายโจมตีกัน เกลียดชังกัน ทั้งอาจมีผู้อยู่เบื้องหลังที่ต้องการผลทางการเมือง ดูๆ ไปบรรยากาศในปัจจุบันชักคลับคล้ายกับบรรยากาศก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาเข้าไปทุกที&amp;nbsp; ยิ่งมีกระแสการนำเพลงปลุกใจมาทำใหม่ เผยแพร่ใหม่ ยิ่งรู้สึกว่า บรรยากาศยิ่งน่ากลัวขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก็หวังว่า ทุกคน ทุกฝ่ายจะอยู่กันอย่างมีสติ ทำอะไรกันอย่างมีสติ มองเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เป็นบทเรียน อย่าให้ประวัติศาสตร์กลับมาซ้ำรอยอีก ก่อนที่จะสายเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายเหตุ&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเล่าถึงเหตุการณ์ของบุคคลต่างๆ ที่ไม่ได้เอ่ยชื่อในข้อเขียนชิ้นนี้ ผู้เขียนได้รู้จักบุคคลเหล่านี้เป็นส่วนตัว และได้รับฟังเรื่องราวเหล่านี้ด้วยตัวเองโดยตรง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120039</URL_LINK>
                <HASHTAG>รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร, อดีตรองอธิการมธ., เหตุการณ์6ตุลา, เหตุสังหารหมู่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210506/image_big_60938aa10bdf6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119594</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2021 08:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2021 08:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตรองอธิการบดีมธ.เล่าถึงโครงการพระราชดำริพ่อหลวง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ต.ค.2564 - รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โพสต์เฟซบุ๊กมีเนื้อหา ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศไทย ในปี พ.ศ.2493 เพื่อทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 ในวันที่ 5 พฤษภาคม ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการตั้งพระราชสัตยาธิษฐาน เป็นพระราชดำรัสว่า &amp;quot;เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านั้น หลังจากที่นายปรีดี พนมยงค์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีสวรรคตรัชกาลที่ 8 พลเรือตรี หลวงธำรงค์นาวาสวัสดิ์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน ต่อมาในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 ได้เกิดการรัฐประหารนำโดย พลโท ผิน ชุณหะวัน ซึ่งในระยะแรกได้ให้นาย ควง อภัยวงศ์ แห่งพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน เป็นนายกรัฐมนตรี และได้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวขึ้น ประกาศใช้ในวันที่ 9 พฤศจิกายน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันที่ 29 มกราคม 2491 ได้มีการเลือกตั้งทั่วไป พรรคประชาธิปัตย์ได้รับชัยชนะ ทำให้นายควงได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงนี้ได้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรขึ้นใหม่โดยฝ่ายอนุรักษ์นิยม และได้ประกาศใช้วันที่ 23 มีนาคม 2492 รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเป็นรัฐธรรมนูญที่ให้ความสำคัญกับสถาบันพระมหากษัตริย์มากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับ 2475 มาก เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่บัญญัติว่า &amp;quot;ประเทศไทยมีการปกครองมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันที่ 6 เมษายน รัฐบาลนายควงก็ถูกรัฐประหารทางจดหมายจากคณะทหาร บังคับให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และจอมพล ป. พิบูลสงครามจึงกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งในที่สุด สาเหตุที่จอมพล ป. ไม่เป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่แรกน่าจะเป็นเพราะว่าไม่แน่ใจว่ารัฐบาลรัฐประหารจะเป็นที่ยอมรับของอังกฤษและสหรัฐอเมริกาหรือไม่ เนื่องจากจอมพล ป.เป็นผู้ประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2&amp;nbsp;
ต่อมาก็ได้มีการเลือกตั้งตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และจอมพล ป.ก็ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกตามคาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากที่ทรงกลับไปศึกษาต่อที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์อีกครั้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ก็ได้กำหนดวันกลับมาประทับในประเทศไทยเป็นการถาวรโดยจะเสด็จกลับในวันที่ 2 ธันวาคม 2494 ในขณะที่ประเทศไทยก็เกิดมีการทำรัฐประหารโดยคนกลุ่มเดียวกันกับที่ได้ทำรัฐประหารครั้งที่แล้ว โดยอ้างภัยคอมมิวนิสต์ที่คุกคาม และการทุจริตคอรัปชั่น และต่อมาคณะบริหารประเทศชั่วคราว ได้ประกาศรายงานกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะกำลังเสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศ และประทับอยู่ที่สิงคโปร์ และได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2475 แทนรัฐธรรมนูญฉบับ 2492 จากนั้นก็ได้ประกาศตั้งรัฐบาลชั่วคราวซึ่งก็มี จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีเช่นเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินกลับถึงประเทศไทยในวันที่ 2 ธันวาคม 2494 ได้มีความพยายามแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับ 2475 เพื่อจะใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ซึ่งเป็นที่กล่าวกันว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงเห็นด้วยที่จะยังคงรัฐธรรมนูญฉบับ 2475 ไว้ และพยายามคัดค้านแต่ไม่เป็นผล พระองค์จึงทรงเปลี่ยนท่าทีมาเป็นการเข้าไปมีส่วนในการพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยจนกระทั่งถึงวันพระราชทานรัฐธรรมนูญในวันที่ 8 มีนาคม 2495&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุเหล่านี้ ความสัมพันธ์ระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงครามจึงไม่สู้จะราบรื่นเท่าใดนัก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อาจเป็นเพราะเพื่อความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้ทรงพยายามประกอบพระราชกรณียกิจต่างๆอย่างเต็มกำลัง เช่น ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์แก่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อก่อตั้งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อออกไปรักษาประชาชนในชนบท ทรงก่อตั้งทุน
อานันทมหิดล และทุนภูมิพล เพื่อนิสิตนักศึกษาและบัณฑิตในมหาวิทยาลัย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระเจ้าอยู่หัวโครงการแรกคือ โครงการสร้างถนนเข้าสู่หมู่บ้านห้วยมงคล ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน หลังจากนั้นพระองค์ได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในภาคอีสาน เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2498 การเสด็จครั้งนี้ ทุกจังหวัดที่เสด็จ มีประชาชนหลั่งไหลมาเฝ้าชมพระบารมีกันอย่างเนืองแน่นล้นหลาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในภาคอีสานครั้งนี้ ทำให้พระองค์ทอดพระเนตรเห็นความเดือดร้อน แร้นแค้นของประชาชนในชนบท พระองค์จึงทรงคิดที่จะพระราชทานความช่วยเหลือแก่ชาวบ้าน ชาวนา และเกษตรกรที่เดือดร้อนเหล่านี้ และนี่คือจุดเริ่มต้นของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่มีมากกว่า 4,700 โครงการในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระแสความนิยมของประชาชนที่มีต่อองค์พระเจ้าอยู่หัวที่มีมากขึ้นเรื่อยๆดูเหมือนจะทำให้รัฐบาลไม่สู้สบายใจนัก นั่นน่าจะเป็นเหตุผลที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ปฏิเสธที่จะให้งบประมาณในการเสด็จประพาสภายในประเทศอีก การเสด็จประพาสในช่วงปี 2499-2500 จึงต้องจำกัดอยู่ในภาคกลางเท่านั้น
หลังการเลือกตั้ง 26 กุมภาพันธ์ 2500 ที่ถูกกล่าวถึงว่าเป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และเป็นหนึ่งในข้ออ้างของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในการทำรัฐประหารรัฐบาลจอมพล ป. ในวันที่ 16 กันยายน 2500&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหาร โดยเฉพาะในช่วงที่จอมพล สฤษดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างมาก และถวายการสนับสนุนต่อพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงเสด็จพระราชดำเนินออกเยี่ยมราษฎรเรียกได้ว่า เกือบทุกจังหวัด ทั่วทุกภาคในประเทศ ไม่ว่าสถานที่นั้นจะเดินทางลำบากและทุรกันดารเพียงใดก็ตาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นปัญหาของชาวบ้านหรือเกษตรกร ก็จะทรงพระราชทานแนวทางแก้ปัญหา ซึ่งอาจใช้หน่วยงานของพระองค์เอง เช่นมูลนิธิโครงการหลวง ที่พระองค์ทรงใช้แนวทาง สนับสนุนชาวไทยภูเขาในภาคเหนือให้ปลูกพืชเมืองหนาวแทนการปลูกฝิ่น ซึ่งแรกๆก็ประสบปัญหามากมาย แต่ในปัจจุบันก็ประสบความสำเร็จด้วยดี หรือพระองค์อาจพระราชทานแนวทางการแก้ปัญหาให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งนักวิชาการในมหาวิทยาลัยของรัฐ ให้ไปดำเนินการต่อ เช่น การแก้ปัญหาน้ำเสียด้วยการบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีธรรมชาติ ของโครงการอ้นเนื่องมาจากพระราชดำริ แหลมผักเบี้ย เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยพระบารมีของพระองค์ หน่วยราชการต่างๆที่เคยทำงานแบบแยกส่วน ต่างคนต่างทำ กลับสามารถบูรณาการโดยทำงานร่วมกันได้อย่างดีเมื่อมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นศูนย์กลาง จากนั้นโครงการเหล่านั้นก็จะกลายเป็นโครงการของกระทรวงทบวงกรมต่างๆ และใช้งบประมาณแผ่นดินผ่านกระทรวงทบวงกรมเหล่านั้น จะเห็นว่าโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ใช้งบประมาณแผ่นดิน เพื่อแก้หรือบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน มิได้ใช้งบประมาณเพื่อประโยชน์ของสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างที่กล่าวหากันไม่ แต่ประโยชน์ทั้งหมดตกอยู่กับประชาชนโดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ก็ไม่ใช่จะประสบความสำเร็จทุกโครงการไป บางโครงการอาจไม่ได้ผลคุ้มกับการงทุน หรืออาจถึงกับล้มเหลวก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องการโฆษนาชวนเชื่อหรือ propaganda บอกได้เลยว่า เป็นเรื่องของข้าราชบริพาร และหน่วยราชการต่างๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้ทรงเกี่ยวข้องด้วย เพียงแต่พระองค์ไม่ได้ทรงห้ามเท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมขอเล่าถึงประสบการณ์ที่พบด้วยตัวเองเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว เมื่อเพื่อนรักผมคนหนึ่งขอให้ผมไปประชุมแทนในคณะอนุกรรมการชุดหนึ่งของคณะกรรมการเสริมสร้างเอกลักษณ์แห่งชาติ ยังจำได้ว่าคณะอนุกรรมการชุดนี้มีคุณสมภพ จันทรประภา เป็นประธาน ในการประชุมวันนั้น นักสื่อสารมวลชนใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว ได้เสนอให้จัดตั้งหน่วยรถที่มีเครื่องฉายภาพยนตร์ขนาด 8 มม. ให้ตระเวนไปตามหมู่บ้านต่างๆในชนบท เพื่อฉายภาพยนตร์พระราชกรณียกิจของพระเจ้าอยู่หัวให้ชาวบ้านชม ที่ประชุมซึ่งประกอบด้วยผู้หลักผู้ใหญ่ในวงราชการ รวมทั้งผู้แทนจากองค์การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยไม่มีใครคัดค้าน มีผมนี่แหละที่อดไม่ได้ ต้องยกมือขอค้าน เหตุผลก็คือ การทำเช่นนั้นแทนที่จะทำให้ชาวบ้านในชนบทเกิดความจงรักภักดี อาจเกิดผลในทางตรงข้ามก็ได้ เพราะชาวบ้านจะเห็นว่าเป็นการโฆษนาชวนเชื่อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่มีใครแสดงความเห็นต่อการคัดค้านของผม มีเพียงประธานอนุกรรมการ คุณ สมภพ จันทรประภา ที่เห็นด้วย กับการคัดค้านจึงทำให้ข้อเสนอนี้ตกไป จะเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆเลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หากเป็นการช่วยเกษตรกรและชาวบ้านในชนบท ก็จะใช้งบประมาณแผ่นดิน แต่หากเป็นโครงการที่มีรายได้เลี้ยงตัวเองได้ ก็จะไม่ใช้งบประมาณแผ่นดิน เช่น โครงการหลวง โกลเด้นเพลส หรือบริษัทสุวรรณชาด และที่เป็นที่พึ่งของคนกรุงเทพฯที่เข้ารับการรักษาพยาบาลกันอย่างเนืองแน่นก็คือ คลินิกศูนย์แพทย์พัฒนา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 &amp;nbsp; อาจเป็นความจริงที่ว่า เป็นการสร้างสมพระบารมีเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 สถาบันพระมหากษัตริย์แทบจะไม่มีความมั่นคงเลย แต่การสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันของพระองค์ด้วยการทำความดี ทำให้ราษฎรที่ยากไร้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างไม่ทรงเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย คงไม่ใช่เป็นการทำอะไรที่เป็นความผิดมิใช่หรือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิจนิรันดร์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119594</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร, อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล, เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_6135e4381fbd3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119376</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2021 08:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2021 08:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตรองอธิการมธ.โต้เฟกนิวส์3นิ้ว! เปิดความจริงกรณีสวรรคต&#039;ร.8&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ต.ค. 64 - รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า วันที่ 13 ตุลาคมที่จะถึงนี้ จะเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือในหลวง ร.9 ของปวงชนชาวไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ทราบว่ารัฐบาลจะจัดพิธีรำลึกถึงพระองค์ท่านอย่างไรบ้าง ส่วนประชาชนทั่วไปก็คงจะทำบุญ ตักบาตร ถวายเป็นพระราชกุศล ใน social media ก็คงจะมีการโพสต์พระบรมฉายาลักษณ์ และข้อความเทิดพระเกียรติกันอย่างเนืองแน่น และแน่นอนว่าในเพจของสำนักข่าวต่างๆ ก็จะโพสต์เรื่องราวของพระองค์กันแทบทุกเพจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพจของสำนักข่าวต่างๆ ที่อยู่ในค่ายของกลุ่ม 3 นิ้ว ที่ผูกขาดเรียกตัวเองว่าเป็นสื่อประชาธิปไตย ก็คงจะโพสต์พระบรมฉายาลักษณ์และเรื่องราวของพระองค์กันทุกสำนัก แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าสำนักข่าวเหล่านี้ ในโอกาสทำนองนี้ทุกครั้ง มักเลือกมุมที่เหมือนกับเป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้ติดตามเข้ามาแสดงความเห็นที่เป็นลบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์กระนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแสดงความเห็นที่เป็นลบต่อสมเเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ก็มักจะวนเวียนอยู่กับเรื่อง 2 เรื่อง เรื่องแรกคือกรณีสวรรคตของพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เรื่องที่ 2 คือเรื่องพระราชกรณียกิจของพระองค์ที่ก่อให้เกิดโครงการตามพระราชดำริต่างๆ ว่าเป็นการใช้งบประมาณแผ่นดินเพียงเพื่อเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ และไม่ได้ประโยชน์จริงต่อประชาชนที่เดือดร้อนแต่อย่างใด และยังมีการกล่าวหาว่าเป็นการโฆษณาชวนเชื่อหรือ propaganda อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในโอกาสนี้จึงใคร่ขอนำไปสำรวจข้อกล่าวหาเหล่านี้ โดยขอเริ่มที่ กรณีสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489&amp;nbsp; ขณะนั้นเป็นรัฐบาลของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือนายปรีดี พนมยงค์ ในวันสวรรคต รัฐบาลได้ออกแถลงการณ์ฉบับแรกว่าสาเหตุของการสวรรคตเป็นอุบัติเหตุ จากอาวุธปืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการสอบสวนชันสูตรพระบรมศพในชั้นแรกมิได้ทำอย่างละเอียด แพทย์ประจำพระองค์ หลวงนิตย์เวชวิศิษฐ์ เป็นแพทย์ที่ถูกตามมาเป็นคนแรก ได้ทำความสะอาด เช็ดพระโลหิต และได้พบบาดแผลเหนือคิ้วซ้าย และได้ทำความสะอาดบาดแผล ซึ่งลักษณะเป็นรอยแฉก 4 แฉก จึงทำความสะอาดบาดแผล และเย็บแผลให้ติดกัน โดยไม่พบรอยกระสุนออกแต่อย่างใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนพฤติการณ์สวรรคตของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลขึ้น เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2489 มีประธานศาลฏีกาเป็นประธาน และมีนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นเลขานุการ คณะกรรมการได้อนุญาตให้ประชาชนเข้าฟังการสอบสวนได้ ชาวบ้านจึงเรียกคณะกรรมการสอบสวนชุดนี้ว่า &amp;quot;ศาลกลางเมือง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันเดียวกัน อธิบดีกรมตำรวจในขณะนั้น ได้เชิญคณะแพทย์มาร่วมเป็นกรรมการชันสูตรพระบรมศพ มีพลตรี พระยาดำรงแพทยาคุณ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เป็นประธาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านั้น ในวันที่ 10 มิถุนายน ขณะทำการเช็ดพระวรกาย นายแพทย์ หม่อมหลวงเกษตร สนิทวงศ์ ได้พบรูกระสุนขนาด 1 นิ้ว ที่พระปฤษฎางค์(ท้ายทอย) ซึ่งพิสูจน์ได้ในภายหลังว่าเป็นรูกระสุนออกจริง และต่อมาคณะกรรมการแพทย์กับคณะกรรมการสอบสวนจึงได้ทำการตรวจ และชันสูตรพระบรมศพอย่างละเอียดในวันที่ 21 มิถุนายน 2489 และได้มีการทดลองยิงศพต่างๆ ณ ห้องตรวจศพ โรงพยาบาลศิริราช ในวันที่ 22 มิถุนายน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการประชุมวันที่ 23 มิภุนายน คณะแพทย์ลงความเห็นว่า สาเหตุของการสวรรคตเป็นไปได้ 3 ประการคือ 1.อุบัติเหตุ 2.ปลงพระชนม์เอง 3.ถูกลอบปลงพระชนม์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสอบปากคำของผู้ที่เกี่ยวข้อง และอยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดของศาลกลางเมือง สรุปพอสังเขปได้ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.หลังจากเสด็จประพาสสมุทรสาคร จังหวัดถวายเลี้ยงอาหารทะเล ผู้ที่กินปูทะเลมีอาการท้องเดินทุกคนพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลก็เช่นกัน ทรงประชวรพระนาภี(ท้อง)มาก วันที่ 8 มิถุนายน แพทย์จึงถวายน้ำมันละหุ่ง และพระโอสถออบตาลิดอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.เช้าวันที่ 9 มิถุนายน เวลาประมาณ 5 น.เศษ สมเด็จพระราชชนนี พร้อมด้วยมหาดเล็กรับใช้อีก 2 คน เสด็จ&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ไปยังห้องบรรทม ทรงปลุกและถวายน้ำมันละหุ่ง นมสด และน้ำอุ่น จากนั้นบรรทมต่อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.เวลาประมาณ 8 น. นายบุศย์ ปัทมศริน มหาดเล็กเฝ้าหน้าห้อง เห็นว่าทรงตื่นบรรทม เสด็จออกจากห้องสรง จึงนำน้ำส้มคั้นไปถวาย พระเจ้าอยู่หัวโบกพระหัตถ์ไม่เสวย แล้วเสด็จขึ้นแท่นบรรทม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.เวลาประมาณ 9 น. สมเด็จพระอนุชาเสด็จมาหน้าห้องแต่งพระองค์พระเจ้าอยู่หัว รับสั่งถามอาการจากนายบุศย์ ปัทมศริน และนายชิต สิงหเสนี มหาดเล็กหน้าห้อง ทั้งคู่ทูลตอบว่าทรงสบายขึ้น ขณะนี้บรรมทมต่อ สมเด็จพระอนุชาจึงเสด็จไปที่ห้องพระราชชนนี จากนั้นเสด็จประทับอยู่ที่ห้องเครื่องเล่น ซึ่งอยู่ติดกับห้องบรรทมของพระองค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.เวลาประมาณ 9.30 น มีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด นายชิตได้ยินแต่ไม่แน่ใจว่าเสียงมาจากไหน ประมาณ 2 นาทีจึงเข้าไปในห้องบรรทม นายบุศย์คงรออยู่หน้าห้อง นายชิตให้การว่า เห็นพระเจ้าอยู่หัวบรรทมเหมือนปกติ แต่เห็นโลหิตเปื้อนพระศอและพระอังสา(ไหล่)ซ้าย นายชิตวิ่งไปที่ห้องพระบรรทมสมเด็จพระราชชนนี กราบทูลว่า ในหลวงยิงพระองค์ แต่ปรากฏความจริงในภายหลังว่า นายชิตเองไม่ได้เห็นเหตุการณ์เนื่องจากเข้าไปหลังได้ยินเสียงปืน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.นางสาวจรูญ ตะละภัฏ ข้าหลวงของสมเด็จพระราชชนนี กำลังทำงานให้ห้องบรรทมของสมเด็จพระอนุชา ได้ยินเสียงปืน เสียงวิ่งและเสียงกราบทูลของนายชิต จึงวิ่งออกมาผ่านห้องเครื่องเล่น สมเด็จพระอนุชาประทับอยู่ห้องเครื่องเล่น ได้ยินเสียงคนวิ่ง เสียงสมเด็จะพระราชชนนีกรรแสง จึงเสด็จออกจากห้องเครื่องเล่น พอดีได้พบกับนางสาวจรูญ จึงรับสั่งถามว่า &amp;quot;เกิดอะไรกัน&amp;quot; นางสาวจรูญกราบทูลไปตามที่ได้ยินจากนายชิต สมเด็จพระอนุชาจึงทรงรีบเสด็จตามไปยังห้องพระบรรทม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.สมเด็จพระราชชนนีเสด็จถึงก่อน นายชิตแหวกพระวิสูตร(มุ้ง) เห็นพระเจ้าอยู่หัวบรรทมหงายอยู่ในท่าหลับธรรมดา นางสาวเนื่อง จินตดุลย์ พระพี่เลี้ยง ตามเข้าไป เห็นสมเด็จพระราชชนนีอยู่ปลายพระแท่น โถมกอดสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เห็นพระเจ้าอยู่หัวบรรทมหงายอยู่บนพระยี่ภู่ (ที่นอน) พระเศียรหนุนพระเขนยเอียงไปทางขวาเล็กน้อย มีผ้าคลุมจากพระบาทถึงพระอุระ พระกรทั้ง 2 ข้างเหยียดไปอย่างธรรมดา พระหัตถ์ไม่งอ พระพักตร์มีพระโลหิตไหลเปื้อนเปรอะ พระเนตรปิดสนิท ไม่ได้ทรงฉลองพระเนตร นางสาวเนื่อง เป็นผู้ที่เห็นปืนวางอยู่บนบนผ้าคลุมบริเวณข้อศอกซ้าย ใกล้ๆ พระกร หันปากกระบอกปืนไปยังปลายพระบาท จึงใช้นิ้วชี้มือขวา กับนิ้วหัวแม่มือ จับกลางตัวปืนไปวางไว้บนตู้ด้านซ้ายมือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานการชันสูตรพระบรมศพของคณะแพทย์สรุปว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสวรรคตโดยอาวุธปืน ขณะที่บรรทม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะแพทย์ยังลงความเห็นด้วยเสียงส่วนใหญ่ว่า พระเจ้าอยู่สวรรคตจากการลอบปลงประชนม์มีความเป็นไปได้มากที่สุด โอกาสที่จะสวรรคตเพราะอุบัติเหตุมีน้อยมาก เนื่องเพราะสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประชวร และเป็นเวลาเช้า มหาดเล็กรายงานว่ายังไม่ทรงตื่นจากบรรทม และอีกประการ แม้พระองค์จะทรงโปรดพระแสงปืน แต่ก็ทรงมีความระมัดระวังมากทุกครั้ง อีกทั้งปืน 11 มม. หรือ ยูเอสอาร์มี เป็นปืนที่มีความปลอดภัยสูง ไม่เกิดลั่นง่ายๆ อีกทั้งลักษณะแผลที่พระนลาฎที่เป็น 4 แฉก น่าเกิดจากการยิงจากระยะไม่เกินกว่า 5 เซนติเมตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเป็นไปได้ว่าจะเป็นการปลงพระชนม์เองก็มีน้อยมากเช่นกัน เนื่องเพราะสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงถนัดขวา แต่รูกระสุนอยู่พระนลาฎ เยื้องทางซ้ายเล็กน้อย การจะยิงพระองค์เองตรงจุดนั้น จะต้องจับปืนด้วยพระหัตถ์ทั้ง 2 ข้าง หันปากกระบอกปืนมาทางพระนลาฎด้านซ้าย และเหนี่ยวไกปืนด้วยนิ้วโป้งทั้ง 2 พร้อมก้น ซึ่งยากลำบากเกินไป อีกทั้งพระกรยังอยู่ในลักษณะเหยียดเกือบตรงทั้ง 2 ข้าง พระหัตถ์ไม่มีอาการเกร็งแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุดังกล่าว ข้อสรุปของแพทย์เสียงข้างมากจึงเห็นว่า การถูกลอบปลงพระชนม์มีน้ำหนักมากที่สุด แต่ก็ไม่อาจชี้ชัดโดยปราศจากข้อสงสัยได้ อย่างไรก็ดี ความเห็นของกรมตำรวจ สาเหตุของการสวรรคต ยังเป็นเพราะอุบัติเหตุตามแถลงการณ์เดิมของรัฐบาล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเมื่อนายปรีดี พนมยงค์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พลเรือตรี หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ กรมตำรวจโดยอธิบดีกรมตำรวจคนใหม่ ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นใหม่ มีหลวงชาติตระการโกศลเป็นประธาน คณะกรรมการตำรวจชุดนี้กลับลงมติในวันที่ 20 กันยายน 2490 ว่า &amp;quot;เป็นการลอบปลงพระชนม์โดยเด็ดขาด&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากการสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เกิดจากการลอบปลงพระชนม์จริง ผู้ลอบปลงพระชนม์จะต้องวางแผนมาอย่างดี ใจเย็น มีความนิ่ง และมีความเลือดเย็นมาก คำถามที่ไม่เคยปรากฏคำตอบที่ชัดก็คือ หากเป็นการลอบปลงพระชนม์ ผู้ลอบปลงพระชนม์ลอบเข้ามาถึงแท่นพระบรรทม อำพรางหลักฐาน และหนีออกไปโดยไม่มีใครเห็นได้อย่างไร แม้จะบอกว่าการถวายอารักขา และรักษาความปลอดภัยที่พระที่นั่งบรมพิมานจะค่อนข้างหละหลวมก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่ยังคงเป็นปริศนาอีกประการคือ ภายหลังจากการรัฐประหารในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 มีการรื้อฟื้นคดีสวรรคตขึ้นใหม่ กลับพบว่าปืนของกลางที่วางอยู่ข้างพระกร ไม่ได้เป็นปืนที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสวรรคต ด้วยการพิสูจน์ของกรมวิทยาศาสตร์ได้ระบุว่า &amp;quot;ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่ากระสุนที่ผ่านพระเศียรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเกิดจากการยิงของผู้อื่น โดยปืนยูเอสอาร์มี ขนาด 11 มม. และไม่ใช่กระสุนที่ยิงออกมาจากปืนของกลางที่วางพรางไว้บนพระแท่น สมมุติฐานว่าอุบัติเหตุโดยพระองค์เองและปลงพระชนม์เองจึงเป็นไปไม่ได้&amp;quot; ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ผู้ยิงสามารถมีเวลาอำพรางหลักฐานเหล่านี้ทันได้อย่างไร และด้วยเทคโนโลยีสมัยนั้น การพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ของกรมวิทยาศาสตร์ จะเชื่อถือได้ 100% หรือไม่ สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นปริศนาตราบจนทุกวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับพระราชอนุชา หรือสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ด้วยพระชนม์มายุเพียง 18 พรรษา และจากการให้ปากคำของข้าหลวงทุกคนตรงกัน รวมทั้งนายชิต และนายบุศย์ ซึ่งเป็นมหาดเล็กเฝ้าหน้าห้องพระบรรทม ว่าขณะได้ยินเพียงปืน พระราชอนุชาประทับอยู่ที่ห้องเครื่องเล่น เช่นนี้แล้ว พระองค์จะทรงมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างที่พวกนิยม 3 นิ้วพยายามป้ายสีได้อย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อครหาที่ว่ามีความพยายามทำลายหลักฐานและวัตถุพยาน ในพระแท่นบรรทม จากคำให้การของมหาดเล็ก และชาวที่ (พนักงานหญิงที่ดูแลความเรียบร้อยในเขตพระราชฐาน) เห็นได้ชัดว่า บรรดาวัตถุพยานได้ถูกเคลื่อนย้าย และแปรสภาพโดยเจ้าพนักงานชั้นผู้น้อย โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่นนำผ้าที่เปื้อนเลือดไปซัก เป็นต้น และพนักงานสอบสวนซึ่งเข้าไปในพระที่นั่งบรมพิมานตั้งแต่เวลา 11.00 น. ก็ไม่ได้สั่งการให้เก็บหลักฐานและวัตถุพยานดังกล่าวไว้แต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับข้อสันนิษฐานของบางคนว่า ผู้ลอบปลงพระชนม์ หากมีจริง เป็นเพราะมีผู้เกรงว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล จะทรงสละราชสมบัติเพื่อลงมาเล่นการเมืองนั้น มีข้อเท็จจริงจากคำให้การของ ม.ร.ว.สุมนชาติ&amp;nbsp; สวัสดิกุล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผุ้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท&amp;nbsp; คือ เนื่องเพราะมีข่าวว่ารัฐบาลกำลังจะยกเลิก พ.ร.บ. ที่ว่าให้พระบรมวงศานุวงศ์อยู่เหนือการเมือง พระเจ้าอยู่หัวจึงรับสั่งว่า อย่างนั้นพระองค์ท่านก็เล่นการเมืองได้เหมือนกัน เป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้ แต่ ม.ร.ว.สุมนชาติ ยืนยันว่า เป็นการรับสั่งเล่นๆ เพราะรับสั่งต่อมาว่า &amp;quot;นี่แหละเบอร์นาร์ด ชอว์นะ&amp;quot; ซึ่งเบอร์นาร์ด ชอว์ เป็นนักเขียนที่เคยเขียนหนังสือเรื่องทำนองนี้นั่นเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นั่นหมายความว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เคยรับสั่งทำนองนั้นจริง แต่เป็นการรับสั่งเล่นๆ และรับสั่งอยู่ในวงแคบๆ ส่วนจะมีใครไปบอกต่อ และเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเรื่องจริงจัง ก็เป็นไปได้ แต่จะเป็นสาเหตุที่จะทำให้มีการลอบปลงพระชนม์หรือไม่ ยังไม่มีอะไรที่ชี้ชัดลงไปได้ และคงไม่มีทางที่จะชี้ชัดได้ตลอดกาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายเหตุ : ข้อมูลเกี่ยวกับกรณีสวรรคตส่วนใหญ่ มาจากหนังสือเรื่อง &amp;quot;เอกกษัตริย์ ใต้รัฐธรรมนูญ&amp;quot; โดยคุณวิมลพรรณ ปีตธวัชชัย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119376</URL_LINK>
                <HASHTAG>3นิ้ว, กรณีสวรรคต ร.8, รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210504/image_big_6090ad8c21c67.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119043</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2021 13:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2021 13:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จุกในอก! อดีตรองอธิการบดี มธ. ข้องใจป้ายผ้าแดงขึ้นแทนธงชาติบนยอดโดม จี้ผู้บริหารแสดงจุดยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ต.ค.64 - รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า แม้ว่าจะมีทั้งศิษย์เก่า และไม่ใช่ศิษย์เก่า มีความไม่พอใจผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มากขึ้นทุกวัน แต่ด้วยความผูกพันกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจะว่าไปก็มีความผูกพันกับผู้บริหารหลายคนด้วย จึงยังคงเอาใจช่วยตลอดมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อได้ยินข่าวว่า ผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะไม่ยอมให้มีการจัดงานรำลึก 45 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ภายในมหาวิทยาลัย แรกทีเดียวก็รู้สึกแปลกใจ เพราะงานรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลา ถือได้ว่าเป็นงานสำคัญงานหนึ่งของชาวธรรมศาสตร์ โดยเฉพาะอดีตนักศึกษาที่เคยผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลามาด้วยตัวเอง และเป็นงานอันสำคัญประจำปีงานหนึ่งขององค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือ อมธ (แต่ครั้งนี้กลับเป็นงานของสภานักศึกษา)&amp;nbsp;
ครั้งกระโน้น เมื่อปี 2521 เมื่อผมมาทำหน้าที่ดูแลกิจกรรมนักศึกษา งานแรกๆของผมก็คือดูแลการจัดงานรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลา ของ อมธ ให้ราบรื่นไม่มีปัญหา และการจัดงานนี้ก็มีมาทุกปีตราบจนปัจจุบัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นจึงแปลกใจว่า ทำไมไม่อนุมัติให้ใช้สถานที่ของมหาวิทยาลัย แต่มาตามข่าวต่อมาจึงทราบว่า เป็นเพราะขัดต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน และประกาศของ กทม. เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด 19 จึงเข้าใจ และรู้สึกดีที่มหาวิทยาลัยพยายามทำตามกฎหมาย แต่แล้วมาเห็นข่าวว่า ในที่สุดก็มีการจัดงานภายในมหาวิทยาลัยจนได้ ก็ยังไม่ติดใจอะไร เพราะเข้าใจว่า ผู้บริหารมหาวิทยาลัยอาจจำเป็นต้องผ่อนปรนบ้าง เพราะเป็นงานสำคัญ แต่ก็หวังว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยคงจะได้หารือกับตำรวจ และหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องที่มีอำนาจยินยอมให้จัดงานได้ในสถานการณ์โควิดแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี เมื่อเห็นภาพในงานจากคลิปต่างๆ จึงเห็นว่า มีนักการเมือง กลุ่มการเมือง และม็อบต่างๆ มาร่วมงาน ไม่แน่ใจว่ามาร่วมรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลาหรือไม่ แต่ที่แน่ก็คือ ถือโอกาสใช้งานนี้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองกันอย่างเต็มที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นั่นยังพอยอมรับได้ แต่เมื่อได้เห็นรูป (หากเป็นรูปจริง) ธงแดงขึ้นไปอยู่แทนธงชาติบนเสาธงบนยอดโดม แล้ว ขออนุญาตแสดงความรู้สึกแทนศิษย์เก่าทั้งหลายว่า เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้เลย ไม่เข้าใจว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่น่าจะมีบางท่านอยู่ดูแลความเรียบร้อย เมื่อเห็นการกระทำเช่นนี้แล้ว ยอมได้อย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากรูปนี้ไม่ใช่รูปจริง ก็ต้องขออภัยทุกท่านด้วย แต่หากเป็นรูปจริง ก็ต้องคอยติดตามต่อไปว่า ผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะดำเนินการอย่างไรต่อไป หรือจะนิ่งเฉยอย่างที่เคยเป็นตลอดมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมไม่ได้เรียกร้องให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เข้าข้างใคร หรือฝ่ายใด เพียงขอร้องให้เข้าข้างความถูกต้องเท่านั้น&amp;nbsp;หวังว่าจะไม่เป็นการเรียกร้องที่มากเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา&amp;nbsp;กลุ่มทะลุฟ้า ได้นำบันไดมายังโดมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อทำการเปลี่ยนธงชาติ&amp;nbsp;แล้วชักธงสีแดงขึ้นแทน&amp;nbsp; ธงสีแดงดังกล่าว มีข้อความเขียนว่า &amp;ldquo;ปฏิรูปสถาบัน&amp;rdquo; จากนั้นเจ้าหน้าที่ มธ. ได้ถ่ายรูปกลุ่มทะลุฟ้าไว้&amp;nbsp;ทำให้กลุ่มไม่พอใจเกิดการด่าทอกัน จนท.จึงลบรูปดังกล่าวออกแล้วเดินหลบไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119043</URL_LINK>
                <HASHTAG>6 ตุลา, มธ.ท่าพระจันทร์, รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211007/image_big_615e8bc204bfb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117699</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2021 07:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2021 07:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตรองอธิการมธ.วิเคราะห์ปรากฏการณ์ร้านน้ำพริกนิตยา ผู้มีใจเป็นธรรมหนุนธุรกิจที่ถูกรังแก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
24ก.ย.64- รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสองวันนี้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่เกิดขึ้นทุกครั้ง ครั้งนี้เกิดขึ้นกับ ร้านน้ำพริกนิตยา ซึ่งผมเป็นแฟนร้านนี้มานาน เพราะเครื่องแกงของเขาเยี่ยมจริง ที่เด็ดมากคือ มันกุ้ง คลุกข้าวกับพริกขี้หนูซอย หอมซอย บีบมะนาวหน่อย รับรองว่าคดข้าวกันขอดหม้อเลยทีเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้จะเป็นแฟนร้านน้ำพริกนิตยาอยู่แล้ว แต่ระยะหลังๆเหมือนกับลืมๆร้านนี้ไป ปกติแม้ในช่วงโควิดระบาด ผมจะไปมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ประมาณเดือนละครั้ง ไปธุระบ้าง ไปซื้อเมล็ดกาแฟที่ศูนย์หนังสือบ้าง ขากลับก็อดที่จะแวะบางลำพูไม่ได้ แต่ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ทุกครั้งที่แวะบางลำพูกลับไม่ได้นึกถึงร้านน้ำพริกนิตยาเลย จนกระทั่งได้ดูคลิปที่แชร์กันแทบทุกกลุ่มไลน์ ทำให้คิดถึงมันกุ้งคลุกข้าวของร้านน้ำพริกนิตยาขึ้นมาทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเช้าต้องไปที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ครั้งนี้เลยตั้งใจว่าขากลับจะแวะร้านน้ำพริกนิตยา ซื้อมันกุ้งของชอบ เมื่อไปถึงหน้าร้านก็เป็นไปตามคาด เห็นคนต่อคิวเพื่อจ่ายเงินยาวเกือบออกมานอกร้าน น้ำพริกตาแดงหมด สินค้าหลายอย่างหมด มันกุ้งเหลือถุงเล็ก 3 ถุง เลยคว้ามาทั้ง 3 ถุง นอกนั้นก็แทบไม่ได้ซื้ออะไรมาก เพราะคนแน่นร้านไปหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลับถึงบ้านเข้าไปดูที่ fb ใน page ของร้านน้ำพริกนิตยา ปรากฏว่ามีคนติดตามถึง 70,642 คน จากเดิมที่มีคนบอกว่ามีคนติดตามประมาณ 5 พันกว่าเท่านั้น เพียงชั่วข้ามคืนคนติดตามมากถึงกว่า 7 หมื่นคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรากฏการณ์ของร้านน้ำพริกนิตยา ไม่ต่างจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับ ศรีพันวา ห่อหมกคุณแม่คุณม้า อรนภา ขนมเปี๊ยป๋าเทพ และอีกหลายๆธุรกิจ ที่ถูกกลุ่ม 3 นิ้ว หรือเสื้อแดงโจมตี เรียกร้องให้แบน และปรามาสว่าจะต้องเจ๊ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น พวก 3 นิ้ว พยายามจะอธิบายว่า เป็นเพราะพวกสลิ่มด้วยกันช่วยกันตอบโต้ ซึ่งก็คงมีบ้างแต่ไม่ใช่ทั้งหมด และไม่ใช่ส่วนใหญ่ ส่วนใหญ่เป็นเพราะทุกครั้งที่ธุรกิจใดถูกกลุ่ม 3 นิ้วโจมตี จะเป็นข่าว และมีการรุมถล่มกันมาก แชร์กันมาก คนที่ไม่เคยรู้จักก็ได้รู้จัก และอยากไปลอง คนที่รู้จักอยู่แล้วแต่ลืมนึกถึงอย่างผมก็ได้นึกถึงและกลับไปรำลึกกันใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ที่มีใจเป็นธรรม ซึ่งอาจเป็นใครหรือกลุ่มใดก็ได้ เขารู้สึกว่า ธุรกิจเหล่านี้ถูกรังแกอย่างไม่เป็นธรรม เพราะพฤติกรรมของกลุ่มเสื้อแดง และกลุ่ม 3 นิ้ว ไม่ได้โจมตีธุรกิจเพราะธุรกิจนั้นทำอะไรที่ขัดต่อหลักจริยธรรม หรือทำอะไรที่เป็นผลเสียต่อส่วนรวม แต่โจมตีเพราะไม่พอใจ ไม่ถูกใจเป็นส่วนตัว หรือไม่ตรงกับความเชื่อของตัวเอง บางครั้งไม่พอใจลูก ก็ไปเล่นงานธุรกิจของแม่เขา หรือของครอบครัวเขา ฟาดหัว ฟาดหาง ออกฤทธิ์ออกเดช พวกแนวร่วมก็จะออกมาช่วยโจมตีด้วยถ้อยคำหยาบคาย แช่งให้ธุรกิจเขาล้มบ้าง เรียกร้องให้แบนบ้าง ทำให้ธุรกิจเหล่านั้นได้รับความเห็นใจจากผู้ที่มีใจเป็นธรรม เขาจึงออกมาช่วยปกป้อง ช่วยสนับสนุนธุรกิจที่เขารู้สึกว่ากำลังถูกรังแก นี่จึงเป็นสาเหตุที่สำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าแปลกคือ ปรากฏการณ์ทำนองนี้ในอดีตไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่แน่ใจว่าที่เกิดขึ้นในยุคนี้ เพราะสื่อสมัยใหม่ที่ทุกคนมีพื้นที่ของตัวเองที่จะแสดงอะไรก็ได้ต่อสังคม หรือเป็นเพราะพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ ที่เราเรียกว่า&amp;quot;tribalism&amp;quot; หรือเป็นเพราะทั้ง 2 สาเหตุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะอย่างไรก็ตาม เรื่องแบบนี้รังแต่จะทำให้ความแตกแยกระหว่างคนไทยกันเอง ร้าวลึกขึ้นทุกวัน หากเป็นเช่นนี้ต่อไป วันหนึ่งจะเกิดการต่อสู้ที่รุนแรง เลือดตกยางออก ซึ่งวันนี้ก็ใกล้จุดนั้นมากขึ้นทุกทีแล้ว ก็ได้แต่ขอให้ทุกคนนำหลักพุทธศาสนามาใช้กันให้ได้ทุกคน นั่นคือ การเจริญสติ ก่อนจะทำอะไรก็ตามก็ขอให้มีสติ ให้รู้ว่าเรากำลังจะทำอะไร ผลที่เกิดขึ้นตามมาคืออะไร หากทำได้ ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สตินะครับ ไม่ใช่ &amp;quot;สภาพ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117699</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่ม3นิ้ว, น้ำพริกนิตยา, รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร, เจริญสติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_6135e4381fbd3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116500</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2021 07:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2021 07:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แปลกแต่จริง! &#039;อดีตรองอธิการมธ.&#039;ชำแหละพฤติการณ์ก๊วน3นิ้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ย. 64 - รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า แปลกแต่จริง ตอน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลก็ไปขุดคุ้ยประวัติหาความด่างพร้อยกันยกใหญ่ ว่าติดคุกที่ออสเตรเลีย เพราะค้ายาเสพติดบ้าง เคยต้องคดีฆ่าคนตายบ้าง เป็นพวกรักร่วมเพศบ้าง จากนั้นก็แขวะเขาตลอดว่าค้าแป้ง ไม่เคยว่างเว้น พูดตามจริง ร.อ.ธรรมนัส ก็พยายามอธิบายชี้แจง แต่จะชี้แจงอย่างไร ก็ไม่เคยทำให้สังคมโดยรวมหมดความคลางแคลงใจไปได้เลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทันทีที่รู้ว่า ร.อ.ธรรมนัส พยายามล้มลุงตู่ จากนั้นถูกปลด และลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีทันทีทันใด ฝ่ายที่เคยขุดคุ้ยก็กลับลำ&amp;nbsp; ข้อกล่าวหาทั้งหลายก็มลายหายไปสิ้น ร.อ.ธรรมนัส ก็กลับกลายเป็นคนดีขึ้นมาอย่างฉับพลัน สิ่งที่แล้วมาล้วนผ่านไปแล้ว ขณะนี้เป็นคนดีแล้ว จบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของกลุ่ม 3 นิ้ว คือ มีความภูมิใจเหลือเกินว่าตัวเองเป็น 3 นิ้ว ไปไหนก็ยกมือชู 3 นิ้ว ใครชู 3 นิ้ว ทำอะไรล้วนไม่ผิด ละเมิดผู้อื่นก็ไม่ผิด ฝ่าฝืนกฎหมายก็ไม่ผิด ละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ไม่ผิด กฎหมายต่างหากที่ผิด คนไม่ผิด เผาป้อม เผารถ ก็ไม่ผิด ถือเป็นการแสดงออกแบบสันติอย่างหนึ่ง เพราะไม่ได้ทำร้ายคน แต่พอมีตำรวจบาดเจ็บ ต่างพากันเงียบ ถ้าม็อบบาดเจ็บ ตำรวจผิดทันที ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของฝ่ายใด ล่าสุดม็อบตกลงมาจากที่สูง ก็ถล่มกันว่า ตำรวจถีบลงมา สุดท้ายคือหนีตำรวจแล้วตกลงมาเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนพวกที่ไม่ใช่ 3 นิ้ว ทำอะไรก็ผิดทั้งสิ้น ไม่โจมตี sinovac ก็ผิด ไม่อวย pfizer ก็ผิด ยกย่อง เชิดชูพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ก็ยังผิด ผู้ออกแบบชุดของ Lalisa แม้สวยทำได้สวยก็ไม่ชม เพราะว่าเขาเป็นสลิ่ม ใช้พื้นที่ใน social media เพื่อถล่มฝ่ายตรงข้ามกันแบบไม่ต้องยั้ง ไม่ต้องใช้ตรรกะ เหตุผล รู้จริงหรือไมรู้จริงก็ด่าไว้ก่อน ที่น่าหดหู่คือ ไม่ยับยั้งชั่งใจแม้กระทั่งกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ประชาชนส่วนใหญ่ที่พวกเขาเรียกว่า &amp;quot;สลิ่ม&amp;quot;เคารพนับถือ และจงรักภักดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แถลงการณ์ล่าสุดของสภานักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ออกมาประณามตำรวจที่ปราบม็อบทะลุแก๊ส เป็นเครื่องยืนยัน เพราะในแถลงการณ์ นอกจากใช้คำหยาบแล้ว ในเนื้อความ มีแต่ตำรวจเท่านั้นที่ใช้ความรุนแรง ม็อบทำอะไรมองไม่เห็นทั้งสิ้น ไม่มีทั้งสิ้น ตำรวจบาดเจ็บสาหัสก็ไม่เห็น ทั้งที่คนที่มีใจเป็นธรรมทั้งประเทศเขามองเห็น เอกสารชิ้นนี้จึงไม่สมควรที่จะมีตราธรรมจักรอยู่บนหัวกระดาษเลย เพราะไม่ให้ความจริงทั้ง 2 ด้าน ทั้งยังให้ข้อมูลเท็จ และใช้คำหยาบคายอย่างไม่น่าให้อภัย ผิดวิสัยของคนธรรมศาสตร์ที่เป็นที่รู้จักกันในสังคมไทยมาช้านาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความจริงปรากฏการณ์เช่นนี้ ก็เป้นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ อย่างที่เรียกเป็นศัพท์ทางวิชาการว่า &amp;quot;tribalism&amp;quot; เพียงแต่ขณะนี้ประเทศเรากำลังเผชิญกับปรากฏการณ์นี้ทุกวัน ตลอดเวลา และไม่มีทีท่าจะลดน้อยถอยลงได้เลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยิ่งการเข้าถึง social media ทำได้สะดวกง่ายดาย ปรากฏการณ์เช่นนี้ ยิ่งนานวัน จะยิ่งกัดกร่อนความรักความผูกพันที่เคยมีต่อกันระหว่างเพื่อน ญาติพี่น้อง เพื่อนร่วมงาน คนในสถาบันเดียวกัน กระทั่งคนในครอบครัวเดียวกัน ซึ่งนับว่าเป็นอันตรายต่อสังคมไทยของเราอย่างเหลือคณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังที่ Umberto Eco นักคิด นักเขียน นักปรัชญา ชาวอิตาเลียน ผู้ล่วงลับได้เคยกล่าวเกี่ยวกับ social media ไว้ว่า &amp;quot;Social media gives legions of idiots the right to speak when they once only spoke at a bar after a glass of wine, without harming the community ........ but now they have the same right to speak as a Nobel Prize winner. It&amp;#39;s the invasion of the idiots.&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถอดความเป็นภาษาไทยได้ว่า &amp;quot; โซเชียล มีเดีย ให้สิทธิแก่กองทัพคนโง่เขลาได้พูด ในขณะที่เมื่อก่อนพวกเขาเพียงพูดกันในบาร์ หลังการดื่มไวน์สักแก้ว โดยไม่ได้เป็นอันตรายต่อสังคมแต่อย่างใด........ แต่เดี๋ยวนี้พวกเขากลับได้สิทธิที่จะพูดเท่าๆ กับผู้ที่ชนะได้รางวัลโนเบล มันเป็นการรุกรานของเหล่าคนโง่เขลาโดยแท้&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116500</URL_LINK>
                <HASHTAG>3 นิ้ว, มธ., รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร, แปลกแต่จริง, โซเชียล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210504/image_big_6090ad8c21c67.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115807</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2021 16:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2021 16:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกมการเมืองหลังศึกซักฟอก! ใครกันแน่ที่ล้มรัฐบาลได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ย. 64 - รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า การลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลเพิ่งผ่านพ้นไป โดยนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอีก 5 คน สอบผ่านแบบฉลุย แปลว่า พลเอกประยุทธ์ พลเอกประวิตร และบรรดาส.ส.พรรคพลังประชารัฐจำนวนหนึ่ง น่าจะบรรลุข้อตกลงอย่างใดอย่างหนึ่งกันได้ ส่วนพรรคเล็กก็มีประปรายที่ลงมติไม่ไว้วางใจ และงดออกเสียง แต่ก็นับว่าทั้งหมดสอบผ่านแบบสบายๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ได้เห็นพัฒนาการของพลเอกประยุทธ์ ที่สามารถคุมอารมณ์ ปรับปรุงวิธีการพูด และชี้แจงโต้กลับได้ดีกว่าครั้งที่แล้วมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่คะแนนลงมติไม่ไว้วางใจตัวนายกรัฐมนตรีสูงสุดมากกว่าใครๆ และคะแนนไว้วางใจได้เป็นอันดับรองสุดท้าย ก็เป็นที่เข้าใจได้ เนื่องเพราะระยะ 2 ถึง 3 เดือนที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีถูกโจมตีอย่างหนักจากพรรคฝ่ายค้าน และจากกลุ่ม 3 นิ้ว ได้คะแนนเท่านี้ก็น่าจะพอใจแล้ว ไม่ควรที่จะผิดหวังแม้แต่น้อย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ทักษิณ หรือตั้งชื่อตัวเองใหม่เป็น นาย Tony Woodsome ดูเหมือนจะดิ้นสุดชีวิต พยายามจะคว่ำรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ให้ได้ โดยใช้ม็อบเสื้อแดงนำโดยณัฐวุฒิ ใสเกื้อ ที่จัดขึ้นอย่างถี่ยิบ ม็อบ 3 นิ้ว ม็อบทะลุแก๊สก็สอดรับกันออกมาป่วนเมืองเกือบทุกวัน ทักษิณเองถือโอกาสอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีทาง club house ทั้งยังออกมายุยงให้ประชาชนออกไปกดดัน ส.ส. ในเขตของตัวเองให้ลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี มิฉะนั้นจะไม่เลือกในครั้งหน้า ทำให้นึกภาพเมื่อครั้งทักษิณ video call มาบอกคนเสื้อแดงว่า หากรัฐบาลใช้ความรุนแรงกับพี่น้องเสื้อแดง ให้ทุกคนไปรวมตัวกันที่ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ ศาลากลางจังหวัดถูกเผาไปหลายแห่ง คนเสื้อแดงที่เป็นมือเผาก็ถูกศาลตัดสินจำคุกไปหลายคน แต่ครั้งนี้ดูเหมือนไม่เห็นมีใครทำตามทักษิณเลยกสักคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คงยากที่มีใครเชื่อได้ว่า ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ออกมาจัดม็อบแต่ละครั้งโดยควักกระเป๋าตัวเองมาเป็นค่าใช้จ่าย ต้องมีผู้สนับสนุนเงินอย่างแน่นอน หลังการลงมติ วันรุ่งขึ้นม็อบเสื้อแดงก็เริ่มขึ้นทันที และมีทีท่าจะจัดทุกวันที่แยกอโศกมนตรี ส่วนม็อบ 3 นิ้วและม็อบทะลุแก๊สก็คงประสานเสริมกันไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่พลเอกประยุทธ์ต้องห่วง คงไม่ใช่ม็อบ เพราะม็อบขณะนี้มีเพียงความถี่ ไม่มีพลังและจำนวนคนพอที่จะล้มรัฐบาลได้ ผู้ที่จะล้มรัฐบาลชุดนี้ได้ ก็คือส.ส.ในพรรคพลังประชารัฐเอง ที่ขณะดูเหมือนจะสงบลงชั่วคราว แต่คงไม่ใช่สงบลงอย่างถาวร เชื่อว่าการเดินเกมของส.ส.ส่วนหนึ่งของพรรคพลังประชารัฐเพื่อจับมือกับพรรคเพื่อไทยเพื่อเป็นรัฐบาลจะยังมีต่อไป เพียงรอจังหวะที่เหมาะสมที่จะปะทุขึ้นเท่านั้น ถึงเวลานั้นหากพวกเขาทำสำเร็จ พวกเราอาจต้องลงถนนกันบ้างกระมัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้งหนึ่งในอดีต&amp;nbsp; เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ.2500 พรรคสหภูมิซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่เชื่อกันว่า จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผู้สับสนุนอยู่ข้างหลัง ร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน และส.ส.จำนวนหนึ่งยื่นขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม แต่เนื่องจากมีผู้ร่วมลงนามไม่เพียงพอ จึงทำได้เพียงขอเปิดอภิปรายทั่วไปรัฐบาลโดยไม่มีการลงมติ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือเปิดอภิปรายเพื่อซักฟอกรัฐบาลนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การอภิปรายครั้งนั้น แม้ไม่มีการลงมติ แต่ก็ทำให้รัฐบาลบอบช้ำอย่างหนัก และหัวข้อที่ทำให้รัฐบาลมัวหมองอย่างหนักก็คือ ข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านว่า มีบุคคลบางคนและหนังสือพิมพ์บางฉบับได้กระทำการอันเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพองค์พระมหากษัตริย์ แต่รัฐบาลมิได้ดำเดินการโดยฉับพลันเพื่อหาทางเอาความกับบุคคลเหล่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์ปัจจุบันกลับเป็นตรงข้าม ฝ่ายค้านพรรคหนึ่งเป็นหัวหอกในการกระทำที่ทั้งหมิ่นเหม่ ทั้งเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านอื่นพากันนิ่งเฉย ไม่นำพาแม้สักนิด รัฐบาลเองก็ไม่เด็ดขาด อันที่จริงหากจะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีเอส ในข้อหาว่า ล้มเหลวในการจัดการเรื่องการดูแลควบคุมเรื่องการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพใน social media ต่างๆ ดูจะเป็นเหตุเป็นผลกว่าข้อกล่าวหาว่า&amp;nbsp; &amp;quot;ใช้สื่อรัฐบิดเบือนข้อเท็จจริง สร้างความแตกแยกในสังคม ทำลายบรรทัดฐานอันดีของสังคม.........&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอยเกินไป ในขณะที่ข้อกล่าวหาเรื่องแรก มีข้อพิสูจน์ได้ชัดเจน เพียงนำ comments ในโพสต์ต่างๆ ของสำนักข่าวบางสำนักของไทยเอง ก็สามารถดำเนินการทางกฎหมายกับสำนักข่าวเหล่านั้นได้แล้ว เพราะเป็นสำนักข่าวที่โพสต์ภาพ คลิปส์วีดิโอ และข้อความที่ส่อว่ามีเจตนาที่จะให้มีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจาก comments ของสาวกผู้ติดตาม แต่กระทรวงดีอีเอส ไม่ได้ทำ ไม่เคยทำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี เป็นไปไม่ได้ที่พรรคฝ่ายค้านจะนำเรื่องดังกล่าวมาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี เนื่องจากดูเหมือนจะไม่ได้เป็นเดือดเป็นร้อนแทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 แต่อย่างใดเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกระทำของม็อบ ของสำนักข่าวบางสำนักข่าว และของพรรคฝ่ายค้านทำให้ผู้ที่จงรักภักดีอย่างเหนียวแน่น ผู้ที่ไม่เหนียวแน่นนัก และผู้ที่ยืนอยู่ตรงกลาง เริ่มมีความเห็นใจสถาบันพระมหากษัตริย์มากขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มมีการตอบโต้มากขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน
&amp;nbsp;
ดังนั้นจงหยุดเสียเถิด อย่าสร้างความแตกแยก แตกร้าว ระหว่างคนไทยด้วยกัน ระหว่างคนในครอบครัวเดียวกัน ระหว่างคนในวงการเดียวกันต่อไปอีกเลย เพราะความพยายามของพวกคุณไม่มีทางสำเร็จได้เลยในประเทศนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115807</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซักฟอก, บิ๊กตู่, ม็อบ, รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร, รัฐบาล, อภิปรายไม่ไว้วางใจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_6135e4381fbd3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
