<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>75800</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2020 13:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2020 13:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;รสนา&#039;ยื่น ปธ.กอ.หนุนตั้งกก.สอบวินัย &#039;เนตร&#039; สั่งไม่ฟ้องตัดตอนคดีบอส ขู่ลั่นใครโหวตล้มอีกเจอมาตรา 157</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ส.ค.63 - ที่ห้องรับรองประธานคณะกรรมการอัยการ ชั้น 8 สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว.กทม. และ น.ส.บุญยืน ศิริธรรม เอ็นจีโอด้านสิทธิผู้บริโภค เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายอรรถพล ใหญ่สว่าง ประธานคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) ขอให้ตั้งคณะกรรมการสอบวินัย นายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด กรณีการสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ทายาทเครื่องดื่มชูกำลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.รสนา เปิดเผยว่า จากที่ท่านอรรถพลได้ออกหนังสือบันทึกข้อความ 6 ข้อ ตนเห็นด้วย อัยการที่สั่งฟ้องออกหมายจับถูกต้อง การที่นายเนตร รองอัยการสูงสุด กลับคำสั่งเป็นประเด็นที่ไม่ถูกต้อง ด้วยความจริงปรากฏว่า กรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมายฯ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทำกระบวนการเปลี่ยนข้อเท็จจริง เหมือนทำสำนวนส่งเข้ามาโดยไม่มีอำนาจ สร้างพยานหลักฐานความเร็วรถจากเรื่องขอความเป็นธรรม ซึ่ง ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อดีตอัยการสูงสุด รับฟังพิจารณาแล้วไม่หักล้างข้อเท็จจริงที่ออกหมายจับไปแล้ว เมื่อมีการร้องขอความเป็นธรรมเข้ามาอีกในยุคนายเข็มชัย ชุติวงศ์ อดีตอัยการสูงสุด ก็มีจดหมายยืนยันไปยัง สนช. ว่าไม่สามารถหักล้างข้อเท็จจริงได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.รสนา กล่าวต่อไปว่า การที่นายเนตรกลับคำสั่งเป็นไม่ฟ้องขณะที่เป็นอธิบดีอัยการ เป็นการตัดตอนคดีให้ไม่ถึงศาล จึงขอให้ประธาน ก.อ. ตั้งคณะกรรมการสอบวินัย หลังจากที่การตั้งคณะกรรมการสอบดุลพินิจไม่ผ่าน แต่การสอบวินัยสามารถทำได้ ประชาชนให้ความสำคัญกับระบบยุติธรรม ถ้าหากคดีถูกตัดตอนได้จากคนที่คนเนกชั่นดี ร่ำรวย ประชาชนจะขาดความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม หวังว่าคนอื่นจะไม่โหวตล้มอีก ถ้าล้มจะหาช่องทางฟ้องข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ฝากความหวังไว้กับท่านอรรถพลที่จะผดุงความเป็นธรรม เพื่อที่จะรักษาสถาบันอัยการให้ศักดิ์สิทธิน่าเชื่อถือในกระบวนการยุติธรรม&amp;rdquo; น.ส.รสนา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายอรรถพล กล่าวว่า ตอนนี้ระเบียบในการสอบวินัยข้าราชการอัยการระดับรองอัยการสูงสุด ได้ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม ก.อ. เมื่อวันที่ 18 ส.ค. ที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งตนในฐานะประธาน ก.อ.ได้ลงนามเพื่อรอประกาศราชกิจจานุเบกษาในขณะนี้ หากมีการประกาศราชกิจฯ แล้ว สามารถตั้งกรรมการสอบสวนชั้นต้นได้ โดยอัยการสูงสุดเป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการสอบสวนชั้นต้นนี้ ถ้าผลการสอบปรากฏว่าการสั่งคดีของนายเนตรชอบด้วยกฎหมาย ระเบียบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเรื่องก็จบ แต่ถ้าผลสอบออกมาเข้าการกระทำผิดวินัยก็จะต้องดูต่อว่าเป็นวินัยอย่างไร เป็นวินัยร้ายแรงหรือไม่ โทษจะแตกต่างกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอรรถพล กล่าวต่อไปว่า บอกได้เลยว่าตอนนี้ไม่ต้องห่วง ถ้ามีการประกาศราชกิจจาฯ เราทำหนังสือส่งด่วนที่สุดแล้ว มีการตั้งกรรมการสอบสวนชั้นต้นเต็มรูปแบบสามารถพิจารณาได้ทุกเรื่อง ถ้าระเบียบฯ ดังกล่าวประกาศทันวันที่ 9 ก.ย. 2563 ซึ่งเป็นวันประชุม ก.อ.ก็สามารถให้ดำเนินการสอบสวนชั้นต้นได้ทันที โดยในการสอบสวนเราต้องให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย จะต้องแจ้งรายละเอียดให้ผู้ถูกสอบทราบว่าจะต้องสอบเรื่องอะไร และผู้ถูกสอบสามารถนำพยานหลักฐานมาหักล้างได้เช่นเดียวกันกับการดำเนินคดีในศาลหรือของพนักงานสอบสวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีนายเนตรยื่นหนังสือลาออกนั้น หากยังไม่ได้มีการตั้งสอบวินัย จะทำให้ไม่สามารถตั้งสอบวินัยได้อีก แต่ข้อเท็จจริงทราบว่าทางอัยการสูงสุดยังไม่ได้เซ็นอนุญาตลาออก ซึ่งตามกฎหมายอัยการสูงสุดสามารถยับยั้งได้ 3 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอรรถพล กล่าวอีกว่า หลังจากนี้จะดูรายละเอียดเอกสารที่ได้รับเข้ามาในฐานะประธาน ก.อ. ถ้าตนพิจารณาแล้วเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ก็จะส่งเรื่องต่อไปยังสำนักงาน ก.อ.เป็นผู้ดูเรื่องนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามถึงการยืนยันความเห็นที่เคยกล่าวว่าการสั่งฟ้องคดีนายวรยุทธยังมีผลอยู่ เนื่องจากคำสั่งกลับไม่ฟ้องของนายเนตร รองอัยการสูงสุดไม่ชอบนั้น นายอรรถพล กล่าวว่า ตนในฐานะประธาน ก.อ. เคยออกความเห็นข้อกฎหมายดังกล่าวไปก็ถูกโจมตีว่าชี้นำ ตอนนี้ขั้นตอนถึงที่เรากำลังจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนชั้นต้นแล้ว หากตนออกความเห็นขึ้นมาอีกจะถูกกล่าวหาว่าชี้นำจึงยังไม่ขอออกความเห็นตรงนี้ หากกรรมการสอบชั้นต้นสอบเสร็จและเข้าที่ประชุม ก.อ. หลังจากนั้นตอบได้ทุกเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอรรถพล กล่าวด้วยว่า ความเป็นธรรมทางอาญา เราต้องดูสังคม ถ้าสาธารณะหรือสังคมกระทบกระเทือน ทุกคนก็กระทบกระเทือนหมด จะพยายามใช้ความรู้ความสามารถเต็มที่ ที่ผ่านมาพอเปิดเผยว่าจะทำอะไรถูกข้อครหาว่าชี้นำ ตนจะดูให้เกิดความเป็นธรรม แม้กระทั่งการดำเนินคดีนี้ในอนาคต ในใจรู้ว่าเราควรมีข้อแนะนำอย่างไร แต่ขอดำเนินการในทางลับ ต้องยอมรับในสังคมไทยในคดีอาญาจะมี 2 ด้าน ตนพูดไปฝ่ายหนึ่งบอกดีผดุงความเป็นธรรม อีกฝ่ายบอกแทรกแซง ทั้งที่ประธาน ก.อ.ไม่ได้มีอำนาจในทางบริหารเรื่องคดี ขอยืนยันต่อหน้าทุกคนว่าจะทำให้ดีที่สุด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและรักษาองค์กร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75800</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีบอส, รสนา โตสิตระกูล, วรยุทธ อยู่วิทยา, อรรถพล ใหญ่สว่าง, เนตร นาคสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200828/image_big_5f48a33b1a29b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73231</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> อายัดศพ!จารุชาติ   วิชาชงคุ้มครองพยาน/เสวนาสับเละหวั่นซ้ำทุ่งใหญ่นเรศวร </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;03poe01.pol&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ สั่งอายัดศพ &amp;quot;จารุชาติ-พยานปากเอก&amp;quot; คดี​ &amp;quot;บอส&amp;quot; ยันใครผิดต้องได้รับโทษ จะไม่เป็นที่ค้างคาใจประชาชน &amp;nbsp; &amp;quot;วิชา&amp;quot; ขอนายกฯ ใช้อำนาจสั่งคุ้มครองพยานคนอื่นด้วย รวมถึงหลักฐานต่างๆ ในคดีทั้งกระบวนการ ลั่นถึงเวลายกเครื่องกระบวนการยุติธรรม ผู้การเชียงใหม่ลงพื้นที่อายัดศพแล้ว พร้อมนำไปชันสูตรรอบ 2 ที่นิติเวช รพ.มหาราช &amp;quot;ศรีสุวรรณ&amp;quot; จับตา กก.ของตำรวจจะเป็นมวยล้มต้มคนดู เวทีเสวนาฯ สับกระบวนการยุติธรรมไทย อำมหิตบิดเบือนได้แม้กระทั่งหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ หวั่นเป็นฟางเส้นสุดท้ายซ้ำรอยทุ่งใหญ่นเรศวร จุดชนวน 14 ตุลา 16 จี้นายกฯ นำร่างกฎหมายปฏิรูปฯ เข้าสภา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้ความสำคัญกับคดีความที่อยู่ในความสนใจของประชาชน กรณีสำนักงานอัยการสูงสุดไม่ส่งฟ้องทายาทนักธุรกิจชื่อดังขับรถชนเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตเมื่อปี 2555 พร้อมกันนี้ยังได้รับทราบการเสียชีวิตของนายจารุชาติ มาดทอง อายุ 40 ปี ชาว จ.เชียงราย หนึ่งในพยานคนสำคัญ โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการอายัดศพไว้ก่อนเพื่อนำกลับมาชันสูตรพลิกศพสืบหาการเสียชีวิตอย่างละเอียดรอบคอบ ไม่เป็นข้อกังขาคาใจของประชาชน แต่ยืนยันว่าไม่ใช่การแทรงแซงกระบวนการยุติธรรม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลีกล่าวว่า สำหรับคดีดังกล่าว นายกรัฐมนตรีคาดหวังให้คณะกรรมการตรวจสอบความจริงของหน่วยงานต่างๆ ได้ทำงานอย่างเต็มกำลัง พร้อมให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ที่มีนายวิชา มหาคุณ เป็นประธานกรรมการ ได้นำเสนอความจริงต่อนายกรัฐมนตรีและสาธารณชน ก่อนที่จะพิจารณาว่าควรดำเนินการอย่างไรต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นายกฯ ยืนยันว่ารัฐบาลจะอำนวยความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในคดีดังกล่าว หากพบว่ามีการกระทำความผิดจริง คนผิดจะต้องได้รับการลงโทษ โดยคดีนี้จะไม่เป็นที่ค้างคาใจของประชาชน นอกจากนี้ยังต้องไปดูโครงสร้างของกระบวนการยุติธรรมด้วยว่ามีช่องโหว่หรือไม่ ควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขอย่างไร เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ ให้สังคมเกิดข้อกังขากับกระบวนการยุติธรรม&amp;quot; น.ส.ไตรศุลีกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ในคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา ขับรถชนเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต เปิดเผยว่า ตนได้เสนอกับนายกรัฐมนตรีสั่งอายัดศพนายจารุชาติ มาดทอง เพื่อนำกลับมาชันสูตร เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง ซึ่งตามกำหนดการ ญาติจะมีการฌาปนกิจในวันที่ 2 ส.ค. แต่การเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ทำให้มีการตั้งข้อสังเกต อาจเป็นการเสียชีวิตผิดธรรมชาติ และสังคมยังมีความเคลือบแคลงสงสัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมานายวิชาเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีสั่งการด่วนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการอายัดศพนายจารุชาติแล้ว นอกจากนี้ตนเองจะขอให้นายกฯ ใช้อำนาจสั่งคุ้มครองพยานคนอื่นๆ ในคดีนี้ด้วย รวมถึงหลักฐานต่างๆ ในคดีทั้ง กระบวนการ ทั้งนี้ ในวันที่ 3 ส.ค. คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ จะประชุมนัดแรกเวลา 15.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อกำหนดกรอบการทำงานเร่งรัดให้ได้ข้อเท็จจริงเร็วที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เบื้องต้นจะฟังเสียงของผู้ทรงคุณวุฒิว่ามีข้อคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ เพื่อนำไปสู่การเรียกบุคคลเข้ามาชี้แจง และจะได้มอบนโยบายได้ถูกต้อง การทำงานตามกรอบ 30 วัน ของคณะกรรมการฯ จะต้องดูให้รอบคอบ หากคณะกรรมการฯ ตรวจสอบคดีเฉยๆ คิดว่า30 วันคงจะเพียงพอทำให้สังคมเกิดความเชื่อถือและเชื่อมั่นในระบบกระบวนการยุติธรรมไทย แต่ถ้าเรามีความจำเป็น จะต้องเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ อาจต้องใช้ระยะเวลาต่อ แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายกฯ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้จะต้องรายงานเสนอต่อนายกฯ ทุก 10 วัน&amp;quot;
ถึงเวลาต้องยกเครื่องใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิชากล่าวด้วยว่า เมื่อมาอยู่ในจุดที่ต้องรับผิดชอบ ก็เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมมีความเสื่อมทรุดไปกว่าเดิม โดยอาจจะมีเรื่องของผลประโยชน์เงินและอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในทุกชาติ ถึงจุดเวลาที่จะต้องยกเครื่อง และการทำงานใหม่ จะทำแบบเดิมคงไม่ได้แล้ว ประเทศไทยปฏิรูปมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังไม่เกิดผลเป็นรูปธรรม หรือเรียกว่าปฏิวัติหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ ซึ่งถึงเวลาแล้วจะต้องเอาจริงเอาจังกับระบบกระบวนการยุติธรรมไทย เพราะถึงขนาดนายกฯ สั่งการรวบรวมความคิดจากผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ รวมถึงคดีความมาเป็นแม่แบบหรือต้องถอดบทเรียน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีที่พยานปากสำคัญ 1 ใน 2 พยานที่เสียชีวิตกะทันหันนั้น นายวิชากล่าวว่า เรื่องนี้จะต้องดูให้รอบคอบ จะต้องตรวจสอบที่มาที่ไปอย่างละเอียดด้วย สรุปเบื้องต้นจะต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกระบวนการ หากเสียชีวิตโดยผิดปกติหรือผิดธรรมชาติ​ &amp;nbsp;ต้องให้มีการไต่สวนชันสูตรพลิกศพว่าคดีนี้เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร เพราะมันอยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอยู่แล้ว เว้นแต่จะไม่ทำเท่านั้น ความเชื่อว่าหากไม่ทำเรื่องนี้ให้เกิดความสงสัยจะทำให้เกิดปัญหาแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ในฐานะคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ที่มีนายวิชา มหาคุณ เป็นประธาน กล่าวกรณีที่นายกฯ สั่งอายัดศพนายจารุชาติ มาดทอง ว่าถือเป็นเรื่องดี ซึ่งควรจะเป็นอย่างนั้น สำหรับเรื่องการชันสูตรนั้น มีสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ที่มีหน้าที่โดยตรง เขาสามารถทำหน้าที่ได้ หรือจะเป็นตำรวจ คิดว่าเขาก็มีวิชาชีพของเขา ซึ่งเมื่อนายกฯ ได้สั่งแล้วก็ต้องให้เวลาเขา ตนเชื่อว่าสังคมตามอยู่ คนที่เกี่ยวข้องจะต้องรู้สำนึกอยู่แล้วว่าเขาจะทำแบบไม่โปร่งใสไม่ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า การที่นายกฯ รับฟังข้อเสนอของคณะกรรมการฯหรือให้การสนับสนุนเรื่องต่างๆ จะทำให้คณะกรรมการฯ ทำงานง่ายขึ้นหรือไม่ นายบวรศักดิ์กล่าวว่า ใช่ ไม่อย่างนั้นจะแต่งตั้งนายวิชาหรือใครต่อใครมาทำไม ซึ่งต้องทำเร็ว ส่วนระยะเวลา 30 วันของคณะกรรมการฯ นั้น คิดว่าเพียงพอ ในส่วนเรื่องข้อเสนอแนะเรื่องการปฏิรูปนั้น ที่ผ่านมาก็มีข้อเสนอแนะที่ทำกันไว้อยู่บ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแผนการปฏิรูปตำรวจของคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ ที่มี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธาน หรือคณะกรรมการที่ยกร่างกฎหมาย ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ซึ่งทำเสร็จไปแล้ว มันไม่ได้เริ่มจากศูนย์ ฉะนั้นมันจึงไม่น่าจะช้า คาดว่าคณะกรรมการฯ คงจะนำมาพิจารณาด้วย แต่ต้องถามนายวิชา ในฐานะประธานว่าจะมีแนวทางอย่างไร ส่วนที่สังคมคาดหวังกับคณะกรรมการชุดนี้สูงนั้น เราก็ทำให้เขาผิดหวังไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ หลังนายกรัฐมนตรีสั่งการด่วนให้ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการอายัดศพของนายจารุชาติ เบื้องต้นการเจรจาครอบครัวไม่อนุญาต แต่ภายหลังพูดคุยทำความเข้าใจอีกครั้ง โดยครอบครัวยินยอม แต่ขอให้ดำเนินการทางพิธีให้แล้วเสร็จก่อน คือมีการเคลื่อนโลงไปที่สุสาน และดำเนินการให้ครบตามขั้นตอน จากนั้นมอบศพของนายจารุชาติให้ไปชันสูตรที่เชียงใหม่เป็นครั้งที่ 2
ชั้นสูตรศพ&amp;quot;จารุชาติ&amp;quot;รอบ2
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ เดินทางมาที่บ้านของนายจารุชาติ ซึ่งญาติได้รับศพกลับมาเพื่อบำเพ็ญกุศลตามประเพณีที่บ้านเกิดในหมู่บ้านวังชมภู หมู่ 25 ต.ม่วงคำ อ.พาน จ.เชียงราย แต่ทางเจ้าหน้าที่ได้ขออายัดศพเพื่อขอชันสูตรอย่างละเอียดอีกครั้ง โดย พล.ต.ต.พิเชษฐกล่าวว่า การเดินทางมาในครั้งนี้ เพื่อขออายัดร่างของนายจารุชาติเอาไว้เพื่อตรวจสอบหาการเสียชีวิตอย่างละเอียด เนื่องจากมีความสงสัยเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิต ส่วนที่มีข้อสงสัยว่าทางเจ้าหน้าที่โทร.หาญาติได้อย่างไร ในส่วนนี้พบว่าหลังเกิดอุบัติเหตุเจ้าหน้าที่ได้เก็บสมบัติที่ติดตัวผู้เสียชีวิตเอาไว้ รวมถึงโทรศัพท์ จึงได้ตรวจสอบหมายเลขพบว่ารายชื่อบันทึกว่า แม่ จึงได้สุ่มโทร. พบว่าเป็นแม่ของผู้เสียชีวิต จึงได้แจ้งเหตุให้ทราบว่านายจารุชาติเสียชีวิตแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในส่วนของการแจ้งสาเหตุการเสียชีวิต ก่อนหน้านี้พบว่ามีร่องรอยการกระแทกที่ศีรษะและมีเลือดออกในช่องท้องนั้น ทางเจ้าหน้าที่จะได้ทำการพิสูจน์อีกครั้ง เพื่อให้ความกระจ่างแก่ทุกฝ่ายถึงการเสียชีวิต ในส่วนของคู่กรณีที่เกิดอุบัติเหตุร่วมกัน เบื้องต้นหลังจากที่เกิดเหตุได้ทำการสอบสวนก็อยู่ในอาการมึนเมา ยังให้การวกไปวนมา ซึ่งต้องทำการสอบปากคำอีกครั้ง และนำผลการสอบปากคำมาประกอบกับหลักฐานชิ้นอื่นๆ เพื่อคลี่คลายคดีดังกล่าวต่อไป&amp;rdquo; ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ได้ขออายัดร่าง หลังจากที่ให้ญาติได้ประกอบพิธีทางศาสนาแล้วเสร็จก่อน โดยได้รับความอนุเคราะห์จากรถพยาบาลโรงพยาบาลพาน นำร่างส่งให้กับทางโรงพยาบาลมหาราช นครเชียงใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการกองปราบปราม เปิดเผยว่า ได้ให้ พ.ต.อ.ปทักษ์ ขวัญนา ผู้กำกับการกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม ลงพื้นที่เกิดเหตุ โดยจะต้องทำการตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียด พร้อมกับมีการไล่กล้องวงจรปิดย้อนไปก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุ รวมถึงจะต้องนำตัวพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดมาสอบสวนอย่างละเอียด ขณะนี้ทางกองปราบฯ ยังไม่ระบุแน่ชัด หรือตั้งประเด็นไปในทิศทางใด ไม่ว่าจะเป็นฆาตกรรมหรืออุบัติเหตุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้าเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นครพิงค์ ได้ขอความร่วมมือกับทางญาติและครอบครัวนายจารุชาติ มาดทอง ในการนำศพกลับมาชันสูตรพลิกศพโดยละเอียดอีกครั้ง ณ นิติเวช โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ซึ่งเป็นการชันสูตรพลิกศพครั้งที่ 2 เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสามารถตอบคำถามสังคมได้ โดยพนักงานสอบสวนจะนำผลการชันสูตรพลิกศพทั้ง 2 ครั้ง เข้าประกอบสำนวนการสอบสวน ทั้งนี้ คณะพนักงานสอบสวนได้ทำสำนวนการสอบสวน แบ่งออกเป็น 2 คดี คือ 1.สำนวนคดีจราจร และ 2.สำนวนชันสูตรพลิกศพ โดยยังคงต้องรอผลการชันสูตรพลิกศพจากแพทย์นิติเวช ประกอบกับผลการตรวจสถานที่เกิดเหตุจากกองพิสูจน์หลักฐาน และข้อมูลทางการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน ในประเด็นข้อสงสัยต่างๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.ศตวรรษ หิรัญบูรณะ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีอัยการสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1 ส.ค. ได้หารือในที่ประชุมและมอบหมายงานให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม โดยเฉพาะประเด็นผลตรวจเลือดที่พบสารแปลกปลอม 4 ชนิด และมี 2 ชนิดที่เป็นองค์ประกอบย่อยที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดชนิดโคเคน ซึ่งเดิมเห็นว่าจะเชิญแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญจากกระทรวงสาธารณสุขมาให้ข้อมูล แต่ได้มอบหมายใหม่ให้ไปสอบถามข้อมูลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแทน จากนั้นให้นำข้อมูลสรุปความเห็นรายงานต่อที่ประชุมวันที่ 3 ส.ค. เพื่อพิจารณาลงลึกไปในรายละเอียด หากผลจากการพิจารณาพบว่ามีพยานหลักฐานที่ชัดเจนมากพอ และคดียังไม่หมดอายุความ ก็จะเสนอ ผบ.ตร. พิจารณาสั่งการต่อไป ว่าจะให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาที่เกี่ยวกับเสพสารเสพติดกับนายวรยุทธเพิ่มเติมหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในการมอบหมายงานครั้งนี้ มุ่งเรื่องผลการตอบสารแปลกปลอมในเลือดเป็นเรื่องเร่งด่วน รวมทั้งความเร็วรถยนต์ที่แท้จริงที่นายวรยุทธขับในวันเกิดเหตุ โดยยอมรับว่ามีการถกเถียงในที่ประชุมเรื่องผลการคำนวณที่ออกมาแตกต่างกัน&amp;quot; พล.ต.อ.ศตวรรษ กล่าว
กังขา กก.ชุดตร.เป็นมวยล้ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า กรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนฯ ได้เชิญนายตำรวจหลายนายไปให้ข้อมูลในประเด็นที่ไม่มีการแจ้งข้อหาพบสารแปลกปลอมที่เกิดจากยาเสพติดในร่างกายของผู้ต้องหา ทั้งที่มีผลตรวจทางนิติเวชวิทยายืนยันจากการตรวจเลือดของบอสแล้ว แต่ทว่าพนักงานสอบสวนได้ให้เหตุผลที่ไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาในคดีนี้ โดยอ้างว่ามีทันตแพทย์ยืนยันว่าได้ให้ยาที่มีส่วนผสมของโคเคนในการรักษาทำฟัน แต่ปรากฏว่า พล.ต.อ.ศตวรรษ &amp;nbsp;กลับมาตั้งโต๊ะแถลงแก้ต่างว่าทันตแพทย์ที่ให้การรักษานายบอส ยืนยันว่าไม่ได้ให้ยาที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติด เพียงแค่ให้ยาปฏิชีวนะเท่านั้น ประหนึ่งว่าจะพยายามแก้ต่างให้ตำรวจที่คณะของตนตรวจสอบข้อเท็จจริง จึงน่าเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยว่าผลสรุปของการคณะกรรมการฯ ของตำรวจ อาจทำให้ประชาชนคิดไปได้ว่าเป็นดั่งมวยล้มต้มคนดูก็เป็นไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวว่า กรณีกระทิงทองหล่อนั้น เหมือนความอยุติธรรมฟาดอยู่ตรงกลางหัวใจของพี่น้องคนไทย สมมุติว่ากรณีนี้ไม่สามารถทำอะไรได้อีก ก็เชื่อว่ายากที่นายวรยุทธจะกลับมาอยู่ประเทศไทย เพราะทันทีที่เดินทางมาประเทศไทย คนจะลุกฮือเต็มสนามบินสุวรรณภูมิ ตระกูลอยู่วิทยา ต้องออกมาขอที่ยืนในสังคม นายวรยุทธ อยู่วิทยา ออกมาทำในสิ่งที่ถูกต้อง แม้จะไม่มีการสั่งฟ้อง ก็ติดคุกทางสังคมที่มีพื้นที่ใหญ่ ครอบคลุมทั่วโลก และเมื่อเรื่องนี้ดังขึ้นท่ามกลางบรรดาคนหนุ่มสาวนิสิตนักศึกษาที่กำลังขับเคลื่อน ก็เปรียบเสมือนเป็นปุ๋ยชั้นดี เมื่อคนต่างเกิดความรู้สึกว่ารับไม่ได้ก็จะออกกันมา เพราะกรณีนี้ไปกระเเทกตรงกลางดวงใจของทุกฝ่ายและกลายเป็นการสร้างความปรองดองภายในชาติอย่างคาดไม่ถึง สุดท้ายเรื่องนี้ต้องมีทางออกให้กับหัวใจคนไทย เพราะไม่เช่นนั้นกระทิงทองหล่อจะขวิดล้มระเนระนาดกันทั้งกระดาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า การปฏิรูประบบและกระบวนการยุติธรรม เริ่มแล้วที่มหาวิทยาลัยรังสิต ข้อเสนอเบื้องต้น 1.แยกตั้งกรมตำรวจภูธรภูมิภาคต่างๆ เพื่อกระจายอำนาจและตัดสายส่งส่วยและให้ตำรวจแต่ละจังหวัดขึ้นอยู่ในการกำกับดูแลรับผิดชอบของผู้ว่าราชการจังหวัด 2.ให้แยกตั้งกรมการสอบสวน ขึ้นกับกระทรวงยุติธรรม และให้การสอบสวนจังหวัดขึ้นกับผู้ว่าราชการจังหวัด 3.ไม่ให้ตำรวจมีอำนาจเปรียบเทียบปรับกรณีใดๆ ทั้งสิ้น ให้โอนอำนาจเป็นของศาล แม้กระทั่งใบสั่งจราจรดังเช่นสหรัฐอเมริกา 4.ไม่ให้อัยการมีอำนาจสั่งไม่ฟ้องคดีใดๆ เพียงตรวจสอบความเป็นธรรม รวดเร็วและเสนอความเห็นไปยังศาล 5.ให้จังหวัด &amp;ldquo;บริหารจัดการตนเอง&amp;rdquo; มี &amp;ldquo;งบประมาณ&amp;rdquo; ของตนเอง โอนอำนาจการบริหารจัดการจากส่วนกลาง &amp;ldquo;การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการจังหวัดต้องเป็นเทอม&amp;rdquo; ไม่พร่ำเพรื่อ ตามอำเภอใจส่วนกลาง และอีกมากมายที่ต้องปฏิรูป คุกต้องไม่มีไว้ขังแต่คนจน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สถาบันปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (สป.ยธ.) ร่วมกับเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (PolicWatch) และคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) จัดเวทีเสวนาสาธารณะ &amp;ldquo;บทเรียนกรณีบอสกระทิงแดง : จะปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอย่างไรไม่ให้คนผิดลอยนวล&amp;rdquo; โดย ด.ร.น้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการประจำจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวตอนหนึ่งว่า แต่ก่อนมีการบิดเบือนตรรกะทางกฎหมาย แต่เดียวนี้ถึงขั้นบิดเบือนวิทยาศาสตร์ ความเร็วก็บิดเบือนได้ มันไปกันใหญ่แล้ว ถ้าปล่อยให้พยานหลักฐานที่ไม่มีความชัดเจนและเกิดความสงสัยอยู่ขึ้นสู่ศาล ศาลก็จะยกฟ้อง &amp;nbsp;การยกฟ้องคือการฟอกขาวในคดีบอส ถ้ามีหลักฐานใหม่ หรือหลักฐานที่ไม่อยู่ในสำนวนสามารถรื้อคดีได้ เป็นเรื่องขี้หมา สิ่งที่ตนเรียกร้องมาตลอดคือการมีระบบที่ไม่ไว้ใจใคร ต้องสร้างระบบที่ชั่วแค่ไหนก็ทำเลวไม่ได้ ความจริงในที่เกิดเหตุทุกอย่างสมบูรณ์ทั้งพยานหลักฐาน โดยมีฝ่ายปกครอง พิสูจน์หลักฐาน อัยการลงไปดู ทุกคนรู้เห็นทั้งหมด ทุกอย่างจบใน 3 เดือน ยิ่งปล่อยเวลานาน ยิ่งมีเวลาซื้อคดี บิดเบือน แทรกแซง วิ่งเต้นคดี คนมีอำนาจมีเวลาเข้ามาแซรกแทง อัยการต้องปฏิรูปด้านหาความจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนคร ชมพูชาติ ทนายความสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมไทยชั้นต้น ชั้นกลาง มีปัญหามาก่อนหน้านี้แล้วอัยการบางท่านเมื่อมีส่วนกับพนักงานสอบสวนก็จะทำสำนวนแปลกๆ ให้เกิดขึ้น และจะเข้าใจมากเมื่อเป็นคดีของผู้มีเงินเยอะ ในอดีต ไม่ว่าอัยการระดับไหนก็เคยมีลักษณะแบบนี้เหมือนกัน ต้องมีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
ซ้ำรอยทุ่งใหญ่ฯจุดชนวน14ตุลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า เมื่อเห็นสำนวนย่อของอัยการสั่งไม่ฟ้องแล้วรู้สึกสะอิดสะเอียน เรื่องนี้สั่นสะเทือนไปถึงรากฐานสังคมไทยอย่างไม่เคยเกิดมาก่อน สั่นสะเทือนไปถึงระบอบประชาธิปไตย เป็นรากฐานของระบบอุปถัมภ์ที่เข้มข้น สิ่งที่จะต้องแก้ไขคือผู้มีอำนาจรัฐดำเนินการแก้ไขตั้งแต่ต้นลม ฟังเสียงประชาชน ตอบคำถามประชาชนให้ได้ อีกทางถ้าผู้ครองอำนาจรัฐตอบไม่ได้ จะเป็นชนวนในสิ่งที่ใหญ่มาก แต่จะใหญ่อย่างไรไม่อาจพยากรณ์ได้ อย่างเช่นกรณีทุ่งใหญ่นเรศวร เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่พอสมควรในเดือน ต.ค.ปี 2516
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คดีนี้เสมือนฟางเส้นท้ายๆ ที่ทับถมลงไปบนหลังอูฐ เหลืออดกับหลายเรื่องมายาวนาน ฉะนั้นนายกฯ ต้องเร่งเสนอ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติและร่าง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีอาญาเข้าสู่รัฐสภาเพื่อดำเนินการพิจารณาด่วนให้กำเนิดขึ้นมา ถึงแม้ร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับจะยังไม่สามารถตอบคำถามได้ทั้งหมด เชื่อว่าคณะผู้ร่างต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หากร่างทั้ง 2 ฉบับเป็นสารตั้งต้นเข้าสู่รัฐสภา ถ้าทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน ณ เวลานี้จะก่อให้เกิดความปรองดองไม่ว่าสีใด ฝ่ายใด ในความอับอายนี้ ถ้าเราก้าวข้ามจุดนี้ไปได้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แม้จะต้องใช้เวลา&amp;quot; นายคำนูณกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นางรสนา โตสิตระกูล &amp;nbsp;อดีต ส.ว. กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นสังคมรับไม่ได้ความยุติธรรมมันสำคัญกว่า กฎหมายเป็นแค่เครื่องมือในการหาความยุติธรรม เมื่อไหร่ก็ตามเมื่อเห็นว่าความยุติธรรมมีเฉพาะคนรวย ขอให้คนที่เกี่ยวข้องอย่าเสียสละระบบทั้งหมดเพื่อบุคคลบางกลุ่ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม กล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมอำมหิตสำหรับคนจน คนจนรับรู้มานาน แต่ที่หนักบางคนไม่ได้ทำผิดก็ยังต้องติดคุกจากการสอบสวนวิปริตวิปลาส กระบวนการยุติธรรมไทยมีปัญหาร้ายแรง โดยเฉพาะขั้นสอบสวน ขนาดวิทยาศาสตร์ยังเพี้ยนได้เลย และไม่ทราบวิทยาศาสตร์มีกี่สูตรตัวเลขที่ออกมาถึงห่างกันมาก จาก 177 กม.ต่อชั่วโมงเหลือ 76 กม.ต่อชั่วโมง สิ่งที่เกิดขึ้นขอเรียกว่าเป็นอาชญากรรมการสอบสวน เกิดขึ้นเยอะแยะทั้งหนักทั้งเบา เรื่องนี้ทุกคนนึกไม่ถึง ไม่มีการตรวจแอลกอฮอล์ เป็นเจตนาตั้งแต่แรก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อัยการเป็นจิกซอว์ตัวสุดท้าย เป็นแพะก็ได้ เมื่อส่งสำนวนให้อัยการสรุปสั่งฟ้อง แต่เขารู้อยู่แล้วอัยการฟ้องไม่ได้เพราะไม่เมา ไม่เร็วจะฟ้องได้อย่างไร เมื่อสั่งสอบเพิ่มเติมจะเป็นการดองคดี อะไรบิดไม่ได้ก็ปล่อยให้หมดอายุความ ตรวจพบโคเคนก็ไม่เข้าสำนวน อัยการแค่พิจารณาสำนวนตามที่ตำรวจส่งให้เท่านั้น ไม่มีโอกาสได้ค้นหาด้วยตัวเอง แต่ถ้าตำรวจสอบละเอียด อัยการจะสั่งเป็นอื่นไปไม่ได้ เรื่องนี้หลายฝ่ายมองว่าตำรวจเสนอสั่งฟ้อง มันเป็นแท็กติกสุดท้ายอัยการไม่ฟ้อง อัยการจึงกลายเป็นแพะจริง ไอ้โม่งที่อยู่หลังพนักงานสอบสวนเขารู้อยู่แล้ว ว่าอัยการฟ้องไม่ได้ เพราะถ้าตำรวจสั่งไม่ฟ้องมันน่าเกลียด จึงใช้มืออัยการแทน ทุกอย่างถูกกำหนดจากการสอบสวน จึงถึงเวลาที่ต้องปฏิรูปตำรวจ&amp;quot; พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.ต.ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และอดีตเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานขณะเกิดเหตุ กล่าวว่า ขณะเกิดเหตุยศ ร.ต.อ. อยู่ที่หน่วยกลุ่มงานตรวจทานเคมีฟิสิกส์ กองพิสูจน์หลักฐาน หลังเกิดเหตุมีการระดมเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ 2 ประเด็น คือชนกันในลักษณะไหน ความเร็วเท่าไหร่ ได้ตรวจสอบร่องรอยต่างๆ เพราะพยานที่น่าเชื่อถือมากกว่าคือวัตถุพยาน บางร่องรอยสามารถชี้ข้อเท็จจริงได้ พบว่าการชนเป็นลักษณะตรงไม่ได้เฉียง ความเร็วรถจากกล้องวงจรปิดก่อนถึงจุดเกิดเหตุ 100 เมตร ซึ่งการคำนวณของชุดทำงาน ตนได้ใช้ฟิสิกส์พื้นฐานอัตราความเร็วเคลื่อนที่หารด้วยเวลา และไปวัดระยะทางในที่เกิดเหตุ เมื่อมาคำนวณเวลาก็ได้ความเร็วที่ 177 กม.ต่อชั่วโมง. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73231</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำนูณ สิทธิสมาน, จตุพร พรหมพันธุ์, นคร ชมพูชาติ, พ.ต.ต.ชวลิต เลาหอุดมพันธ์, พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ, พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน, พล.ต.อ.ศตวรรษ หิรัญบูรณะ, รสนา โตสิตระกูล, ศรีสุวรรณ จรรยา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อาทิตย์ อุไรรัตน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200802/image_big_5f26c5ac992a0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69193</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2020 07:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2020 07:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตส.ว.รสนา จี้ &#039;ปปช.&#039; ทบทวนมติ &#039;ยืมใช้คงรูป&#039; เปิดช่องนักการเมืองเลี่ยงการตรวจสอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มิ.ย.63 - นางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)กรุงเทพฯ เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวานนี้ว่า วันนี้ได้รับเอกสารตอบรับไปรษณีย์ที่ส่งถึงประธานและกรรมการป.ป.ช เพื่อขอให้ทบทวนมติเรื่องยืมใช้คงรูปไม่ต้องแสดงรายการในบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงโดยมีเนื้อความในหนังสือดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตามที่ป.ป.ช.มีมติว่าการยืมใช้คงรูป ไม่ต้องแสดงรายการในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากการยืมใช้คงรูปไม่ต้องแสดงรายการในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน จะเป็นช่องทางให้บุคคลที่ทุจริตคอร์รัปชันสามารถแปรเงินที่ได้รับมาจากการทุจริตคอร์รัปชันเป็นของมีค่าแล้วอ้างว่ายืมผู้อื่นมา เท่ากับสนับสนุนให้มีการทุจริตคอร์รัปชันมากกว่าการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน หากยืมใช้คงรูปต้องแสดงรายการในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ป.ป.ช.ก็สามารถตรวจสอบได้ว่ายืมมาจริงหรือไม่ ถ้าไม่จริงก็ถือเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบและถูกดำเนินคดีฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานและร่ำรวยผิดปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การให้การยืมใช้คงรูปต้องแสดงรายการในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินจึงมีข้อดีกว่าการไม่ให้แสดง ทั้งกฎหมายป.ป.ช.ก็ให้แสดงรายการหนี้สินนอกเหนือจากรายการทรัพย์สิน ซึ่งคำว่าหนี้สินนั้น พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า &amp;ldquo;หนี้&amp;rdquo; การยืมทรัพย์สินของผู้อื่น ผู้ยืมย่อมเป็นหนี้ผู้ให้ยืมโดยผู้ยืมมีหนี้ที่จะต้องส่งคืนทรัพย์สินที่ยืมให้แก่ผู้ยืม ส่วนจะต้องส่งคืนทรัพย์สินเดิมหรือทรัพย์สินใหม่ย่อมแล้วแต่ว่าเป็นการยืมใช้สิ้นเปลือง เช่น ยืมเงิน หรือยืมใช้คงรูป เช่น ยืมนาฬิกา ถ้าเป็นการยืมใช้สิ้นเปลือง ก็ไม่ต้องคืนด้วยทรัพย์สินเดิมที่ยืม เช่น ยืมเงิน ไม่ต้องส่งคืนด้วยธนบัตรเดิมที่ยืม ใช้คืนด้วยธนบัตรใหม่ก็ได้ แต่ถ้าเป็นยืมใช้คงรูป เช่น ยืมนาฬิกา ก็ต้องส่งคืนด้วยนาฬิกาเรือนเดิม เมื่อการยืมไม่ว่าจะเป็นการยืมใช้สิ้นเปลืองหรือยืมใช้คงรูปต่างเป็นหนี้หรือหนี้สินของผู้ยืมที่มีต่อผู้ให้ยืม จึงต้องแสดงรายการยืมในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่มีต่อป.ป.ช.เหมือนกัน การตีความให้ยืมใช้คงรูปไม่ต้องแสดงในบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินนั้นมีผลเสียมากกว่าผลดี เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลที่ทุจริตคอร์รัปชันสามารถหลุดพ้นจากการถูกดำเนินคดีฐานทุจริตคอร์รัปชัน และร่ำรวยผิดปกติได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การยืมเชิงพาณิชย์ และการยืมเชิงนิติประเพณีไม่มีระบุไว้ในกฎหมายป.ป.ช.หรือกฎหมายใด และกฎหมายป.ป.ช.ก็ไม่ได้ระบุว่าการยืมเชิงนิติประเพณีไม่ต้องแสดงรายการในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน เมื่อการยืมถือเป็นหนี้หรือหนี้สินไม่ว่าจะเป็นการยืมใช้สิ้นเปลืองหรือยืมใช้คงรูป จึงต้องแสดงรายการในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นต่อป.ป.ช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่มติป.ป.ช.เป็นการดำเนินการทางปกครอง ย่อมทบทวนและเพิกถอนหรือแก้ไขได้หากไม่ถูกต้อง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่เป็นธรรม และมีผลเสียยิ่งกว่าผลดี ดิฉันจึงใคร่ขอให้ท่านประธานและคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้โปรดทบทวนมติดังกล่าว เพื่อเจตนารมณ์ในการตรวจสอบถ่วงดุลนักการเมืองผู้ดำรงตำแหน่ง และข้าราชการระดับสูงอย่างมีประสิทธิภาพ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดิฉันหวังว่าประธานและกรรมการป.ป.ช.จะพิจารณทบทวนและยกเลิกมติเรื่องยืมใช้คงรูปไม่ต้องรายงานในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งเสียใหม่ เพื่อไม่เปิดช่องให้นักการเมืองสามารถหลบหนีการตรวจสอบความร่ำรวยผิดปกติด้วยการแปลงเงินเป็นทรัพย์สินคงรูป และอ้างมติป.ป.ช.กรณีการยืมใช้คงรูปดังกล่าว เป็นช่องทางหลบเลี่ยงการตรวจสอบในอนาคต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69193</URL_LINK>
                <HASHTAG>นาฬิกาหรู, บิ๊กป้อม, ปปช., พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, ยืมใช้คงรูป, รสนา โตสิตระกูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180406/image_big_5ac74ee239070.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68675</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2020 18:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2020 18:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;รสนา&#039;โพสต์&#039;คารวะหัวใจตั้ว ศรัณยู สู่ฝันอันยิ่งใหญ่&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 มิ.ย.63-น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง &amp;quot;คารวะหัวใจตั้ว ศรัณยู สู่ฝันอันยิ่งใหญ่&amp;quot; ระบุว่า ดิฉันไม่นึกเลยว่าวันที่ 6 สิงหาคม 2560 จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้พบปะ พูดคุยกับคุณตั้ว ศรัณยู วงษ์กระจ่าง วันนั้นเป็นวันพระราชทานเพลิงศพคุณครูจำลอง วงษ์กระจ่าง คุณแม่บังเกิดเกล้าของลูกชายเพียงคนเดียว คือ คุณตั้วนั่นเอง และหลังจากนั้นดิฉันก็ไม่ได้พบกับคุณตั้วอีกเลย จนกระทั่งได้รับข่าวว่า เธอเสียชีวิตอย่างสงบในวันที่ 10 มิถุนายน ซึ่งตรงกับวันที่คุณแม่จำลองถึงแก่กรรมครบ 3 ปีพอดี ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุบังเอิญหรือกุศลปัจจัยอย่างใดก็ตาม ก็นับว่าเป็นเหตุอัศจรรย์ที่แสดงถึงความรักความผูกพันอันยิ่งใหญ่ของคนเล็กๆอย่างสองแม่ลูกคู่นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดิฉันเชื่อว่าภาพสุดท้ายที่คุณตั้วเห็นก่อนหลับตาไปตลอดกาล คือ แววตาแห่งความรักของแม่ ตามที่คุณตั้วบันทึกไว้ในหนังสืออนุสรณ์ว่า &amp;rdquo;แววตาสุดท้ายที่เปี่ยมไปด้วยรัก และเมตตา ที่แม่มองมายังผม จะถูกจดจำจนกว่าชีวิตจะหาไม่...&amp;rdquo; มีสิ่งหนึ่งที่เป็นข้อสังเกตของดิฉันเองก็คือ เนื้อเพลง&amp;rdquo;จันทร์กระจ่างฟ้า&amp;rdquo;อันเป็นเพลงโปรดของคุณแม่จำลองน่าจะมีความเชื่อมโยงกับ เพลง&amp;rdquo;สู่ฝันอันยิ่งใหญ่&amp;rdquo; ที่คุณตั้วเคยร้องบนเวทีละครเพลง เมื่อปี2530 ซึ่งทั้งสองเพลงรำพันถึง&amp;rdquo;โลกสวย&amp;rdquo;ไว้ ด้วย โดยเพลงที่คุณแม่ชอบร้องฮัมยามอารมณ์ดีจะเริ่มด้วยเนื้อท่อนแรกว่า &amp;ldquo;จันทร์กระจ่างฟ้า นภาประดับดาว โลกสวยราวเนรมิต ประมวลดินแดน ลมโชยกลิ่นมาลา กระจายดินแดน...&amp;rdquo; ซึ่งมีกลิ่นอายคล้ายๆเพลงสู่ฝันอันยิ่งใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ใจหวัง จะลอยลิบหยิบดาว...
...ความหวังที่ตั้งมั่นคือความฝันใฝ่&amp;nbsp;
โลกจะสวย ด้วยความฝันบินสู่ฟ้า&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เรื่องที่ไม่บังเอิญก็คือ ดิฉันชื่นชอบทั้งสองเพลงมาก่อนแล้ว โดยเฉพาะเพลง &amp;ldquo;The Impossible Dream&amp;rdquo;ที่ดิฉันเคยฟังเป็นครั้งแรกจากภาพยนตร์เพลงเรื่อง&amp;rdquo;Man of La Mancha&amp;rdquo; ซึ่งจุดไฟอุดมคติของคนหนุ่มสาวในยุคนั้นให้ลุกโชน แน่นอนเมื่อคณะละครสองแปด นำละครเพลงบรอดเวย์เรื่องนี้มาแสดงในเวอร์ชั่นละครเพลงไทย ณ โรงละครแห่งชาติ เป็นครั้งแรก ดิฉันจึงไม่ลังเลที่จะซื้อบัตรไปดูละครเวทีเรื่องนี้ เพื่อปลุกฟื้นความใฝ่ฝันในวัยเยาว์ให้กลับมาหล่อเลี้ยงจิตใจอีกครา และครั้งนั้นแหละ ที่ดิฉันได้เห็นตั้วตัวเป็นๆโดดเด่นบนเวทีที่รับทั้ง2บท คือ บทของเซรบานเตส ซึ่งเป็นนักโทษการเมืองที่เล่าเรื่อง และ ดอน กิโฮเต้ ชายชราวิกลจริตที่คิดว่าตนเป็นอัศวินต่ำศักดิ์นักฝันอันเหลือเชื่อ ว่าจะสามารถสร้างโลกที่ดีกว่านี้แน่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดิฉันขอสารภาพความเชยของตัวเองว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยดูหนังที่ศรัณยู วงษ์กระจ่างแสดง แม้เธอจะแสดงเป็นพระเอกหนังมาหลายเรื่องแล้วก็ตาม แต่เมื่อได้เห็นเธอสวมบทบาทดอน กีโฮเต้ ราวกับเป็นตัวตนจริงๆของเธอเอง ทำให้ดิฉันเกิดความประทับใจ ยอมควักกระเป๋าเข้าชมเธอแสดงซ้ำอีกถึง 3 รอบ เหมือนกับเมื่อครั้งที่ดิฉันเคยติดใจดูหนังเรื่อง Man of La Mancha ถึง 2 รอบเพราะประทับใจปีเตอร์ โอทูล ไม่ใช่เพราะคุณตั้วมีระดับความสูงสง่าเท่ากับฝรั่ง แต่เพราะสามารถแสดงบทบาทเรื่องนี้ได้เทียบเท่าดาราอังกฤษรุ่นลายครามเลยทีเดียว ต่อมาดิฉันจึงหมดข้อกังขาว่าทำไมคุณตั้วจึงสวมวิญญาณของอัศวินนักฝันได้ดีนัก เมื่อเห็นเธอขึ้นแสดงบทจริงบนเวทีการเมืองภาคประชาชน ยืนหยัดต่อสู้กับสิ่งที่เธอเห็นว่าเป็นอสูรร้ายเป็นอันตรายต่อบ้านเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดิฉันได้มารู้จักคุณตั้วตัวจริงในกิจกรรมการเมืองบนท้องถนน และจำได้ว่าในยุคนั้นเรื่องพลังงานกำลังเป็นประเด็นที่สังคมเริ่มสนใจมากขึ้น แต่เป็นประเด็นที่ซับซ้อน ยากแก่การเข้าใจ คุณตั้วก็อยากใช้ฝีมือในฐานะคนทำสื่อภาพยนต์มาช่วยทำประเด็นพลังงานให้น่าสนใจมากขึ้น เธอเคยพาทีมงานมาสัมภาษณ์ดิฉันในวุฒิสภาอยู่หลายชั่วโมง โดยบอกว่าจะลองนำไปศึกษาและเรียบเรียงดูก่อน และอาจต้องมาสัมภาษณ์อีกหลายครั้ง
หลังจากนั้นเข้าใจว่าคุณตั้วคงประสบปัญหาต้องวุ่นวายอยู่กับการต่อสู้คดีความจากการเคลื่อนไหวการเมืองทำให้ไม่มีเวลาสานต่อประเด็นเรื่องพลังงาน แต่มิตรจิตที่คุณตั้วมีให้กับประเด็นความเหลื่อมล้ำด้านพลังงาน
ในครั้งนั้น ทำให้ดิฉันเปลี่ยนมุมมองภาพของดาราไม่เป็นเพียงภาพมายาเหมือนดังแต่ก่อน หากเชื่อว่าดาราแต่ละท่านย่อมมีบทบาทจริงทางสังคมของตนอยู่ เพียงแต่ว่าจะเลือกแสดงออกในลักษณะใดเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคุณตั้ว ศรัณยู วงษ์กระจ่าง แม้บทบาทในจอเงินและจอแก้วหรือในฐานะผู้กำกับการแสดง ได้จบลงแล้วอย่างงดงามในภาพยนตร์แต่ละเรื่อง แต่บทบาทของเธอในฐานะนักฝันทางสังคมการเมือง ยังไม่จบ เพราะความฝันอันงดงามไม่มีวันตาย และจะถ่ายทอดสู่นักฝันทั้งหลายไม่มีวันที่สิ้นสุด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68675</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot;คารวะหัวใจตั้ว ศรัณยู สู่ฝันอันยิ่งใหญ่&quot;, ตั้ว-ศรัณยู วงศ์กระจ่าง, รสนา โตสิตระกูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200614/image_big_5ee600879a172.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68556</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2020 09:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2020 09:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมศุลฯว่าอย่างไร อดีตส.ว.รสนา ถามดังๆนาฬิกาไม่เสียภาษี ต้องถูกยึดเป็นของแผ่นดินหรือไม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 มิ.ย.63 - นางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)กรุงเทพฯ ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก รสนา โตสิตระกูล&amp;nbsp;โดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นาฬิกาไม่เสียภาษีต้องถูกยึดเป็นของแผ่นดินหรือไม่!?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่า ป.ป.ช จะตัดสินคดีนาฬิกาที่พล.อ ประวิตร วงษ์สุวรรณสวมใส่ โดยเชื่อมั่นว่าเป็นนาฬิกายืมเพื่อนมา และได้คืนนาฬิกาให้เจ้าของไปแล้ว จึงมีมติว่าการยืมใช้คงรูปไม่ต้องรายงานในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่ง แต่คดีนี้ยังไม่จบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในระหว่างการสอบสวนเรื่องนาฬิกา มีข้อมูลว่านาฬิกาหรูเหล่านี้ไม่ได้ซื้อจากตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย และป.ป.ช ไม่สามารถขอข้อมูลจากตัวแทนจำหน่ายในต่างประเทศว่านาฬิกาเหล่านี้ ใครเป็นผู้ซื้อ และกรมศุลกากรก็ไม่มีข้อมูลว่าใครเป็นผู้นำเข้านาฬิกาเพราะไม่มีรายการเสียภาษีนำเข้า จึงยากแก่การตรวจสอบว่าใครเป็นเจ้าของ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในเมื่อป.ป.ช เชื่อมั่นว่านาฬิกาที่พล.อ ประวิตร วงศ์สุวรรณสวมใส่เป็นของนายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ที่เสียชีวิตไปแล้ว และยุติการตรวจสอบหาเจ้าของนาฬิกา แต่กรณีนาฬิกาหรูที่นำเข้าโดยไม่เสียภาษีเป็นหน้าที่ของกรมศุลกากรที่ต้องดำเนินการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเมื่อกรมศุลกากรไม่มีข้อมูลใครเป็นเจ้าของนาฬิกา เพราะไม่มีรายการเสียภาษีนำเข้านาฬิกาหรู 21 เรือนดังกล่าว จึงต้องถือว่าเป็นนาฬิกาที่นำเข้าโดยผิดกฎหมาย ซึ่งกรมศุลกากรมีหน้าที่ยึดนาฬิกาที่ไม่เสียภาษีให้ตกเป็นของแผ่นดิน และเจ้าของนาฬิกามีโทษทั้งจำและปรับตามพ.ร.บศุลกากร 2560 มาตรา 242 ในกรณีที่เจ้าของนาฬิกาสิ้นชีวิตแล้ว โทษอาญาถือว่าระงับไป แต่นาฬิกาเหล่านั้นยังคงต้องถูกยึดให้ตกเป็นของแผ่นดินต่อไปตามบทบัญญัติในพ.ร.บ ศุลกากร 2560&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มาตรา 242 ผู้ใดนำเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร หรือเคลื่อนย้ายของออกไปจากยานพาหนะ คลังสินค้าทัณฑ์บน โรงพักสินค้า ที่มั่นคง ท่าเรือรับอนุญาต หรือเขตปลอดอากร โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานศุลกากร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ริบของนั้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่
ผู้ใดพยายามกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 22 ม.ค 2561 ดิฉันได้ส่งหนังสือลงทะเบียนและเอกสารใบตอบรับไปยัง นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร ในขณะนั้น ขอให้ตรวจสอบการเสียภาษีของนาฬิกาที่พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณสวมใส่ แต่จนบัดนี้ ยังไม่มีรายงานความคืบหน้าแต่อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมศุลกากร ยังไม่ได้มีการตรวจสอบและรายงานต่อสาธารณะว่านาฬิกาดังกล่าวเป็นนาฬิกาที่นำเข้าโดยไม่เสียภาษีกี่เรือน และในกรณีที่เป็นนาฬิกาที่ไม่ได้เสียภาษีนำเข้า จะต้องถูกยึดให้ตกเป็นของแผ่นดิน ใช่หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ดิฉันจะทำหนังสือแจ้งไปยังอธิบดีกรมศุลกากรคนใหม่เพื่อให้ท่านปฏิบัติตามบทบัญญัติในพ.ร.บ ศุลกากร 2560 มาตรา 242 ต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68556</URL_LINK>
                <HASHTAG>นาฬิกา, รสนา โตสิตระกูล, เสียภาษี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190829/image_big_5d679bec05192.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65623</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2020 13:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2020 13:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;รสนา&#039; ป้อง &#039;พระไพศาล&#039; เป็นนักสันติวิธีจุดยืนชัดเจนแล้วจะเทศน์แบ่งแยกทางชนชั้นได้หรือ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 พ.ค.63 - น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กกล่าวถึงกรณีพระไพศาลสอนธรรมะให้แง่คิดจากวิกฤติโควิด-19 ในหัวข้อ &amp;quot;โควิด คือ ของขวัญ&amp;quot; แต่กลับถูกนักเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างพระมหาไพรวัลย์ พระเซเลบโลกโซเชียล และ&amp;nbsp;ลักขณา ปันวิชัย หรือ คำผกา&amp;nbsp;พิธีกรปากกล้าช่องวอยซ์ทีวี โจมตีว่าสอนธรรมะเอื้อประโยชน์ชนชั้นกลาง ไม่เห็นหัวอกคนไม่มีจะกิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย น.ส.รสนา กล่าวว่า การทำกิจและการทำจิตของพระไพศาล วิสาโล ดิฉันรู้จักกับพระอาจารย์ไพศาล วิสาโลตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาที่ธรรมศาสตร์ เป็นเวลากว่า40ปี มาแล้ว ท่านเป็นนักเรียนทุน สอบเข้าได้เป็นที่หนึ่ง แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ ที่สำคัญคือท่านเป็นคนลึกซึ้งมาก สนใจปัญหาสังคม การเมือง และการเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยสันติวิธีมาตั้งแต่สมัยนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระหว่างเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 ท่านยังเป็นน.ศ.ปี 2 ทำกิจกรรมชมรมพุทธศาสตร์และประเพณี และได้เข้าร่วมการประท้วงรัฐบาลตามวิถีสันติแบบมหาตมะคานธีด้วยการอดอาหาร ท่านจึงถูกทุบตีและถูกจับกุมคุมขังเหมือนเพื่อนน.ศ.อื่นๆที่ปักหลักอยู่ในรั้วธรรมศาสตร์ แต่เนื่องจากมิใช่แกนนำสำคัญท่านจึงได้รับการปล่อยตัวออกมา และร่วมกับผู้นำศาสนาต่างๆก่อตั้งกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคมทำงานประสานรอยร้าวทางสังคมด้วยสันติธรรมและสันติวิธี งานหลักของท่านตอนนั้นก็คือ การประสานความร่วมมือกับองค์การนิรโทษกรรมสากลในอังกฤษโดยไดัรับความช่วยเหลืออย่างดีกับเพื่อนชาวอังกฤษที่ทำงานอยู่ในองค์การยูเนสโก กล่าวได้ว่าพระอาจารย์ไพศาลเริ่มบทบาทเป็นนักเคลื่อนไหวสันติวิธีระดับระหว่างประเทศตั้งแต่ยังเป็นน.ศ.ปี3และทำงานด้านนี้ต่อมาอย่างแข็งขันหลังจากสำเร็จการศึกษาแล้ว ในท่ามกลางการปิดกั้นสิทธิ เสรีภาพแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในยุคมืดสนิทเวลานั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท่านเป็นผู้เคลื่อนไหวหลักในการยื่นจดหมายเรียกร้องขอให้รัฐบาลเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เมื่อปี2521 ปล่อยนักโทษการเมือง ซึ่งนักโทษการเมืองยุค 6ตุลา 2519 ได้แก่ สุธรรม แสงประทุม ธงชัย วินิจจกุล วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ อภินันท์ บัวหภักดี เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การทำงานด้านมนุษยธรรม สิทธิมนุษยชน และสันติวิธี บ้างครั้งก็ทำให้นักกิจกรรมทางสังคมอย่างท่านเกิดความทุกข์ใจ ท้อใจ หรือถึงกับมีโทสจริตเกิดความขัดแย้งในการทำงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความที่ท่านเป็นคนลึกซึ้ง ท่านจึงได้มาบวชเพื่อพัฒนาคุณภาพด้านใน จากความตั้งใจบวชเพียง 3 เดือนในปี 2526 กลายเป็นการบวชยาวนานกว่าชีวิตฆราวาสของท่าน การบวชของท่านไม่ใช่การหนีปัญหา แต่คือการเผชิญปัญหาด้วยคุณภาพของจิตใจที่มีกำลังในการรับมือกับความทุกข์ภายใน ดังที่ท่านมักพูดเสมอว่า การ&amp;rdquo;ทำกิจ&amp;rdquo;เพื่อสังคม ต้องประกอบกับการ&amp;rdquo;ทำจิต&amp;rdquo;ด้วยความปล่อยวางทั้งความโกรธ ความเกลียด ความคับแค้นใจ ที่สังคมไม่ได้เปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างที่เราปรารถนาง่ายๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักสันติวิธีในสังคมแห่งการแบ่งขั้ว มักจะถูกเล่นงานจากฝ่ายสุดโต่ง (Extremist)ที่มองผู้คนเป็นฝักฝ่ายว่า ไม่มีจุดยืน ทั้งที่ท่านไพศาลมีจุดยืนอย่างชัดเจนตามหลักโอวาทปาติโมกข์ว่า ต้องไม่พูดร้าย ต้องไม่ทำร้าย มีขันติธรรมใจกว้างรับฟังความเห็นที่แตกต่างอย่างลึกซึ้ง คนที่นำประเด็นโควิดมาโจมตีท่านว่าเอียงข้างชนชั้นกลาง คงอาจไม่ทราบว่าท่านเองก็เคยถูกโจมตีว่าเอียงข้างโรฮิงญา ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่เป็นชนกลุ่มที่ยากจนที่สุดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นกลุ่มชนชายขอบของโลกที่ถูกเหยียบย่ำความเป็นมนุษย์มากที่สุด จนไม่มีที่ยืนอยู่ในโลกใบนี้ บุคคลที่ยืนหยัดอยู่ข้างเพื่อนมนุษย์ผู้ยากไร้ที่สุด ต่างเผ่าพันธุ์ ต่างความเชื่อ เช่นนี้น่ะหรือจะเทศนาเพื่อการแบ่งแยกทางชนชั้น?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระไพศาลเทศน์เรื่อง &amp;rdquo;โควิดเป็นของขวัญ&amp;rdquo; กับญาติโยมในวัด นั้นเป็นภาษาธรรมที่แสดงแก่ชาวพุทธกลุ่มหนึ่งที่กำลังมีปัญหาทางจิตใจเนื่องจากสถานการณ์โรคระบาด ว่าการไปไหนไม่ได้ ก็ทำให้มีเวลาเป็น ของขวัญ เพื่อให้ใช้ประโยชน์จากเวลา และทำใจรับสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาด้วยใจที่ยอมรับ คือ&amp;rdquo;การทำจิต&amp;rdquo;กับสถานการณ์ทุกอย่างที่มากระทบ ไม่ว่าพอใจ หรือไม่พอใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ไม่ใช่เอาข้อความประโยคเดียว เรื่องเดียวที่พูดในมุมเฉพาะไปโจมตีท่านว่าพูดให้คนรวย คนชั้นกลางที่ไม่เดือดร้อนจากปัจจัยยังชีพฟัง โดยไม่เห็นความลำบาก ทุกข์ยากของคนจนที่ไม่มีปัจจัยเลี้ยงชีพและตกงานเพราะโรคโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากบอกว่าบทเทศน์เรื่อง โควิดคือของขวัญ เป็นเรื่อง &amp;ldquo;การทำจิต&amp;rdquo; ท่านไม่ได้แค่พูดเทศนาลอยๆ เพ้อเจ้ออยู่กับทุ่งลาเวนเดอร์ อย่างที่มีการโจมตีท่านในโซเชียลมีเดีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท่านให้ความสำคัญกับประเด็นปัญหาโควิดในฐานะที่เป็นปัญหาทางโลกที่ส่งผลกระทบต่อคนจน ในส่วนของ &amp;ldquo;การทำกิจ&amp;rdquo; ของท่าน ซึ่งมีอยู่อย่างมากมายก่อนปัญหาโควิด ท่านผลักดันให้มีการช่วยเหลือ แบ่งปันกันอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง งานของเครือข่ายพุทธิกาที่ท่านเป็นหลัก ได้รวบรวมอาสาสมัครในการทำงานทางสังคมเพื่อสร้างวัฒนธรรมแห่งการให้ การช่วยเหลือ และแบ่งปัน เช่น การมีอาสาสมัครไปช่วยบริการ อำนวยความสะดวกผู้ป่วย(นอก)ที่ร.พประสาท เป็นกิจกรรมเล็กๆแต่ให้ความสุขกับอาสาสมัครที่ได้ทำประโยชน์ และผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยสูงอายุที่ลำบากในการช่วยเหลือตัวเอง มีความสุขที่ได้รับการดูแล ช่วยเหลือ และเจ้าหน้าที่ของร.พ ก็ได้ผ่อนเบาภาระ และได้รับความรู้สึกที่ดีจากคนไข้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กิจกรรมทางสังคมในการช่วยเติมเต็มช่องว่างทางสังคมของท่าน ไม่ว่าจะเป็นโครงการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย การอบรมอาสาสมัครมาช่วยดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย เพื่อให้ผู้ป่วยที่กำลังจากโลกนี้ไป จากไปด้วยความอบอุ่น ไม่อ้างว้างเดียวดาย เป็นการสร้างสังคมแห่งการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ท่านทำให้อาสาสมัครในหลากหลายกิจกรรมได้พบว่าความสุขจากการให้ มีความลึกซึ้งเหนือกว่าความสุขจากการได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีการปกป้องผืนป่าลุ่มน้ำลำปะทาว ท่านได้ร่วมกับหลวงพ่อคำเขียนเดินธรรมยาตราทุกปีเป็นเวลา 20 ปีโดยตัวท่านเองนำเดินเท้าเปล่าเป็นระยะทางนับร้อยกิโลเมตรเพื่อให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของผืนป่าอีสานที่นับวันจะถูกทำลายให้ลดน้อยลงไปทุกที นอกจากนี้ในแต่ละปีท่านร่วมกับชาวบ้านออกดับไฟป่าซึ่งเป็นงานที่หนักและเสี่ยงชีวิต ยิ่งไปกว่านั้นท่านยังเคยนำพุทธบริษัทเดินธรรมยาตราอนุรักษ์พื้นที่รอบทะเลสาปสงขลามาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรณีผู้คนยากไร้ที่ประสบความทุกข์สาหัสจากโควิด เพราะปัจจัยยังชีพ นอกจากบทเทศน์ที่ยกตัวอย่างหลายประเทศที่ช่วยเหลือกันในยามวิกฤติ ท่านในฐานะประธานได้มอบหมายแนวทางกิจกรรมให้เครือข่ายพุทธิกาดำเนินการในโครงการ ปันกันอิ่ม ซึ่งเป็นการ&amp;rdquo;ทำกิจ&amp;rdquo; ของท่าน โดยท่านได้เทศน์เล่ากิจกรรมดังกล่าวในชื่อ &amp;ldquo;อยากทำดีเพราะมีตัวช่วย &amp;ldquo; ที่วัดป่ามหาวัน เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2563 ตอนหนึ่งว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ก่อนที่จะเกิดวิกฤตโควิด เครือข่ายพุทธิกาก็มีโครงการนี้อยู่แล้วเรียกว่า ปันกันอิ่ม ชื่อคล้ายๆกันแต่ว่าคนที่ไปติดต่อร้านค้าต่างๆเป็นเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิของเครือข่ายพุทธิกา แต่ว่าโครงการปันความอิ่มเขาไม่มีคน เขาก็เลยใช้วิธีเชิญชวนคนสนใจไปเป็นจิตอาสาที่จะไปติดต่อร้านค้าให้มาร่วมโครงการนี้ วิธีนี้ทำให้โครงการนี้กระจายไปได้กว้าง เพราะว่าคนที่อยากจะเป็นจิตอาสามีอยู่ทั่วประเทศ เขาก็ไปติดต่อร้านค้าที่รู้จักเพราะอยู่ใกล้บ้าน เขาก็มีร้านเจ้าประจำอยู่แล้วที่เขาไว้เนื้อเชื่อใจ ก็ไปถามเจ้าของร้าน ถามแม่ค้าว่าสนใจไหม ใช้ความคุ้นเคยกันจากความเป็นลูกค้า มากินประจำ ทำให้มีความไว้วางใจ รู้ว่าไม่มาหลอก ก็ทำให้อยากจะช่วย วิธีนี้ทำให้ความมีน้ำใจของคนเรามันแพร่กระจายไปกว้างขวาง คนเราบางครั้งอยากจะช่วย แต่ถ้าไม่มีตัวช่วย ไม่มีปัจจัยสนับสนุน ความมีน้ำใจก็จำกัดวงแคบๆ แต่พอมีปัจจัยสนับสนุนหรือตัวช่วยแบบนี้ มันก็เป็นกำลังทำให้ความเมตตากรุณาได้แพร่กระจายไปกว้างๆ เมืองไทย คนไทยถ้ามีตัวช่วย ตัวสนับสนุนแบบนี้มากๆ คนก็จะเอื้อเฟื้อกันมากขึ้น แล้วคนเห็นแก่ตัวก็จะน้อยลง ๆ จากคนที่เห็นแก่ตัวเขาเห็นแบบอย่างว่า มีคนทำดี มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความรู้สึกนึกคิดก็เปลี่ยนไป กลายเป็นว่าอยากทำความดี เพื่อผู้อื่นบ้าง เพราะฉะนั้นเรื่องการทำความดี เราจะอาศัยน้ำใจอย่างเดียวไม่พอ ต้องอาศัยสิ่งแวดล้อมช่วย ทั้งธรรมเนียม วัฒนธรรม การหล่อหลอม การเลี้ยงดู และปัจจัยสนับสนุนอย่างที่ว่าด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.รสนา กล่าวอีกว่า สิ่งพระอาจารย์ไพศาลทำมาตลอดไม่ว่าเป็นการกระทำ หรือคำเทศนา จะสอดรับอยู่ตลอดคือ &amp;ldquo;การทำกิจ&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;การทำจิต&amp;rdquo; โดยเฉพาะนักกิจกรรมทางสังคม การหวังเปลี่ยนแปลงสังคม ต้องประกอบด้วยการ &amp;ldquo;ทำกิจ&amp;rdquo;อย่างมุ่งมั่น สุจริต และการจะทำกิจได้อย่างถูกต้อง ไม่เบี่ยงเบนไปจากเป้าหมาย ก็ต้องมีการ &amp;ldquo;ทำจิต&amp;rdquo;ควบคู่กันไป มิเช่นนั้นแล้ว การทำกิจที่ดี อาจถูกกิเลสลากพาไปสู่การทุจริต คอร์รัปชัน ถ้าการทำจิตไม่เข้มแข็ง หรือการทำกิจ ที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ก็อาจนำไปสู่จิตที่ท้อแท้ ขุ่นเคือง คับข้องใจ จนต้องระบายสู่คนรอบข้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การทำกิจ และการทำจิตจึงเปรียบได้กับ ต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาได้กว้างใหญ่ไพศาลมากน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับรากของต้นไม้นั้นว่าจะหยั่งลึก และแผ่ไพศาลอยู่ในเนื้อดินได้มากน้อยแค่ไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดิฉันเชื่อเช่นเดียวกับสาธุชนทั่วไปว่ากรณีวิวาทะเรื่องโควิด จะเป็นของขวัญอันประเสริฐสำหรับการ&amp;rdquo;ทำจิต&amp;rdquo;ของพระอาจารย์ไพศาลและชาวพุทธทั้งหลายด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65623</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, คำผกา, พระมหาไพรวัลย์, พระไพศาล วิสาโล, รสนา โตสิตระกูล, อดีต ส.ว., โควิดคือของขวัญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180406/image_big_5ac74ee239070.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51300</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/11/2019 08:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/11/2019 08:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไพศาล&#039; จวกเลิกแบนสารพิษสะท้อนนักการเมืองไว้ใจไม่ได้ ฟันธงเลือกตั้งกทม.มีพลิกล็อค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 พ.ย.62 - นายไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า กรณีเรื่องสารพิษที่ให้ใช้ต่อไป โดยไม่สนใจชีวิตประชาชน ที่บาดเจ็บล้มตายลงเป็นเบือ แม้ทารกในครรภ์ที่อาจพิกลพิการนั้น มีเบื้องหลังที่น่าอัปยศอดสูของคนไทยทั้งชาติที่บรรดาผู้รักชาติทั้งหลาย ไม่สามารถยอมรับได้ และทำให้เห็นว่านักการเมืองจำนวนหนึ่งไว้ใจไม่ได้ พร้อมที่จะทรยศชาติและประชาชนทุกเมื่อ และเหตุนี้จะทำให้การเลือกตั้งกทม.พลิกล็อค จะทำให้ผู้สมัครอิสระมีโอกาสมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขียนแปะไว้ข้างฝาได้ครับว่า คุณรสนา โตสิตตระกูล จะโดดเด่นเจิดจ้าขึ้น และจับตาการอภิปรายไม่ไว้วางใจและร่างกฎหมายงบประมาณให้ดีก็แล้วกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51300</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายไพศาล พืชมงคล, ยกเลิกแบนสารเคมีเกษตร, รสนา โตสิตระกูล, ร่างกฎหมายงบประมาณ, อภิปรายไม่ไว้วางใจ, แบนสารพิษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191105/image_big_5dc0ca4e2c04f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
