<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118497</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จุรินทร์ยันทุ่ม1.78ล้านบาท ดูแลประกันรายได้ปีที่สาม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จุรินทร์&amp;quot; นำทีมลงสุโขทัย ติดตามโครงการประกันรายได้เกษตรกร &amp;nbsp;ลั่นปีนี้จะก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 ชง ครม.ไปแล้ว ให้ดูแลพืชผล 5 ชนิด &amp;quot;ข้าว-ข้าวโพด-มันสำปะหลัง-ปาล์ม-ยางพารา&amp;quot; รวม 1.78 แสนล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายนราพัฒน์ แก้วทอง &amp;nbsp;กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายวิรุฬ พรรณเทวี ผู้ราชการจังหวัดสุโขทัย และนายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ อดีต ส.ส.สุโขทัย เขต 1, นายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล อดีต ส.ส.สุโขทัย เขต 2 ติดตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ณ วัดปากแคว อําเภอเมืองฯ จังหวัดสุโขทัย โดยมีพาณิชย์และเกษตร 17 จังหวัดภาคเหนือ ร่วมรับนโยบายผ่านทาง Zoom จากสุโขทัยด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจุรินทร์กล่าวว่า มาลงพื้นที่พบประชาชน เพราะได้รับการประสานงานจากนายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ อดีต ส.ส.สุโขทัย เขต 1 และนายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล อดีต ส.ส.สุโขทัย เขต 2 เป็นห่วงพี่น้องประชาชน ซึ่งนอกจากตั้งใจมาเยี่ยมพี่น้องแล้ว ก็มาติดตามโครงการสำคัญ คือโครงการประกันรายได้เกษตรกร ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นเงื่อนไขสำคัญก่อนเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ ได้ดำเนินการนโยบายประกันรายได้เกษตรกรมาครบ 2 ปีเต็มแล้ว ปีนี้จะก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 เพราะถ้าไม่มีประกันรายได้ เวลาข้าวราคาลง จะมีรายได้ทางเดียวคือ จากที่ขายตามราคาตลาด แต่ถ้ามีประกันรายได้ จะมีรายได้ 2 ทางคือ 1.เอาข้าวไปขายที่โรงสีในราคาตลาด และ 2.ส่วนต่างจากรายได้ที่รัฐบาลประกัน รวมแล้วตามรายได้ที่ประกัน นี่คือนโยบายที่ช่วยแก้ปัญหาให้พี่น้องในยามที่พืชเกษตรราคาตก โดยเฉพาะวิกฤตน้ำท่วมเช่นวันนี้ ชัดเจนว่าเมื่อมีหลักประกันรายได้แล้วทำให้เกษตรกรมีทางรอด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สำหรับปีที่ 3 นี้ ผมได้ลงนามเสนอคณะรัฐมนตรีไปเกือบทั้ง 5 ตัวแล้ว เพื่อที่จะได้เดินหน้าประกันรายได้เกษตรกรปี 3 ต่อไป ช่วยกันยามที่พืชทั้ง 5 ชนิดราคาตก และเตรียมเงินไว้ วันนี้ถือโอกาสมารายงาน สำหรับข้าวเตรียมเงินไว้ 150,000 ล้านบาท, มันสำปะหลังเตรียมไว้ &amp;nbsp;7,100 ล้านบาท, ข้าวโพดเตรียมเงินไว้ 1,900 ล้านบาท, ปาล์ม 8,000 ล้านบาท, &amp;nbsp;ยางพารา 10,000 ล้านบาท รวม 178,000 ล้านบาท และสำหรับกรณีน้ำท่วมที่นาเสียหาย ให้รีบรายงานเกษตรจังหวัด กำนันผู้ใหญ่บ้าน เพื่อรวบรวมตัวเลขเสนอ ครม.จ่ายเงินชดเชยให้ และฝากท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเร่งรัดจ่าย และข้าวยังได้รับเงินส่วนต่างอยู่ในกรณีที่น้ำท่วม ให้พาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัดได้รับทราบด้วย และเร่งรัดดำเนินการให้ชาวบ้านทราบ&amp;quot; นายจุรินทร์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายจุรินทร์ใช้โอกาสในการถ่ายทอดสดเฟซบุ๊กและ Zoom แจ้งทั้งพาณิชย์และเกษตรจังหวัด ให้รับทราบถึงการเดินหน้านโยบายและการขึ้นทะเบียน พร้อมตอบข้อซักถามจากเกษตรกรทุกข้อ &amp;nbsp;
จากนั้นช่วงหนึ่ง มีนางกันทิมา กิมขาว ชาวบ้านหมู่ที่ 1 ต.ปากแคว อ.เมืองสุโขทัย ประกอบอาชีพทำนา ทำไร่ข้าวโพด ได้ขอจับมือนายจุรินทร์ และกล่าวว่า &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;วันนี้พายเรือมาเพื่อพบกับท่านรองนายกฯ ขอจับมือหน่อย&amp;quot; เมื่อจับแล้วนายจุรินทร์ถามว่าเป็นอย่างไร ชาวบ้านคนนั้นกล่าวตอบว่า &amp;quot;จับแล้วอุ่นใจ&amp;quot; จากนั้นนายจุรินทร์ได้ให้กำลังใจ พร้อมประกาศเดินหน้านโยบายประกันรายได้ปี 3 ต่อไป &amp;nbsp; โดยยืนยันว่าโครงการนี้ต้องเดินหน้าเพราะเป็นนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อตอนเข้าร่วมรัฐบาล โดยเป็นเงื่อนไขการเข้ามาทำงานให้ประชาชนในเรื่องนี้ของพรรคประชาธิปัตย์ และถือว่าเป็นนโยบายรัฐบาลที่สำเร็จมาแล้ว 2 ปี ก่อนจะไปเตรียมงบประมาณและขั้นตอนเพื่อเดินหน้าปี 3 ต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประกันรายได้ช่วยเกษตรกร 8 ล้านครัวเรือน โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายจุรินทร์เดินทางมาจังหวัดนครสวรรค์ กำแพงเพชร สุโขทัย และเพชรบูรณ์ ทั้งนี้ โดยจังหวัดเพชรบูรณ์มีผู้ปลูกข้าวโพดมากที่สุด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118497</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, สุโขทัย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211001/image_big_61571c0143683.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109465</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2021 16:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2021 16:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เซ็นแล้ว! Mini FTA ฉบับแรกพาณิชย์ไทย-โคฟุญี่ปุ่นร่วมมือค้าอัญมณี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 12 ก.ค.2564 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และนายยูอิชิ ฮิงุชิ นายกเทศมนตรีเมืองโคฟุ ประเทศญี่ปุ่น ได้ร่วมในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการเป็นพันธมิตรในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และเมืองโคฟุ จังหวัดยามานาชิ ประเทศญี่ปุ่น เป็นการ MOU แบบ Online ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการลงนามครั้งนี้ นายจุรินทร์ได้เป็นประธานและสักขีพยาน พร้อมกล่าวถึงความสำคัญของการลงนาม ใน MOU ฉบับนี้ ว่า การลงนามระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับเมืองโคฟุ จังหวัดยามานาชิ ถือเป็นก้าวสำคัญของการเริ่มต้นนโยบายขยายความสัมพันธ์การค้าเชิงลึกของกระทรวงพาณิชย์ ประเทศไทย กับเมืองโคฟุ ญี่ปุ่น โดยเป็นการลงนามตามนโยบายเป็นครั้งแรก ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะได้ประโยชน์ร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยประการที่หนึ่ง มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางด้านการพัฒนาธุรกิจการผลิตอัญมณีเครื่องประดับทางการตลาดและการถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างการในส่วนของ SMEs ของทั้งสองฝ่าย เมืองโคฟุเก่งเรื่องเทคโนโลยีการขึ้นตัวเรือนแต่ประเทศไทยเก่งในเรื่องการเจียระไนอัญมณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สอง ร่วมมือกันทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดร่วมกันทั้งในประเทศไทยและญี่ปุ่นเพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สาม มูลค่าการค้าระหว่างกันในเรื่องอัญมณีระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในปี 2564 นี้ จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยตัวเลขปีที่แล้วสามารถทำมูลค่าการค้าระหว่างกันไทย-ญี่ปุ่น ด้านอัญมณี 14,754 ล้านบาท เพิ่ม 2% ปี 2564 ตั้งเป้าว่าจะทำมูลค่าการค้าระหว่างกันด้านอัญมณีและเครื่องประดับให้ได้ไม่ต่ำกว่า 5% หรือมูลค่าไม่ต่ำกว่า 15,500 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขอขอบคุณเมืองโคฟุ จังหวัดยามานาชิ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ที่ร่วมกันผลักดันสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือระหว่างกันขึ้นในวันนี้ เชื่อว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการค้าและพัฒนาความร่วมมือระหว่างกันได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไปและขอให้พี่น้องชาวโคฟุประสบแต่ความสุขโดยทั่วกันด้วย&amp;rdquo;นายจุรินทร์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับบรรยากาศในงานวันนี้ ช่วงหนึ่งทางนายยูอิชิ ฮิงุชิ นายกเทศมนตรีเมืองโคฟุ กล่าวผ่านระบบถ่ายทอดสัญญาณสดจากประเทศญี่ปุ่นว่า เมืองโคฟุมีประชากรราว 190,000 คน ถือเป็นศูนย์กลางด้านการเมืองเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของจังหวัดยามานาชิ เมืองโคฟุเป็นแหล่งผลิตผลึกแก้วคริสตัลที่มีการพัฒนาการเจียระไนและแปรรูปให้เป็นแหล่งแปรรูปอัญมณี เมืองโคฟุเป็นศูนย์กลางแห่งอัญมณีและเครื่องประดับ โดยก่อนนี้ในปี 2562 ตนได้มีโอกาสเดินทางมาประเทศไทยและได้ก็จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจที่กรุงเทพฯ เพื่อประชาสัมพันธ์เครื่องประดับของเมืองโคฟุให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น แม้ปัจจุบันจะมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลต่อการเดินทางระหว่างประเทศ แต่การลงนาม MOU ในวันนี้ จะช่วยเป็นแรงผลักดันในการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องประดับทั้งไทยและเมืองโคฟุมากยิ่งขึ้นต่อไป และหวังว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะคลี่คลายโดยเร็ว และอุตสาหกรรมจิวเวลรี่ของสองประเทศจะพัฒนามากยิ่งขึ้นต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้น อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กับนายกเทศมนตรีเมืองโคฟุได้ลงนาม MOU ท่ามกลางสักขีพยาน เช่น นายสุริยน ศรีอรทัยกุล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นางประพีร์ สรไกรกิติกูล ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มอัญมณี เครื่องประดับและโลหะมีค่า สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นหลังเสร็จพิธี นายจุรินทร์กล่าวกับสื่อมวลชนอีกครั้งว่า การลงนามนี้ ถือเป็น Mini FTA ฉบับแรกที่ตนได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์สร้างความสัมพันธ์ทางการค้าเชิงลึก โดยเมืองโคฟุ เป็นศูนย์กลางการค้าด้านอัญมณีและเครื่องประดับของประเทศญี่ปุ่น การลงนามจะก่อให้เกิดประโยชน์หลายประการทั้งส่งเสริมภาคการผลิต ทำการตลาดร่วมกันระหว่างไทยกับญี่ปุ่นและถ่ายทอดเทคโนโลยีต่าง ๆ ระหว่างกัน ทั้งการเจียระไน ขึ้นตัวเรือนและซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ Mini FTA ฉบับต่อไป ที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้า คือ ทำกับมณฑลไหหลำของประเทศจีน และรัฐเตลังกานาของประเทศอินเดีย และอื่นๆ คาดว่าจะสามารถลงนามได้ในช่วงเดือนส.ค.2564 ที่จะถึงนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109465</URL_LINK>
                <HASHTAG>Mini FTA, MOU, กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ, กระทรวงพาณิชย์, จังหวัดยามานาชิ, นายกเทศมนตรีเมืองโคฟุ, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร, นายยูอิชิ ฮิงุชิ, นายสมเด็จ สุสมบูรณ์, นายสุริยน ศรีอรทัยกุล, ประเทศญี่ปุ่น, ผลิตผลึกแก้วคริสตัล, พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ, รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, ศูนย์กลางการค้าด้านอัญมณีและเครื่องประดับ, อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210712/image_big_60ec0f66626d2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
