<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112887</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลถอยพรก.นิรโทษโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถก พ.ร.ก.นิรโทษกรรมหมอในที่ประชุม ครม.เครียด &amp;nbsp;&amp;ldquo;วิษณุ&amp;rdquo; แนะดึงบุคลากรแพทย์มาอยู่ใน ศบค. กันโดนฟ้องตามหลัง แต่หากจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.คุ้มครองแพทย์ ให้รวบปมอื่นมาไว้ด้วย ขณะที่ &amp;ldquo;อนุทิน&amp;rdquo; เผยต้นเรื่องมาจากที่ประชุมอีโอซี สธ. ไม่ต้องการให้หมอกังวลในการทำงาน เนื่องจากต้องดูแลผู้ป่วย 1-2 หมื่นคนต่อวัน &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ยกเลิกข้อกำหนดสกัดเฟกนิวส์แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2564 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์ร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) จำกัดความรับผิดสำหรับบุคลากรสาธารณสุขในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา &amp;nbsp;2019 ว่า กฎหมายฉบับนี้ยังเป็นแค่ร่าง และยังเหลืออีกหลายขั้นตอน กว่าจะได้ใช้ ต้องฟังเสียงอีกหลายฝ่าย ส่วนที่กังวลว่าฝ่ายการเมืองหมกเม็ดนิรโทษกรรมตัวเอง อันที่จริงกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เกิดจากฝ่ายการเมืองเสนอขึ้นมา และเจตนาของกฎหมายคือคุ้มครองคนทำงาน ที่ทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริต สิ่งที่ทำให้คนทำงานกลัวเพราะเขาต้องเผชิญกับโรคอุบัติใหม่ ทั้งส่วนที่รักษา ทั้งส่วนที่ควบคุมโรค ทั้งส่วนที่ดูแลเรื่องทรัพยากรต่างๆ ในการรับมือกับโรคนี้มันไม่มีสูตรตายตัว ทุกอย่างใหม่หมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนทำงานไม่ว่าจะเป็นใคร ระดับไหน ก็มีความกังวลใจทั้งนั้น ขอถามว่าเวลาจัดซื้อยา จัดซื้อเวชภัณฑ์ เป็นเรื่องของใคร คำตอบคือ องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ส่วนเรื่องจัดหาวัคซีนก็เป็นเรื่องของบอร์ด ซึ่งข้างในมีสถาบันวัคซีน, กรมควบคุมโรค, องค์การเภสัชกรรม และฝ่ายผู้ผลิต ฝ่ายนโยบายไม่เข้าไปแทรกแซงอยู่แล้ว คนที่ดูแลในแต่ละขั้นตอน ก็ชื่อขึ้นต้นด้วยนายแพทย์กันเกือบหมด คนกลุ่มนี้เขาต้องมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทราบว่าทุกท่านตั้งใจทำให้มันดี แต่ก็มีความกังวลในการทำงาน ก็ต้องหาอะไรมาปกป้องคนทำงานบ้าง ไม่เช่นนั้นแล้วใครจะกล้าทำงานให้ประเทศชาติ เรื่องนี้ทางผู้บังคับบัญชา ท่านปลัดฯ ท่านเข้าใจ ก็ผลักดันกฎหมายฉบับนี้ออกมา ส่วนตัวก็รับพิจารณา เพราะคนที่ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ รอบคอบ เพื่อให้การจัดการโรคมีประสิทธภาพ ต้องได้รับการปกป้อง ในฐานะที่เป็นเจ้ากระทรวง เมื่อคนทำงานรู้สึกว่าเสี่ยง มันก็ต้องหาทางออก&amp;quot; รมว.สาธารณสุขกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ฝ่ายการเมืองตรงข้ามนำเสนอความจริงเพียงแค่บางส่วน เพื่อด่ารัฐบาล ด่าฝ่ายตรงข้าม วันนี้การออกกฎหมายฉบับดังกล่าวเป็นไปเพื่อปกป้องคนทำงาน ให้คนทำงานรู้สึกมั่นใจในการรับมือกับโรคอุบัติใหม่ ทั้งในเรื่องของการควบคุมโรค รักษาผู้ป่วย ไปจนถึงการป้องกันโรค สาระของกฎหมายมีแค่นี้ แต่ฝ่ายการเมืองไปตีความว่าเป็นการออกกฎหมายเพื่อละเว้นความผิดให้ฝ่ายการเมืองเพียงไม่กี่คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กฎหมายฉบับนี้มันไม่ได้ถูกผลักดันโดยฝ่ายการเมือง มันเกิดจากว่าแพทย์ พยาบาล เขาต้องรักษาผู้ป่วยโรคอุบัติใหม่ ซึ่งมันไม่มียาตรงตัว มันไม่มีแนวทางการรักษาที่แน่นอน เวลาปฏิบัติหน้าที่ทุกท่านทำเต็มที่ แต่ก็มีความกังวล ก็มีข้อเสนอจากองค์กรวิชาชีพและสมาคมโรงพยาบาลเอกชนเข้ามา สธ.จึงตั้งคณะกรรมการยกร่างกฎหมาย มีกรม สบส.เป็นหน่วยงานหลัก ดูแลหาทางช่วยเหลือ ให้คนทำงานได้มั่นใจ เรื่องมันก็มีอยู่แค่นี้&amp;rdquo; นายวัชรพงศ์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ร่าง พ.ร.ก.ดังกล่าวยังพิจารณาไม่เสร็จสิ้น ระหว่างนี้ต้องรับฟังความเห็นจากหลายส่วน ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ ประชาชน และยังต้องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาดูในรายละเอียด แต่ตอนนี้ยังไม่มีการพิจารณาอะไร เพราะกระทรวงสาธารณสุขยังไม่ได้ส่งเรื่องไป ยังต้องหารือกันอีกหลายส่วนเพื่อความรอบคอบต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายนพดล เภรีฤกษ์ โฆษกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา &amp;nbsp;ชี้แจงว่าร่างกฎหมายนี้ไม่ได้มีการเสนอมายังสำนักงานเพื่อให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี &amp;nbsp;(ครม.) ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้สอบถามความชัดเจนกับนายอนุทินถึง พ.ร.ก.ฉบับนี้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง โดยนายอนุทินชี้แจงว่า ตนเองก็ยังไม่เห็นกฎหมายฉบับเต็มเพราะยังยกร่างไม่เสร็จ อยู่ในขั้นตอนของกระทรวง และถึงอย่างไรกระทรวงสาธารณสุขจะต้องมาปรึกษากับนายวิษณุอยู่แล้ว พร้อมกับเล่าที่มาของกฎหมายดังกล่าวว่า เรื่องนี้เริ่มจากที่ประชุมอีโอซีกระทรวงสาธารณสุข เห็นพ้องต้องกันว่าบุคลากรทางการแพทย์และบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาโควิด-19 มีความกังวลในการทำงาน เนื่องจากต้องดูแลผู้ป่วย 1-2 หมื่นคนต่อวัน ผู้ป่วยบางคนไม่ได้รับความสะดวก โรงพยาบาลสนามบางแห่งไม่มีเครื่องเอกซเรย์ ถ้าสถานการณ์ปกติไม่เป็นอะไร แต่วันนี้มีผู้ป่วยอยู่ใน HI และ CI กว่าสองแสนราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงเป็นความกังวลของบุคลากรทางการแพทย์ ว่าจะถูกฟ้องร้องตามหลังหากรักษาให้ไม่ทันหรือเกิดความผิดพลาด อีกทั้งฝ่ายตรงข้ามก็พยายามโจมตีเฉพาะประเด็นยา ประเด็นวัคซีน มาพูดถึง พ.ร.ก.ดังกล่าว แต่ข้อเท็จจริงมันมีอย่างอื่น ถ้าเกิดอะไรผิดพลาดก็อยากได้การรับรอง จะได้ไม่มีใครมาฟ้อง จึงต้องทำทุกอย่างให้ครอบคลุม &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายวิษณุกล่าวว่า ถือเป็นหลักการที่ดี เจตนาดี เพราะแพทย์มีสิทธิ์ที่จะถูกฟ้องได้ แต่อาจจะไปใช้วิธีอื่นได้ เช่น ดึงเอาบุคลากรทางการแพทย์มาเป็นเจ้าพนักงานของ ศบค. ซึ่งได้รับการคุ้มครองตาม &amp;nbsp;พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ไม่แน่ใจว่าเพียงพอหรือไม่ แต่หากจำเป็นต้องออกเป็น &amp;nbsp;พ.ร.ก.ก็อยากให้นำเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน หรือเรื่องที่ต้องการแก้ไขอื่นๆ เช่น เรื่องวัคซีน โรงพยาบาลสนาม เอามารวมใน พ.ร.ก.ฉบับนี้ ไม่ใช่นิรโทษกรรมเรื่องเดียว หรือแม้แต่ประเด็นที่อยากจะแก้ไข &amp;nbsp;พ.ร.บ.โรคติดต่อ ถ้าเห็นว่ามีอะไรสำคัญและอยากจะใช้เร็วให้ดึงมาอยู่ใน พ.ร.ก.นี้ด้วย เพราะถ้าจะทำต้องทำให้รอบคอบ ครอบคลุม แต่การออก &amp;nbsp;พ.ร.ก.นี้อาจไม่มีเหตุผลทางการเมืองที่จำเป็นต้องออก โดยนายอนุทินย้ำว่าถึงอย่างไรต้องนำมาหารือนายวิษณุก่อนอยู่ดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคก้าวไกล แถลงว่า ตอนนี้ไม่ว่าไปสอบถามใครก็คงไม่มีใครบอกว่า บุคลากรด่านหน้าต้องรับผิดในการปฏิบัติหน้าที่ ตรงนี้เราไม่แย้งเลย แต่จุดที่ประชาชนเดือดดาลความพยายามออกกฎหมายนี้คือ การเหมาเข่ง เอาหมอบังหน้า แล้วทำให้คนที่ประชาชนเชื่อว่าอาจจะเป็นนักฆ่าให้พ้นผิด วันนี้วัคซีนยังไม่เต็มแขนประชาชนแล้วจะออกกฎหมายให้พ้นผิดมาทำไม นอกจากนี้จะต้องมีคำตอบที่ชัดเจนให้ประชาชนว่า นายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;รัฐมนตรี คณะกรรมการ อนุกรรมการ หรือคณะทำงานที่มีส่วนในการตัดสินใจทางนโยบายจะได้รับประโยชน์จาก พ.ร.ก.นี้ด้วยหรือไม่ หากจะเขียนเพื่อให้บุคลากรด่านหน้าสบายใจก็ควรออกเป็น พ.ร.บ. และต้องเขียนขอบเขตให้ชัดเจนว่าบุคลากรด่านหน้าเท่านั้นไม่เกี่ยวกับผู้ออกนโยบายที่จะได้รับการจำกัดความรับผิดนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่การนิรโทษกรรม แต่เป็นการออกกฎหมายและระเบียบเพื่อชดเชยเยียวยาประชาชนที่ตาย หรือเพื่อเลี้ยงดูฟูมฟักเด็กที่สูญเสียพ่อแม่ สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่เขาต้องการ แต่รัฐบาลนี้ไม่ทำ กลับไปกลัวการที่ประชาชนจะฟ้องร้องความรับผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่ง ซึ่งนี่จะเป็นฟางเส้นสุดท้ายอีกเส้นที่จะเผาไหม้รัฐบาลประยุทธ์เอง&amp;rdquo; นายวิโรจน์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ​ (ป.ป.ช.) ตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดยนายสุทิน​ คลังแสง​ &amp;nbsp;ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน​ นพ.ชลน่าน​ ศรีแก้ว​ ส.ส.น่าน​ พรรคเพื่อไทย​ ยื่นหนังสือถึงประธานคณะกรรมการ​ ป.ป.ช. ขอให้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงและดำเนินคดีกับ พล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;จากการออกข้อกำหนดฉบับที่ 29 ละเมิดเสรีภาพในการเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อมวลชน และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน​ ซึ่งเมื่อวันที่​ 6​ ส.ค. ศาลแพ่งได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นนี้นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;เผยว่า ในกรณีนี้เมื่อ ศบค.เห็นว่าเมื่อในทางปฏิบัติยังไม่มีการบังคับใช้ข้อกำหนดดังกล่าวในกรณีใดๆ ขณะที่เจ้าหน้าที่เองก็สามารถนำมาตรการทางกฎหมายอื่นมาบังคับใช้ตามที่ศาลกล่าวถึง นายกรัฐมนตรี จึงมีการออกข้อกำหนดให้ยกเลิกข้อกำหนดฉบับที่ 29 ดังกล่าวแล้ว ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 9 ส.ค.เป็นต้นไป และได้ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112887</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถก พ.ร.ก.นิรโทษกรรมหมอในที่ประชุม, นายอนุทิน ชาญวีรกูล, พ.ร.ก.คุ้มครองแพทย์, รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210803/image_big_6108b93a1f2c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110490</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2021 21:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เซ็นซื้อไฟเซอร์20ล้านโดส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทยลงนามซื้อ &amp;ldquo;ไฟเซอร์&amp;rdquo; 20 ล้านโดสแล้ว เตรียมส่งมอบในไตรมาส 4 ปีนี้ &amp;ldquo;หมอหนู&amp;rdquo; ย้ำจองอีกในปีหน้า 50 ล้านโดส &amp;ldquo;ไฟเซอร์&amp;rdquo; บอกเองเปิดสัญญามูลค่าไม่ได้ ครม.รับทราบแล้ว เผยปี 2565 จะมีวัคซีนครบทุกเทคโนโลยี &amp;ldquo;นพ.โอภาส&amp;rdquo; แจงต่อรองแอสตร้าฯ แล้วได้อย่างต่ำแค่เดือนละ 5 ล้านโดส ไม่ได้ตามเป้า 10 ล้านโดส &amp;ldquo;ยุทธพงศ์&amp;rdquo; ข้องใจสัญญาซื้อทำไมปิดลับจริง ชง &amp;ldquo;อนุทิน&amp;rdquo; ปลดอธิบดีกรมควบคุมโรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคารที่ 20 กรกฎาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วยนายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สธ. และ นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ. เป็นสักขีพยานการลงนามในสัญญาการจัดหาวัคซีนโควิดชนิด mRNA ระหว่าง นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และมิสเด็บบราห์ ไซเฟิร์ท ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไฟเซอร์ ประเทศไทยและอินโดไชน่า เพื่อจัดหาวัคซีนไฟเซอร์ 20 ล้านโดส และจะส่งมอบภายในไตรมาส 4 ของปีนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทินกล่าวว่า ยินดีอย่างยิ่งที่การเจรจาลุล่วง กระทั่งได้ทำสัญญา และกำลังได้มาซึ่งวัคซีน ซึ่งไทยได้ทำงานร่วมกับบริษัทไฟเซอร์อย่างหนักในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ต้องขอบคุณทุกคน ทุกฝ่ายที่ช่วยกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายข้อตกลงร่วมกันในการจัดหาวัคซีนชนิด mRNA ของไฟเซอร์ 20 ล้านโดสมาให้คนไทย เชื่อว่าความร่วมมือนี้จะนำไปสู่การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น และมั่นใจว่าวัคซีนที่สั่งซื้อจะมาภายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ตามข้อตกลงในสัญญา&amp;nbsp;
&amp;ldquo;จะมีวัคซีนไฟเซอร์ที่ได้รับบริจาคจากประเทศสหรัฐอเมริกา 1.5 ล้านโดสมาถึงในปลายเดือนนี้ เพื่อฉีดให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้า ผู้สูงอายุ และกลุ่มอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติมีมติเห็นชอบ รวมทั้งไทยมีแผนสั่งซื้อวัคซีนไฟเซอร์เพิ่มเติมอีก 50 ล้านโดสในปีหน้า&amp;rdquo; นายอนุทินระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ไบออนเทค ออกจดหมายข่าวประชาสัมพันธ์ ระบุว่า บริษัททั้ง 2 จะจัดส่งวัคซีน จำนวน 20 ล้านโดส ให้กับไทยสำหรับใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยได้รับการขึ้นทะเบียนแบบมีเงื่อนไขจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2564 ซึ่งข้อตกลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นระดับโลกของไฟเซอร์และไบออนเทค เพื่อรับมือกับการระบาดของโรคโควิด-19 ที่เกิดจากเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ณ ประเทศไทยและกรุงไมนส์ ประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 20 ก.ค. ซึ่งบริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด และไบออนเทค ได้ประกาศลงนามสัญญาร่วมกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ในการจัดส่งวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 จำนวน 20 ล้านโดส สำหรับปี 2564 ให้ไทย โดยมีแผนกำหนดการส่งมอบในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับมูลค่าการซื้อขายไม่อาจเปิดเผยได้ แต่มีข้อกำหนดเป็นไปตามช่วงเวลาในการส่งมอบและจำนวนโดสที่สั่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เรามีความยินดีที่ได้เซ็นสัญญาที่มีความสำคัญนี้กับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นที่มีร่วมกันในความพยายามที่จะลดการติดเชื้อในประเทศ สัญญานี้เป็นการเน้นยํ้าถึงความมุ่งมั่นของไฟเซอร์ในการจัดหาวัคซีนที่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคโควิด-19 นี้ และยังเป็นการเพิ่มการเข้าถึงวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของคนทั่วโลก&amp;rdquo; ไซเฟิร์ทกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมขอขอบคุณรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยสำหรับความไว้วางใจในความสามารถของการพัฒนาวัคซีนที่พวกเราเชื่อว่ามีศักยภาพที่จะช่วยในการรับมือกับโรคระบาดของโลกในครั้งนี้ เป้าหมายของเราก็ยังคงเป็นการส่งมอบวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่มีประสิทธิภาพให้แก่ผู้คนมากมายทั่วโลกโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้&amp;rdquo; ชอง มาเร็ท หัวหน้าฝ่ายธุรกิจและฝ่ายพาณิชย์ บริษัท ไบออนเทค กล่าว
มีวัคซีนครบทุกเทคโนโลยี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า นายอนุทินได้รายงานให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทราบความคืบหน้าการจัดหาวัคซีนโควิด-19 โดยเฉพาะการลงนามกับผู้แทนบริษัท ไฟเซอร์ จัดซื้อวัคซีนไฟเซอร์ 20 ล้านโดส ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณทุกหน่วยงานที่สนับสนุนให้สามารถจัดหาวัคซีนไฟเซอร์ 20 ล้านโดส รวมถึงวัคซีนเทคโนโลยีต่างๆ มาฉีดให้แก่ประชาชน และขอให้มีการบริหารจัดการกระจายวัคซีนให้ดี มีแผนที่ชัดเจน รวมถึงการให้ข้อมูลการจัดสรรแก่ประชาชนที่ชัดเจนต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลีกล่าวอีกว่า การทำข้อตกลงเพื่อจัดหาวัคซีนไฟเซอร์ในครั้งนี้ จะทำให้ไทยมีวัคซีนโควิด-19 กระจายให้ประชาชนเกือบครบทุกชนิด ทั้งในส่วนของ mRNA ของไฟเซอร์ โมเดอร์นา และชนิดเชื้อตายของซิโนแวคและซิโนฟาร์ม ชนิดไวรัลเวกเตอร์ของแอสตร้าเซนเนก้า และล่าสุดองค์การเภสัช (อภ.) อยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ผลิตวัคซีนชนิดโปรตีนซับยูนิต ซึ่งคาดว่าจะนำเข้ามาเพื่อฉีดให้กับประชาชนได้ในปี 2565 และทำให้ไทยมีวัคซีนโควิด-19 ครบทุกเทคโนโลยีที่มีการผลิตอยู่ในปัจจุบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุม ครม.ยังพูดถึงการฉีดวัคซีนให้ประชาชนในปัจจุบัน โดยนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แสดงความเห็นตอนหนึ่งว่า ควรฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าให้ประชาชน 10 ล้านโดสต่อเดือน ทำให้นายอนุทินชี้แจงว่า ประสิทธิภาพในการฉีดนั้นสามารถฉีดได้ แต่เราได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าไม่ถึง 10 ล้านโดสต่อเดือน ทำให้ สธ.ต้องหาวัคซีนชนิดอื่นมาฉีดให้ประชาชนให้ได้ตามจำนวนดังกล่าว นายจุติจึงเสนอว่า จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนที่ยังมีความสงสัยในวัคซีนซิโนแวคอยู่ แม้หมอจะบอกว่าเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพก็ตาม นายอนุทินจึงชี้แจงอีกครั้งว่า วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้ามีแผนจัดส่งให้ไทยทุกเดือดจนครบตามจำนวน 61 ล้านโดส แต่ต้องหารือกันว่าแต่ละเดือนจะส่งได้เท่าไหร่ อย่างไร แต่เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดเปลี่ยนแปลง มีการกระจายเชื้อเร็วยิ่งขึ้นก็ต้องไปคุยกับเขา เชื่อว่าคงคุยกันได้ และ สธ.มองว่าวัคซีนทุกชนิดที่มี มีประสิทธิภาพ เพราะองค์การอนามัยโลกให้การรับรอง เราจึงไม่ควรด้อยค่าวัคซีนกันเอง ขอให้ดูประเทศจีนที่ใช้ซิโนแวคและซิโนฟาร์มเป็นส่วนใหญ่ และการด้อยค่าวัคซีนเป็นเจตนารมณ์ของผู้ไม่หวังดี&amp;nbsp;
ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงการส่งมอบวัคซีนของบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า ว่าการลงนามระหว่างกรมควบคุมโรคกับ บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จํากัด และสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ที่ลงนามเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 พ.ย.2563 ว่าเป็นการทำสัญญาระหว่างภาครัฐกับเอกชน ซึ่งในสัญญาระบุว่า ผู้ที่ลงนามในสัญญาต้องไม่เปิดเผยความลับในสัญญา แต่หากต้องเปิดเผยสัญญาต้องได้รับความยินยอมจากทั้ง 3 ฝ่าย มิเช่นนั้นจะเป็นการทำผิดสัญญา นำไปสู่การยกเลิกสัญญา โดยเบื้องต้นในสัญญาการส่งมอบ ซึ่งยังไม่มีวัคซีน จึงไม่มีการระบุจำนวนการส่งมอบที่ชัดเจนต่อเดือน แต่จะเป็นการเจรจากันเดือนต่อเดือน ในส่วนจำนวนวัคซีนที่จองตามในสัญญาคือ 61 ล้านโดส การส่งมอบก็มีเอกสารชัดเจนว่า สธ.ต้องการวัคซีนที่จะฉีดในระยะต่อไปจำนวน 10 ล้านโดส ซึ่งขณะนี้บริษัท แอสตร้าฯ ได้แจ้งว่าอย่างน้อยจะส่งให้เดือนละ 5 ล้านโดสเป็นอย่างต่ำ หากกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นก็อาจจะให้เพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการเจรจาในครั้งต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โอภาสยังกล่าวถึงวัคซีนไฟเซอร์ที่ได้รับบริจาคจากสหรัฐ 1.5 ล้านโดส ว่าจะมาถึงไทยในปลายเดือนนี้ และคาดว่าจะเริ่มฉีดได้ในช่วงต้นเดือน ส.ค. โดยกลุ่มเป้าหมายนั้น สธ.โดยความเห็นชอบของ ศบค.ได้กำหนดคือ 1.กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้าที่ฉีดวัคซีนไปแล้ว เพื่อฉีดบูสเตอร์โดส 2.กลุ่มผู้อายุและกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ระบาด และ 3.ชาวต่างชาติกลุ่มเสี่ยง ในพื้นที่ระบาด ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนจัดการสอบถามข้อมูลแต่ละจังหวัดได้แจ้งยอดมา โดย สธ.ยังตั้งเป้าในเดือนต่อไปต้องฉีดวัคซีน 10 ล้านโดส/เดือน&amp;nbsp;
ตอกย้ำสลับสูตรวัคซีน
อธิบดีกรมควบคุมโรคยังกล่าวย้ำถึงประสิทธิภาพของวัคซีนว่า ผลการศึกษาที่มีการใช้จริงสำหรับวัคซีนซิโนแวคในหลายพื้นที่ มีประสิทธิภาพถึง 90% ในการป้องกันสายพันธุ์อัลฟา แสดงให้เห็นว่าซิโนแวคในช่วงต้นมีประสิทธิภาพป้องกันการติดเชื้อค่อนข้างดี แต่ขณะนี้ไม่มีวัคซีนใดที่มีประสิทธิภาพป้องกันได้ 100% โดยในเดือน มิ.ย.2564 ที่เริ่มมีการระบาดในบุคลากรสาธารณสุขในจังหวัดเชียงราย ผลการติดตามบุคลากรที่ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว พบว่าไม่ติดเชื้อ 82% จะเห็นว่าประสิทธิภาพเริ่มลดน้อยลงหลังจากช่วงเดือน เม.ย.-มิ.ย.แต่ก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ และในเดือน พ.ค. ป้องกันการติดเชื้อได้ 70% ก็ยังถือว่ามีประสิทธิภาพได้ดีพอสมควร &amp;nbsp;แต่มีข้อสังเกตหนึ่งที่พบคือ ประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันการติดเชื้อเริ่มลดน้อยลง เนื่องจากเชื้อมีการกลายพันธุ์&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ต้องมีสาเหตุที่เราต้องหาวัคซีนหรือหาวิธีในการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นที่มาของการปรับสูตรฉีดวัคซีน ขณะนี้มีการศึกษาในหลายหน่วยงานทั้ง ม.จุฬาฯ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ บ.ไบโอเทค พบว่าถ้าหากฉีดซิโนแวคเป็นเข็มที่ 1 จากนั้น 3-4 สัปดาห์ ก็ฉีดวัคซีนแอสตร้าฯ เข็มที่ 2 จะทำให้ประสิทธิภาพป้องกันโรค เมื่อเทียบกับการฉีดวัคซีนแบบเดิมคือ ฉีดซิโนแวค 2 เข็มสูงขึ้นประมาณหลายเท่า หรือเดิมต้องฉีดแอสตร้าฯ โดยต้องฉีดเข็ม 2 ห่างจากเข็มแรกประมาณ 12 สัปดาห์ ซึ่งการปรับสูตรนี้จะทำให้การป้องกันควบคุมโรคดีขึ้น และทำให้การฉีดวัคซีนครอบคลุม รวดเร็วมากยิ่งขึ้น&amp;rdquo; นพ.โอภาสระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา เวลา 14.30 น. นายอนุทิน พร้อมด้วย นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค หารือร่วมกับผู้แทนนำเข้าวัคซีนโควิด-19 จำนวน 6 ราย ได้แก่ บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย จำกัด), บริษัท ไฟเซอร์ฯ, บริษัท ซิลลิค ฟาร์มา จำกัด ผู้นำเข้าวัคซีนโมเดอร์นา, บริษัท แจนเซ่น-ซีแลก จำกัด ผู้นำเข้าวัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน, บริษัท ไบโอจีนีเทค จำกัด ผู้นำเข้าวัคซีนซิโนฟาร์มและวัคซีนของบารัต และองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ผู้นำเข้าวัคซีนซิโนแวค โดยใช้เวลาหารือเกือบ 3 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นเวลา 17.00 น. นพ.โอภาส และ นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงว่า บริษัททั้ง 6 รายได้รายงานความก้าวหน้าในวัคซีนที่ตัวเองรับผิดชอบหรือผลิต โดยเฉพาะการพัฒนาปรับปรุงวัคซีนในรุ่นต่อไปให้มีประสิทธิภาพต่อเชื้อกลายพันธุ์ได้มากขึ้น และพูดคุยระบบการจำหน่ายและซัพพลายแนวโน้มเป็นอย่างไร จัดหาได้ในช่วงไหนอย่างไร และสอบถามจำนวนที่จะเจรจาซื้อขายในปี 2565 รวมถึงทำความเข้าใจเรื่องการฉีดวัคซีนรูปแบบใหม่ๆ เช่น การกระตุ้น หรือบูสเตอร์โดส ซึ่งจะนำเอาข้อมูลที่ได้ไปหารือและมีการเจรจาเรื่องการจองวัคซีนต่อไป นอกจากนี้ อภ.ยังได้นำผลการวิจัยวัคซีนโควิด-19 ชนิดเชื้อตาย ที่มีการปรับปรุงสายพันธุ์ ซึ่งผ่านการทดลองระยะที่ 1 ในมนุษย์แล้ว และกำลังทดลองผ่านระยะที่ 2 ในมนุษย์ มารายงานความก้าวหน้า ซึ่งเป็นที่น่ายินดีถ้าจะพัฒนาวัคซีนที่ผลิตเองในประเทศเองได้ ส่วนประสิทธิภาพที่จะต่อสู้กับเดลตาและเบตา ต้องรอผลการศึกษาอีกครั้ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.โสภณกล่าวว่า นอกจากประเทศญี่ปุ่นบริจาควัคซีนมาแล้วประมาณ 1.5 ล้านโดส มีอีก 2 ประเทศที่กำลังคุยอยู่ ซึ่งประเทศที่จะมาบริจาคได้ขอว่าให้เขาเป็นคนประกาศก่อนในสัปดาห์หน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน มีการประชุมคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ครุภัณฑ์ และไอซีที ในคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 ที่มีนายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ส.ส.ชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะประธานคณะอนุ กมธ.เป็นประธาน ได้พิจารณางบประมาณของกรมควบคุมโรค โดยระหว่างการประชุมตอนหนึ่ง นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะ กมธ.ฝ่ายค้าน ได้สอบถาม นพ.โอภาสว่า เหตุใดกรมควบคุมโรคถึงจัดซื้อแต่วัคซีนซิโนแวค พร้อมทั้งขอให้เปิดเผยเอกสารสัญญาการจัดซื้อวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า โดยนายยุทธพงศ์ระบุว่า จากหนังสือคณะกรรมการกลั่นกรองเงินกู้ของสภาพัฒนาการเศรษกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) กำหนดให้นำงบประมาณ 6.1 พันล้านบาท ซึ่งเป็นเงินเยียวยา ไปจัดหาวัคซีน โดยเห็นควรให้กรมควบคุมโรคพิจารณาจัดหาวัคซีน หนังสือดังกล่าวยังระบุด้วยว่า ขณะนี้โควิด-19 กลายพันธุ์แล้ว ดังนั้นให้หาวัคซีนที่ใช้เทคโนโลยีอื่นที่สามารถป้องกันเชื้อโควิดกลายพันธุ์ได้ หรือแปลว่าไม่ให้ใช้ซิโนแวค แต่ให้ใช้ยี่ห้ออื่น ซึ่งในการชี้แจงก่อนหน้านี้ อธิบดีกรมควบคุมโรคระบุว่า ได้สอบถามไปยังองค์การเภสัชกรรมได้ความว่า มีแต่ซิโนแวค อย่างอื่นไม่มี อยากถามว่าทำไมราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จึงจัดซื้อวัคซีนซิโนฟาร์มได้ หรือแม้แต่เอกชนก็ยังหาวัคซีนยี่ห้ออื่นได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เมื่อถามย้ำอีกครั้ง อธิบดีกรมควบคุมโรคตอบใหม่ว่า คณะกรรมการกลั่นกรองไม่ได้บอกว่าไม่ให้ซื้อซิโนแวค แต่กำหนดว่าให้จัดหายี่ห้ออื่นที่สามารถป้องกันการกลายพันธุ์ควบคู่ไปด้วย อีกเรื่องที่เป็นปัญหา ไม่รู้อะไรนักหนา คือสัญญาการจัดซื้อแอสตร้าฯ ตั้งแต่ในห้องประชุมใหญ่ของคณะ กมธ. จนถึงวันนี้ผ่านไป 5 วัน ก็ยังลับอยู่ ดังนั้นอธิบดีต้องเอามาให้ผม แอสตร้าเซนเนก้าจัดซื้อได้เท่าไหร่ต้องเปิดเผย&amp;rdquo; นายยุทธพงศ์ระบุ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.โอภาสกล่าวว่า จากเอกสารของสภาพัฒน์ชัดเจนว่าให้จัดหาวัคซีนควบคู่กัน จำนวน 10.9 ล้านโดส กรมควบคุมโรคได้จัดหาและได้เจรจา และวันนี้ได้ลงนามกับไฟเซอร์เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือแจ้งสภาพัฒน์เพื่อนำเงินกู้จำนวนดังกล่าวมาใช้ต่อไป ขอย้ำว่าควบคู่ไม่ได้แปลว่าไม่ให้ซื้อ การหาวัคซีนระหว่างเดือน ก.ค.-ส.ค.สำคัญมาก เพื่อจะได้ฉีดให้กับประชาชนอย่างรวดเร็ว เวลากรมควบคุมโรคจัดหาวัคซีน จะจัดหาจากผู้ผลิตและตัวแทนต่างๆ ซึ่งในไทยคือ อภ. โดยกรมควบคุมโรคได้มีหนังสือสอบถามไปว่ามีวัคซีนอะไรให้กับกรมควบคุมโรคบ้าง ซึ่ง อภ.แจ้งกลับมาว่ามีวัคซีนซิโนแวคให้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อทั้งสองฝ่ายได้ชี้แจงเรียบร้อย นายสรวุฒิซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุมอยู่นั้น ได้เชิญผู้สื่อข่าวออกจากห้องประชุมคณะอนุ กมธ.
เสนอหมอหนูย้ายอธิบดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมานายยุทธพงศ์แถลงว่า ที่ประชุมคณะอนุ กมธ.ได้ซักถามเรื่องวัคซีนว่าตกลงได้จัดซื้อวัคซีนจำนวนและราคาเท่าใด แต่ไม่ได้รับคำตอบ โดยปลัด สธ.ได้แต่ชี้แจงในภาพรวม เมื่อถามหาสัญญาซื้อขาย ปลัด สธ.ก็โยนไปให้อธิบดีกรมควบคุมโรค ซึ่งก็ยังไม่ได้รับคำตอบ และเมื่อทวงถามเอกสารจากนายวิเชียร ชวลิต รองประธาน กมธ. และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งนายวิเชียรไม่ยอมให้ โดยอ้างว่าไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากเอกสารดังกล่าวอยู่ในชั้นความลับ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมอยากได้หนังสือการสั่งซื้อแอสตร้าฯ ว่ามีจำนวนเท่าไหร่ ไม่ควรเป็นข้อมูลในชั้นความลับ เพราะเห็นว่าถ้า กมธ.ไม่สามารถตรวจสอบการใช้งบประมาณของแผ่นดินก็ไม่ต้องทำอะไรแล้ว ถ้าปล่อยให้ นพ.โอภา บริหารอย่างนี้ คนจะติดโรคและตายเป็นพันคนต่อวัน ดังนั้นผมจะรอสัญญาการจัดซื้อ แม้จะเลยเคอร์ฟิวก็จะรอ&amp;rdquo; นายยุทธพงศ์กล่าว และว่า ขอเรียกร้องไปยังนายอนุทินให้เปลี่ยนตัวอธิบดีกรมควบคุมโรค หากจะให้บริหารต่อไปเช่นนี้ไม่ได้ งบประมาณ 6.1 พันล้านบาท ไม่ใช่จำนวนน้อย และเป็นเงินกู้ด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานการณ์การฉีดวัคซีนในต่างจังหวัดนั้น ที่ รพ.นครท่าฉลอม ต.ท่าฉลอม อ.เมืองสมุทรสาคร ได้มีการฉีดวัคซีนให้กับลูกเรือประมงทั้งคนไทยและต่างด้าว ขณะที่สำนักงานสาธารณสุข จ.ขอนแก่น นพ.สมชายโชติ ปิยวัชร์เวลา นายแพทย์สาธารณสุข จ.ขอนแก่น ได้ชี้แจงถึงกรณี อสม.ในเขต อ.น้ำพอง ได้รวมตัวกันประท้วงที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนว่า คลี่คลายแล้ว โดยปัญหาเกิดขึ้นจากการสำรวจที่ผ่านมา ซึ่งจะเร่งฉีดเข็มแรกให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 29 ก.ค.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่ จ.นครศรีธรรมราช นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานการแถลงการเปิดช่องทางการลงทะเบียนเข้ารับวัคซีนโควิด-19 ผ่านแพลตฟอร์มช็อปในโครงการวัคซีนเพื่อชาวนครศรีธรรมราช ซึ่งจะเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค.เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นคำร้องต่อเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อให้ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎหมายกรณีการออกมาให้ข่าวของ นพ.บุญ วนาสิน ประธานกรรมการ บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG เกี่ยวกับดีลการเจรจาจัดหาวัคซีนทางเลือก 20 ล้านโดส ว่าอาจเป็นวัคซีนทิพย์เพื่อหวังผลสร้างกระแสความนิยมในหุ้นของบริษัทหรือไม่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110490</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต, นายสาธิต ปิตุเตชะ, นายอนุทิน ชาญวีรกูล, รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไฟเซอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210720/image_big_60f6664191a8f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
