<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>57946</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/02/2020 16:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/02/2020 16:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รองประธานศาลฎีกาพร้อมคณะผู้พิพากษาลงพื้นที่ดูศาลนำร่องให้ประกันคนยากไร้ด้วยคำร้องใบเดียว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.พ.63 - ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 12-21 ก.พ. คณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนนโยบายยกระดับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหาและจำเลย ได้ลงพื้นที่ตรวจศาลนำร่องจังหวัดต่างๆ ในการวางเป้าหมายหลักเกี่ยวกับการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา/จำเลย , ลดการเรียกหลักประกัน , เพิ่มความปลอดภัยให้สังคม และลดการคุมขังที่ไม่จำเป็นในทุกขั้นตอน โดยนางเมทินี ชโลธร รองประธานศาลฎีกา ในฐานะประธานที่ปรึกษาคณะทํางานฯ พร้อมคณะทํางานฯ และนายเนติภูมิ มายสกุล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดมหาสารคาม กับคณะผู้พิพากษาศาลจังหวัดมหาสารคาม ได้ร่วมประชุม กับกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน จํานวน 40 คน ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้กํากับดูแลตาม พ.ร.บ.มาตรการกํากับและติดตามจับกุมผู้หลบหนีการปล่อยชั่วคราวโดยศาล พ.ศ.2560 ของศาลจังหวัดมหาสารคาม เพื่อทําความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของผู้กํากับดูแลและรับฟังความคิดเห็น รวมถึงรับฟังปัญหา อุปสรรคต่าง ๆ ของกํานันและผู้ใหญ่บ้านในฐานะผู้กํากับดูแลที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวมาแล้ว นอกจากนี้ นางเมทินี ประธานที่ปรึกษาคณะทํางานฯ ยังได้เดินทางไปดูระบบการปล่อยชั่วคราวของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดมหาสารคาม เพื่อสอบถามผลการดําเนินงานและปัญหาข้อขัดข้องด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เมื่อวันที่ 20 ก.พ.ทีผ่านมารองประธานศาลฎีกา &amp;nbsp;ในฐานะประธานที่ปรึกษาคณะทำงานฯ พร้อมด้วยคณะทำงานฯ ร่วมกับคณะผู้พิพากษาศาลจังหวัดมหาสารคาม ลงพื้นที่ จ.มหาสารคาม ซึ่งเป็นศาลต้นแบบแห่งหนึ่งในโครงการตามนโยบายยกระดับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหาและจำเลย เพื่อทำกิจกรรมสัมภาษณ์ผู้ต้องหา รับทราบถึงเหตุผลที่ไม่ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว และผลกระทบในการถูกคุมขัง ตลอดจนความคาดหวังต่อการขอปล่อยชั่วคราวจากศาล ตามนโยบายการยกระดับสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหา/จำเลย ตามที่นายไสลเกษ ประธานศาลฎีกาแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว ส่งเสริมให้มีการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวโดยไม่ต้องเสนอหลักประกันมา พร้อมคำร้องขอประกัน (แบบฟอร์มคำร้องใบเดียว) โดยจัดให้มีศาลต้นแบบในการยกระดับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหา/จำเลย รวม 10 ศาลได้แก่ ศาลอาญาธนบุรี , ศาลจังหวัดธัญบุรี , ศาลจังหวัดนครนายก , ศาลจังหวัดนครราชสีมา , ศาลจังหวัดมหาสารคาม , ศาลจังหวัดลำพูน ,ศาลจังหวัดกำแพงเพชร , ศาลจังหวัดกาญจนบุรี , ศาลจังหวัดภูเก็ต , ศาลจังหวัดนาทวี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งหลังจากการทำกิจกรรมดังกล่าวในศาลจังหวัดมหาสารคาม ปรากฏว่ามีผู้ต้องหายื่นแบบฟอร์มคำร้องใบเดียว เพื่อขอปล่อยชั่วคราวทั้งหมด 66 คำร้อง ซึ่งศาลสั่งให้มีการประเมินความเสี่ยงก่อน 26 คำร้อง , มีคำสั่งให้สอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประวัติการกระทำความผิดและความประพฤติของผู้ต้องหา 10 คำร้อง โดยท้ายที่สุด &amp;quot;ศาลจังหวัดมหาสารคาม&amp;quot; อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยไม่ต้องมีประกัน 8 คำร้อง , แบบให้มีประกันแต่ไม่มีหลักทรัพย์ประกัน 12 คำร้อง , แบบมีประกันและมีหลักทรัพย์ประกัน 37 คำร้อง , กรณีที่ศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว มีมาตรการควบคุมหลังการปล่อยชั่วคราว อาทิ รายงานตัวที่ศาล 4 คำร้อง , การให้ตั้งผู้กำกับดูแล 8 คำร้อง , แบบติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (กำไลข้อเท้า EM) 35 คำร้อง , กรณีสั่ง ห้ามยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษและของมึนเมาทุกประเภท 5 คำร้อง รวมศาลมีคำสั่งปล่อยชั่วคราวทั้งหมด 66 คำร้อง โดยศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว 9 คำร้องเนื่องจากของกลาง (ยาเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีน) มีจำนวนมาก ซึ่งคดีมีอัตราโทษสูงและผู้ต้องหาถูกจับตามหมายจับ ในการประเมิน ความเสี่ยงคดีจึงเห็นมีความเสี่ยงสูงที่จะหลบหนีหากได้รับการปล่อยชั่วคราว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในช่วงสัปดาห์เดียวกันวันที่ 19 ก.พ. นายเนติภูมิ มายสกุล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดมหาสารคาม และคณะผู้พิพากษา ก็ได้ร่วมทำกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ต้องหาในเรือนจำจังหวัดมหาสารคาม เพื่อให้ทราบถึงสิทธิในการขอปล่อยชั่วคราว และการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวโดยไม่ต้องเสนอหลักประกันมาพร้อมแบบฟอร์มคำร้องใบเดียว และเมื่อวันที่ 12 ก.พ. นายวีรศักดิ์ ขจีจิตต์ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซึ่งได้รับมอบหมายจากที่ประชุมคณะทำงานฯ ให้นำคณะฯ ลงพื้นที่เรือนจำกลางกำแพงเพชร ร่วมกับคณะผู้พิพากษาศาลจังหวัดกำแพงเพชร ทำกิจกรรมสัมภาษณ์ผู้ต้องหาและจำเลย เพื่อรับทราบถึงเหตุผลที่ไม่ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว , ผลกระทบในการถูกคุมขัง ตลอดจนความคาดหวังต่อการขอปล่อยชั่วคราวจากศาล ซึ่งศาลจังหวัดกำแพงเพชร ถือเป็นศาลนำร่องแห่งที่ 2 ตามดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายหลักเกี่ยวกับการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา/จำเลย ,ลดการเรียกหลักประกัน เพิ่มความปลอดภัยให้สังคม และลดการคุมขังที่ไม่จำเป็นในทุกขั้นตอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้หลังการทำกิจกรรมดังกล่าวปรากฏว่า มีผู้ต้องหาและจำเลยยื่นแบบฟอร์มคำร้องใบเดียว เพื่อขอปล่อยชั่วคราวทั้งหมด 55 คำร้อง ในจำนวนนั้นศาลสั่งให้มีการประเมินความเสี่ยง 14 คำร้อง และให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวของผู้ต้องหา 5 คำร้อง โดยท้ายที่สุดศาลก็อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยต้องไม่มีหลักทรัพย์ประกัน 19 คำร้อง , 7 คำร้องอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวนั้นก็ให้ตั้งผู้กำกับดูแลให้ทำหน้าที่รับรายงานตัวแทนศาล หรือทำหน้าที่สอดส่องดูแลผู้ถูกปล่อยชั่วคราวในการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนด , 2 คำร้องอนุญาตปล่อยชั่วคราวโดยให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (กำไลข้อเท้า EM) พร้อมกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับที่อยู่หรือการเดินทางของผู้ต้องหา , 27 คำร้องศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตเนื่องจากการประเมินความเสี่ยงหรือการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบประวัติการกระทำความผิดมาแล้วหลายคดี หรือมีน้ำหนักความเสี่ยงสูง ทั้งนี้จากผลการดำเนินงานของคณะทำงานฯ ในศาลจังหวัดกำแพงเพชร ศาลต้นแบบแห่งที่ 2 นี้ เป็นผลให้ผู้ต้องหา/จำเลยที่มีฐานะยากจนได้รับโอกาสในการปล่อยชั่วคราวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามนโยบายนายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกาในการยกระดับคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหา/จำเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนโยบายการยกระดับสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหา/จำเลย และการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว ส่งเสริมให้มีการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวโดยไม่ต้องเสนอหลักประกันมา พร้อมคำร้องขอประกัน (แบบฟอร์มคำร้องใบเดียว) โดยจัดให้มีศาลต้นแบบในการยกระดับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหา/จำเลย รวม 10 ศาลได้แก่ ศาลอาญาธนบุรี , ศาลจังหวัดธัญบุรี , ศาลจังหวัดนครนายก , ศาลจังหวัดนครราชสีมา , ศาลจังหวัดมหาสารคาม , ศาลจังหวัดลำพูน ,ศาลจังหวัดกำแพงเพชร , ศาลจังหวัดกาญจนบุรี , ศาลจังหวัดภูเก็ต , ศาลจังหวัดนาทวี ที่ผ่านมาคณะทำงานฯ ได้ลงพื้นที่ศาลต้นแบบแล้ว 3 แห่ง ที่ศาลจังหวัดกาญจนบุรี , ศาลจังหวัดกำแพงเพชร , ศาลจังหวัดมหาสารคาม และจะขยายผลให้ครอบคลุมทุกศาล ภายในเดือน ก.ย.63 นี้ตามที่นายไสลเกษ ประธานศาลฎีกา มีนโยบายยกระดับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานฯ .&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57946</URL_LINK>
                <HASHTAG>การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหา, ประกันผู้ยากไร้, ผู้พิพากษา, รองประธานศาลฎีกา, ศาล, เมทินี ชโลธร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200223/image_big_5e523d84a5cb2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41434</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2019 11:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2019 07:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลออก 3 กฎเหล็กห้ามทำ!ระหว่างการพิจารณาคดี&#039;ไก่เอื้ออาทร&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ค.62 - ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง วานนี้ นายวิชัย เอื้ออังคณากุล รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดีบ้านเอื้ออาทร พร้อมองค์คณะผู้พิพากษาคดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ หมายเลขดำ อม.42/2561 และ 102/2561 นัดไต่สวนพยานโจทก์ครั้งที่ 5 คดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวัฒนา เมืองสุข อายุ 61 ปี อดีต รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร 2 และสมาชิกพรรคเพื่อไทย จำเลยที่ 1, นายมานะ วงศ์พิวัฒน์ อดีตกรรมการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) และอดีตประธานอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองโครงการปี 2548&amp;ndash;2549 จำเลยที่ 2 , นายพรพรหม วงศ์พิวัฒน์ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจก่อสร้างที่พักอาศัย จำเลยที่ 3 , นายอภิชาติ หรือเสี่ยเปี๋ยง จันทร์สกุลพร นักธุรกิจค้าข้าวรายใหญ่ จำเลยที่ 4 , นายอริสมันต์ หรือกี้ร์ พงษ์เรืองรอง อายุ 55 ปี อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทยจำเลยที่ 10 และกลุ่มเอกชนรวม 14 ราย เป็นจำเลย โดยคดีมีจำเลย 4 รายที่ไม่มาศาลมีพฤติการณ์หลบหนีศาลได้ออกหมายจับไว้แล้ว คือ น.ส.กรองทอง วงศ์แก้ว, น.ส.รุ่งเรือง ขุนปัญญา พนักงานบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด จำเลยที่ 6-7 และผู้แทนนิติบุคคล บริษัท พาสทิญ่าไทย จำกัด , บริษัท นามแฟทท์ คอนสตรัคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด จำเลยที่ 11-12&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในความผิดเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต มาตรา 157, ฐานเป็นพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อให้กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 และ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6, 11 และเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ นายวัฒนา อดีต รมว.พม. จำเลยที่ 1, นายอริสมันต์ อดีต ส.ส.เพื่อไทย จำเลยที่ 10 และจำเลยร่วมคนอื่นๆ ที่ได้รับการประกันตัวเดินทางมาศาล ขณะที่ศาลก็ได้เบิกตัว นายอภิชาติ หรือเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 4 และ น.ส.รัตนา แซ่เฮ้ง ลูกน้องเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 5 ซึ่งถูกจำคุกในคดีทุจริตโครงการระบายข้าวจีทูจี มาจากเรือนจำเพื่อร่วมฟังการพิจารณาต่อหน้าจำเลยด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยวันนี้ อัยการโจทก์ นำพยานเข้าไต่สวนรวม 5 ปาก ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริหารระดับสูง ใน กคช.ระดับอดีต ผอ.- รอง ผอ.กองการประชุม ที่เคยปฏิบัติหน้าที่ช่วงดำเนินโครงการบ้านเอื้ออาทร, รอง ผอ.กองประมูลและสัญญาก่อสร้าง รวมทั้งอดีตปลัดกระทรวง พม.ซึ่งเคยได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการ และกรรมการ (บอร์ด) กคช.ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งการไต่สวนทั้งศาล อัยการโจทก์ และฝ่ายจำเลย ได้ซักถามรวมทั้งการซักค้านประเด็นขั้นตอนการทำรายงานการประชุมของบอร์ด กคช. และประเด็นสำคัญที่พาดพิงถึงเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 4 ว่าเคยมีการสั่งการจากเลขานุการที่ประชุมของบอร์ด ให้จัดส่งเอกสารหนังสือเชิญประชุม, รายงานการประชุม หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประชุมถึงที่ปรึกษา รมว.พม. 7 ครั้ง ที่อ้างว่ามีการระบุถึงชื่อนายอภิชาติ จำเลยที่ 4 หรือไม่ โดยทนายความจำเลยพยายามซักค้านว่าจำเลยที่ 4 ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับแทรกแซงกับการประชุมบอร์ดรวมทั้งไม่เคยถูกพาไปแนะนำตัวว่าเป็นที่ปรึกษา รมว.พม. ไม่เคยเข้าร่วมประชุมใดๆ นอกจากนี้การไต่สวนพยาน ยังซักถามถึงหลักเกณฑ์การจัดโปรโมท Pre-Sale (ขายจองล่วงหน้า) โครงการให้ได้ตามเงื่อนไขที่ประกาศไว้ กับหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายเงินล่วงหน้าที่จะได้ทำ 15% จากยอดมูลค่าโครงการ (ค่าที่ดิน+ค่าก่อสร้าง) หรือจากยอดค่าก่อสร้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเมื่อศาล อัยการโจทก์ และฝ่ายจำเลย ซักถามพยานโจทก์ทั้ง 5 ปากดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว ศาลนัดไต่สวนพยานโจทก์ครั้งต่อไปวันที่ 5 ส.ค.นี้ เวลา 09.30 น. และที่จำเลยที่ 4, 8 ขอยื่นบัญชีพยานเพิ่มเติมครั้งที่สองนั้น ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในการพิจารณาคดีให้ได้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนจึงอนุญาต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนนายวัฒนา จำเลยที่ 1 ที่ได้ยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้ไต่สวนหาผู้รับผิดชอบ กรณีที่อ้างว่าตรวจพบว่า บันทึกคำให้การของพยาน 2 ราย คือนายพิทยา เจริญวรรณ กับนายพรศักดิ์ บุณโยดม ในชั้น ป.ป.ช. กับชั้นคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) อาจคลาดเคลื่อนอย่างมีนัยยะสำคัญที่อาจจะส่งผลเสียหายต่อจำเลยที่ 1 นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;องค์คณะฯ แจ้งให้จำเลยทราบว่า ตามที่ศาลมีคำสั่งให้อัยการโจทก์ที่ได้แถลงคัดค้านกรณีดังกล่าว ทำคำคัดค้านเป็นเอกสารเสนอศาลมาภายในวันที่ 18 ก.ค.นั้น เนื่องจากศาลเพิ่งได้รับเอกสารจากอัยการโจทก์เมื่อวานนี้ (18 ก.ค.) ซึ่งจะต้องพิจารณารายละเอียดเพื่อประกอบกานวินิจฉัย โดยวันนี้มีไต่สวนพยานโจทก์ในคดีอยู่ด้วย จึงให้รอฟังคำสั่งเรื่องคำร้องของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวในนัดหน้า (5 ส.ค.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการไต่สวนพยานคดีกล่าวหาทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรที่ผ่านมานั้น หลังจากที่มีเหตุการณ์ในการสื่อสารเกี่ยวกับข้อมูลคดีจนอาจกระทบการพิจารณาได้ เมื่อวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา องค์คณะฯ จึงได้ออกข้อกำหนดระหว่างการพิจารณานี้ว่า ห้ามไม่ให้ผู้ใดกระทำการ 1. ให้ข่าว รายงาน หรือย่อเรื่องกระบวนพิจารณาคดีอย่างไม่เป็นธรรมและไม่ถูกต้อง 2.ทำการวิภาค (ภาษาตามกฎหมาย) โดยไม่เป็นธรรมในการดำเนินคดีของคู่ความ หรือคำพยานหลักฐาน รวมทั้งการแถลงข้อความที่เป็นการเสื่อมเสียชื่อเสียงของคู่ความ - พยาน 3.ชักจูงให้เกิดมีคำพยานเท็จ โดยการกระทำนั้นประสงค์จะให้มีอิทธิพลเหนือความรู้สึกของประชาชน หรือเหนือศาล, คู่ความ, พยานหลักฐาน ที่จะมีผลทำให้การพิจารณาคดีเสียความยุติธรรมไป โดยการออกข้อกำหนดดังกล่าวเป็นไปตามอำนาจประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.แพ่ง) มาตรา 30, 32 , 33&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41434</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร, รองประธานศาลฎีกา, วัฒนา เมืองสุข, วิชัย เอื้ออังคณากุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181129/image_big_5bffab6bd740b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15791</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2018 19:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2018 19:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.ต.ลงมติเลือก &#039;บุญมี ฐิตะศิริ&#039; เป็นรองประธานศาลฎีกาคนที่ 6</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
20 ส.ค. 61 - ที่ห้องประชุมศาลยุติธรรม ชั้น 5 อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ นายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) 15 คน ครั้งที่ 14/2561 ในวาระพิจารณาให้ความเห็นชอบสับเปลี่ยน &amp;ndash;โยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการตุลาการชั้น 4 และชั้น 3 ระดับรองประธานศาลฎีกา, ระดับประธานแผนกคดีในศาลฎีกา, ระดับประธานแผนกคดีในศาลอุทธรณ์, ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ (หน.อุทธรณ์), พ.อุทธรณ์, ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลชั้นต้น และรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น รวม 461 คน

โดยวาระพิจารณาโยกย้ายวันนี้ ก็มีตำแหน่งสำคัญด้วย คือ ตำแหน่งรองประธานศาลฎีกาคนที่ 6 ที่ยังขาดอีก 1 คน หลังจากการประชุมครั้งที่ 13 ที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 6 ส.ค. ที่ประชุม ก.ต. มีมติเสียงข้างมาก 11 ต่อ 3 ไม่เห็นชอบประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา ซึ่งมีอาวุโสตามลำดับชั้นที่จะพิจารณาให้ขึ้นตำแหน่งรองประธานศาลฎีกา เนื่องจากมีปัญหาในชั้นพิจารณาความเหมาะสม กรณีมีรายงานชี้แจงตามลำดับชั้นถึงการถูกร้องเรียนกระทำการส่อขัดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ

ดังนั้นที่ผ่านมา สำนักงานศาลยุติธรรมจึงทำบัญชีรายชื่อผู้พิพากษาตามอาวุโสใหม่ เสนอให้อนุกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (อ.ก.ต.) พิจารณาตรวจสอบความเหมาะสม เพื่อเสนอชื่อให้ที่ประชุม ก.ต.ชุดใหญ่ 15 คน พิจารณาลงมติแต่งตั้งเป็นรองประธานศาลฎีกาคนที่ 6

ซึ่งที่ประชุม ก.ต.วันนี้ ก็ลงมติเห็นชอบตามให้ น.ส.บุญมี ฐิตะศิริ ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา ที่มีอาวุโสสูงสุดตามลำดับชั้น ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งรองประธานศาลฎีกาคนที่ 6 และให้นายอดิศักดิ์ ปัตรวลี หน.ฎีกา ขึ้นเป็นประธานแผนกคดีเยาวชนฯ แทน น.ส.บุญมี ต่อไป โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2561 เป็นต้นไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการประชุม ก.ต.ในครั้งนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นที่น่าจับตาว่าในที่ประชุมจะมีการหยิบยกเรื่องการร้องเรียน ก.ต.ขึ้นมาพิจารณากันนั้น ในวันนี้ยังไม่ได้มีการหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาว่ากล่าวกันในที่ประชุมแต่อย่างใด เนื่องจากกรณีดังกล่าวมีการร้องเรียนผ่านนายชีพ ประธานศาลฎีกาในฐานะประธาน ก.ต.เข้ามา จะต้องมีการเปิดโอกาสให้ ก.ต.ศาลฎีกาคนดังกล่าวทำหนังสือชี้แจงผ่านสำนักงานศาลยุติธรรมไปยังนายชีพ ก่อนที่นายชีพในฐานะประธาน ก.ต.จะมีคำสั่งต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15791</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ต., คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม, บุญมี ฐิตะศิริ, รองประธานศาลฎีกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180820/image_big_5b7ab3a7d09eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14713</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตาตั้งรองปธ.ศาลฎีกา ‘ผู้พิพากษา’นับพันจ่อฮึ่ม!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ประชุม ก.ต.ตั้ง &amp;quot;รองประธานศาลฎีกา&amp;quot; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ใหม่ส่อมีปัญหา หลังผู้พิพากษาระดับบริหารถูกร้องเรียนแทรกแซงข่มขู่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น เอื้อประโยชน์คู่ความ เชื่อหากปล่อยผ่านจะมีผู้พิพากษานับพันร่วมลงชื่อถอดถอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 6 สิงหาคมนี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ครั้งที่ 13/2561 การประชุมดังกล่าว ที่ประชุมได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบในการโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการตุลาการในวาระของวันที่ 1 ต.ค.2561&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในวาระก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ซึ่งเป็นครั้งที่ 12/2561 ได้มีการพิจารณาไปแล้ว 3 บัญชี ประกอบด้วย บัญชีผู้พิพากษาอาวุโสสับเปลี่ยนตำแหน่ง 51 ราย บัญชีแต่งตั้งผู้พิพากษาอาวุโส 86 ราย และบัญชีสับเปลี่ยนตำแหน่ง 1 ราย ซึ่งได้นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย รองประธานศาลฎีกา ขึ้นเป็นว่าที่ประธานศาลอุทธรณ์ ซึ่งทุกตำแหน่งจะมีผลในวันที่ 1 ต.ค.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนในวันที่ 6 ส.ค.นี้ จะมีการพิจารณาในบัญชีสับเปลี่ยนตำแหน่งระดับสูงในระดับรองประธานศาลฎีกาใหม่ และระดับประธานแผนกคดีในศาลฎีกา และแต่งตั้งระดับประธานแผนกใหม่ขึ้นมาทดแทนตำแหน่งผู้บริหารที่ไปเป็นผู้พิพากษาอาวุโส&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ รายงานข่าวระดับสูงในศาลยุติธรรมระบุถึงประเด็นที่น่าสนใจว่า ในบัญชีสับเปลี่ยนตำแหน่งดังกล่าว จะมีบัญชีผู้พิพากษาระดับประธานแผนกคดีในศาลฎีกาที่จะแต่งตั้งขึ้นชั้นรองประธานศาลฎีกา ที่จากเดิมได้มีการเลื่อนการพิจารณาเฉพาะบัญชีดังกล่าวมาตั้งแต่ครั้งวันที่ 20 ก.ค. เนื่องจากมีประเด็นสำคัญที่จะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งใหม่คือ ตำแหน่งรองประธานศาลฎีกา ตำแหน่งหนึ่งที่มีปัญหา เนื่องจากมีการร้องเรียนผู้พิพากษาที่จะได้รับแต่งตั้งบุคคลหนึ่งที่มีปัญหาเกี่ยวข้องในด้านความเหมาะสมและจริยธรรมที่จะต้องพิจารณาอย่างหนักว่า มีความเหมาะสมและจริยธรรมอันสมควรที่จะดำรงตำแหน่งรองประธานศาลฎีกาหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวระบุต่อว่า ผู้พิพากษาคนดังกล่าวได้ถูกร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องการใช้อิทธิพล แทรกแซงข่มขู่การทำงานของศาลชั้นต้น ข่าวดังกล่าวได้แพร่สะพัดไปยังกลุ่มของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นเป็นวงกว้าง จนมีการร้องเรียนถึงพฤติการณ์และจริยธรรมในการดำรงตนที่ไม่เหมาะสมของผู้พิพากษาคนดังกล่าว ไปยังผู้บริหารระดับสูงของศาลยุติธรรม และ ก.ต. จนมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงขึ้น ซึ่งขณะนี้การสอบสวนข้อเท็จจริงกำลังดำเนินการอยู่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะหากว่าการสอบสวนชี้ชัดว่ามีการกระทำที่ผิดวินัยอย่างร้ายแรงขึ้นมา ก็จะเกิดความเสียหายต่อการเสนอรายชื่อเพื่อโปรดเกล้าฯ และอาจมีปัญหาตามมาด้วย จึงเป็นที่น่าจับตาว่า ผลการประชุม ก.ต.ครั้งที่ 13 ในวันที่ 6 ส.ค.นี้ จะออกมาอย่างไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวผู้พิพากษาระดับสูงในศาลยุติธรรมเผยว่าหากบุคคลดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาจากการประชุม ก.ต.ในครั้งนี้ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งรองประธานศาลฎีกา อาจจะมีผู้พิพากษานับพัน ทั้งสามชั้นศาลร่วมกันลงชื่อเพื่อขอให้ถอดถอนได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ถ้า อ.ก.ต.และ ก.ต.เราไม่เข้มแข็ง จะเป็นช่องว่างให้ฝ่ายบริหารเข้ามาครอบงำได้ เราสู้มาแทบตาย ถ้าเราไม่ตรงไปตรงมา มัวไปเกรงใจใคร องค์กรจะมีปัญหา เรื่องนี้ได้ยินมาว่ามีผู้พิพากษาซึ่งเป็นผู้ร้องและพยาน เรียนเรื่องเข้ามา ได้ยืนยันว่าผู้พิพากษาระดับสูงที่ถูกร้องมีพฤติการณ์ข่มขู่แทรกแซงคดีเพื่อที่จะเป็นประโยชน์กับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งผู้พิพากษาเรามีศักดิ์ศรี ก็ไม่ยอมแม้จะมีตำแหน่งใหญ่โตกว่า เพราะผู้พิพากษาเขามีอิสระในการทำงาน จะไปสั่งเขาไม่ได้ เขาไม่ยอม เรื่องนี้ก็ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมในผู้พิพากษาทั่วประเทศ ถึงขนาดมีคนกล่าวว่าถ้ามีการอุ้มกัน เขาจะไม่ยอม เราอยากให้ ก.ต.เรามีอิสระที่แท้จริง เพราะเป็นสิ่งที่เรายึดมั่น และสู้เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากข้างนอกด้วย&amp;rdquo;.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14713</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม, รองประธานศาลฎีกา, ร้องเรียนแทรกแซงข่มขู่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น, หนังสือพิมพ์, เอื้อประโยชน์คู่ความ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180804/image_big_5b65a2a397bc2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
