<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114668</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เคาะวันซักฟอก เริ่ม31สค.60ชม. รบ.ผุดวอร์รูมโต้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เคาะแล้วเปิดซักฟอกรัฐบาล 31 ส.ค.-4 ก.ย. ให้พ่นน้ำลายกันร่วม 60 ชั่วโมง เพื่อไทยตีปีกจับมือม็อบเล่นทั้งนอก-ในสภา ดีใจคนเข้าชื่อไล่ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; แล้ว 2 หมื่นคน จัดแคมเปญแต่งชุดดำ ผูกริบบิ้นดำ &amp;nbsp;เปลี่ยนรูปโปรไฟล์โซเชียลเป็น &amp;ldquo;ไล่ประยุทธ์&amp;rdquo; ด้าน &amp;quot;เสกสกล&amp;quot; สวนกลับเจอกันแน่ทีมงานวอร์รูมนอกสภา ซัดฝ่ายค้านใช้ภาษาทุเรศ ฟันธงถึงคราวอาถรรพ์ที่จะพบจุดจบและความหายนะของพรรคเพื่อไทยอย่างแน่นอน นายใหญ่ทั้งสองต้องระเหเร่ร่อนพเนจรต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2564 นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อหารือการกำหนดกรอบการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ &amp;nbsp;ในฐานะตัวแทนนายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) แถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติกำหนดกรอบระยะเวลาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ระหว่างวันที่ &amp;nbsp;31 สิงหาคม ถึงวันที่ 3 กันยายน และลงมติในวันที่ 4 กันยายน ทั้งนี้ ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม ถึงวันที่ 2 กันยายน จะเริ่มประชุมตั้งแต่เวลา 09.00-00.30 น. ส่วนวันที่ 3 กันยายน จะเริ่มประชุมตั้งแต่เวลา 09.00-21.00 น. และวันที่ 4 กันยายน จะเริ่มลงมติในเวลา &amp;nbsp;10.00 น.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีการกำหนดเวลาในการอภิปรายทั้งหมด 58 &amp;nbsp;ชั่วโมง 30 นาที แบ่งเป็นของพรรคร่วมฝ่ายค้าน 40 ชั่วโมง ส่วนของฝ่ายรัฐบาลและคณะรัฐมนตรี 18 ชั่วโมง 30 นาที&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้แจ้งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ทราบว่า ตามที่ที่ประชุมวิปรัฐบาลร่วมกับวิปฝ่ายค้านกำหนดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ และรัฐมนตรีรวม 4 วัน โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค. ถึงวันที่ 3 ก.ย. และลงมติวันที่ 4 ก.ย. ดังนั้นจึงเลื่อนวันประชุม ครม.วันอังคารที่ 31 ส.ค.ไปเป็นวันจันทร์ที่ 30 ส.ค.นี้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ด้วยความล้มเหลวในการบริหารจัดการสถานการณ์โควิดที่ผิดพลาด ล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ พรรคฝ่ายค้านทนเห็นรัฐบาลชุดนี้บริหารจัดการแก้ไขสถานการณ์โควิดล้มเหลวต่อไปไม่ได้ ทนเห็นชีวิตผู้คนต้องเจ็บป่วยล้มตายรายวันไม่ได้ รัฐบาลยิ่งอยู่นาน จึงตัดสินใจยื่นญัตติอภิปรายเป็นการทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ เพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น และเชื่อมั่นว่าจะส่งผลสะเทือนต่อรัฐบาลไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;รัฐบาลไม่ควรจะคิดมีนอกมีใน เพราะเรื่องนี้คือชีวิตของประชาชน &amp;nbsp;รัฐควรทำด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เมื่อรัฐบาลเคยบอกว่าสามารถตอบคำถามทุกอย่างได้ ถามเมื่อไหร่ก็ตอบได้ ฝ่ายค้านก็พร้อมจะอภิปรายเพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ผมมั่นใจว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้จะส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลแน่นอน &amp;nbsp;และขอร่วมกันลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลประยุทธ์นอกสภาไปพร้อมกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา ที่พรรคเพื่อไทยเชิญชวนพี่น้องประชาชน ลงมติประชาชน รวมพลไล่ประยุทธ์ ร่วมลงชื่อโหวตไม่ไว้วางใจรัฐบาล ผ่าน https://www.change.org/prayutgetout&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เผยว่า หลังจากพรรคเพื่อไทยเปิดตัวกิจกรรมไป 24 ชั่วโมง พบว่ามีผู้ลงชื่อไล่พลเอกประยุทธ์ร่วม 20,000 คนแล้ว ในจำนวนนี้เป็นประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครมากที่สุด รองลงมาเป็นภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคใต้ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศไม่อาจรับได้กับการมีอยู่ของนายกรัฐมนตรีคนนี้อีกต่อไป เพราะไร้ซึ่งความสามารถทุกด้าน หมดแล้วซึ่งอำนาจความชอบธรรมที่จะเป็นผู้นำประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เธอกล่าวว่า ต่อจากนี้ไปจะมีการรณรงค์และเชิญชวนพี่น้องประชาชน ให้มาร่วมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในหลากหลายกิจกรรม คู่ขนานไปพร้อมกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาอย่างต่อเนื่อง เช่น การแต่งกายด้วยชุดดำ การผูกริบบิ้นสีดำที่รถที่ใช้ในการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนของ ส.ส. และว่าที่ผู้สมัคร ส.ก.ของพรรคเพื่อไทย การเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ด้วยเฟรม &amp;ldquo;ไล่ประยุทธ์&amp;rdquo; ในโซเชียลมีเดียของ ส.ส. ผู้สมัคร ส.ก. และสมาชิกพรรค รวมทั้งขึ้นป้ายประชาสัมพันธ์แคมเปญที่บริเวณที่ทำการพรรคเพื่อไทย เพื่อสะท้อนพลังทางสังคมที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงและเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แคมเปญลงมติประชาชน รวมพลไล่ประยุทธ์ ได้มีผู้มีชื่อเสียงร่วมด้วยมากมาย อาทิ คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ เป็นต้น&amp;quot; โฆกษพรรคเพื่อไทยกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;เปิดเผยถึงการตั้งวอร์รูมนอกสภาเพื่อรับมือญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านว่า การทำงานครั้งนี้เป็นการรวมตัวของคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีทุกกระทรวง ทุกพรรคการเมืองในซีกรัฐบาลอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อทำงานเตรียมการสู้ศึกซักฟอกของฝ่ายค้านในนามทีมงานวอร์รูมนอกสภา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ วอร์รูมดังกล่าวมีหน้าที่ในการหาข้อมูลสนับสนุนและพิทักษ์ปกป้องนายกฯ และรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีนักกฎหมายเตรียมการดำเนินคดีกับ ส.ส.ฝ่ายค้านที่บิดเบือนใส่ร้ายป้ายสี ใช้หลักฐานอันเป็นเท็จและโจมตีจาบจ้วง ก้าวล่วง ดูหมิ่นดูแคลนสถาบันเบื้องสูง โดยวอร์รูมนอกสภาจะจัดทีมแถลงตอบโต้ทันที โดยมีตนเป็นหัวหน้าทีม จะทำงานเชิงรุกตอบโต้ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ ไม่ได้เป็นการคุกคามหรือข่มขู่ฝ่ายค้าน แต่ต้องการป้องปรามและส่งสัญญาณเตือนถึงฝ่ายค้านว่าอย่าได้อภิปรายนอกลู่นอกทาง หรือสร้างหลักฐานอันเป็นเท็จ &amp;nbsp;ตลอดจนอย่าก้าวล่วงจาบจ้วงสถาบันอย่างเด็ดขาด อาจจะโดนดำเนินคดีมาตรา 112 ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า การที่ฝ่ายค้านเขียนญัตติใช้ภาษาที่ทุเรศอัปยศอดสูที่สุด เสมือนดูถูกประชาชน ซึ่งไม่เคยมีฝ่ายค้านยุคไหนที่ใช้ภาษาดูหมิ่นดูแคลนผู้นำประเทศเยี่ยงนี้ และไม่ยอมใช้วิธีเล่นการเมืองยึดกติกาในสภาตามระบอบประชาธิปไตย แต่กลับหันมาเล่นการเมืองเถื่อนนอกสภา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คงถึงคราวอาถรรพ์ที่จะพบจุดจบและความหายนะของพรรคเพื่อไทยอย่างแน่นอน จึงคิดวิธีการชั่วช้าออกมาได้เช่นนี้ เพียงเพื่อหวังทำลายนายกฯ จ้องล้มรัฐบาลจนหน้ามืดตามัว กิเลสตัณหาโลภะสูง ขอเพียงเพื่อให้พรรคเพื่อไทยกลับมามีอำนาจอีกครั้ง ช่วยให้นายใหญ่ นายทักษิณ นางสาวยิ่งลักษณ์กลับมาฟอกตัวให้พ้นคดีทุจริตให้ได้ จึงกล้าทุ่มเท ยอมทุบหม้อข้าวหม้อแกง ถล่มโจมตีนายกฯ และรัฐบาลทุกรูปแบบอย่างถวายชีวิต จึงไม่แตกต่างอะไรกับหมาบ้าที่เที่ยวไล่งับไล่กัดชาวบ้านไปทั่ว สุดท้ายก็ต้องถึงจุดจบเพราะพิษหมาบ้าของตัวเองที่จะโดนประชาชนลงทัณฑ์ จนทำให้นายใหญ่ทั้งสองก็คงต้องระเหเร่ร่อนพเนจรต่อไปอีก เพราะความคิดการเมืองแบบเพี้ยนๆ จิตวิปริตเช่นนี้ของคนบางคนในพรรคเพื่อไทย เหมือนกับที่เคยคิดจะออก พ.ร.บ.นิรโทษสุดซอยช่วยนายทักษิณกลับบ้านในยุครัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์&amp;quot; นายเสกสกลกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;กล่าวว่า หากฝ่ายค้านมั่นใจว่ามีข้อมูลเพียงพอก็สามารถนำมาแสดงและอภิปรายต่อที่ประชุมสภาได้ จากนั้นก็ยังสามารถยื่นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อตามขั้นตอนได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม อยากให้การอภิปรายนั้นเป็นไปด้วยเหตุและผล ไม่ใช่ใช้เป็นเวทีสาดโคลนใส่กัน โดยรัฐบาลจะถือโอกาสนี้ชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนถึงนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลด้วยเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านระบุว่า เสียงข้างมากของ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลในสภารวมกับเสียงของสมาชิกวุฒิสภา ช่วยค้ำจุนการอยู่รอดของรัฐบาลและการดำรงอยู่ในตำแหน่งของนายกฯ นั้น ขอชี้แจงว่า การกล่าวหาดังกล่าวถือเป็นการไม่ให้เกียรติสมาชิกวุฒิสภาและเพื่อน ส.ส.ในซีกรัฐบาลเกินไปหรือไม่ เพราะสมาชิกวุฒิสภาย่อมมีดุลพินิจของท่านเอง &amp;nbsp;ไม่มีใครไปบังคับหรือสั่งการใดๆ ได้ ขณะที่ ส.ส.รัฐบาลนั้นก็เป็นตัวแทนของประชาชนเช่นเดียวกับ ส.ส.ฝ่ายค้าน ศักดิ์และสิทธิ์เท่าเทียมกัน แต่วันนี้สิ่งที่ค้ำจุนรัฐบาลอยู่ก็คือความเชื่อมั่นและความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อ พล.อ.ประยุทธ์ ที่คิดนโยบายต่างๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่ม อย่างไรก็ตาม วันนี้ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตโควิด-19 รัฐบาลทุ่มสรรพกำลังแก้ปัญหาอย่างเต็มที่ เชื่อว่าเมื่อพี่น้องประชาชนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีอย่างทุกวันนี้ เราจะผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้โดยเร็วอย่างแน่นอน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114668</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์, นายสุชาติ ตันเจริญ, พรรคพลังประชารัฐ, รองประธานสภาผู้แทนราษฎร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เคาะแล้วเปิดซักฟอกรัฐบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210707/image_big_60e5968f70661.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109097</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/07/2021 22:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สส.ปัดขอวัคซีนเข็ม3/‘หน่อย’ล่าชื่อฟ้องรัฐ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาดาหน้าปัดขอวัคซีนเข็ม 3 ฉีด ส.ส.-ส.ว. &amp;quot;สุชาติ&amp;quot; อ้างแค่ความเห็นส่วนตัวของ ส.ส.บางคน ย้ำที่ประชุมวิปฯ แค่เสนอความเห็นต้องเตรียมฉีดเข็ม 3 ให้ ปชช.ทุกกลุ่ม &amp;quot;ส.ส.พปชร.&amp;quot; ยอมรับสื่อสารไม่เคลียร์ทำเข้าใจผิด &amp;quot;สิระ&amp;quot; ชงล็อกดาวน์รัฐสภา &amp;quot;ปธ.ชวน&amp;rdquo; ชี้รอประเมินสถานการณ์เป็นระยะ &amp;quot;ไทยสร้างไทย&amp;quot; ชวนคนลงชื่อฟ้องรัฐบาล &amp;quot;หน่อย&amp;quot; ฟุ้งได้แล้ว 8 หมื่นราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา วันที่ 8 ก.ค. ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง &amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นประธานในการประชุม ก่อนเข้าสู่วาระการประชุมนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ชี้แจงกรณีมีการเสนอให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เข็มที่ 3 ให้กับ ส.ส.-ส.ว. รวมถึงบุคลากรรัฐสภา เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในพื้นที่รัฐสภาว่า ขอยืนยันไม่มีใครเสนอในที่ประชุมวิป 3 ฝ่าย และจากการสอบถามไม่พบว่าต้นตอมาจากที่ใด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ผลการประชุมวิป 3 ฝ่ายไม่มีมติให้หาวัคซีนเข็มที่ 3 คนที่ไปให้ข่าวต้องรับผิดชอบ คนที่เข้ามาในสภาต้องตรวจหาเชื้อทุกคน เพราะไม่มั่นใจว่าจะมีเชื้อหรือไม่ ถ้าพบผลบวกต้องแยกในทันทีเพื่อที่จะเฝ้าระวัง ดังนั้นต้องเตรียมจัดหาวัคซีนที่ดีเพื่อมากระตุ้นให้กับสมาชิกรัฐสภาทุกคน เพราะภูมิคุ้มกันจะลดลง 3 เดือน 6 เดือน เราจำเป็นต้องมีวัคซีนไว้ล่วงหน้าเพื่อกระตุ้น ถ้าไม่มีเราก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าจะตีความว่าเข็ม 3 เป็นการเรียกร้องของรัฐสภาให้ฉีดเข็ม 3 เป็นการตีความที่ผิด ไม่ว่าหน่วยงานไหนหรือรัฐไทยที่ทำงานแบบโง่ๆ คุณต้องเตรียมเข็ม 3 แล้ว แพทย์พยาบาลที่ฉีดมาแล้วเขาจะได้รับการกระตุ้นวัคซีนแบบใด โดยเฉพาะคนสูงอายุรัฐบาลต้องคิด ประธานต้องช่วยวางแผนเรื่องนี้แล้ว สำหรับสมาชิกรัฐสภา คนทำงาน รวมทั้งคนที่มาติดต่อต้องได้รับการฉีดวัคซีนในเวลาที่เหมาะสม คนที่ไปแถลงข่าวเรื่องนี้ต้องขอโทษสภาแห่งนี้ ถ้าเป็นสมาชิกให้ตั้งกรรมการสอบว่ามีจุดประสงค์อะไรทำลายสภากันเอง คิดว่าจะมีชื่อเสียงเหรอ คิดว่าจะได้ข่าว ถ้าคิดเป็นอย่างนั้น คุณคือคนที่โง่มาก ดักดาน หิวแสง&amp;rdquo; นพ.ชลน่านกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า รู้สึกไม่สบายใจจากข่าวที่เกิดขึ้นว่า ส.ส.ควรจะฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เรื่องนี้ไม่ควรเสียหายจากความไม่รับผิดชอบของ ส.ส.บางคนที่นำเรื่องที่ไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด ทำให้รัฐสภาเสียหาย เพราะประชาชนคาดหวังว่าการประชุมสภาจะได้มีการหารือกันถึงปัญหาโควิด เพราะในการประชุมของวิป 3 ฝ่าย เห็นตรงกันว่าเราจะต้องทำหน้าที่ใน ส.ส. ประชาชนกำลังมีปัญหาเรื่องโควิดระบาด มีปัญหาเศรษฐกิจ จะหยุดการประชุมได้อย่างไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;วันนี้สังคมก็ต้องตำหนิผู้ให้ข่าวที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง และไปขยายผลให้รัฐสภาเสียหาย แต่เราต้องเดินหน้าประชุมอย่างเคร่งครัด และขอให้ทำ Rapid Test การทำ Application เพื่อตรวจสอบสมาชิกรัฐสภา อยู่ที่ไหน ทำอะไร ได้มาประชุม กมธ. หรือประชุมในห้องประชุมใหญ่ และควรแยกสมาชิกรัฐสภาที่จะเข้าห้องประชุมกับเจ้าหน้าที่ผู้มาติดต่อให้ชัดเจน หากจะต้องชี้แจงไทม์ไลน์ก็จะบอกได้ว่าได้พบเจอใครบ้าง&amp;quot; นายชินวรณ์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายสุชาติชี้แจงว่า ในการประชุมเมื่อวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา เป็นการประชุม 3 ฝ่าย เราได้ปรึกษาหารือกันว่าเราควรจะดำเนินการประชุมต่อไปหรือควรจะหยุดชั่วคราว ซึ่งก็มีการวิเคราะห์กันว่าควรดำเนินการต่อไป เพราะเราเป็นหลักในระบอบประชาธิปไตย ต้องเป็นแบบอย่างและสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและประเทศชาติ แต่การดำเนินการต่อไปต้องมีมาตรการเข้มข้น และยังได้วิเคราะห์ทางการแพทย์ โดยมองไปข้างหน้าจะควบคุมได้อย่างไร จำเป็นต้องเตรียมวัคซีน ในการประชุมเราพูดถึงภาพรวมของประเทศว่าจะต้องมีการกระตุ้นภูมิ แต่ไม่ได้พูดว่าเป็นมติของสภาจะฉีดวัคซีนเข็ม 3
ส.ส.ปัดขอวัคซีนเข็ม 3
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมยืนยันไม่มีมติดังกล่าว ผู้ที่ให้ข่าวผมต้องกราบขออภัยและขอโทษ ไม่มี อาจจะคลาดเคลื่อนจากผู้ให้ข่าวหรือคลาดเคลื่อนจากการรับข่าว ที่ข่าวผิดพลาดออกมา ผมต้องขอโทษข่าวที่ออกมาผิดพลาด ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงใด เราไม่มีมติใดๆ บังคับให้ฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 แต่รัฐบาลควรจะดำเนินการกันทั้งประเทศ ส่วนผู้ที่ให้ข่าวเดี๋ยวผมจะดูว่าเป็นใคร และจะเรียกมาคุย ปรึกษาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป&amp;rdquo; รองประธานสภาฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา ที่ประชุมได้พิจารณาญัตติเกี่ยวกับการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ที่ค้างมาจากสัปดาห์ที่แล้ว โดยนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า ขณะนี้จำนวนผู้ติดเชื้อมีมากกว่าจำนวนผู้ป่วยที่ได้กลับบ้าน วันนี้มีผู้ติดเชื้อ 7,000 คนต่อวัน และอาจถึง 10,000 คน มีผู้ป่วยอาการหนักมากขึ้น อัตราเสียชีวิตก็สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว รัฐบาลจะใช้วิธีเดิมๆ รับมือไม่ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เงื่อนไขตามหนังสือของคณะกรรมการกลั่นกรองเงินกู้ที่ส่งถึงนายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลจะอุดหนุนเงิน 600 ล้านบาทให้บริษัท สยามไบโอไซเอนท์ฯ ในการผลิตวัคซีน โดยมีเงื่อนไขว่า จะส่งวัคซีนที่ผลิตในประเทศให้เป็นลำดับแรกตามความต้องการก่อน ส่วนที่เหลือจึงส่งออกไปยังภูมิภาค แสดงว่านี่คือการหลอกเอาเงินภาษีประชาชนไปอุดหนุนเอกชน โดยไม่ทำตามสัญญา รัฐบาลต้องกล้าหาญใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงด้านวัคซีน บังคับเอาวัคซีนจากแอสตร้าเซนเนก้าตามแผนการส่งมอบให้ได้ เพื่อปกป้องชีวิตประชาชน&amp;rdquo; ส.ส.พรรคก้าวไกลระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุชาติให้สัมภาษณ์อีกครั้งถึงเรื่องการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ว่า ภายหลังจากรับฟังข้อท้วงติงจาก ส.ส.ในระหว่างการประชุมสภา ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่าเป็นข้อมูลจากการแถลงข่าวภายหลังการประชุมวิป 4 ฝ่ายที่ตนเป็นประธาน ทั้งนี้ยืนยันในที่ประชุมวันนั้นได้หารือถึงมาตรการด้านสาธารณสุขในพื้นที่รัฐสภาอย่างเข้มข้น ตลอดจนการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิดแบบ Swab แก่สมาชิกรัฐสภาสัปดาห์ละ 1 ครั้งเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มีช่วงหนึ่งที่ที่ประชุมมีการวิเคราะห์ถึงภาพรวมของสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทยที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นว่า ในอนาคตจำเป็นต้องมีการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้แก่ประชาชนทุกคนในประเทศ โดยเฉพาะกับบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อระงับยับยั้งและแก้ไขปัญหาการแพร่กระจายเชื้อโควิด เช่นเดียวกับหลายประเทศที่เริ่มฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ให้กับประชาชนแล้ว ยืนยันไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่าต้องจัดหาวัคซีนเข็มที่ 3 สำหรับ ส.ส.หรือ ส.ว.แต่อย่างใด&amp;quot; รองประธานสภาฯ ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี นายอนันต์ ผลอำนวย ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร ยอมรับภายหลังการประชุมวิป 4 ฝ่ายเมื่อวันที่ 6 ก.ค.ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้แถลงมติที่ประชุมในประเด็นสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของรัฐสภา โดยในช่วงท้ายของการแถลงได้เล่าถึงการวิเคราะห์ภาพรวมสถานการณ์และความสำคัญของการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน เพียงแต่ตนอาจจะพูดตกไป ไม่ได้พูดว่าสำหรับประชาชนทุกคน และไม่ได้พูดเจาะจงไปที่ ส.ส.หรือ ส.ว.เช่นกัน &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ถ้าไปย้อนดูคลิปหรือคำให้สัมภาษณ์ในวันนั้น ก็จะพบว่าเล่าถึงการหารือในที่ประชุมถึงข้อมูลทางการแพทย์ว่า การฉีดวัคซีนแม้จะครบ 2 เข็มแล้ว แต่เวลาผ่านไป 3 เดือนภูมิคุ้นกันอาจจะลดเหลือเพียง 40-50% และหากผ่านไปอีกภูมิคุ้มกันก็ยิ่งน้อยลงไปอีกเหมือนไม่ได้ฉีด ทุกคนจึงควรต้องฉีดบูสเตอร์เข็ม 3 ซึ่ง ส.ส.ที่เป็นแพทย์ในที่ประชุมวันนั้นเป็นคนให้ความรู้ในส่วนนี้เอง&amp;rdquo; นายอนันต์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า วันนี้จำนวนผู้ติดเชื้อโควิดกว่า 7,000 ราย และผู้เสียชีวิตกว่า 70 คน ในฐานะเป็น ส.ส.ตื่นขึ้นมาน้ำตาไหล คิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย ประชาชนไม่ได้รับการเข้าถึงสาธารณสุข ขอให้ ศบค.ออกมาชี้แจงกับประชาชนว่าจะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างไร จะล็อกดาวน์หรือไม่ล็อกดาวน์ ก็ต้องออกมาชี้แจงว่าจะยับยั้งความสูญเสียของคนไทยอย่างไรบ้าง ถ้าไม่ล็อกดาวน์มีเหตุผลอย่างไร
&amp;#39;หน่อย&amp;#39;ปลุกลงชื่อไล่รบ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอเสนอให้ล็อกดาวน์ที่รัฐสภาเป็นแห่งแรก เพราะทุกวันนี้แม้วิป 3 ฝ่ายจะมีมติให้คณะกรรมาธิการสามัญ 35 คณะ และคณะกรรมาธิการวิสามัญงดประชุม แต่ก็ยังไม่ได้รับความร่วมมือจากคณะกมธ.บางคณะ วันนี้ยังมีประชุมอยู่ เมื่อยังมีประชุมก็ต้องเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง ซึ่งผู้ชี้แจงต้องเดินทางมาจากต่างจังหวัด พอกลับไปบ้านก็ต้องกักตัว 14 วัน ขณะเดียวกันก็อาจจะเป็นพาหะนำโรคด้วยหรือไม่ ดังนั้น ตนจึงขอให้ล็อกดาวน์รัฐสภาเป็นแห่งแรก&amp;quot; นายสิระกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า สภายังมีการประชุมตามปกติ แต่จะมีปัญหาอยู่หนึ่งเรื่องคือ การประชุมกฎหมายที่ค้างอยู่ เช่น พ.ร.บ.ยาเสพติด ซึ่งรัฐมนตรีได้มีการเร่งรัดให้แล้วเสร็จ ก็จะนำไปหารือกับทุกฝ่าย ทั้งวุฒิสภา รัฐบาลและ ฝ่ายค้าน ว่าจะพร้อมในช่วงใด เพื่อขอเวลา 1 วันในการพิจารณาให้แล้วเสร็จ เพราะมีผู้รอใช้กฎหมายอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขณะนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพียงแต่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ภายใต้สถานการณ์ที่วัคซีนไม่สามารถกระจายได้ทั่วประเทศ ผมจึงบอกตลอดว่าพวกเราต้องปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและลดจำนวนผู้ติดเชื้อ เพื่อลดภาระให้กลุ่มด่านหน้า แพทย์ และพยาบาล&amp;quot; นายชวนกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊กพรรคไทยสร้างไทยได้โพสต์เชิญชวนประชาชนให้ร่วมลงชื่อพร้อมแบบฟอร์มให้ร่วมฟ้องการบริหารงานของรัฐบาลประยุทธ์ มีเนื้อหาว่า ฟ้องรัฐบาลฆาตกร ในสถานการณ์โรคระบาด Covid-19 รัฐบาลประยุทธ์ใช้ภาษีของประชาชนดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด ทำให้เกิดความเสียหาย จนคนไทยล้มตาย เศรษฐกิจไทยพังพินาศ โดยไม่สนใจข้อมูลที่ถูกต้องจากประชาชนและผู้เชี่ยวชาญ พรรคไทยสร้างไทย ขอเป็นตัวแทนภาคประชาชน ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการบริหารจัดการที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์จัดการโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวตอนหนึ่งถึงแคมเปญลงชื่อไล่รัฐบาลว่า จนถึงตอนนี้ มีประชาชนร่วมลงชื่อแล้วกว่า 80,000 คน และกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ได้ออกเเถลงการณ์ตอนหนึ่ง ระบุว่า การสั่งซื้อวัคซีนซิโนแวคและการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้มีการสั่งซื้อเพิ่มเติมดังกล่าว จึงมิได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และขัดต่อกฎหมาย ทำให้ประเทศชาติและประชาชนได้รับความเสียหาย จึงขอเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีได้ทบทวนการสั่งซื้อวัคซีนที่ไม่มีประสิทธิภาพที่สามารถป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ให้กับประชาชน และสมาคมยินดีเป็นตัวแทนของประชาชนเพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องอันเป็นการปกป้องผลประโยชน์และชีวิตของประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากการดำเนินการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ล่าสุดองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย ได้เผยแพร่ข้อมูลเพื่อย้ำว่า วัคซีนที่ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ โดยประเทศไทยมีวัคซีน 3 ชนิดที่ให้บริการไปแล้ว &amp;nbsp;ได้แก่ แอสตร้าเซนเนก้า ซิโนฟาร์ม และซิโนแวค อีกทั้งการบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 โดยเฉพาะแผนการจัดหาวัคซีน ประกอบไปด้วยคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ และมีงานวิชาการรองรับ เป็นไปตามกฎหมายทุกขั้นตอน สอดคล้องตามรัฐธรรมนูญ และทำตามหลักภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศขององค์การอนามัยโรค (WHO)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในระหว่างรอส่งมอบวัคซีน mRNA ในช่วงไตรมาสที่ 4 อาทิ วัคซีนไฟเซอร์ 20 ล้านโดสตามแผนวัคซีนหลัก และโมเดอร์นาซึ่งเป็นวัคซีนทางเลือก รัฐบาลจึงเร่งจัดหาและฉีดวัคซีนให้ประชาชนในวงกว้างให้มากที่สุดเพื่อลดการป่วยหนักและการเสียชีวิต&amp;quot; รองโฆษกรัฐบาลระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์ประจำวันว่า จำนวนผู้ฉีดวัคซีนเมื่อวันที่ 7 ก.ค. จำนวน 291,575 โดส ทำมีให้ยอดผู้ฉีดวัคซีนสะสมแล้ว 11,619,618 โดส.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109097</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายวิรัช รัตนเศรษฐ, นายสุชาติ ตันเจริญ, ประธานวิปรัฐบาล, พรรคพลังประชารัฐ, รองประธานสภาผู้แทนราษฎร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210622/image_big_60d19b80846c8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41499</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/07/2019 08:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2019 08:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มิติใหม่ “สุชาติ” ยกระดับ “ทีวีรัฐสภา” ทำรายการเกาะติดการใช้เงินของภาครัฐ และตรวจสอบการทุจริต </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ค.2562 &amp;nbsp;ที่ห้องอัมรินทร์ โรงแรมเอสดี อเวนิว ปิ่นเกล้า กทม. สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา ได้จัดกิจกรรมพบผู้ฟังและผู้ชมรายการของสถานีฯ ในโครงการเสริมสร้างภาพลักษณ์และการมีส่วนร่วมของประชาชน ครั้งที่ 1 ประจำปี 2562 โดยมี นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 เป็นประธานเปิดงาน โดยมีผู้แทนจาก กทม., ผู้บริหารสถานีฯ, ส.ส.จากพรรคการเมืองต่างๆ และประชาชนที่สนใจ เข้าร่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุชาติ ได้กล่าวเปิดงานช่วงหนึ่งว่า สิ่งสำคัญของการจัดกิจกรรมครั้งนี้คือการให้พี่น้องประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ และสถานีวิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา ที่ถือเป็นสื่อของประชาชนอย่างแท้จริง เพราะมาจากเงินภาษีของเราทุกคน เพื่อให้เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะให้ความรู้ความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนและเป็นกลไกในการช่วยเหลือและรับข้อร้องเรียนของพี่น้องประชาชนมายังสภาผู้แทนราษฎร รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐ หรือองค์กรอิสระต่างๆที่เกี่ยวข้องในการนำปัญหามาแก้ไข และในฐานะรองประธานสภาฯซึ่งรับผิดชอบในการดูแลสถานีฯ พร้อมรับฟังและสนับสนุนอย่างเต็มที่ในการพัฒนาสถานีฯ เพื่อเป็นช่องทางการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารไปยังพี่น้องประชาชนและยังเป็นกระบอกเสียงเผยแพร่ประชาสัมพันธ์งานของสภาผู้แทนราษฎรและหน่วยงานต่างๆอย่างครบถ้วนทันสมัยและน่าสนใจ พร้อมทั้งปรับปรุงภาพลักษณ์และบทบาทหน้าที่ของนักการเมือง ที่เป็นผู้แทนราษฎร ให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น มิเช่นนั้นเวลาเกิดปัญหาความวุ่นวาย จนถึงการฏิวัติรัฐประหาร ฝ่ายการเมืองก็มักถูกตำหนิว่าเป็นสาเหตุโดยตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุชาติ กล่าวต่อว่า ตนยังได้ให้นโยบายกับทางผู้บริหารสถานีฯ นอกเหนือจากต้องสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูล มีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างถูกต้องแล้วยังต้องยกระดับการทำรายการที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร นำเสนอเรื่องที่ประชาชนควรรู้ ควรรับทราบในฐานะเจ้าของประเทศและผู้เสียภาษีซึ่งนำมาพัฒนาประเทศ ดังเช่นการเสนอติดตามการใช้งบประมาณในโครงการต่างๆของรัฐบาลและการรับเรื่องร้องทุกข์จากประชาชน เพื่อเป็นการตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล ทั้งในรูปแบบสารคดี หรือข่าวรายงานข้อเท็จจริงด้วย ยกตัวอย่างการตรวจสอบโครงการที่อาจจะเข้าข่ายทุจริต หรือใช้จ่ายงบประมาณไร้ประสิทธิภาพ รวมไปถึงการป้องกันขบวนการทำลายทรัพยากรธรรมชาติของประเทศที่ไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในงานยังมีการเสวนาในหัวข้อ &amp;ldquo;บทบาทการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติกับการปฏิรูปประเทศ&amp;rdquo; โดยมีผู้แทนจากพรรคการเมืองต่างๆ ได้แก่ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์, นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย, นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย, น.ส.เยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ และนายจักรพันธ์ พรนิมิตร ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ร่วมเป็นวิทยากร รวมไปถึงรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนด้วย
นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมพบปะพูดคุยกับผู้จัดรายการของสถานีฯ ปรึกษาปัญหากฎหมายกับทนายความ และร่วมกิจกรรมของโซเชียลมีเดีย และข่าวภาคภาษาอังกฤษตลอดวัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41499</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทีวีรัฐสภา, นายสุชาติ ตันเจริญ, รองประธานสภาผู้แทนราษฎร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190508/image_big_5cd29b58c1007.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40531</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2019 16:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2019 16:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พบกันครึ่งทาง!สภายอมบรรจุญัตติตั้งกมธ.ศึกษาการได้มาซึ่งส.ว. แต่ไม่ด่วนต้องต่อแถวยาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ค.62- นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีนายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย และคณะยื่นญัตติต่อสภาผู้แทนราษฎรให้ตั้งคณะกรรมาธิการศึกษากระบวน การได้มาซึ่งส.ว.ว่า ได้พิจารณาญัตติดังกล่าวและนำหารือกับนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ได้หารือกับฝ่ายกฎหมายเรียบร้อยแล้ว ได้ข้อสรุปให้บรรจุญัตติดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เนื่องจากไม่ใช่เป็นญัตติเร่งด่วน จึงต้องไปต่อคิวญัตติอื่นที่ถูกเสนอมามากมายพอสมควรก่อนหน้านี้ จึงยังไม่ทราบว่า จะจัดเข้าสู่วาระการประชุมได้ในวันใด เพราะไม่ใช่เรื่องเร่งรีบที่มีผลเสียหายต่อประเทศ ประชาชน หรือความมั่นคง ยกเว้นที่ประชุมสภาจะมีมติให้เลื่อนขึ้นมาพิจารณาก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขาบอกว่าสาเหตุที่บรรจุญัตตินี้เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วเห็นว่าอยู่ในอำนาจหน้าที่ที่สภาตรวจสอบได้ เพราะเป็นการเสนอให้ตั้งกมธ.มาศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการได้มาซึ่งส.ว. เพื่อให้บันทึกไว้เป็นประวัติ ศาสตร์การเมืองให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ถึงกระบวนการสรรหาส.ว.ในยุคคสช. ว่าเป็นอย่างไร จึงอยู่ในขอบเขตหน้าที่ของสภา แตกต่างจากญัตติก่อนหน้าที่ฝ่ายค้านยื่นมาขอให้สภาตรวจสอบความถูกต้องกระบวน การสรรหาส.ว. ของคสช.โดยที่สภาไม่มีอำนาจหน้าที่ทำได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40531</URL_LINK>
                <HASHTAG>ญัตติตั้งกมธ.ศึกษากระบวนตั้งส.ว., รองประธานสภาผู้แทนราษฎร, ศุภชัย โพธิ์สุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190703/image_big_5d1c9b831abee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36797</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/05/2019 09:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/05/2019 09:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เด็กส้มหวานมั่นใจเสียงโหวตนั่งรองประธานสภา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 พ.ค.2562 - &amp;nbsp;น.ส.เยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ผู้ที่จะถูกเสนอชื่อชิงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ให้สัมภาษณ์ว่า ตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 และคนที่ 2 พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยยังมั่นใจในคะแนนเสียง ว่าจะชนะการโหวต โดยไม่กังวลเรื่องเสียงแตกหรืองูเห่าแต่อย่างใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยมีรองประธานสภาฯผู้หญิงเพียงคนเดียว &amp;nbsp;โดยทำหน้าที่รองประธานสภาคนที่ 2 พรรคอนาคตใหม่เห็นความสำคัญในสุภาพสตรี จึงได้เสนอชื่อเข้ามาทำหน้าที่ และมั่นใจในความสามารถว่าทำหน้าที่ดังกล่าวได้ ทั้งนี้ เชื่อว่าหากได้รับตำแหน่ง &amp;nbsp;จะไม่มีปัญหาในการทำงานร่วมกับนายชวน หลีกภัย ว่าที่ประธานสภา&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36797</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชวน หลีกภัย, พรรคอนาคตใหม่, รองประธานสภาผู้แทนราษฎร, ส.ส.บัญชีรายชื่อ, อนค., เยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190526/image_big_5ce9fc8851e56.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
