<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114517</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2021 16:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2021 16:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รองปธน.สหรัฐอ้อนเวียดนามร่วมมือกดดันจีน เสนอวัคซีนไฟเซอร์เพิ่มล้านโดส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รองประธานาธิบดีคามาลา แฮร์ริส ของสหรัฐ เข้าพบบรรดาผู้นำเวียดนามในวันพุธ หลังจากไฟลต์จากสิงคโปร์ต้องเลื่อนหลายชั่วโมงเพราะความวิตกอาการฮาวานาที่สถานทูตอเมริกัน โดยเธอเสนอให้ความสนับสนุนด้านความมั่นคงทางทะเลเพื่อคัดง้างการอ้างสิทธิของจีน และจะมอบวัคซีนไฟเซอร์เพิ่มอีก 1 ล้านโดส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ รองประธานาธิบดีคามาลา แฮร์ริส ของสหรัฐ (Photo by Chen Mengtong/China News Service via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานรอยเตอร์เมื่อวันพุธที่ 25 สิงหาคม อ้างเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวว่า รองประธานาธิบดีแฮร์ริสได้พบหารือกับประธานาธิบดีเหงียน ซวน ฟุก, รองประธานาธิบดีหวอ ถิ อันห์ ซวน และนายกรัฐมนตรีฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ ที่กรุงฮานอยในวันพุธ ระหว่างการพบกับประธานาธิบดีเวียดนาม แฮร์ริสกล่าวถึงความจำเป็นที่ต้องเพิ่มแรงกดดันจีน กรณีการอ้างสิทธิของจีนเหนือทะเลจีนใต้เกือบทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราจำเป็นต้องหาวิธีกดดัน, เพิ่มแรงกดดัน ให้ปักกิ่งปฏิบัติตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล และเพื่อท้าทายการระรานและการอ้างสิทธิทางทะเลเกินขอบเขตของจีน&amp;quot; รองประธานาธิบดีสหรัฐกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ ระหว่างเยือนสิงคโปร์นาน 2 วัน แฮร์ริสก็โจมตีจีนในลักษณะเดียวกัน โดยระบุว่าจีนใช้การบีบบังคับและขู่ขวัญเพื่อสนับสนุนการอ้างสิทธิโดยมิชอบด้วยกฎหมายของจีนเหนือพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้ แต่รัฐบาลจีนปฏิเสธคำกล่าวของเธอ และตอบโต้กลับว่า สหรัฐพยายามตอกลิ่มสร้างความแตกแยกระหว่างจีนกับเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงหลายปีมานี้ จีนมีความขัดแย้งกับหลายประเทศกรณีการอ้างสิทธิเหนือทะเลจีนใต้ ซึ่งทับซ้อนกับบรูไน, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, ไต้หวัน และเวียดนาม โดยจีนได้วางกำลังยุทโธปกรณ์รวมถึงมิสไซล์ต่อต้านเรือและมิสไซล์ชนิดยิงจากพื้นสู่อากาศไว้ตามด่านนอกที่จีนถมสร้างเป็นเกาะเทียมขึ้นตามแนวพืดปะการังและหินโสโครก ทั้งยังเมินคำตัดสินของคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเมื่อปี 2559 ที่ปฏิเสธการอ้างสิทธิของจีนเหนือทะเลจีนใต้เกือบทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวรายเดิมกล่าวว่า แฮร์ริสได้เสนอให้การสนับสนุนด้านความมั่นคงทางทะเลแก่เวียดนาม รวมถึงการส่งเรือของกองทัพเรือและเรือบรรทุกเครื่องบินมาเยือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ รองประธานาธิบดีสหรัฐยังเสนอส่งวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของไฟเซอร์ให้แก่เวียดนามเพิ่มอีก 1 ล้านโดส ทำให้ยอดวัคซีนที่สหรัฐบริจาคให้เวียดนามเพิ่มเป็น 6 ล้านโดส ทั้งยังจะให้เงินอีก 23 ล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนความพยายามของเวียดนามในการต่อสู้กับโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แฮร์ริสเดินทางมาถึงเวียดนามเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา ล่าช้ากว่ากำหนดเดิมราว 3 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่กล่าวกันว่าเป็นเพราะสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำเวียดนามกล่าวว่าตรวจพบ &amp;quot;เหตุการณ์ผิดปกติด้านสุขภาพ&amp;quot; ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มอาการฮาวานาที่ยังเป็นปริศนาจนถึงขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาการเจ็บป่วยดังกล่าวเกิดกับเจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐในหลายประเทศรวมถึงจีนและรัสเซีย โดยยังสรุปสาเหตุไม่ได้ แต่สหรัฐกล่าวหาว่าเป็นฝีมือของรัสเซียหรือประเทศอื่นๆ ใช้อุปกรณ์โซนิกหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ความเข้มสูงเป็นเครื่องมือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระหว่างที่เที่ยวบินของแฮร์ริสดีเลย์ นายกฯ ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ ของเวียดนามและเอกอัครราชทูตจีนประจำเวียดนามได้พบปะกันโดยไม่ประกาศกำหนดการล่วงหน้า โดยนายกรัฐมนตรีเวียดนามย้ำว่าเวียดนาม &amp;quot;จะไม่เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด&amp;quot; ส่วนทูตจีนเผยว่า จีนจะบริจาควัคซีนแก่เวียดนาม 2 ล้านโดส.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114517</URL_LINK>
                <HASHTAG>กดดันจีน, คามาลา แฮร์ริส, ทะเลจีนใต้, บริจาควัคซีนไฟเซอร์, รองประธานาธิบดีสหรัฐ, เยือนเวียดนาม, เวียดนาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210825/image_big_61260f3306390.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114279</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2021 19:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2021 19:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รองประธานาธิบดีสหรัฐเยือนอาเซียน ย้ำยึดมั่นสัมพันธ์ยืนนาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รับรองไม่เหมือนอัฟกานิสถาน รองประธานาธิบดีคามาลา แฮร์ริส ของสหรัฐให้คำมั่นระหว่างเยือนสิงคโปร์เมื่อวันจันทร์ว่า การเกี่ยวพันของสหรัฐกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นจะยืนยาว ส่วนความล่มสลายของอัฟกานิสถานเวลานี้ สหรัฐกำลังง่วนกับการอพยพ ยังมีเวลาเหลือเฟือที่จะวิเคราะห์บริบทที่เกิดหลังจากสหรัฐถอนทหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ คามาลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐ (Photo by Anna Moneymaker/Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองประธานาธิบดีหญิงของสหรัฐเดินทางมาเยือนสิงคโปร์และเวียดนามในสัปดาห์นี้ ตามกำหนดการที่วางไว้ล่วงหน้านานแล้ว ด้วยเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์กับหุ้นส่วนความร่วมมือของสหรัฐในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามต้านทานอิทธิพลทางเศรษฐกิจและความมั่นคงที่เพิ่มขึ้นของจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี การเดินทางเยือนต่างแดนในช่วงเวลาเดียวกับที่กองทัพสหรัฐกำลังรีบเร่งอพยพชาวอเมริกันและชาวอัฟกันที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐและครอบครัวของพวกเขาออกจากอัฟกานิสถานภายหลังตอลิบันยึดครองประเทศนี้ได้ ทำให้เธอตกเป็นเป้าวิจารณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แฮร์ริสเริ่มการเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการในวันจันทร์ โดยได้พบหารือกับนายกฯ ลี เซียนลุง และประธานาธิบดีฮาลิมาห์ ยาค็อบ ต่อมาแฮร์ริสและลีได้แถลงข่าวร่วมกัน ตอนหนึ่งเธอเน้นย้ำถึงความยึดมั่นที่สหรัฐมีต่อภูมิภาคนี้ หลังจากสิ่งที่เกิดขึ้นในอัฟกานิสถานส่งผลต่อความเชื่อถือและความพึ่งพาได้ของสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;รัฐบาลของเรามุ่งมั่นที่จะเกี่ยวพันอย่างยืนนานในสิงคโปร์, ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก&amp;quot; แฮร์ริสกล่าวขณะแถลงข่าวร่วมกับผู้นำสิงคโปร์ &amp;quot;เหตุผลที่ดิฉันมาที่นี่เป็นเพราะสหรัฐคือผู้นำโลก และเรายึดถือบทบาทนี้อย่างจริงจัง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แฮร์ริสเลี่ยงที่จะตอบคำถามว่า ความน่าเชื่อถือของสหรัฐได้รับความเสียหายจากความล่มสลายของอัฟกานิสถานหรือไม่ โดยเธอกล่าวเพียงว่า ยังมีเวลาเหลือเฟือที่จะวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นและบริบทที่เกิดจากการถอนตัวออกจากอัฟกานิสถาน แต่ขณะนี้รัฐบาลสหรัฐมุ่งเน้นกับการอพยพพลเมืองอเมริกัน, ชาวอัฟกันที่เคยทำงานให้สหรัฐ และชาวอัฟกันที่อ่อนแอ ซึ่งรวมถึงผู้หญิงและเด็ก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ ลี ยินดีกับคำมั่นของรองประธานาธิบดีสหรัฐต่อภูมิภาคนี้ และบอกว่าสิงคโปร์เสนอส่งเครื่องบินทหารลำหนึ่งไปช่วยการอพยพที่สนามบินคาบูลด้วย &amp;quot;เราหวังว่าอัฟกานิสถานจะไม่กลายเป็นศูนย์กลางของการก่อการร้ายอีกครั้ง&amp;quot; ลีกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิกฤติในอัฟกานิสถานถูกนำไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ไซ่ง่อนแตกเมื่อปี 2518 คราวนั้นสหรัฐต้องใช้เฮลิคอปเตอร์หลายลำอพยพคนชุดท้ายจากดาดฟ้าสถานทูตสหรัฐเมื่อทหารเวียดกงรุกคืบเข้ามา แฮร์ริสจะออกเดินทางจากสิงคโปร์ช่วงเย็นวันอังคารเพื่อไปเยือนเวียดนามต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการแถลงข่าวครั้งนี้ แฮร์ริสตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐที่จะทำงานร่วมกับประเทศพันธมิตรและหุ้นส่วนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เพื่อรักษาระเบียบระหว่างประเทศที่อิงตามกฎกติกาและเสรีภาพในการเดินเรือ รวมถึงในทะเลจีนใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลสหรัฐและสิงคโปร์ยังบรรลุข้อตกลงหลายด้านด้วยในวันจันทร์ โดยมีการลงนามข้อตกลงว่าด้วยการต่อสู้กับภัยคุกคามทางไซเบอร์, การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก และการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอกสารการประชุมที่ทำเนียบขาวเผยแพร่ระบุด้วยว่า สองประเทศยังบรรลุข้อตกลงด้านความมั่นคงที่จะยืนยันการแสดงตนของสหรัฐในภูมิภาคนี้ ผ่านการสับเปลี่ยนวางกำลังของเครื่องบินพี-8 ของกองทัพสหรัฐและเรือรบชายฝั่งที่สิงคโปร์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114279</URL_LINK>
                <HASHTAG>คามาลา แฮร์ริส, ยึดมั่นความสัมพันธ์ยืนนาน, รองประธานาธิบดีสหรัฐ, สิงคโปร์, อัฟกานิสถานล่มสลาย, เยือนอาเซียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210823/image_big_61238d943dbe0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74195</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/08/2020 11:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/08/2020 11:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไบเดน&#039;เลือก ส.ว.หญิง &#039;คามาลา แฮร์ริส&#039; เป็นคู่สมัครรองปธน.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;โจ ไบเดน ตัวแทนพรรคเดโมแครตลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีกับโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจเลือก &amp;quot;ส.ว.คามาลา แฮร์ริส&amp;quot; เป็นคู่สมัครของเขาในตำแหน่งรองประธานาธิบดี สร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้สมัครหญิงผิวสีคนแรกในตำแหน่งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีตรองประธานาธิบดีไบเดนประกาศการตัดสินใจของเขาทางโซเชียลมีเดียเมื่อวันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2563 โดยตามกำหนดการทั้งคู่จะกล่าวสุนทรพจน์จากเมืองวิลมิงตัน รัฐเดลาแวร์ เพื่อเริ่มต้นการผนึกกำลังกันช่วงชิงเก้าอี้จากทรัมป์และรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ในการเลือกตั้งวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเสนอชื่อแฮร์ริส ซึ่งเป็นอดีตคู่แข่งร่วมพรรคของเขา ทำให้เธอเป็นสตรีอเมริกันผิวสีคนแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐที่ได้รับเสนอชื่อเป็นคู่สมัครในตำแหน่งรองประธานาธิบดี และหากไบเดนชนะทรัมป์ได้ เธอก็จะเป็นรองประธานาธิบดีหญิงคนแรกและรองประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของสหรัฐด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้เคยมีผู้หญิงได้รับการเสนอชื่อโดยพรรคการเมืองใหญ่ในตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐเพียง 2 คน ได้แก่ เจอรัลดีน เฟอร์ราโร ของพรรคเดโมแครตเมื่อปี 2527 และซาราห์ เพลิน ของพรรครีพับลิกันเมื่อปี 2551 ส่วนเก้าอี้ประธานาธิบดีนั้น นางฮิลลารี คลินตัน เคยสร้างประวัติศาสตร์เป็นสตรีที่ได้รับการเสนอชื่อชิงตำแหน่งคนแรก แต่ก็พ่ายแพ้ต่อทรัมป์ในการเลือกตั้งปี 2559&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไบเดนวัย 77 ปี กล่าวถึงแฮร์ริส ซึ่งอ่อนกว่าเขาถึง 2 รอบว่า เป็นนักต่อสู้ที่กล้าหาญ เป็นหนึ่งในผู้รับใช้ประชาชนที่ดีที่สุดของประเทศ เขาภูมิใจที่ได้เธอเป็นคู่หูในการเลือกตั้งครั้งนี้ ส่วนแฮร์ริสบอกว่าเธอรู้สึกเป็นเกียรติและจะทุ่มเทเต็มที่เพื่อช่วยให้ไบเดนชนะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส.ว.หญิงวัย 55 ปี น่าจะเป็นตัวเลือกที่ช่วยดึงดูดคะแนนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นคนหนุ่มสาวและผู้หญิง โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงแถบชานเมืองที่ไม่ชื่นชอบทรัมป์ นอกจากนี้หากไบเดนชนะทรัมป์ได้ ซึ่งจะทำให้เขาเป็นประธานาธิบดีอายุมากที่สุดของสหรัฐ ก็มีความเป็นไปได้ที่เขาจะดำรงตำแหน่งเพียงแค่สมัยเดียว และจะเปิดโอกาสให้เธอเป็นตัวเต็งในฐานะตัวแทนพรรคเดโมแครตชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีคนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แฮร์ริสมีพ่อเป็นชาวจาเมกาและแม่เป็นชาวอินเดียที่ย้ายมาตั้งรกรากในสหรัฐ เธอเป็นสตรีผิวดำคนแรกที่ได้รับเลือกเป็นอัยการสูงสุดของรัฐแคลิฟอร์เนีย และเป็นสตรีผิวดำคนที่ 2 และเป็นผู้ที่มีเชื้อสายเอเชียใต้คนแรกที่ชนะเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เธอเคยแจ้งเกิดในการโต้อภิปรายของพรรคเดโมแครตรอบแรกเมื่อปีที่แล้ว แต่ยังไม่สามารถระดมเสียงสนับสนุนได้มากพอจึงถอนตัวในเดือนธันวาคม และมาประกาศสนับสนุนไบเดนเมื่อเดือนมีนาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แฮร์ริสเอาชนะคู่แข่งที่เป็นสตรีนับสิบคนในตำแหน่งรองประธานาธิบดีของไบเดน ซึ่งรวมถึงซูซาน ไรซ์ อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ซึ่งเป็นสตรีผิวสีเช่นกัน, ส.ว.แทมมี ดักเวิร์ธ เชื้อสายไทย-อเมริกัน, มิเชล ลูฮาน กริแชม ผู้ว่าการรัฐนิวเม็กซิโก ซึ่งมีเชื้อสายลาติน และสตรีผิวขาวอีกหลายคน รวมถึงเมแกน วิตเมอร์ ผู้ว่าการรัฐมิชิแกน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74195</URL_LINK>
                <HASHTAG>คามาลา แฮร์ริส, รองประธานาธิบดีสหรัฐ, เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ, โจ ไบเดน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200812/image_big_5f3371f072e38.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64648</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/04/2020 19:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/04/2020 19:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แล้วกัน รองประธานาธิบดีสหรัฐเข้ารพ.ไม่สวมหน้ากาก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กฎมีไว้ใช้กับคนอื่น รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ของสหรัฐเข้าเยี่ยมโรงพยาบาลในรัฐมินนิโซตาเมื่อวันอังคาร แต่ไม่ได้สวมหน้ากากอนามัยตามกฎเหมือนกับคนอื่นๆ เจ้าตัวอ้างไม่ได้ติดเชื้อโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าคณะทำงานเฉพาะกิจต่อสู้ไวรัสโคโรนาของทำเนียบขาว เดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลศูนย์แพทย์ มาโยคลินิก ที่รัฐมินนิโซตา เมื่อวันอังคารที่ 28 เมษายน 2563 แต่ปรากฏภาพข่าวที่เขากำลังตรวจเยี่ยมเจ้าหน้าที่และทักทายผู้ป่วยในห้องคนไข้ของโรงพยาบาล โดยที่เพนซ์ไม่ได้สวมหน้ากากอนามัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข่าวบีบีซีเมื่อวันพุธกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ที่ร่วมคณะของเพนซ์ด้วยคือ ดร.สตีเฟน ฮาห์น เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐ (เอฟดีเอ) ก็สวมหน้ากากอนามัยเหมือนกับคนอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีกล่าวว่า ศูนย์การแพทย์แห่งนี้มีคำประกาศนโยบายป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสโคโรนาไว้ว่า &amp;quot;ส่วนหนึ่งของเกณฑ์วิธีของเราเพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยของคุณ คือ กำหนดให้คนไข้ทุกคน, ผู้มาเยี่ยม และเจ้าหน้าที่ ต้องปกปิดใบหน้าหรือสวมหน้ากากระหว่างอยู่ที่มาโยคลินิก เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโควิด-19&amp;quot; ในแถลงการณ์ของศูนย์แห่งนี้ระบุด้วยว่า พวกเขาได้แจ้งนโยบายดังกล่าวไปยังสำนักงานของรองประธานาธิบดีเพนซ์ล่วงหน้าแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแนะนำที่ปรับปรุงล่าสุดของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อแห่งสหรัฐ (ซีดีซี) สนับสนุนให้ผู้คนใช้ผ้าปิดบังใบหน้าขณะอยู่ในสถานที่สาธารณะ หากไม่สะดวกต่อการรักษาระยะห่างทางร่างกายได้ในเวลานั้น เช่น ภายในร้านสะดวกซื้อและร้านขายยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหตุผลที่ทางการสหรัฐแนะนำให้สวมหน้ากากอนามัยเนื่องจากพบว่า มีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาในสัดส่วนสูงมากที่ไม่แสดงอาการ และมีงานวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้เผยอีกว่า มีความเป็นไปได้ในบางสภาพการณ์ที่เชื้อไวรัสจะแพร่สู่ผู้อื่นผ่านการพูดคุยกันปกติและผ่านลมหายใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีกล่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์, รองประธานาธิบดีเพนซ์ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ ของทำเนียบขาว มักไม่ใส่ใจคำแนะนำให้สวมหน้ากากอนามัย ซึ่งทำให้คาดเดากันว่า นี่เป็นการตัดสินใจอย่างสอดคล้องกันเพื่อทำให้ดูเหมือนว่าวิกฤติการแพร่ระบาดนี้ไม่รุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านเพนซ์อ้างว่า ซีดีซีออกคำแนะนำเกี่ยวกับการสวมหน้ากากอนามัยด้วยความตระหนักว่า ผู้ที่อาจติดเชื้อไวรัสโคโรนาสามารถป้องกันความเป็นไปได้ที่จะแพร่ไวรัสนี้สู่คนอื่นโดยการสวมหน้ากากอนามัย แต่ในเมื่อตัวเขาไม่ได้มีเชื้อไวรัสโคโรนา เขาคิดว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่มาที่นี่ และสามารถพูดคุยกับนักวิจัยเหล่านี้ กับบุคลากรด้านการดูแลสุขภาพที่เหลือเชื่อเหล่านี้ และได้มองตาพวกเขาแล้วกล่าวขอบคุณ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64648</URL_LINK>
                <HASHTAG>รองประธานาธิบดีสหรัฐ, โควิด-19, ไมค์ เพนซ์, ไม่สวมหน้ากากอนามัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200429/image_big_5ea976e0cbee8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30021</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/02/2019 22:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/02/2019 21:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;มาดูโร&#039; ตอกสหรัฐหมายตาน้ำมัน ซัดกลุ่มลิมาตั้งรัฐบาลคู่ขนาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ย้ำสหรัฐยังไม่ตัดทางเลือกใช้กำลังทหารเพื่อขับไล่นิโกลัส มาดูโร ขณะกลุ่มลิมาไม่เล่นด้วย ด้านมาดูโรโจมตีกลุ่มลิมาตั้งรัฐบาลคู่ขนาน ตอกสหรัฐต้องการน้ำมันเวเนซุเอลาถึงขั้นพร้อมทำสงครามช่วงชิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐ (ขวา) และฮวน ไกวโด ผู้ที่สหรัฐและอีกกว่า 50 ประเทศรับรองเป็นประธานาธิบดีเฉพาะกาลของเวเนซุเอลา ร่วมการประชุมกลุ่มลิมา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 ว่ารองประธานาธิบดีเพนซ์ได้เข้าร่วมการประชุมกลุ่มลิมาที่กรุงโบโกตาของโคลอมเบียเมื่อวันจันทร์ พร้อมกับฮวน ไกวโด ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลาวัย 35 ปีที่ตั้งตนเป็นประธานาธิบดีเฉพาะกาล และเพนซ์ได้ประกาศว่า สหรัฐได้คว่ำบาตรผู้ว่าการรัฐ 4 รัฐของเวเนซุเอลาที่ขัดขวางการขนส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ข้ามชายแดน สหรัฐยังเพิ่มความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม 56 ล้านดอลลาร์ แก่ประเทศเพื่อนบ้านของเวเนซุเอลาที่ต้องรับมือกับผู้อพยพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราหวังว่าจะมีการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยอย่างสันติ แต่ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวไว้ชัดเจนว่า ยังคงทางเลือกทุกทางไว้&amp;quot; เพนซ์กล่าว และว่า ทรัมป์หนุนหลังไกวโด &amp;quot;100 เปอร์เซ็นต์&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การประชุมที่โบโกตาเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์รุนแรงในพื้นที่ชายแดนเวเนซุเอลาติดกับโคลอมเบียและบราซิลช่วงสุดสัปดาห์ ทำให้มีคนเสียชีวิต 4 คน และบาดเจ็บหลายร้อยคน เมื่อกองทัพและผู้สนับสนุนมาดูโรขัดขวางการขนสิ่งของบรรเทาทุกข์จากประเทศเพื่อนบ้านข้ามชายแดนเข้าเวเนซุเอลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มลิมา ซึ่งประกอบด้วยชาติลาตินอเมริกาและแคนาดารวม 14 ชาติ กล่าวว่า กลุ่มจะขอให้ศาลอาญาระหว่างประเทศประกาศว่า &amp;quot;ความรุนแรงที่ระบอบอาชญากรของมาดูโรกระทำกับพลเรือนและการปฏิเสธความช่วยเหลือจากนานาชาติไม่ให้เข้าประเทศนั้นเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ&amp;quot; แต่ที่ประชุมยังคงไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลังทางทหารเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยในประเทศนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านมาดูโรให้สัมภาษณ์เอบีซีนิวส์ ออกอากาศเมื่อวันจันทร์ ประณามกลุ่มลิมาว่ากำลังใช้ความพยายามทางการเมืองเพื่อจัดตั้งรัฐบาลคู่ขนานในเวเนซุเอลา และกล่าวหารัฐบาลสหรัฐว่าต้องการน้ำมันดิบของเวเนซุเอลา และเต็มใจทำสงครามเพื่อให้ได้น้ำมัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันเดียวกัน มาดูโรสั่งควบคุมตัวนักข่าว 6 คนจากสถานีทีวีสหรัฐ &amp;quot;ยูนิวิชัน&amp;quot; นานหลายชั่วโมงก่อนจะโดนเนรเทศ เพราะเขาไม่พอใจที่ผู้สัมภาษณ์ตั้งคำถามแทงใจดำเรื่องความยากจนที่ทำให้เด็กๆ ต้องคุ้ยกองขยะหาอาหาร.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30021</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มลิมา, นิโกลัส มาดูโร, รองประธานาธิบดีสหรัฐ, รัฐบาลคู่ขนาน, ฮวน ไกวโด, เวเนซุเอลา, ไมค์ เพนซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190226/image_big_5c75544b82dca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21998</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/11/2018 21:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/11/2018 21:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รองประธานาธิบดีสหรัฐไล่เบี้ย &#039;ซูจี&#039; กรณีโรฮีนจา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ แห่งสหรัฐ ผสมโรงกดดันนางอองซาน ซูจี ระบุขณะพบกันนอกรอบที่สิงคโปร์เมื่อวันพุธว่า ความรุนแรงที่กองทัพเมียนมากระทำต่อชาวโรฮีนจานั้น&amp;nbsp; &amp;quot;ไม่มีข้อแก้ตัว&amp;quot; และสหรัฐอยากเห็นความคืบหน้าในการลงโทษผู้กระทำผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ จับมือนางอองซาน ซูจี ระหว่างการประชุมทวิภาคีนอกรอบการประชุมอาเซียนซัมมิตที่สิงคโปร์ เมื่อวันพุธ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันก่อนหน้านี้ นางอองซาน ซูจี มนตรีแห่งรัฐซึ่งเป็นผู้นำรัฐบาลพลเรือนเมียนมาโดยพฤตินัย เพิ่งโดนองค์กรแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนลประกาศริบรางวัล &amp;quot;ทูตแห่งมโนธรรมสำนึก&amp;quot; ที่เป็นรางวัลอันทรงเกียรติสูงสุดขององค์กรนี้ โดยอ้างเหตุผลที่นางเพิกเฉยต่อชะตากรรมของชาวมุสลิมโรฮีนจา แล้วจากนั้นนางยังโดนนายกฯ มหาเธร์ โมฮัมหมัด แห่งมาเลเซีย วิจารณ์ว่านางซูจีกำลังพยายามปกป้องสิ่งที่ไม่สามารถแก้ต่างได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานว่า รองประธานาธิบดีเพนซ์และนางซูจีได้พบปะทวิภาคีนอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย-แปซิฟิกที่สิงคโปร์เมื่อวันพุธที่ 14 พฤศจิกายน 2561 ทันทีที่นั่งลงสนทนากัน เพนซ์ได้กล่าวต่อหน้านางซูจี ประณาม &amp;quot;ความรุนแรงและการประหัตประหาร&amp;quot; ชาวโรฮีนจาว่าเป็นการกระทำที่ไม่มีข้อแก้ตัว จากนั้นเพนซ์ได้ท้าทายผู้นำเมียนมาวัย 73 ปีว่า เขาร้อนใจอยากได้ยินความคืบหน้าเกี่ยวกับการลงโทษผู้กระทำผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์รุนแรงในรัฐยะไข่เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้วผลักดันชาวมุสลิมโรฮีนจากกว่า 700,000&amp;nbsp; คนอพยพข้ามชายแดนเข้าไปลี้ภัยในบังกลาเทศ พร้อมกับคำบอกเล่าถึงการกระทำทารุณโหดร้ายโดยกองทัพเมียนมา ทั้งการเข่นฆ่า ข่มขืน รุมโทรม และวางเพลิงทำลายหมู่บ้านชาวโรฮีนจา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายนนี้ หลังจากล่าช้ามานานและถูกวิจารณ์อย่างหนัก กระบวนการส่งตัวชาวโรฮีนจากลับคืนถิ่นตามข้อตกลงที่เมียนมาลงนามกับบังกลาเทศเมื่อปีที่แล้ว จะเริ่มเดินหน้าด้วยการส่งตัวกลับชุดแรกราว 2,000 คน ถึงแม้จะมีคำเตือนเรื่องความปลอดภัยของชนกลุ่มน้อยเหล่านี้หากพวกเขาถูกบังคับให้กลับเมียนมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ มหาเธร์ โมฮัมหมัด แห่งมาเลเซีย ยืนข้างนางอองซาน ซูจี ระหว่างการถ่ายภาพหมู่ผู้นำก่อนการประชุมอาเซียน-จีนซัมมิตที่สิงคโปร์ เมื่อวันพุธ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากประเด็นโรฮีนจา เพนซ์ยังได้กล่าวถึงกรณีนักข่าวรอยเตอร์ 2 คนที่โดนตัดสินจำคุก 7 ปีฐานทำผิดกฎหมายความลับทางราชการ หลังจากพวกเขาทำรายงานขุดคุ้ยการฆ่าหมู่ชายชาวโรฮีนจา 10 คนระหว่างปฏิบัติการปราบปรามของกองทัพที่รัฐยะไข่เมื่อปีที่แล้ว เพนซ์กล่าวว่าคดีของนักข่าวสร้างความไม่สบายใจอย่างยิ่ง และสหรัฐให้ความสำคัญกับเสรีภาพและอิสรภาพของสื่อเป็นลำดับสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางซูจีปฏิเสธเสียงวิจารณ์ของรองประธานาธิบดีสหรัฐ โดยกล่าวว่าแน่นอนว่าแต่ละคนต่างมีมุมมองที่แตกต่างกันไป แต่ประเด็นก็คือควรมีการแลกเปลี่ยนทัศนะกันและพยายามเข้าใจอีกฝ่ายให้มากขึ้น แง่หนึ่งนั้นพวกตนย่อมมีความเข้าใจประเทศของเราดีกว่าคนชาติอื่น และตนมั่นใจว่าเพนซ์ก็จะพูดในแบบเดียวกันว่าเขาเข้าใจประเทศของเขาดีกว่าคนชาติอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีนักข่าวรอยเตอร์ซึ่งรัฐบาลเมียนมามีอำนาจที่จะถอนฟ้อง ซูจีเคยกล่าวถึงเรื่องนี้โดยตรงเพียงครั้งเดียวเมื่อเดือนกันยายนว่า ทั้งคู่โดนจำคุกตามกระบวนการทางกฎหมายที่ยุติธรรม พวกเขาไม่ได้โดนจำคุกเพราะเป็นนักข่าว แต่เพราะศาลตัดสินว่าพวกเขาทำผิดกฎหมายความลับทางราชการ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21998</URL_LINK>
                <HASHTAG>รองประธานาธิบดีสหรัฐ, อองซาน ซูจี, อาเซียนซัมมิต, เมียนมา, โรฮีนจา, ไมค์ เพนซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181114/image_big_5bec3576e1265.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
