<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104100</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2021 12:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2021 12:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมพอใจวันแรกฉีดวัคซีนให้พนักงานหน้าด่าน5พันคนผ่านพ้นไปด้วยดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
25 พ.ค.2564-นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงคมนาคม โดยการรถไฟแห่งประเทศไทยและหน่วยงานในสังกัด ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรค กรมการแพทย์และสถาบันโรงผิวหนัง ได้ดำเนินการจัดตั้ง &amp;ldquo;ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ (Central Vaccination Center)&amp;rdquo; ณ สถานีกลางบางซื่อ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เป็นศูนย์ให้บริการฉีดวัคซีนสำหรับบุคลากรที่ปฏิบัติงานด่านหน้าและประชาชน ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการลดความแออัดของสถานพยาบาลที่ให้บริการฉีดวัคซีน และเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการให้บริการฉีดวัคซีน ตามนโยบายของรัฐบาล โดยเริ่มเปิดให้บริการฉีดวัคซีน ตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2564 ระหว่างเวลา 09.00 &amp;ndash; 20.00 น. แบ่งการให้บริการเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 ระหว่างวันที่ 24 พฤษภาคม - 6 มิถุนายน 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรองรับการให้บริการฉีดวัคซีนให้แก่องค์กร หน่วยงานที่ดูแลประชาชน บุคลากรและผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะทั้งภาครัฐและเอกชน &amp;nbsp;ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ระยะที่ 2 ระหว่างวันที่ 7 มิถุนายน &amp;ndash; ธันวาคม 2564 สำหรับองค์กรและหน่วยงานอื่น ๆ ที่ได้ลงทะเบียนผ่านระบบการลงทะเบียนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสรพงศ์ กล่าวว่าการให้บริการในวันแรก24พ.ค. พบว่า มีบุคลากรของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน และผู้ให้บริการในภาคคมนาคมขนส่งที่ได้ลงทะเบียนไว้ มาเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ประมาณ 5,000 คน ในเบื้องต้นหลังจากได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว และเฝ้าสังเกตอาการที่จุดสังเกตอาการจนครบเวลาที่กำหนด ยังไม่พบผู้มีอาการข้างเคียงรุนแรงแต่อย่างใด ทั้งนี้ ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อจะประเมินผลการปฏิบัติงานและทยอยเพิ่มจำนวนผู้เข้ารับการฉีดวัคซีนให้เต็มศักยภาพที่ศูนย์ฯ สามารถรองรับได้ 10,000 คน/วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้กระทรวงคมนาคม ขอแจ้งเรียนประชาชนว่า ในช่วงแรก &amp;ldquo;ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ&amp;rdquo; จะให้บริการฉีดวัคซีนให้แก่บุคลากรขององค์กร หน่วยงานที่ดูแลประชาชน และผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะทั้งภาครัฐและเอกชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ยังไม่มีนโยบายเปิดให้ประชาชน walk in แต่อย่างใด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104100</URL_LINK>
                <HASHTAG>รองปลัดกระทรวงคมนาคม, ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ, สรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210525/image_big_60ac8a37a3173.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53473</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/12/2019 13:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/12/2019 13:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สังเวย7วันอันตรายสุดดุแค่2วันดับเกินร้อยแล้ว!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ธ.ค.2562 - นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2563 เปิดเผยว่า ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน (ศปถ.) ช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2563 โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และความร่วมมือของหน่วยงานภาคีเครือข่ายได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ &amp;nbsp; &amp;nbsp;28 ธันวาคม 2562 ซึ่งเป็นวันที่สองของการรณรงค์ &amp;ldquo;ขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร&amp;rdquo; เกิดอุบัติเหตุ 510 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 66 ราย ผู้บาดเจ็บ 527 คน ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ดื่มแล้วขับ 35.49% ขับรถเร็ว 30% ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ &amp;nbsp;74.57% ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง 65.10 ถนนกรมทางหลวง 43.53% ถนนใน อบต./หมู่บ้าน &amp;nbsp;30.98% ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 16.01 &amp;ndash; 20.00 น. 26.47% &amp;nbsp;ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุดอยู่ในช่วงอายุ &amp;nbsp;50 ปีขึ้นไป 26.98%
&amp;nbsp;
ทั้งนี้ ได้จัดตั้งจุดตรวจหลัก 2,023 จุด เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 64,388 คน เรียกตรวจยานพาหนะ 877,714 คัน มีผู้ถูกดำเนินคดี รวม 194,549 ราย มีความผิดฐานไม่สวมหมวกนิรภัย 53,072 ราย ไม่มีใบขับขี่ 48,249 ราย โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ลำปาง 21 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ นครสวรรค์ 5 ราย จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ ลำปาง 26 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 2 วันของการรณรงค์ (27 - 28 ธ.ค.62) เกิดอุบัติเหตุสะสมรวม 974 ครั้ง ผู้เสียชีวิตสะสมรวม 109 ราย ผู้บาดเจ็บสะสมรวม 993 คน จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิตมี 28 จังหวัด จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี 33 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงรายและนครสวรรค์ จังหวัดละ 6 ราย จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี 37 คน
&amp;nbsp;
นายอานนท์ กล่าวอีกว่า ได้เน้นย้ำจังหวัดให้ความสำคัญกับการดูแลความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชนทั้งถนนสายหลัก สายรอง ถนนใน อบต.และหมู่บ้าน เน้นการเฝ้าระวังจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ ทั้งจุดตัดทางรถไฟ ทางลักผ่าน ทางแยก ทางร่วม รวมถึงการจอดรถบนไหล่ทางที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ อีกทั้งเพิ่มความถี่ในการเรียกตรวจความพร้อมของผู้ขับขี่ในเส้นทางตรงที่มีระยะทางยาว เพื่อป้องกันการขับรถเร็ว และง่วงหลับใน พร้อมทั้งกำชับจุดตรวจ ด่านตรวจ บังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด เน้นกวดขันรถจักรยานยนต์ที่ไม่สวมหมวกนิรภัย ผู้ที่ดื่มแล้วขับและขับรถเร็ว เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงอุบัติเหตุ ตลอดจนเพิ่มความเข้มข้นในการดูแลความปลอดภัยทางน้ำ ทั้งท่าเทียบเรือ โป๊ะเรือ และสถานที่ท่องเที่ยวทางน้ำ เพื่อสร้างการสัญจรปลอดภัยในช่วงเทศกาลปีใหม่
&amp;nbsp;
ด้านนายพรพจน์ เพ็ญพาส รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มงานภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยได้กำชับจังหวัดบูรณาการทุกภาคส่วนทั้งฝ่ายพลเรือน ตำรวจ ทหาร และภาคประชาชน ดำเนินงานลดอุบัติเหตุ &amp;nbsp;ทางถนนให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และสถานการณ์อุบัติเหตุ เน้นการดูแลจุดเสี่ยงที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง โดยให้ชุดปฏิบัติการ &amp;nbsp;เพิ่มความเข้มข้นการเรียกตรวจของด่านชุมชน เพื่อป้องปรามและสกัดกั้นผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงเมาแล้วขับ ขับรถเร็ว และไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย นอกจากนี้ ขอความร่วมมือผู้ประกอบการรถเช่าตรวจสอบใบอนุญาตขับรถของนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ กรณีไม่มีใบอนุญาตขับรถ ห้ามให้เช่ารถโดยเด็ดขาด ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวปฏิบัติตามกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด
&amp;nbsp;
ขณะที่นายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดี ปภ. ในฐานะเลขานุการ ศปถ.เปิดเผยว่า ได้เน้นย้ำให้จังหวัดปรับกลยุทธ์การป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนให้สอดคล้องกับสถานการณ์และปัจจัยเสี่ยงในพื้นที่ โดยเฉพาะอำเภอที่มีความระดับความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุสีแดงและสีส้ม ให้ฝ่ายปกครอง ตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และจิตอาสา เข้มงวดการป้องปรามพฤติกรรมเสี่ยงอุบัติเหตุทุกด้าน ท้ายนี้ ขอฝากให้ผู้ใช้รถใช้ถนนปฏิบัติตามกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด มีน้ำใจต่อผู้ร่วมใช้เส้นทาง เพื่อให้เทศกาลปีใหม่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขและความปลอดภัย.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53473</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, การดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน, ปภ., รองปลัดกระทรวงคมนาคม, ศปถ., ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน, สถิติอุบัติเหตุ, อานนท์ เหลืองบริบูรณ์, เทศกาลปีใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181205/image_big_5c072d8b47ceb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40304</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/07/2019 10:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/07/2019 10:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมตั้งทีมสำรวจราคาค่าก่อสร้างเพื่อสรุปค่าโง่โฮปเวลล์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ค. 2562 นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่าความคืบหน้า กรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้กระทรวงคมนาคม และ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จ่ายชดเชยแก่ บริษัท โฮปเวลล์(ประเทศไทย) จำกัด จากการบอกเลิกสัญญา เป็นเงิน 1.2 หมื่นล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 2.5 หมื่นล้านบาทนั้นในสัปดาห์หน้าจะมีการนัดประชุมคณะอนุกรรมการด้านวิศวกรรม เป็นการตั้งทีมทำงานด้านวิศวกรขึ้นมาศึกษาตัวเลขวงเงินชดเชยจำนวน 1.2 หมื่นล้านบาทว่าเหมาะสมหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามคณะกรรมการจะเข้าไปประเมินมูลค่าการก่อสร้างที่ดำเนินไปแล้วเช่น เสาตอม่อหลายร้อยต้น เพื่อนำราคามาเปรียบเทียบกับค่าที่ศาลได้ระบุไว้ ว่ามูลค่าเป็นอย่างไร หรือ ลดลงได้หรือไม่ ซึ่งในทีมงานจะมีทั้งตัวแทนจาก การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กรมทางหลวง(ทล.) และ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิศักดิ์กล่าวต่อว่าต้องใช้บุคลากรจากหน่วยงานที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญงานก่อสร้าง มาช่วยกันประเมิน ส่วนด้านแบบรายละเอียดการก่อสร้างนั้นไม่มีอยู่ในมือกระทรวงคมนาคมและรฟท. เนื่องจากเป็นโครงการที่ผู้รับเหมาออกแบบเองทั้งหมด ข้อมูลจึงอยู่กับโฮปเวลล์ กระทรวงคมนาคมเคยยื่นหนังสือขอรายละเอียดการออกแบบลงทุนโครงการ ก็ได้เเต่เพียงส่งแบบร่างโครงการคร่าวๆมาให้ ซึ่งไม่สามารถนำไปคำนวณเป็นค่าก่อสร้างได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวกระทรวงคมนาคมระบุว่าหากกระทรวงคมนาคมสำรวจพบว่าค่าเสียหายที่ศาลมีคำสั้งให้ชดใช้เกือบ 1.2 หมื่นล้านบาทนั้นไม่ตรงกับตัวเลขที่ส่งวิศวกรไปประเมินราคา มีโอกาสที่จะสามารถลดค่าเสียหายได้จากที่คำสั่งเดิมสั่งชดใช้ แต่ตามหลักการทั่วไป หากศาลฟ้องจ่ายค่าเสียหายแล้วจำเลยไม่ชำระตามจำนวนที่ศาลสั่งพร้อมชี้แจงเหตุผลนั้น ขั้นตอนการพิจารณาเป็นดุลพินิจศาล &amp;nbsp; มีหลายกรณีที่การฟ้องเรียกค่าเสียหาย &amp;nbsp;มักไม่ได้ตามจำนวนที่ฟ้อง &amp;nbsp; หากหลักฐานของโจทก์นั้นคลุมเครือ &amp;nbsp;ไม่ชัดเจน ส่วนด้านกรณีคดีทางแพ่งถ้าจำเลย ไม่มีหลักทรัพย์ &amp;nbsp; แม้ศาลจะตัดสินให้มากเท่าไร &amp;nbsp; หากจำเลยไม่มีจ่าย &amp;nbsp;ก็ต้องรอไม่มีกำหนด &amp;nbsp; หรือฟ้องล้มละลาย &amp;nbsp;ถ้ามูลค่าหนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40304</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าโง่โฮปเวลล์, พิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน, รองปลัดกระทรวงคมนาคม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190706/image_big_5d201774d20c5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18794</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2018 12:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2018 12:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนส่งฯตั้งศูนย์ติดตามหลังครบกำหนดรถตู้ใช้งานเกิน10ปีวันแรก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขนส่งฯ ย้ำ มาตราการกำหนดอายุการใช้งานรถตู้ไม่เกิน 10 ปี เพื่อมาตรฐานความปลอดภัยของประชาชน พร้อมเสริมรถโดยสารจากทุกเส้นทางรองรับหากรถตู้หยุดวิ่งให้บริการ และจัดตั้งศูนย์ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ผุด One stop service ช่วยผู้ประกอบที่ต้องการเปลี่ยนรถใหม่ เบื่องต้นขอเปลี่ยนแล้ว 391 คัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ต.ค.61-นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง รักษาราชการแทน อธิบดีกรมการขนส่งทางบก(ขบ.) เปิดเผยถึง กรณีรถตู้โดยสารประจำทางที่วิ่งเส้นทางในเขตกรุงเทพและปริมณฑล จำนวน 20 เส้นทาง ซึ่งจะครบกำหนดอายุ 10 ปี ในวันที่ 30 กันยายนนี้ และจะหยุดวิ่งให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 พบว่าในปี 2560 - 2561 จะมีรถตู้ที่หมดอายุการใช้งานจำนวนรถ 954 คัน ซึ่งในจำนวนนี้ เป็นรถตู้ซึ่งจะครบอายุการใช้งาน 10 ปี ในวันที่ 30 กันยายน 2561 เพียง 584 คันไม่ใช่1,800คัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามกรมฯได้จัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จรถตู้โดยสารประจำทาง ณ บริเวณอาคาร 3 ชั้น 1 อำนวยความสะดวกให้คำปรึกษาแนะนำกรณีรถตู้โดยสารประจำทางจะครบกำหนดอายุ 10 ปี และขั้นตอนการจดทะเบียนรถแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One stop service) &amp;nbsp;เพื่อช่วยเหลือเจ้าของรถในกรณีที่มีความประสงค์ที่จะทำการเปลี่ยนรถทดแทนรถคันเดิมที่หมดอายุให้ได้รับความสะดวกรวดเร็ว ซึ่งจากตัวเลขการขอเปลี่ยนรถตู้ใหม่ที่ครบอายุการใช้งานขณะนี้พบว่า เจ้าของรถตู้คันเดิมได้แจ้งความประสงค์และยื่นขอเปลี่ยนรถกับ ขสมก.แล้วจำนวน 391 คัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ที่ผ่านมากรมฯได้จัดให้มีการประชุมร่วมกับบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) และ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) พร้อมทั้งได้เชิญตัวแทนรถตู้ทั้ง 20 เส้นทาง รับทราบและทำความเข้าใจถึงมาตรการกำหนดอายุรถตู้ 10 ปี ซึ่งเริ่มบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2553 เนื่องจากได้พิจารณาด้านสภาพรถที่เก่าเครื่องอุปกรณ์ชำรุดจะมีค่าบำรุงรักษาที่สูงกว่ารถใหม่ ทำให้เกิดความไม่คุ้มทุนและรถที่มีอายุเกิน 10 ปี บริษัทประกันภัยจะไม่รับจัดทำประกันภัยให้ ซึ่งจะสร้างปัญหาให้กับเจ้าของรถเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ตลอดจนรถอายุการใช้งานมากจะก่อให้เกิดปัญหาด้านมลพิษทางอากาศ โดยผู้แทนกลุ่มรถตู้ได้รับทราบและยินดีให้ความร่วมมือกับทางราชการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพีระพล กล่าวว่าเพื่อการติดตามและแก้ไขปัญหาการเดินรถตู้โดยสารประจำทาง พร้อมประเมินสถานการณ์การเดินรถอย่างต่อเนื่องให้เพียงพอ ไม่ให้ส่งผลกระทบแก่ประชาชนผู้ใช้บริการ คณะทำงานได้มีการตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อแก้ปัญหาและการสำรองรถ ไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน ในเบื้องเบื้องต้นกรมฯได้ให้ขสมก.จัดรถตู้โดยสารที่ให้บริการในเส้นทางอื่นที่มีปริมาณรถมากแบ่งมาเสริมในเส้นทางที่มีรถตู้ไม่เพียงพอตามสัดส่วน พร้อมทั้งจัดรถโดยสารปรับอากาศจำนวน 65 คัน เพื่อสำรองให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสารในทันทีที่รถตู้มีไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน โดย ขสมก. จะส่งรถโดยสารมาสำรองในพื้นที่ทั้ง 4 จุด เริ่มตั้งแต่เวลา 05.30 น. ของวันที่ 1 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18794</URL_LINK>
                <HASHTAG>จัดตั้งศูนย์ติดตามและประเมินสถานการณ์, พีระพล ถาวรสุภเจริญ, มาตราการกำหนดอายุการใช้งานรถตู้ไม่เกิน 10 ปี, รองปลัดกระทรวงคมนาคม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181001/image_big_5bb1a9b7077d7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
