<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115282</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2021 13:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2021 13:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รพ.สงฆ์ระดมฉีดวัคซีนพระแล้วกว่า1.5 หมื่นรูป </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ก.ย.64 - &amp;nbsp;นพ.ไพโรจน์ สุรัตนวนิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ &amp;nbsp;กล่าวว่า &amp;nbsp;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ปัจจุบันได้มีการแพร่ระบาดในวงกว้างหลายแห่งทั่วประเทศ และพบผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรมการแพทย์โดยโรงพยาบาลสงฆ์จึงได้ดำเนินการโครงการถวายการฉีดวัคซีนโควิด-19 แด่คณะสงฆ์ เพื่อให้พระสงฆ์ได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ลดการแพร่ระบาด และลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพระสงฆ์ สามเณร และประชาชนทั่วไป &amp;nbsp;จะได้รับการฉีดวัคซีนครบทั้ง 2 เข็มแล้ว ยังต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ทั้งสวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือ และเว้นระยะห่างทางสังคม เพราะแม้ว่าจะได้รับวัคซีน ครบทั้ง &amp;nbsp;2 &amp;nbsp;เข็มแล้ว ก็ยังมีโอกาสติดเชื้อโควิด-19 ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ชำนิ จิตตรีประเสริฐ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงฆ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า รพ.สงฆ์ ได้ดำเนินการถวายการฉีดวัคซีนโควิด-19 แด่คณะสงฆ์ ระหว่างวันที่ 22 มี.ค.&amp;ndash; 9 ส.ค. 2564 รวม 15,594 รูป &amp;nbsp;โดยฉีดครบทั้ง 2 เข็ม จำนวน 12,839 รูป และเข็มที่ 1 จำนวน 2,755 รูป ซึ่งขณะนี้ ถวายวัคซีนแด่คณะสงฆ์เข็มที่ 1 เป็น ซิโนแวคและเข็มที่ 2 เป็นแอสต​ร้า​เซน​เน​ก้า ​สำหรับบุคลากรภายในวัด &amp;nbsp;เป็นกลุ่มบุคคลที่อาจมีความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อโควิด-19 &amp;nbsp;และอาจนำเชื้อมาแพร่ต่อให้แก่คณะสงฆ์ได้ ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันคณะสงฆ์ให้ปลอดภัยจากโรคโควิด-19 โรงพยาบาลสงฆ์นอกจากจะดำเนินการถวายการฉีดวัคซีนโควิด-19 แด่คณะสงฆ์แล้ว ยังได้จัดให้มีการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้แก่ บุคลากรภายในวัดด้วย อาทิ สัปเหร่อ ลูกศิษย์วัด เจ้าหน้าที่โรงครัว คนขับรถ ที่อุปัฏฐากคณะสงฆ์อย่างใกล้ชิด รวม 3,561 ราย ทั้งนี้ หากพระสงฆ์รูปใดมีความประสงค์เข้ารับบริการการฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่โรงพยาบาลสงฆ์ &amp;nbsp;ขอปวารณากราบนิมนต์พระสงฆ์เข้ารับบริการการฉีดวัคซีนโควิด-19&amp;nbsp; ภายในเดือนก.ย. 2564 โดยสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร &amp;nbsp;02-640-9538-42 &amp;nbsp;ต่อ 5131 &amp;nbsp;หรือ 096-9348090
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115282</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ชำนิ จิตตรีประเสริฐ, นพ.ไพโรจน์ สุรัตนวนิช, ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงฆ์, พระสังฆ์, รองอธิบดีกรมการแพทย์, วัคซีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210901/image_big_612f248221bc5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27420</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/01/2019 14:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/01/2019 14:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ เผยวิธีการควบคุมโรคเบาหวานให้อยู่หมัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ม.ค.62-นพ.ณัฐพงศ์ &amp;nbsp;วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า &amp;nbsp;อาหารมีส่วนสำคัญในการรักษาโรคเบาหวาน ซึ่งคนเป็นเบาหวานมักละเลยในเรื่องของอาหารการกิน โดยอาจคิดว่าเมื่อได้ยาแล้ว คงหายเหมือนกับโรคทั่วไป ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เนื่องจากโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่หายขาด ซึ่งการใช้ยารักษาเพียงอย่างเดียว จะไม่สามารถควบคุมเบาหวานได้ ดังนั้น การควบคุมอาหารและรู้จักเลือกทานอาหารที่เหมาะสม ในปริมาณที่ถูกสัดส่วนกับความต้องการของร่างกาย ก็ถือเป็นวิธีหนึ่งในการรักษาและป้องกันโรคเบาหวานได้ หลักการรับประทานอาหารสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน ไม่ได้แตกต่างจากหลักการรับประทานเพื่อให้มีสุขภาพดีของคนทั่วไป แต่เป็นการกินอาหารให้ครบหมู่ ถูกสัดส่วน ในปริมาณพอเหมาะ และมีความหลากหลาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เบาหวาน เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของการหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน หรือการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนอินซูลิน หรือทั้ง 2 อย่างรวมกัน ทำให้ร่างกายไม่สามารถเปลี่ยนน้ำตาลที่ได้รับจากอาหารมาเป็นพลังงานได้ จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ หากมีน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานโดยไม่มีการควบคุมอาจส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ คือ อาการชาปลายมือปลายเท้า จอประสาทตาเสื่อม ไตวาย รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แพทย์หญิงวิพรรณ สังคหะพงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เบาหวานไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ใกล้เคียงกับปกติมากที่สุดได้ โดยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณที่เหมาะสม ออกกำลังกายสม่ำเสมอควบคุมน้ำหนักตัว &amp;nbsp; ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และควรใช้ยาตามคำสั่งแพทย์เพื่อลดความรุนแรงของโรคและป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ป่วยเบาหวานควรรับประทานข้าวหรือแป้งที่มีกากใยสูง อย่างข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือ ปริมาณ 1 กำมือต่อมื้อ ทานเนื้อสัตว์ที่มีไขมันน้อย ไม่ติดมันและหนัง เช่น เนื้อปลา ไข่ขาว เต้าหู้ &amp;nbsp;1 อุ้งมือ ในแต่ละมื้อควรรับประทานผักต้มสุก ประมาณ 2 อุ้งมือ โดยเน้นผักใบเขียว หลีกเลี่ยงข้าวโพด เผือก มัน ฟักทอง เนื่องจากให้แป้งสูง สามารถรับประทานผลไม้ได้ทุกวัน โดยทานวันละ 2-3 กำมือ โดยไม่จิ้มพริกเกลือ &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ควรหลีกเลี่ยงผลไม้แปรรูปทุกชนิด ดื่มนมรสจืดพร่องมันเนยหรือขาดมันเนย 1-2 แก้วต่อวัน หากเป็นนมถั่วเหลืองหรือ น้ำเต้าหู้ ควรเลือกชนิดหวานน้อย 1 แก้วต่อวัน และผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงขนมหวาน ชา และกาแฟ .&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27420</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ณัฐพงศ์  วงศ์วิวัฒน์, รองอธิบดีกรมการแพทย์, โรคเบาหวาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190124/image_big_5c49701061c63.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
