<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>83250</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/11/2020 10:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/11/2020 10:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ผนึกอบต.ปั้นสินค้าชุมชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 พ.ย. 2563 นายประโยชน์ เพ็ญสุต รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมฯ มีแผนที่จะร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในจังหวัดต่างๆ เพื่อร่วมมือกันสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าในชุมชน เพราะ อบต. จะรู้ดีว่าในแต่ละชุมชน มีสินค้าดี เด่น ดังอะไรบ้าง เมื่อหาเจอแล้ว ก็จะเข้าไปช่วยเหลือด้วยการเอาปัญญาเข้าไปใส่ ซึ่งอาจจะผลักดันให้มีการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) หากเป็นสินค้าที่มีความโดดเด่น เป็นของเฉพาะถิ่น หรืออาจจะผลักดันให้มีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า หรือความลับทางการค้า เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สินค้าชุมชน มีหลากหลาย จะผลักดันให้ขึ้นทะเบียน GI เพียงอย่างเดียว ต้องใช้เวลา บางที 2-3 ปี กว่าจะได้มาซักสินค้าหนึ่ง แต่ถ้าเราเอาปัญญาเข้าไปใส่ ก็สามารถที่จะสร้างทรัพย์สินขึ้นมาได้ทันที หรือที่เรียกว่าทรัพย์สินทางปัญญา แบบนี้ ทำได้เร็ว สินค้าชุมชนอะไรที่เป็น GI ไม่ได้ เราก็มีทางเลือก ไปช่วยให้มีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เมื่อเขามีตรา มียี่ห้อ ก็จะทำให้สินค้ามีมูลค่าเพิ่ม และขายได้ราคาดีขึ้น เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอีกรูปแบบหนึ่ง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าว ขอเรียกว่า &amp;ldquo;อบต.โมเดล&amp;rdquo; เพราะเป็นการร่วมมือกับ อบต. ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก โดยจะนำร่องที่จ.อ่างทอง และนครสวรรค์ก่อน จากนั้นจะขยายความร่วมมือไปยังจังหวัดต่างๆ เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ต้องการแก้ไขปัญหาความยากจนให้กับประชาชนของประเทศ โดยการเพิ่มรายได้ต่อหัวต่อคนต่อปีของคนไทยให้เพิ่มจากเฉลี่ย 7,000 เหรียญสหรัฐ เป็น 15,000 เหรียญสหรัฐ เพราะหากสามารถผลักดันให้ชุมชนที่มีสินค้าและบริการ แล้วมีการนำปัญญาเข้าไปใส่ และช่วยทำตลาด ช่วยคุ้มครอง ก็จะทำให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ความยากจนก็จะหมดไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประโยชน์กล่าวว่า ทางด้านการเพิ่มพูนความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา จะพัฒนาหลักสูตร e-Learning ของกรมฯ ใหม่ ให้สอดคล้องกับการพัฒนาทางด้านทรัพย์สินทางปัญญาในปัจจุบัน เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ที่สนใจจะเรียนรู้เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา และเมื่อผ่านการเรียนรู้แล้ว ก็จะมอบประกาศนียบัตร และแต่งตั้งให้เป็นไอพี แอมบาสเดอร์ หรือผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญา และให้คนเหล่านี้เข้ามาช่วยเป็นวิทยากร หรืออบรมความรู้เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาให้กับผู้อื่นต่อไป ซึ่งอาจจะช่วยให้ความรู้แก่นักเรียน นักศึกษา หรือประชาชนทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จะหารือกับมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อผลักดันให้วิชาทรัพย์สินทางปัญญา เป็นหลักสูตรกลาง และเป็นวิชาเลือกในการเรียนการสอน เพื่อผลักดันให้นักศึกษา มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มมากขึ้น และสามารถที่จะนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในการต่อยอดการทำงานหรือทำธุรกิจในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้การขับเคลื่อนประเทศด้วยทรัพย์สินทางปัญญามีการเติบโตได้เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83250</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประโยชน์ เพ็ญสุต, รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา, องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181211/image_big_5c0f15e7cb984.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
