<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107003</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2021 19:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2021 19:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ผบ.ตร.&#039;สั่งตำรวจตรวจเข้มทุกพื้นที่เสี่ยงรับมาตรการผ่อนคลาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มิ.ย.64- พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงแนวทางการปฏิบัติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อขับเคลื่อนมาตรการผ่อนคลายที่จะมีผลในวันที่ 21 มิ.ย.64 ว่าพล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.มอบหมายให้ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. สั่งการให้ทุกหน่วยในสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการจัดกำลังสายตรวจ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนออกปฏิบัติหน้าที่กับหน่วยร่วมปฏิบัติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบการกระทำของบุคคล สถานที่ หรือการจัดกิจกรรมต่างๆ ให้เป็นไปตามข้อกำหนดในทุกพื้นที่ โดยให้บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อผลการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม รวมถึงเพื่อการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันหมู่และลดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 อีกทั้งขอให้เข้มงวดในการตรวจตราจุดที่สุ่มเสี่ยงต่อการกระทำความผิด โดยเฉพาะการลักลอบเล่นการพนันทายผลฟุตบอล เนื่องจากยังคงอยู่ในห้วงการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2020 และการลักลอบจำหน่ายสุรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กำชับตำรวจทุกนายห้ามมีส่วนข้องเกี่ยวกับการกระทำความผิดทุกรูปแบบไม่ว่าจะโดยตรงหรือทางอ้อม หากตรวจสอบพบว่าพื้นที่ใดปล่อยปละละเลยหรือหย่อนยานจะพิจารณาดำเนินการทั้งทางวินัยและทางอาญากับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกระดับต่อไปไม่มีข้อยกเว้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แม้จะมีมาตรการผ่อนคลายกิจกรรมและสถานที่ต่างๆ มากขึ้นแต่ก็ขอให้พี่น้องประชาชนสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาเมื่อออกจากเคหสถานหรือเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ หมั่นล้างมืออยู่เสมอ หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แออัดหรือที่ที่สุ่มเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ และขอให้ติดตามประกาศต่างๆ จากทางหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107003</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตำรวจ, ผล.ตร., รองโฆษกตร.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210425/image_big_60852d826e4b0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73879</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/08/2020 13:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/08/2020 13:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รองโฆษกตร.แจงคลิปชายหัวร้อนโวยตกเครื่องบินอ้างยศนายพันแค่อดีตตำรวจเก่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ส.ค.63-พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้แจงกรณีมีคลิปชายหญิงคู่หนึ่งมาไม่ทันขึ้นเครื่องบินที่สนามบินดอกเมืองและแสดงท่าทีโมโหโดยฝ่ายชายอ้างเป็นตำรวจยศนายพันว่า ได้รับรายงานจาก บช.ภ.4 จากการตรวจสอบเบื้องต้นทราบว่าชายที่ปรากฏในคลิปวิดีโอดังกล่าวเป็นอดีตข้าราชการตำรวจ เคยดำรงตำแหน่ง ในสังกัด สภ.นามน ภ.จว.กาฬสินธุ์ ซึ่งต่อมาได้ขอลาออกจากราชการไปเมื่อปี พ.ศ.2557 เพื่อไปทำธุรกิจส่วนตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในส่วนของความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการกระทำส่วนตัวของผู้ก่อเหตุไม่ได้เกี่ยวข้องกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติแต่อย่างใด ในส่วนของการดำเนินคดีก็คงต้องให้พนักงานสอบสวนว่าไปตามพยานหลักฐานและความผิดตามกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง โดยขณะนี้หน่วยงานที่ได้รับความเสียหายได้มาร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สน.ดอนเมือง พื้นที่เกิดเหตุ เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายแล้ว&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73879</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชี้แจง, ตกเครื่องบิน, พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ, รองโฆษกตร., หัวร้อน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200421/image_big_5e9eb4be3f6cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70637</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/07/2020 11:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/07/2020 11:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร.จ่อดำเนินคดีพ่อแม่ใจยักษ์บังคับ2ลูกน้อยหาเงิน ให้นอนนอกบ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ค. 63 - พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีพ่อเเม่ทิ้งลูกนอนนอกบ้าน บังคับออกไปขายของหาเงิน หาไม่ได้ถูกตีอดข้าวอดน้ำ ว่า&amp;nbsp; หลังจากเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.มีนบุรี อยู่ระหว่างลงพื้นที่สืบสวนหาข้อมูล รวบรวมพยานหลังฐานต่างๆ เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด อีกทั้งขณะนี้เจ้าหน้าที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้นำตัวเด็กไปอยู่ในสถานที่ปลอดภัยเเล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการกระทำในลักษณะดังกล่าวอาจจะเข้าข่ายความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้นความผิดตาม ความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 และความผิดตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ.2562 หรือความผิดฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ต้องดูพฤติการณ์ประกอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การกระทำในลักษณะดังกล่าวไม่อยากให้มองว่ามันคือปัญหาในครอบครัว เมื่อเกิดปัญหาแล้วสังคมมักจะมองว่าเป็นเรื่องของสามีภรรยา เป็นเรื่องของพ่อเเม่ลูกอย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยว ซึ่งเป็นการรับรู้ที่ผิด เเท้จริงแล้วมันคือความรุนเเรงในครอบครัว&amp;quot; พ.ต.อ.กฤษณะ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองโฆษก ตร. กล่าวว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความเป็นห่วงเป็นใยในเรื่องลักษณะดังกล่าว โดยได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ออกตรวจหากพบเห็นเด็กในลักษณะเช่นนี้ ให้รีบดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยเร็ว และฝากประชาสัมพันธ์ไปยังพี่น้องประชาชน หากผู้ใดพบเห็นหรือประสบพฤติการณ์ที่น่าเชื่อว่ามีการกระทำในลักษณะดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นชายทำร้ายหญิง หรือมีการกระทำทารุณกรรมต่อเด็ก&amp;nbsp; ให้รีบแจ้งข้อมูลกับพนักงานเจ้าหน้าที่ตำรวจ พนักงานฝ่ายปกครอง หรือเจ้าหน้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กโดยเร็ว&amp;nbsp; เพื่อไปตรวจสอบให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ขอฝากพ่อแม่ หรือผู้ปกครอง ควรให้ความรัก เลี้ยงดู เอาใจใส่ อบรมปลูกฝังบุตรหลาน ให้เป็นคนดีของสังคม หยุดความรุนแรงภายในครอบครัว เสริมสร้างเกราะป้องกัน เพราะครอบครัวคือรากฐานของสังคม เด็กและเยาวชน คืออนาคตของชาติ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70637</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดำเนินคดี, พ.ต.อ.กกฤษณะ พัฒนเจริญ, พ่อแม่บังคับลูกหาเงิน, รองโฆษกตร., สน.มีนบุรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200706/image_big_5f02ad60add28.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57311</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/02/2020 13:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/02/2020 13:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถึงคุก!ตำรวจออกโรงเตือนเลียนแบบโซเชียล&#039;กระโดดเตะตัดขา&#039;มีโทษถึงคุก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.พ.63 - พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวถึงกรณีที่มีการลอกเลียนแบบพฤติกรรมตามคลิปที่มีการกระโดดแล้วเตะตัดขาเพื่อน&amp;nbsp;จนทำให้ได้รับบาดเจ็บ ว่าจากกรณีดังกล่าวมีบุคคลจำนวนมาก ที่ลอกเลียนแบบพฤติกรรมการกระโดดแล้วเตะตัดขาเพื่อน แล้วนำมาเสนอในสื่อโซเชียลมีเดีย &amp;nbsp;ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าวขอฝากเตือนไปยังผู้ที่กระทำการดังกล่าวว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรลอกเลียนแบบ เนื่องจากการกระทำดังกล่าวอาจทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ หรือหากพลาดพลั้งอาจนำมาซึ่งความสูญเสียต่อร่างกายและชีวิตได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวด้วยว่าโดยหากพิสูจน์ทราบว่ามีเจตนาจะทำร้ายร่างกายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น จะมีความผิดตาม ป.อาญา มาตรา295 โทษจำคุกไม่เกิน 2ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่หากการกระทำเป็นเหตุให้ ผู้ถูกทำร้ายรับ อันตรายสาหัส จะมีความผิดตาม มาตรา 297 โทษจาคุกตั้งแต่ 6เดือน ถึง 10ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 บาทถึง 200,000 บาท แต่หากการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ ผู้อื่นรับ อันตรายสาหัส จะมีความผิดตาม มาตรา 300 โทษจำคุกไม่เกิน 3ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ แต่หาก การกระทำนั้นเป็นเหตุ ให้ผู้อื่นถึงแก่ ความตาย จะมีความผิดตาม มาตรา 291 โทษจำคุกไม่เกิน 10ปี และปรับไม่เกิน 20,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองโฆษก ตร. กล่าวต่ออีกว่า จึงขอฝากไปยัง สถาบันการศึกษา ผู้ปกครอง และประชาชน ให้มีการแนะนำเด็ก หรือบุตรหลานของท่าน ถึงพฤติกรรมต่างๆที่ปรากฎในสื่อโซเชียล ว่าพฤติกรรมใดเหมาะสม หรือไม่เหมาะสม พฤติกรรมใดควรเอาเป็นแบบอย่าง หรือไม่ควรเอาเป็นแบบอย่าง เพื่อให้เด็ก หรือประชาชน ทราบถึงพฤติกรรมดังกล่าว และผลลัพธ์ที่จะตามมา ไม่ว่าจะเป็นในทางที่ดี หรืออาจนำมาซึ่งความสูญเสียต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน ซึ่งการกระทำที่คึกคะนองดังกล่าวอาจจะเป็นเหตุให้ถูกดำเนินคดีได้.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57311</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุก, รองโฆษกตร., เลียนแบบพฤติกรรมเตะตัดขา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200216/image_big_5e48dcc3dd261.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52141</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/12/2019 07:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/12/2019 07:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ้าว....!ตำรวจยังไม่ได้หมายจับ&#039;ไวพจน์&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ธ.ค.62- พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. ได้ชี้แจงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ได้จับกุมตัว พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ หนึ่งในจำเลยที่ถูกศาลฎีกามีคำพิพากษาจำคุก 4 ปี &amp;nbsp;และศาลจังหวัดพัทยาได้ออกหมายจับกรณีไม่มาฟังคำพิพากษา ว่ากองบัญชาการตำรวจนครบาล โดย พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เพตรา ผบช.น. ได้สั่งการเมื่อวันที่ 6 ธ.ค.62 ให้กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ทำบันทึกสอบถามไปยังศาลจังหวัดพัทยา เพื่อขอตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับหมายจับ ทั้งนี้หากสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับหมายจับแล้ว การดำเนินการตามหมายจับผู้ต้องหาที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา(ส.ส.). ในระหว่างสมัยประชุม จะต้องได้รับอนุญาตจากสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกเสียก่อน ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ซึ่งกองบัญชาการตำรวจนครบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ หากได้รับเอกสารที่เกี่ยวข้อง ก็พร้อมจะดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งโดยปกติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะได้รับหมายจับ(ศาลเป็นผู้ออกหมายจับเอง) เบื้องต้นเจ้าหน้าตำรวจจะได้ข้อมูลหมายจับและเอกสารที่เกี่ยวข้อง แบ่งเป็น 2 กรณี คือ 1.ได้รับหนังสือแจ้งจากศาล พร้อมสำเนาหมายจับ ตำหนิรูปพรรณผู้ต้องหา แจ้งมายัง กองบังคับการตำรวจหรือ สถานีตำรวจ ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่หรือภูมิลำเนาของผู้ต้องหา เพื่อให้ประกาศสืบจับ และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย 2.ได้รับหนังสือจากศาลพร้อมสำเนาหมายจับ ตำหนิรูปพรรณผู้ต้องหา แจ้งมายังกองทะเบียนประวัติอาชญากร(ทว.) เพื่อนำข้อมูลหมายจับมาลงในระบบคอมพิวเตอร์และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ผ่านมาจะได้รับเอกสารโดยใช้ระยะเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในขณะนี้นั้นเบื้องต้น จากการตรวจสอบของ กองทะเบียนประวัติอาชญากร(ทว.) และ กองบังคับการในถิ่นที่อยู่ของผู้ต้องหา ในปัจจุบันทั้ง 2 หน่วยนั้นยังไม่ได้รับเอกสารที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใดซึ่งอยู่ในระหว่างการประสานงานในขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งหาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับแจ้งหนังสือและเอกสารสำเนาหมายจับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ก็พร้อมที่จะดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องและขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รอง โฆษก ตร. กล่าวต่ออีกว่า โดยเบื้องต้นนั้น เมื่อศาลออกหมายจับ ส.ส. แล้ว หากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับเอกสารที่เกี่ยวข้อง สำเนาหมายจับ ตำหนิรูปพรรณผู้ต้องหา ก็จะทำหนังสือไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎรฯ เพื่อขออนุญาตประสานการปฎิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายในการจับกุม ส.ส. ตามหมายจับของศาล และเมื่อจับกุมแล้ว ผู้ต้องหาก็จะมีสิทธิต่างๆตามกฎหมายในชั้นจับกุม การแจ้งหรือขอให้เจ้าพนักงานแจ้งญาติหรือผู้ที่ผู้ต้องหาไว้วางใจ ถึงการจับกุม และสถานที่ที่ถูกควบคุมตัว พบและปรึกษาทนาย การเยี่ยมจากญาติ สิทธิการรักษาพยาบาล และที่เกี่ยวข้อง ตามปกติเหมือนคดีอื่นทุกประการ โดยไม่มีการเลือกปฎิบัติ จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52141</URL_LINK>
                <HASHTAG>-พ.ต.อ.กฤษณะ  พัฒนเจริญ, พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์, รองโฆษกตร., หมายจับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191210/image_big_5deee1c556d50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46249</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ย้ำรอผลชันสูตรลัลลาเบล ตรวจนํ้าอุ่นพบสารเสพติด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กแป๊ะ&amp;quot; ส่งรองโฆษก ตร.ติดตามคดีลัลลาเบล ผบก.น.8 ปฏิเสธขอหมายจับผู้ต้องสงสัย ยันยังต้องรอผลชันสูตรสาเหตุการตายเป็นทางการจึงจะแจ้งข้อหาครอบคลุมทุกความผิด เผยผลตรวจร่างกาย &amp;quot;น้ำอุ่น&amp;quot; พบสารเสพติด พริตตี้พยานปากเอกเข้าให้ข้อมูล เผยมีอีกรายถูกมอมเหล้าเมาไม่ได้สติ ยังไม่รู้ชะตากรรม เช่นเดียวกับ &amp;quot;น้องเบล&amp;quot; ที่ตนจะเข้าไปดูแล เจอคนในบ้านขู่ ถ้าสอดรู้จะโดนตบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา สื่อมวลชนยังคงติดตามข่าวการเสียชีวิตปริศนาของ น.ส.ธิติมา นรพันธ์พิพัฒน์ หรือลัลลาเบล พริตตี้วัย 25 ปีอย่างใกล้ชิด โดยในช่วงสาย พล.ต.ต.สัมฤทธิ์ ตงเต๊า ผบก.น.8 พร้อมด้วย พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เดินทางไปยัง สน.บุคคโล ประชุมร่วมกับ พ.ต.อ.มานพ สุคนธสวัสดิ์ รอง ผบก.น.8, พ.ต.อ.พยงค์ เอี่ยมสกุล ผกก.สน.บุคคโล, พ.ต.ท.ปิโยรส กัณหะสิริ รอง ผกก.สส. และพนักงานสอบสวน ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังการประชุม พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้ฝากไปยังญาติและเพื่อนของผู้เสียชีวิตว่า ขอให้มั่นใจการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่ง ผบ.ตร.ได้สั่งการให้สืบสวนสอบสวนไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ไม่อยากให้สังคมกดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่ หรือเร่งรัดคดี หรือมองว่าใครคือผู้ต้องสงสัย เพราะอาจจะเป็นการชี้นำ และอย่าเพิ่งด่วนสรุปเรื่องการขอหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้อง ขอให้รอความชัดเจนจากการสอบสวนพยานผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งผลทางนิติวิทยาศาสตร์ ยืนยันว่าวันเดียวกันจะมีความชัดเจนทางคดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.ต.ต.สัมฤทธิ์กล่าวว่า ขณะนี้คดีมีข้อมูล หลักฐานจากชุดสืบสวนสอบสวนเข้ามาเรื่อยๆ ขอยืนยันยังไม่มีการยื่นคำร้องขอศาลออกหมายจับผู้ใด เพราะติดขัดตรงที่ยังไม่ทราบสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัด คดีนี้เป็นความผิดตามกฎหมายหลายกรรม สาเหตุการตายเป็นประเด็นสำคัญ จึงยังต้องรอผลชันสูตรสาเหตุการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการ ซึ่งการแจ้งข้อกล่าวหาควรจะต้องแจ้งในครั้งเดียว และให้ครอบคลุมความผิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากการตรวจสอบสิ่งของภายในกระเป๋าสะพายของนายรัชเดช วงศ์ทะบุตร หรือน้ำอุ่น และคอนโดฯ ที่เกิดเหตุ ยืนยันว่าไม่พบสารเสพติดและยาเสียสาว หรือ GHB พบเพียงยากระตุ้นอารมณ์ทางเพศ (ไวอะกร้า) ถุงยางอนามัย และของใช้ส่วนตัว ส่วนการสอบปากคำพยาน ได้สอบไปแล้วกว่า 20 ปาก เฉพาะในงานปาร์ตี้บ้านที่เกิดเหตุย่านบางบัวทอง มี 10 คน สอบไปแล้ว 9 คน เหลือพริตตี้อีก 1 คนที่ชงเหล้า ซึ่งตำรวจยังติดต่อไม่ได้ หากได้สอบพริตตี้คนนี้ เชื่อว่าจะบ่งชี้ข้อเท็จจริงได้เป็นอย่างดี&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผบก.น.8 กล่าวว่า กรณีนายณัฐนัย หอมเทียนทอง แฟนผู้เสียชีวิต และเพื่อน นำข้อความสนทนาในกลุ่มไลน์มาให้พนักงานสอบสวนนั้น มีประมาณ 140 หน้า พนักงานสอบสวนต้องนำมาพิสูจน์ทราบก่อนว่ามีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด เพราะตามหลักแล้ว ข้อความสนทนาไม่สามารถนำเข้าสู่กระบวนการในชั้นศาลได้ แต่มีประโยชน์ในด้านพยานแวดล้อม รวมทั้งคลิปวิดีโอที่ปรากฏอยู่ในข้อความสนทนา สามารถนำมาพิจารณาประกอบได้ ส่วนผลการตรวจร่างกาย น.ส.ธิติมา ที่เมื่อวันที่ 19 ก.ย. ผกก.สน.บุคคโลได้ไปพบแพทย์ผู้ตรวจร่างกาย ก็ยืนยันว่าพบร่องรอยภายนอกเพียงเบื้องต้นเท่านั้น คือรอยฉีกขาดบางส่วนที่ช่องคลอด แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเกิดจากอะไร และสารคัดหลั่งที่พบก็เก็บไปตรวจแล้ว ผลยังไม่ออกมา ส่วนผลการตรวจชิ้นเนื้อและการวิเคราะห์ทางพิษวิทยาในห้องปฏิบัติการ แพทย์ผู้ตรวจติดอบรมที่ต่างจังหวัด จะกลับมาตรวจภายในสัปดาห์หน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานจากสถาบันนิติเวชวิทยา รพ.ตำรวจ ถึงผลการตรวจเลือดนายรัชเดช หรือน้ำอุ่น ผู้ที่พา น.ส.ธิติมาไปยังคอนโดฯ ที่ตนพักอาศัย พบสารเสพติดเคตามีนและสารเคลนบูเซอรอล หรือสารเร่งกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นสารอันตรายห้ามนำเข้ามาหลายปีแล้ว ผลจากการตรวจพบสารเสพติดนี้ จะเป็นประเด็นในการสอบสวนนายรัชเดชถึงแหล่งที่มาของสารเสพติดและสถานที่เสพยาอีกด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำรวจยังจะสอบปากคำพริตตี้คนหนึ่งที่ออกมาเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 ก.ย.62 บ้านหลังที่จัดปาร์ตี้ ได้มีการจ้างพริตตี้ไปชงเหล้า 2 คน และหนึ่งในพริตตี้ถูกมอมเหล้าจนสลบ แล้วถูกผู้ต้องสงสัยอุ้มขึ้นรถขับออกไป ซึ่งคาดว่าน่าจะถูกกระทำเช่นเดียวกับลัลลาเบล &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีข่าวด้วยว่า ตำรวจ สน.บุคคโลอยู่ระหว่างประสานเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานมาร่วมตรวจหาหลักฐานในบ้านที่จัดปาร์ตี้และคอนโดฯ ที่เกิดเหตุเพิ่มเติมแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.พยงค์ เอี่ยมสกุล ผกก.สน.บุคคโล กล่าวยืนยันว่า ขณะนี้ตำรวจยังไม่ได้ขอศาลอนุมัติออกหมายจับนายรัชเดชใน 3 ข้อหา คือ ฐานฆ่าผู้อื่น, พาไปอนาจาร และกักขังหน่วงเหนี่ยว ตามที่มีกระแสข่าวแต่อย่างใด เพราะยังต้องรอผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาในสำนวนคดี โดยจะทราบหลังวันที่ 23 ก.ย.นี้ ขณะเดียวกันยังต้องสอบปากคำพยานแวดล้อมให้ครบถ้วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงเย็น น.ส.คริส (นามสมมุติ) อายุ 26 ปี พริตตี้ เดินทางไปยัง สน.บุคคโล เข้าพบ? พ.ต.ท.ปิโยรส กัณหะสิริ? รอง? ผกก.สส.สน.บุคคโล? เพื่อให้ปากคำ ในฐานะได้รับการว่าจ้างให้ไปเอนเตอร์เทนและชงเหล้าในงานปาร์ตี้ที่บ้านย่านบางบัวทองเมื่อคืนวันที่ 14 ก.ย. ต่อเช้าวันที่ 15 ก.ย. ?โดยทางตำรวจได้พาตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อสอบปากคำอย่างละเอียด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.คริสเปิดเผยว่า คนชื่อ คิว ได้ติดต่อให้ตนไปที่งานปาร์ตี้ พอถึงที่บ้านดังกล่าวก็พบชายและหญิงหลายคนกำลังนั่งดื่มเหล้ากัน ส่วนนายคิวผู้ว่าจ้างได้นั่งหลับ ในงานปาร์ตี้เปิดเพลงสนุกสนาน หลังจากมานั่งได้ไม่นานก็เห็นนายรัชเดชหรือน้ำอุ่นเดินเข้ามาตีสนิทกับตนเอง พร้อมชวนดื่มเหล้าเป็นช็อต ก่อนที่นายน้ำอุ่นจะพูดว่าสนใจในตัวคริส? และขอไอดีไลน์ พร้อมทั้งขอถ่ายรูปด้วย ซึ่งตนไม่ได้คิดอะไร เพราะถือว่ามาทำงาน ภายหลังทราบข่าว น.ส.ธิติมาเสียชีวิต จึงคิดว่า?หากวันนั้นเกิดไปชอบหรือตกลงปลงใจกับนายน้ำอุ่น อาจจะไม่มีชีวิตอยู่ก็ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พริตตี้ผู้นี้เปิดเผยด้วยว่า คนในงานพยายามที่จะให้ตนดื่มเหล้าช็อต ซึ่งก็ดื่มเป็นการเอาใจ แต่ได้แอบบ้วนลงใส่แก้วโค้กจึงทำให้ไม่เมา ซึ่งก่อนหน้านี้สังเกตเห็นพริตตี้ 1 คนอยู่ในงานก่อนตนมาถึง จากนั้นพริตตี้คนดังกล่าวก็กลับไปเพราะหมดเวลา และจนใกล้ถึงเวลาเลิกงานของตน ชายที่ติดต่อตนไปทำงานก็มาบอกว่าอย่าเพิ่งรีบกลับให้อยู่ต่อ ตนจึงนั่งพูดคุยกับคนในงาน กระทั่งใกล้เวลาที่ตนจะกลับก็มีพริตตี้มาอีก 1 คน เข้ามาในสภาพที่เมามาก เดินแทบไม่ไหว ตนจึงเดินเข้าไปเพื่อดูแล เพราะถือว่าทำงานอาชีพเดียวกัน &amp;nbsp;แต่ทุกคนในงานบอกให้ตนไปห่างๆ ไม่ต้องมายุ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากนั้นน้ำอุ่นบอกว่าจะดูแลเอง ก่อนที่น้ำอุ่นจะอุ้มผู้หญิงคนนี้ออกไป หนูก็พยายามที่จะสอบถามว่าจะเอาไปไหน น้ำอุ่นบอกว่าเอาเขาไปนอนและไปดูแลเอง ไม่ต้องยุ่ง หนูพยายามห้ามน้ำอุ่นแล้ว ก่อนที่คนในบ้านจะด่าหนูว่าไปยุ่งอะไรกับเขา และขู่ว่าหากสอดรู้อีกจะถูกตบตีแน่ จากนั้นน้ำอุ่นก็อุ้มน้องคนนั้นออกไปจากงาน โดยที่คนในบ้านก็ไม่มีใครที่จะห้ามปรามเลย&amp;quot; น.ส.คริสระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ภาสกร ชัยวาณิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า GHB หรือ Gamma Hydroxybutyrate หรือที่รู้จักในชื่อ &amp;ldquo;ยาเสียสาว&amp;rdquo; เป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 1 ออกฤทธิ์ทำให้ระบบการทำงานของสมองและประสาทส่วนกลางทำงานช้าลง นิยมใช้กันในกลุ่มนักเล่นกล้าม แต่ปัจจุบันมีผู้นำไปใช้ในสถานบันเทิง เพื่อวัตถุประสงค์ในการคุกคามทางเพศ หรือการมอมยาผู้อื่น จึงถูกเรียกว่า &amp;ldquo;ยาเสียสาว&amp;rdquo; มีทั้งรูปแบบเม็ด ผงแป้ง และของเหลวซึ่งจะไม่มีสี ไม่มีกลิ่น แต่มีรสเค็มเล็กน้อย ง่ายต่อการนำไปผสมกับเครื่องดื่มต่างๆ ไม่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะออกฤทธิ์ในระยะเวลาประมาณ 10-20 นาที และออกฤทธิ์นานกว่า 4 ชั่วโมง ผลข้างเคียงในระยะสั้น จะทำให้เกิดอาการมึนงง วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ความจำเสื่อมชั่วขณะ ซึมเศร้า มีอารมณ์ทางเพศ มีปัญหาด้านการมองเห็น หากเสพอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานจะพบอาการนอนไม่หลับ มีปัญหาเกี่ยวกับความทรงจำ เกิดภาวะซึมเศร้า มีปัญหาทางจิต และมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กล่าวเพิ่มเติมว่า การเสพ GHB ในปริมาณมาก หรือเสพร่วมกับยาเสพติดชนิดอื่นๆ หรือร่วมกับการดื่มแอลกอฮอล์ จะส่งผลให้เกิดภาวะการใช้ยาเกินขนาด ทำให้เกิดอาการหลงลืม รู้สึกสับสน หัวใจและปอดทำงานช้าลง ความดันโลหิตต่ำ มีปัญหาระบบทางเดินหายใจ และอาจรุนแรงถึงขั้นชัก หมดสติ และเสียชีวิตได้ในที่สุด.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46249</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผลชันสูตร, มอมเหล้าเมา, รองโฆษกตร., ลัลลาเบล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190920/image_big_5d84d4a5e4fed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35197</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/05/2019 13:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/05/2019 13:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จักรทิพย์&#039;สั่งตร.ห้ามไถ หากพบฟันทั้งวินัย-อาญาผู้บังคับบัญชาที่รับผิดชอบทุกระดับชั้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 พ.ค.62- &amp;nbsp;พ.ต.อ.กฤษณะ &amp;nbsp;พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. เปิดเผยถึงมาตรการแก้ปัญหาจราจรติดขัดในช่วงเปิดภาคเรียนนี้ ว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้กำชับให้สถานีตำรวจในพื้นที่ที่มีสถานศึกษา ในเขต กรุงเทพมหานครและในเมืองใหญ่บูรณาการกับโรงเรียนและสถานศึกษาในการอำนวยความสะดวกการจราจร และเร่งประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจ กับผู้ปกครอง ขอความร่วมมือในการจอดรถรับส่งบุตรหลาน และการเตรียมพร้อมของนักเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.จักรทิพย์ ผบ.ตร. ได้สั่งกำชับให้ กองบังคับการตำรวจจราจร และ สถานีตำรวจในทุกพื้นที่ ขับเคลื่อนตามนโยบายของ พล.อ.ประวิตร &amp;nbsp;วงษ์สุวรรณ รอง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในการระดมกำลังแก้ไขปัญหาการจราจรบริเวณหน้าโรงเรียนและสถานศึกษา ในวันเปิดเทอม ซึ่งอาจส่งผลให้มีการจราจรติดขัดหรือมีรถสะสมบริเวณหน้าสถานศึกษา โรงเรียน ทำให้เกิดผลกระทบต่อการจราจรในภาพรวมแก่ผู้ใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะตามแยกสำคัญที่มีปัญหาการจราจร ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ปกครอง โรงเรียนและสถานศึกษา ต้องร่วมมือกันในการ บริหารจัดการ จุดรับ-ส่ง นักเรียน นักศึกษา อย่างเป็นระบบ รวมถึงการปล่อยสัญญาณไฟจราจรให้สัมพันธ์กัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกับ ยังให้ประสานความร่วมมือ เร่งรัดการคืนพื้นผิวจราจรตามแนวก่อสร้างรถไฟฟ้าให้ได้มากที่สุด ขณะเดียวกัน ยังได้เน้นการดูแลสภาพการจราจร ผิวการจราจรที่ชำรุด ในเส้นทางหลักเข้าออกเมืองให้มีคล่องตัว อาทิ ถนนพหลโยธิน , วิภาวดี-รังสิต , พระราม 2 , เพชรเกษม , บางนาตราด , บรมราชชนนี พร้อมจัดรถยก เตรียมเคลื่อนย้ายกรณีรถจอดเสียในเส้นทางด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังสั่งกำชับในการเพิ่มมาตรการกวดขันวินัยจราจรและอำนวยความสะดวก ขนส่งสาธารณะ การบริหารจัดการจราจรในภาพรวม รวมทั้ง การรณรงค์เสริมสร้างวินัยจราจร ร่วมกับโรงเรียนในพื้นที่อย่างเป็นระบบ &amp;nbsp;พร้อมประสานงานภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เร่งติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มในจุดที่เป็นปัญหา เพื่อเสริมการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ &amp;nbsp;ทั้งนี้ &amp;nbsp;ยังได้สั่งห้ามไม่ให้มีการเรียกรับประโยชน์โดยมิชอบ เกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด หากพบจะดำเนินการทางวินัยและอาญากับผู้ที่เกี่ยวข้องและจะพิจารณาข้อบกพร่องกับผู้บังคับบัญชาที่รับผิดชอบทุกระดับชั้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35197</URL_LINK>
                <HASHTAG>-พ.ต.อ.กฤษณะ  พัฒนเจริญ, จราจรช่วงเปิดเทมอ, รองโฆษกตร., ห้ามรีดไถ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190507/image_big_5cd12480e6496.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
