<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118182</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2021 09:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2021 09:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถึงแผ่นดินไทยแล้ว’ไฟเซอร์’2 ล้านโดส </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ย.2564- น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 08.00น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขได้เดินทางไปตรวจรับมอบวัคซีนไฟเซอร์จำนวน 2 ล้านโดส ซึ่งมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อเวลา 04.35น. ที่ผ่านมา โดยสายการบิน DHL เที่ยวบิน 3L 350&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายอนุทินกล่าวภายหลังเป็นประธานรับมอบวัคซีนไฟเซอร์ ว่า วัคซีนที่มาถึงประเทศในวันนี้ เป็นล็อตแรกจากทั้งหมดที่รัฐบาลจัดซื้อมา 30 ล้านโดส ซึ่งทางไฟเซอร์จะจัดส่งในเดือน ต.ค.อีก 6 ล้านโดส รวมถึงสิ้นเดือนต.ค.จะมีวัคซีนเข้ามา 8 ล้านโดส และครบทั้ง 30 ล้านโดสภายในสิ้นปีนี้แน่นอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองโฆษกฯ กล่าวว่า นายอนุทินยังระบุวัคซีนทั้ง 30 ล้านโดสจะมีการจัดส่งได้ภายในปีนี้ ส่วนถึงสิ้นเดือน ต.ค.นี้ จะมีทั้งหมด 8 ล้านโดส โดยจะเข้ามาทุกวันพุธของทุกสัปดาห์และไฟเซอร์จะทำการจัดส่งไปยังที่หมายตามที่กรมควบคุมโรคกำหนดไว้ทั่วประเทศ เพราะราคาที่จัดซื้อมานี้รวมค่าจัดส่งแล้ว การจัดส่งจะเป็นแบบ door to door กลุ่มเป้าหมายหลักที่จะฉีดวัคซีนไฟเซอร์คือลูกหลานอายุระหว่าง 12-18 ปี ซึ่งมีอยู่ประมาณกว่า 5 ล้านคน ใช้วัคซีน 10 ล้านโดส ส่วนที่เหลือก็จะนำไปกระจายให้แก่ประชาชนทั่วไป ซึ่งกรมควบคุมโรคได้มีการวางแผนการฉีดไว้แล้ว โดยเฉพาะในการฉีดไขว้ตามมติคณะอนุกรรมการด้านเสริมภูมิคุ้มกันกันที่มีมติสูตรการฉีดที่จะทำให้มีภูมิคุ้มกันสูงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการฉีดซิโนแวคเข็มแรก แอสตร้าซิเนก้าเข็มที่ 2 หรือแอสตร้าเซนเนก้าเข็มแรก และไฟเซอร์เข็มที่2 หลังจากรับวัคซีนล็อตนี้แล้วกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และ อย. จะดำเนินการตรวจรับตามขั้นตอนและเร่งให้มีการกระจายวัคซีนไปยังพื้นที่เป้าหมายต่างๆ ทั่วประเทศเร็วที่สุด โดยคาดว่าจะเริ่มฉีดวัคซีนไฟเซอร์ได้ตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนการการจัดซื้อวัคซีนไฟเซอร์ในปีหน้าก็ได้มีการพูดคุยไปในระดับหนึ่งแล้ว เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประเทศไทยว่าจะมีวัคซีนในเทคโนโลยีทุกประเภท เพียงพอในการให้การดูแลให้ความปลอดภัยกับพี่น้องประชาชน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118182</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล, นายอนุทิน ชาญวีรกูล, รองนายกรัฐมนตรี, รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, วัคซีนไฟเซอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210929/image_big_6153d139b40da.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117492</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 10:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 10:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯปลื้มเฟกนิวส์ลดข่าวจริงเพิ่ม!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย.2564 - &amp;nbsp; น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้รับทราบรายงานของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอีเอส) เกี่ยวกับสถานการณ์ข่าวปลอมและข่าวบิดเบือนว่าในปี 2564 มีแนวโน้มที่ลดลง ส่วนจำนวนข่าวจริงมีมากขึ้น ทั้งนี้ นายกฯ ได้ชื่นชมการทำงานของทั้งดีอีเอสในฐานะหน่วยงานหลักรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนภาคประชาสังคม ประชาชนที่ร่วมกันทำงาน แจ้งเบาะแสข่าวที่ต้องมีการตรวจสอบ หาข้อมูลข้อเท็จจริงชี้แจงข้อมูลให้เกิดความเข้าใจในวงกว้าง โดยเฉพาะในยุคที่มีโซเชียลมีเดียหลากหลายแพลตฟอร์ม มีการสื่อข้อมูลข่าวสารจำนวนมากกันอย่างรวดเร็ว ภาครัฐฝ่ายเดียวคงไม่สามารถดูแลได้ต้องอาศัยประชาชนช่วยกันดูแลด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายกฯ ขอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันทำงานอย่างเข้มแข็งต่อไป โดยเฉพาะการสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคมจากการหลงเชื่อข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน การรู้จักวิธีตอบโต้ข่าวปลอม การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี การใช้โซเชียลมีเดียที่ปลอดภัยและมีความรับผิดชอบต่อสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในยุคที่โซเชียลมีเดียแพร่หลายมีแง่มุมที่ดีคือเป็นพื้นฐานของกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ สนับสนุนการเกิดความคิดสร้างสรรค์ แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นช่องทางการส่งข้อข่าวสารที่สร้างความเข้าใจผิด ความตื่นตระหนก รวมถึงสร้างความแตกแยกในสังคม &amp;nbsp;ซึ่งต้องอาศัยกลไกความร่วมมือทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชน รวมถึงประชาชนในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกัน แนวโน้มที่ข่าวปลอม ข่าวบิดเบือนที่ลดลงนี้ นายกฯ ชื่นชมการทำงานของทุกฝ่ายทั้ง และขอให้ร่วมกันทำงานที่เข้มแข็งเช่นนี้ต่อไป&amp;rdquo; น.ส.ไตรศุลี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวอีกว่า ดีอีเอสได้รายงานว่าในปีงบประมาณ 2564 สัดส่วนข่าวปลอมลดลง 26.43% เมื่อเทียบกับปี 2563 ข่าวบิดเบือนลดลง 6.69% ขณะที่ข่าวจริงเพิ่มขึ้น 28.66% &amp;nbsp;นอกจากนี้ดีอีเอสได้ร่วมกับหน่วยงานผู้บังคับใช้กฎหมาย ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมและความมั่นคง (ANSCOP) (ศตปค.ตร.) &amp;nbsp;กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้กระทำความผิด โดยปี 2563 มีจำนวนคดีที่เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย 158 ราย ดำเนินคดีแล้ว 59 ราย ส่วนปี 2564 จำนวนคดีที่เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย 135 ราย ดำเนินคดีแล้ว 57 ราย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117492</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ดีอีเอส, น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล, นายกรัฐมนตรี, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210921/image_big_6149e37cc82b8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116028</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2021 12:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2021 12:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โอ้พระเจ้าจอร์จ!บิ๊กตู่ตื่นสั่งสอบรายการขายของผ่านทีวี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.ย.2564 - น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มีข้อห่วงใยต่อกรณีที่ขณะนี้ได้มีรายการขายสินค้าผ่านช่องทางสื่อสารต่างๆ จำนวนมากโดยเฉพาะทางทีวีดิจิทัล ทั้งเครื่องใช้ในบ้าน เครื่องสำอาง อาหารเสริม ทั้งนี้ แม้จะเป็นทางเลือกในการซื้อสินค้าให้ประชาชน ในช่วงต้องที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านมากขึ้น เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แต่พบว่าการนำเสนอสินค้าบางรายการมีลักษณะแจ้งสรรพคุณที่อาจเกินความจริง จึงได้สั่งการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) มีการพิจารณา ตรวจสอบว่า รายการต่างๆ มีลักษณะการโฆษณาเกินจริงหรือไม่ โดยให้ทำงานในเชิงรุก โดยไม่ต้องรอให้ประชาชนมาร้องเรียนเท่านั้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า &amp;nbsp;นายกฯ ยังได้มอบหมายให้องค์การอาหารและยา(อย.) รวมถึงหน่วยงานที่ดูแลด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์สินค้าอุตสาหกรรม เช่น สมอ. ได้ร่วมตรวจสอบด้วยว่า สินค้าที่มีการนำเสนอขายผ่านรายการส่งเสริมการขายต่างๆ นั้นเป็นสินค้าได้มาตรฐาน ผ่านการรับรองตรวจสอบแล้วหรือไม่ เพื่อให้ประชาชนได้รับสินค้าที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานและไม่กระทบต่อสุขภาพ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในช่วงที่ประชาชน work from home &amp;nbsp;ต้องใช้ชีวิตที่บ้านมากขึ้น การซื้อของผ่านทางออนไลน์ หรือจากรายการทีวีที่จัดรายการส่งเสริมการขายต่างๆ ก็มีมากขึ้นด้วย นายกรัฐมนตรีท่านห่วงใยในเรื่องนี้ จึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันทำงานเชิงรุกไม่ว่าจะเป็น สคบ. อย. สมอ. ให้ตรวจสอบว่าสินค้าที่เสนอขายกันไม่ได้มีการโฆษณาเกินจริง และได้มาตรฐาน เป้าหมายคือดูแล ปกป้องสุขภาพของประชาชนเป็นสำคัญ&amp;rdquo; น.ส.ไตรศุลี กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116028</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทีวี, น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล, รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, สินค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210629/image_big_60dae65433498.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115997</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2021 09:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2021 09:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แก้ปัญหาส่งออกผลไม้ไปจีนเปิดด่านเพิ่ม7แห่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.ย.2564 &amp;ndash; น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาจราจรติดขัดบริเวณด่านพรมแดน ซึ่งทำให้การผ่านแดนใช้เวลานานส่งผลกระทบต่อสินค้าเกษตรไทย ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 ก.ย.ได้เห็นชอบเพิ่มจุดนำเข้าและส่งออกในภาคผนวกของพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดในการกักกันโรคและตรวจสอบสำหรับการส่งออกและนำเข้าผลไม้ผ่านประเทศที่ 3 โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้หารือกับสำนักงานศุลากรจีน มีความเห็นชอบร่วมกันเพิ่มจุดนำเข้าและส่งออกจำนวน 7 ด่าน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.รัชดากล่าวต่อว่า จีนได้เพิ่มจุดนำเข้าและส่งออก จำนวน 6 ด่าน ดังนี้ 1.ด่านหลงปัง 2.ด่านรถไฟโม่ฮาน 3.ด่านสุยโข่ว 4.ด่านเห่อโข่ว 5.ด่านรถไฟเห่อโข่ว และ 6.ด่านเทียนป่าว โดยด่านที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นการเตรียมความพร้อมการเปิดด่านสากลใหม่ของจีน ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกทำให้ผู้ส่งออกผลไม้ไทยนำผลไม้เข้าจีนได้รวดเร็วขึ้น ส่วนไทยเพิ่มจุดนำเข้าและส่งออก จำนวน 1 ด่านได้ แก่ด่านหนองคาย เพื่อรองรับการส่งสินค้าผ่านรถไฟความเร็วสูงของลาว-จีน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115997</URL_LINK>
                <HASHTAG>ด่านพรมแดน, น.ส.รัชดา ธนาดิเรก, ผลไม้, รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210629/image_big_60dae5f83e174.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115715</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯกำชับแจก‘ATK’ หมอนิธิจี้‘อย.’วัคซีนเด็ก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สธ.แจงแนวทางให้วัคซีนผู้เคยป่วยโควิด-19 ที่รับวัคซีนยังไม่ครบให้รับเข็มที่ 2 ได้ใน 1-3 เดือนนับแต่วันเริ่มป่วย ตามแนวทางกรมควบคุมโรคกำหนดภายใต้ข้อแนะนำคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ &amp;nbsp;ย้ำจัดซื้อซิโนแวคไม่มีส่วนต่างที่เข้ากระเป๋าใครทั้งสิ้น &amp;quot;หมอโสภณ&amp;quot; ยันวัคซีนสูตรไขว้ผ่านการวิจัยมีมาตรฐานความปลอดภัย นายกฯ กำชับ สธ.-สปสช.วางแผนให้รัดกุมก่อนแจก ATK ฟรี 8.5 ล้านชุด 15 ก.ย.นี้ พร้อมอธิบายขั้นตอนการใช้ให้ถูกต้อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 5 กันยายน น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากที่ขณะนี้ได้มีข้อสงสัยเกี่ยวกับแนวทางการให้วัคซีนแก่ผู้ที่เคยป่วยโควิด-19 ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร หายป่วยแล้วยังต้องรับวัคซีนหรือไม่ หรือหากต้องรับต้องเว้นระยะเวลาตั้งแต่เริ่มป่วยนานเพียงใด ได้สอบถามกรณีนี้ไปยังกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)และได้รับการชี้แจงว่าจะต้องเป็นไปตามแนวทางการให้วัคซีนโควิด-19 ในสถานการณ์การระบาด ปี 2564 ของประเทศไทยฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 ที่กรมควบคุมโรคออกแนวทางและเผยแพร่ให้บุคลากรการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการให้วัคซีนตั้งแต่เดือน ส.ค.ที่ผ่านมา โดยมีแนวทางว่า ในกรณีผู้ป่วยโควิด-19 ที่ผู้ที่ยังไม่เคยฉีดวัคซีนมาก่อน หรือฉีดยังไม่ครบ 2 เข็ม หากป่วยเป็นโรคโควิด-19 ให้ฉีดวัคซีนโควิด-19 ชนิดใดก็ได้เพิ่มอีก 1 เข็ม ภายใน 1-3 เดือนหลังจากเริ่มป่วย คนที่เคยได้ครบ 2 เข็มแล้วไม่ต้องฉีดเพิ่มอีก &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;การให้วัคซีนทั้งแก่ประชาชนจะดำเนินการตามแนวทางที่กรมควบคุมโรคกำหนด ซึ่งมีการปรับปรุงไปตามข้อมูลที่มีมากขึ้น เนื่องจากโรคโควิด-19 เป็นโรคอุบัติใหม่ ซึ่งคณะแพทย์และผู้เชี่ยวชาญได้นำข้อมูลใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาวิเคราะห์ก่อนวางแนวทางออกมาเพื่อการให้วัคซีนแก่ประชาชนมีความปลอดภัยสูงสุด&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในส่วนของความคืบหน้าการฉีดวัคซีนให้ประชาชนทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.-3 ก.ย.2564 มีการฉีดวัคซีนรวมแล้ว 35.21 ล้านโดส แยกเป็นวัคซีนเข็มที่ 1 จำนวน 24.91 ล้านโดส, เข็มที่ 2 จำนวน 9.69 ล้านโดส และเข็มที่ 3 จำนวน 6.01 แสนโดส ในส่วนของข้อสงสัยเกี่ยวกับการจัดหาวัคซีนนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข ได้มีการตอบข้อซักถาม ข้อกล่าวหาของสมาชิกฝ่ายค้านในทุกประเด็นในช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจระหว่างวันที่ 31 ส.ค.-4 ก.ย.2564 ที่ผ่านมา &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โดยเฉพาะในประเด็นข้อกล่าวหาเกี่ยวกับส่วนต่างระหว่างกรอบงบประมาณให้จัดซื้อวัคซีนซิโนแวคกับราคาจริงของวัคซีนนั้น นอกจากการชี้แจงในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ผู้บริหารสธ.ก็ได้ชี้แจงให้ความชัดเจนด้วยว่า จากที่มีการส่งมอบวัคซีนซิโนแวคแล้วทั้งหมด 16 ครั้ง ราคาวัคซีนถูกลงเรื่อยๆ จากล็อตแรกที่ซื้อ 2 ล้านโดส ราคาซื้ออยู่ที่ 17 ดอลลาร์สหรัฐต่อโดส แต่ในเวลาต่อมาซื้อจำนวนมากขึ้น มีการต่อรองราคาจึงถูกลง ตามลำดับ เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 11.99 ดอลลาร์สหรัฐต่อโดส ในขั้นตอนการจัดซื้อ องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้แทนรัฐบาลไทยในการจัดซื้อ ได้ใช้งบประมาณของ อภ.จัดซื้อไปก่อน ประกอบด้วยค่าวัคซีน ค่าจัดส่งและค่าความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนรวมอยู่ด้วย จากนั้น อภ.จะส่งวัคซีนให้กรมควบคุมโรคแล้วเรียกเก็บเงินที่ราคาจริง ที่เป็นค่าวัคซีนรวมค่าจัดส่งและอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวในแต่ละรอบการจัดส่ง (shipment) ดังนั้นจึง ไม่มีส่วนต่างใดๆ ที่ตกถึง อภ. ส่วนงบประมาณที่ขอไว้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของราคาวัคซีนนั้นก็เป็นเพียงการขออนุมัติกรอบงบประมาณไว้ แต่ในขั้นตอนการจ่ายงบประมาณนั้นกรมควบคุมโรคจะจ่ายที่ราคาค่าวัคซีนรวมค่าบริหารจัดการตามที่ อภ.เรียกเก็บจริงเท่านั้น จึงไม่ได้มีส่วนต่างที่เข้ากระเป๋าใครทั้งสิ้น&amp;quot; น.ส.ไตรศุลี &amp;nbsp;กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงประสิทธิผลวัคซีนทุกชนิดที่ใช้ในประเทศไทย ยืนยัน วัคซีนสูตรไขว้ได้ผ่านการวิจัย และมีมาตรฐานความปลอดภัย จากผลการวิจัย สธ.ได้อนุมัติให้เริ่มฉีดวัคซีนสูตรไขว้ SV + AZ ช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค.64 (สายพันธุ์ Delta เริ่มระบาด) สร้างภูมิคุ้มกันต้าน Delta ได้หลังฉีดเข็มที่ 2 จำนวน 2 สัปดาห์ มีประสิทธิภาพ 75% กระทรวงสาธารณสุขได้ฉีดวัคซีนสูตรไขว้ SV + AZ ให้ประชาชนแล้ว 2.5 ล้านคน ตั้งแต่เดือน ก.ค.พบการเสียชีวิตจากโควิด-19 เพียง 1 รายเท่านั้น เช่นเดียวกับผู้ที่ฉีดวัคซีน AZ 2 เข็ม เสียชีวิต 2 ราย จาก 2.4 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขการเสียชีวิตที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ฉีดวัคซีน 1 ล้านคน จะเสียชีวิตจากโควิด-19 ถึง 132 คน ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนไว้ใจและไปรับวัคซีนตามที่กำหนด ไม่อยากให้ด้อยค่าวัคซีนจนหลายคนกลัวไม่ไปฉีด โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ทำให้หลายคนต้องเสียชีวิตก่อนรับวัคซีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า &amp;ldquo;อีกสองล้านถึงเมืองไทยเช้านี้ เด็กๆ จะมีโอกาสได้ใช้ไหมนี่ ต้องรอคำตอบจาก อย.ก่อนนะครับ ผมว่าทุกภาคส่วน พร้อมที่จะช่วยกันอย่างรวดเร็วในการดูแลลูกหลานเราด้วยกันแน่นอน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เพจ &amp;ldquo;โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์&amp;rdquo; โพสต์ภาพพร้อมข้อความแจ้งว่า 5 กันยายน 2564 : วัคซีนซิโนฟาร์มล็อตที่ 8 จำนวน 2 ล้านโดส เดินทางมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิประเทศไทยแล้ว รวมจำนวนวัคซีนซิโนฟาร์มที่เข้ามาในประเทศไทยแล้วตั้งแต่ 20 มิ.ย.-5 ก.ย.2564 เป็นจำนวน 11 ล้านโดส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผยว่า มีคนถามผมเข้ามาว่าคนต่างชาติจะสามารถวอล์กอินฉีดวัคซีนได้ไหม ผมตอบเลยนะครับว่า ได้ครับ ทุกๆ คนที่อยู่ในจังหวัดสมุทรสาครต้องมีสิทธิได้รับวัคซีนทุกคน ไม่ว่าจะมีทะเบียนบ้านอยู่นี่หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างชาติ เพียงแต่คนต่างชาติอาจจะยุ่งยากนิดหน่อยในเรื่องของภาษา ขอเวลาเตรียมล่ามไว้ให้พร้อมก่อน &amp;nbsp;โดยคนต่างชาติจะเริ่มวอล์กอินรับวัคซีนได้ ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายนนี้ เตรียมตัวกันไว้ให้พร้อม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลีกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีกำชับกระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เตรียมความพร้อมการกระจายชุดตรวจโควิด-19 ด้วยตัวเอง หรือ Antigen Test Kit (ATK) ภายหลังผู้อำนวยการ อภ.ได้ลงนามสัญญาจัดซื้อชุดตรวจ ATK จำนวน 8.5 ล้านชุดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าจะเริ่มแจกจ่ายประชาชนกลุ่มเป้าหมายในวันที่ 15 ก.ย.นี้ ทั้งนี้ สปสช.ได้เตรียมการกระจายชุดตรวจ ATK ผ่านหน่วยบริการที่อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพใน 2 รูปแบบ คือ 1.แจกให้ชุมชนแออัด รวมทั้งตลาด โดยให้ผู้นำชุมชน ผู้ประสานงาน หรืออาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) มารับชุดตรวจและกระจายให้กลุ่มเป้าหมาย โดยที่ประชาชนไม่ต้องเดินทางมารับที่หน่วยบริการ 2.แจกที่หน่วยบริการได้แก่ รพ.และ รพ.สต.ทุกแห่ง รวมถึงคลินิกและร้านขายยาที่เข้าร่วมโครงการ โดยประชาชนขอรับผ่านแอปเป๋าตังที่ธนาคารกรุงไทยกำลังพัฒนาระบบอัปเดตแอปเป๋าตังเพิ่มเมนูรับชุดตรวจโควิด-19 ฟรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นายกรัฐมนตรีขอให้มีการวางแผนการกระจายชุดตรวจ ATK อย่างรัดกุม ป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในระหว่างการดำเนินงาน ที่สำคัญยังกำชับให้ สธ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่ง ประชาสัมพันธ์ถึงวิธีการหรือขั้นการรับชุดตรวจ ATK รวมถึงกลุ่มเป้าหมายสำหรับการกระจาย ATK ในชุดแรก 8.5 ล้านชุด พร้อมจัดทำชุดข้อมูล ข้อแนะนำเกี่ยวกับวิธีการใช้ชุดตรวจ ATK ให้ประชาชนใช้ชุดตรวจ ATK อย่างถูกต้อง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19&amp;quot; น.ส.ไตรศุลี กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภญ.ศิริรัตน์ ตันปิชาติ นายกสมาคมเภสัชกรรมชุมชน กล่าวว่า ในส่วนของช่องทางการกระจายผ่านร้านยานั้น จากการพูดคุยเบื้องต้นกับ สปสช. คือให้ผู้ประสงค์จะรับชุดตรวจ ATK ลงทะเบียนและทำแบบประเมินความเสี่ยงผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง โดยสามารถเลือกร้านยาที่จะเข้าไปรับชุดตรวจได้ รวมทั้งอาจ &amp;nbsp;วอล์กอินมาที่ร้านยา ให้ร้านยาประเมินความเสี่ยงและบันทึกข้อมูลเข้ามาในระบบแอปเป๋าตังเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.อภิชาติ รอดสม รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ชุดตรวจ ATK จะแจกสำหรับให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยง เช่น มีคนในบ้านเป็น อยู่ในชุมชนแออัด มีการสัมผัสอยู่ใกล้ผู้ติดเชื้อ อยู่ในพื้นที่ระบาด กลุ่มที่ให้บริการผู้อื่น เช่น แม่ค้าในตลาด เป็นต้น โดยคาดว่าจะสามารถกระจายให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงได้ในช่วงกลางเดือนก.ย.นี้.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115715</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล, รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, รับวัคซีนยังไม่ครบให้รับเข็มที่ 2, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b602537873f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115221</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2021 07:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2021 07:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลยันเงินเยียวยาด้านการศึกษาโอนแล้ว2.17หมื่นล้าน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ก.ย.2564 - &amp;nbsp;น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตามที่รัฐบาลมีมาตรการให้ความช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของนักเรียนและนักศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 ขณะนี้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ดำเนินการ โดยมีความคืบหน้าดังนี้ อว.ได้เริ่มการเบิกจ่ายเงินสำหรับโครงการ &amp;ldquo;อว.ลดค่าเทอม&amp;rdquo; แล้วตั้งแต่ 26 ส.ค.64 สำหรับมหาวิทยาลัยและสถาบันที่ได้จัดส่งข้อมูลผ่านการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้อง ขณะนี้มีจำนวน 29 แห่ง รวมเป็นเงิน 2,250 ล้านบาท ซึ่งมหาวิทยาลัย/สถาบันอุดมศึกษาจะนำไปใช้ลดค่าเทอมและค่าธรรมเนียมการศึกษาภาคเรียนที่ 1/2564 ในสัดส่วนเงินสนับสนุนจากรัฐบาลตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ซึ่ง อว.ได้เร่งติดตามและตรวจสอบระบบการเบิกจ่ายเงินอย่างใกล้ชิด เงินทุกบาทที่รัฐบาลสนับสนุน ต้องถึงมือนิสิตนักศึกษา คืนให้กับคนที่ได้ชำระค่าเทอมและค่าธรรมเนียมการศึกษาไปแล้ว หรือใช้ลดค่าเทอมและค่าธรรมเนียมการศึกษาสำหรับผู้ที่กำลังจะชำระเงิน โดยมหาวิทยาลัยไม่เก็บเงินดังกล่าวไว้แต่อย่างใด ทั้งนี้ ได้ขอความร่วมมือมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งให้เร่งตรวจสอบและยืนยันข้อมูลนักศึกษาส่งมาที่กระทรวงโดยเร็ว เพื่อดำเนินการอนุมัติเบิกจ่ายแก่สถาบันที่เหลือ อีกประมาณกว่า 100 แห่ง ให้เป็นไปตามเป้าหมายและกรอบระยะเวลาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการจ่ายเงินเยียวยาผู้ปกครองและนักเรียน จำนวน 2,000 บาท ศธ.ได้รับงบประมาณ จำนวน 1.95 หมื่นล้านบาท สำหรับเด็กนักเรียน 9.79 ล้านคน เมื่อ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา และทำการจัดสรรไปยังหน่วยงานที่กำกับดูแลแล้ว ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยแต่ละสำนักงาน จะโอนเงินไปให้โรงเรียนภายใต้สังกัดต่อไป และโรงเรียนจะโอนเงินหรือจ่ายเป็นเงินสด (หากไม่สามารถโอนเงินได้) ถึงมือผู้ปกครองตั้งแต่วันที่ 1-7 ก.ย. ทั้งนี้ ผู้ปกครองที่ไม่ได้รับเงินภายในเวลาดังกล่าว ขอให้ติดต่อโรงเรียนที่บุตรหลานศึกษาอยู่ หรือโทร หมายเลข 1579 / 1693&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นายกรัฐมนตรีกำชับให้ทั้งสองกระทรวง ติดตามตรวจสอบระบบการจ่ายเงินอย่างใกล้ชิด ทุกขั้นตอน ไม่ให้มีการทุจริต ให้เป็นไปอย่างโปร่งใส และต้องถึงมือผู้ปกครองนักเรียน และนักศึกษาอย่างครบถ้วน&amp;rdquo;น.ส.รัชดา กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115221</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.รัชดา ธนาดิเรก, นักศึกษา, นักเรียน, ภาระค่าใช้จ่าย, รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, เยียวยา, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210830/image_big_612c98dceeca8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114486</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2021 12:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2021 12:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลยันดูแลเกษตรสวนลำไยเต็มที่ผ่าน5มาตรการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ส.ค.2564 &amp;ndash; น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการดำเนินการแก้ปัญหาราคาลำไยตกต่ำ &amp;nbsp;ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการสั่งซื้อจากประเทศจีนที่เป็นตลาดหลักมีปริมาณลดลงอย่างมาก ว่ากระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เร่งเข้าบรรเทาความเดือดร้อนไปแล้ว ผ่านมาตรการต่างๆ ดังนี้ 1. สนับสนุนความช่วยเหลือด้านตลาดในประเทศ โดยรับซื้อผ่านข้อตกลง ระหว่างกลุ่มเกษตรกรกับห้างค้าส่ง-ค้าปลีก ตลาดกลางสินค้าเกษตร โรงงานแปรรูป รวมถึงช่วยกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต เพื่อจำหน่ายในตลาดปลายทางทั่วประเทศ อาทิ ร้านธงฟ้า รถโมบายผลไม้ และสถานีบริการน้ำมัน จำนวน 1,028 สาขา
รวมปริมาณกว่า 80,000 ตัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.สนับสนุนค่าบริหารจัดการในการรวบรวมและกระจายผลผลิตลำไยให้แก่จังหวัดแหล่งผลิตลำไยในอัตรา 3 บาทต่อกิโลกรัม รวม 6 จังหวัด ปริมาณกว่า 15,764 ตัน 3.รับซื้อผลผลิตลำไยรูดร่วงโดยตรงจากเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์การเกษตรและวิสาหกิจชุมชน เพื่อนำไปสู่การแปรรูป รวม 8,600 ตัน 4. สนับสนุนค่าบริหารจัดการผลักดันส่งออกผลไม้กิโลกรัมละ 5 บาท เป้าหมาย 60,000 ตัน และ 5. ร่วมกับบริษัทไปรษณีย์ไทย สนับสนุนกล่องบรรจุผลไม้และค่าขนส่งฟรี รวม 200,000 กล่อง ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกผลไม้และผู้ประกอบการ online ซึ่งกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกลำไยสามารถติดต่อขอรับการสนับสนุนด้านมาตรการตลาดรองรับดังกล่าวได้จากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มากไปกว่านั้น ทูตพาณิชย์และทูตเกษตรที่ประเทศจีน ได้เจรจาปลดล็อกสำเร็จ ให้ล้งทุกล้งในไทยที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขสุขอนามัย สามารถรวบรวมลำไยและส่งออกไปยังตลาดจีนได้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าจะมีการระงับการนำเข้าลำไยจากไทย ขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดแผนส่งเสริมการบริโภคลำใยใน 12 เมืองใหญ่ของจีน เช่น อู่ฮั่น คุนหมิง เซี่ยงไฮ้ และฮ่องกง รวมทั้งตลาดในอินเดียส่งเสริมการบริโภคใน 4 รัฐ ประกอบด้วย รัฐเบงกอลตะวันตก รัฐหรยานา รัฐอุตตรประเทศ และรัฐเตลังคานา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.รัชดา กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้ติดตามการดำเนินการมาโดยตลอด ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับเครือข่ายเกษตรกร ผู้ประกอบการค้าปลีก/ส่ง และผู้ส่งออก เพื่อรับฟังปัญหาและหาทางออกอย่างตรงจุด อีกทั้งให้ความมั่นใจว่า จากมาตรการต่างๆ จะช่วยทำให้ราคาลำไยปรับตัวสูงขึ้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114486</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแก้ปัญหา, น.ส.รัชดา ธนาดิเรก, รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, ราคาลำไยตกต่ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210629/image_big_60dae66499436.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
