<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>51706</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/12/2019 19:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/12/2019 19:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อ้น-ทิพานัน&#039;ตอก&#039;ทอน&#039;หน้าหงายคำอุทธรณ์ฎีกานอกศาลคดีหุ้นสื่อเบาหวิว ถนัดคิดเองเออเอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ธ.ค.62 - น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ หรือ &amp;ldquo;อ้น&amp;rdquo; อดีตผู้สมัครส.ส.กทม. รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊กชื่อ อ้น-ทิพานัน ศิริชนะ I Onn Tipanan Sirichana ถึงกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ที่ตั้งข้อสังเกตคำวินิจฉัยคดีวีลัคของศาลรัฐธรรมนูญเรื่อง &amp;ldquo;ความเบาหวิวเหลือทนของคำอุทธรณ์ฎีกานอกศาลของคุณธนาธร&amp;rdquo; &amp;nbsp;ระบุว่า ด้วยความเคารพในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและพิจารณาถึงข้อความที่คุณธนาธรเขียนอธิบายข้อสังเกตแล้ว ตนเองจึงขอแสดงความคิดเห็นดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากจะเทียบข้อสังเกตของคุณธนาธรเป็นคำอุทธรณ์ฎีกา (นอกศาล) นั้น ศาลคงไม่รับฟ้องอุทธรณ์ฎีกาเพราะไม่มีพยานหลักฐานใหม่มานำสืบพิสูจน์หักล้างให้น่าเชื่อได้ว่าคุณธนาธรโอนหุ้นเมื่อวันที่ 8 ม.ค. 62 จริง &amp;nbsp;ที่เขียนอธิบายมาใหม่จึงเบาบางเหลือเกิน มีแต่เรื่องเดิมที่ศาลพิจารณาไปแล้ว ประเด็นสำคัญคือ เอกสารหลักฐานต่างๆ ที่คุณธนาธรนำส่งศาลล้วนเป็นเอกสารภายในที่อาจทำย้อนหลังขึ้นเอง และพยานบุคคลต่างๆ ที่มาให้ถ้อยคำก็ล้วนเป็นบุคคลใกล้ชิดของคุณธนาธร ไม่มีพยานหลักฐานจากบุคคลภายนอกที่เป็นกลางมาสืบให้ศาลเชื่อว่าโอนหุ้นจริงในวันที่ 8 ม.ค. 62
&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ถ้าเทียบกับเรื่อง Blind Trust ก็เป็นเรื่องบังเอิญที่น่าแปลก วันที่มีการลงนาม MOU มีการแถลงข่าวถ่ายรูป แต่กลับไม่ได้มีการโอนทรัพย์สินเข้า Blind Trust จริง ในขณะที่วันที่ 8 ม.ค. 62 ที่คุณธนาธรอ้างว่าโอนหุ้นบริษัทวี-ลัคและบริษัทในเครือรวม 14 บริษัทจริง กลับไม่มีหลักฐานรูปถ่ายซักใบ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่คุณธนาธรตั้งข้อสังเกตเรื่องอำนาจยื่นคำร้องของ กกต. และอำนาจพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของ กกต. ไว้พิจารณาเป็นการตรวจสอบ &amp;ldquo;คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.&amp;rdquo; และการตรวจสอบ &amp;ldquo;คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ ส.ส.&amp;rdquo; มาปะปนกันนั้น การตั้งประเด็นแบบนี้ ก็น่าคิดเหมือนกันว่าคล้ายๆ คุณธนาธรเองจะยอมรับกลายๆ ว่า &amp;ldquo;ณ วันที่ 6 ก.พ. 62 ที่สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. คุณธนาธรขาดคุณสมบัติเพราะยังถือหุ้นวีลัคอยู่ แต่วันที่ 24 มี.ค. 62 ที่เป็นวันเลือกตั้ง ส.ส. นั้นคุณธนาธรมีคุณสมบัติการเป็น ส.ส. ครบถ้วนเพราะได้โอนหุ้นวีลัคไปแล้ว&amp;rdquo;
&amp;nbsp;
ทั้งนี้ ศาลไม่ได้ตรวจสอบปะปนกัน เพราะศาลได้วินิจฉัยตามคำร้องขอของ กกต. ที่ขอให้สมาชิกภาพ ส.ส. ของคุณธนาธร สิ้นสุดลงตาม รธน. มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) ซึ่งมาตรา 101 (6) บัญญัติว่า &amp;ldquo;สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง เมื่อ (6) มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98&amp;rdquo; ดังนั้นจึงชัดเจนว่า &amp;ldquo;การมีลักษณะต้องห้ามในฐานะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งฯ นั้นเป็นลักษณะต้องห้ามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย&amp;rdquo; ศาลไม่ได้ตีความเกินเลยแต่อย่างใด เป็นไปตามคำร้องขอของ กกต. และตัวบทกฎหมายชัดเจน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่คุณธนาธรระบุว่า เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของกฎหมาย &amp;nbsp;ต้องเป็นกรณีที่สื่อเช่นว่านั้นยังคงประกอบกิจการอยู่เท่านั้น &amp;nbsp;ในกรณีนี้ ศาลเห็นว่า แม้บริษัทวีลัค จะหยุดพิมพ์แล้ว ไม่มีพนักงานแล้ว แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนเลิกบริษัท และยังไม่ได้แจ้งยกเลิกเป็นผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา บรรณาธิการ หรือเจ้าของกิจการ ตามมาตรา 18 พรบ. จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 ดังนั้น จึงยังถือเป็นบริษัทที่ประกอบกิจการสื่อมวลชนอยู่เพราะสามารถจะกลับมาดำเนินกิจการ ประกอบการพิมพ์เมื่อใดก็ได้
&amp;nbsp;
กรณีนี้สามารถเทียบเคียงได้กับคุณทวีป ขวัญบุรี ผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคพลังประชารัฐ ที่ถูกศาลฎีกาตัดสิทธิการเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. เพราะยังไม่ได้จดแจ้งยกเลิกแบบเดียวกับคุณธนาธร แม้ว่าจะหยุดพิมพ์หนังสือกว่า 20 ปีแล้วก็ตาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การมีใบอนุญาตฯ อยู่ทำให้เจ้าของใบอนุญาตมีความสามารถตามกฎหมายพิมพ์อะไร พิมพ์เมื่อใดก็ได้ ซึ่งหากบริษัทวีลัคประสงค์จะเลิกกิจการสื่อและหยุดพิมพ์สิ่งพิมพ์ใดๆ เหตุใดจึงไม่แจ้งยกเลิกตามมาตรา 18 พรบ. จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 ซึ่งจะเป็นระยะเวลาก่อนวันที่ 30 ธ.ค. 62 (คำนวณจากกำหนด 30 วันหลังจากวันสุดท้ายที่พิมพ์นิตยสาร JIBjib เล่มสุดท้าย คือ วันที่ 30 พ.ย. 61)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ลองนึกภาพ หากเราต้องการป้องกันอันตรายในการขับขี่รถยนต์ของบุคคลไร้ความสามารถ เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยทั้งตัวผู้ขับขี่เองและผู้อื่น เราคงไม่ทำแค่ริบรถ ริบกุญแจรถ แต่เราคงทำถึงการเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของเขา เพราะแค่เขาไม่มีรถ เขายังสามารถใช้ถนน ขับขี่รถโดยถูกกฎหมายได้โดยอาจยืม/เช่ารถคนอื่นมาขับเมื่อใดก็ได้เพราะเขายังมีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์อยู่ แล้วแบบนี้เขาและผู้อื่นก็ยังมีโอกาสได้รับอันตรายได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ก่อนทำการตั้งข้อสังเกต คุณธนาธรควรกลับไปทำความเข้าใจถึงข้อแตกต่างของหลักการพิจารณาคดีแบบกล่าวหากับแบบไต่สวนให้ถ่องแท้และไม่ใช้สับสน รวมถึงศึกษาวิธีการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีวิธีการเฉพาะ มีบัญญัติไว้ในชัดเจนในพรป. ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 และ ข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2562
&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ข้อสังเกตของอ้นคือ คุณธนาธรมีความถนัดในการตั้งข้อสังเกตหรือข้อวิจารณ์ในประเด็นต่างๆ ฝ่ายเดียว &amp;nbsp; คุณธนาธรมักร้องขอโอกาสแต่เมื่อมีโอกาสกลับไม่ใช้มัน &amp;nbsp;คุณธนาธรร้องขอให้ศาลนัดไต่สวนพยานบุคคล และศาลก็ได้ให้โอกาสและให้เวลาเตรียมตัวล่วงหน้า แต่เมื่อถึงวันไต่สวนพยาน ในเวลาที่คุณธนาธรมีโอกาสที่จะนำเสนอข้อมูลพยานหลักฐานเพื่อให้เกิดการตรวจสอบและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองนั้น คุณธนาธรกลับจำข้อมูลไม่ได้ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องสำคัญ&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ล่าสุดที่คุณธนาธรมีความพยายามที่จะเข้ามาใน กมธ. พิจารณาร่าง พรบ. งบประมาณ และเมื่อได้มีโอกาสเข้ามาแล้ว คุณธนาธรก็ชิงลาออกกลางครัน ซึ่งหากจะอดทนและตั้งใจ ไม่รีบด่วนลาออก &amp;nbsp;ก็เชื่อว่าคุณธนาธรจะได้ข้อมูลจาก กมธ. ชุดดังกล่าว เช่น งบประมาณของทหารที่มีรายละเอียดครบถ้วน ผ่านการอภิปราย โต้แย้งด้วยเหตุผล มีการชี้แจงข้อเท็จจริงจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ทำให้คุณธนาธรสามารถมาอธิบายให้ประชาชนเข้าใจได้ถูกต้องชัดเจนมากกว่าการแสดงความเห็น วิจารณ์งบดังกล่าวจากข้อมูลที่ทำความเข้าใจอยู่คนเดียว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51706</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีหุ้นสื่อ, ทิพานัน ศิริชนะ, ธนาธร, รองโฆษกพลังประชารัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191203/image_big_5de651c8b2e04.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47051</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2019 16:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2019 16:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตายแน่!รองโฆษกพปชร.จับพิรุธ&#039;ทอน&#039;คิดช้า3เดือน  ถามหาอีเมลถึงบริษัททำBlind Trust อยู่ไหน เชื่อแค่แก้ตัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;​&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ต.ค.62- น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ชี้แจงว่าได้ทำหนังสือขอเลื่อนการปฏิบัติตามข้อตกลงในการโอนทรัพย์สินเข้า บลายทรัสต์ (Blind Trust) ตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2562 และส่งทางอีเมลให้บริษัทในวันที่ 26 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมาว่า จดหมายที่นายธนาธรเปิดเผยนั้นอาจเป็นเพียงจดหมายส่วนตัวเพื่อขอโทษที่ไม่ทำตามข้อตกลงนำทรัพย์สินเข้าบลายทรัสต์เท่านั้น ไม่น่าจะเป็นหนังสือขอเลื่อนการปฏิบัติตามข้อตกลงตามที่กล่าวอ้าง เพราะจดหมายส่วนตัวดังกล่าวลงวันที่ 22 สิงหาคม 2562 หลังจากวันที่นายธนาธรทราบคำสั่งศาลให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ส.ส. ถึง 3 เดือน และจดหมายส่วนตัวดังกล่าวใช้เวลาเกือบ 1 สัปดาห์ในการส่งทางอีเมลโดยที่ไม่แสดงหลักฐานการส่งอีเมลด้วย การที่นายธนาธรโพสต์ข้อความพร้อมจดหมายดังกล่าวน่าจะหวังผลในการประชาสัมพันธ์ชวนเชื่อกู้ภาพลักษณ์ของตน เพราะจดหมายดังกล่าวไม่มีผลทางกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;น.ส.ทิพานัน กล่าวต่อว่า เมื่ออ่านและแปลใจความย่อหน้าที่ 3 โดยละเอียด สามารถเข้าใจว่าจดหมายนี้กล่าวถึงการพักการดำเนินการตามแผนในกรณีที่นายธนาธรถูกตัดสิทธิ์ในฐานะสมาชิกรัฐสภาเหตุขาดคุณสมบัติ (disqualify) ไม่ใช่จดหมายการขอเลื่อนการปฏิบัติตามข้อตกลงเพราะถูกศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ส.ส.ชั่วคราว (suspension) ตามที่เคยอ้าง และเมื่ออ่านข้อความต่อมาในย่อหน้าเดียวกัน ที่ระบุว่า &amp;nbsp;&amp;ldquo;หากศาลรัฐธรรมนูญอนุญาตให้ผมกลับมาทำหน้าที่สมาชิกรัฐสภาตามเดิม เราจะลงนามในสัญญาและเริ่มต้นการบังคับใช้แผนการดังกล่าวโดยเร็วที่สุด&amp;rdquo; นั้น เมื่อพิจารณาความหมายในประโยค &amp;ldquo;... we would sign the deals ...&amp;rdquo; จึงเกิดความสงสัยว่าที่ผ่านมานายธนาธรได้ลงนามแล้วจริงหรือไม่ หรืออาจมีการทำหนังสือทางการเพื่อขอยกเลิก MOU ที่ลงนามโชว์สื่อไปแล้ว ดังนั้นจึงต้องมีการลงนามในสัญญาหากศาลรัฐธรรมนูญอนุญาตให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;น.ส.ทิพานัน ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า การเปิดเผยเพื่อความโปร่งใส ควรเป็นการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนทราบก่อนที่ข้อมูลนั้นจะถูกเปิดเผยและตั้งคำถามโดยสาธารณชน การที่นายธนาธรชี้แจงรายละเอียดเป็นเพียงการตอบคำถามที่ประชาชนสงสัยถึงปมการปกปิดข้อมูลเท่านั้น ไม่น่าจะถือว่าเป็นมาตรฐานจริยธรรมทางการเมืองใหม่ที่มีความโปร่งใสหรือเปิดเผยแต่อย่างใด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47051</URL_LINK>
                <HASHTAG>(Blind trust, จับพิรุธ, ทิพานัน ศิริชนะ, ธนาธร จึงรุงเรืองกิจ, รองโฆษกพลังประชารัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190916/image_big_5d7ef30bb66c3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
