<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120306</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 13:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 13:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตำรวจเร่งรวบรวบข้อมูลฟันแก๊งดูดเงินในบัญชี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ต.ค.2564 &amp;nbsp;- &amp;nbsp;พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงกรณีมิจฉาชีพหักเงินจากบัญชีธนาคารสร้างความเสียหายกว่าร้อยล้านบาท ว่า แม้ธนาคารจะรับเป็นผู้เสียหายในกรณีที่คนร้ายหักเงินจากบัญชีธนาคารและบัตรเครดิตของประชาชนจำนวนมาก แต่ก็ไม่ตัดสิทธิประชาชน ที่อาจมีความวิตกกังวล ยังสามารถเข้าแจ้งความกับตำรวจได้ทุกพื้นที่ ซึ่งตำรวจและธนาคาร จะประสานงานร่วมกัน เพื่อรวบรวมข้อมูลผู้เสียหาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แผนประทุษกรรมที่เกิดขึ้น ต้องรอความชัดเจนจากทางธนาคารอีกครั้ง ว่าเกิดจากการกระทำของส่วนใด หรือมีข้อมูลส่วนใดรั่วไหลหรือไม่ แต่ข้อมูลจากทางธนาคารเบื้องต้น พบว่าส่วนใหญ่มีการกระทำผิดจากต่างประเทศ แต่ก็ยังไม่ตัดประเด็นผู้ก่อเหตุในไทยด้วยเช่นกัน ซึ่งแนวทางการป้องกันเหตุเกิดซ้ำ แนะให้ประชาชนยกเลิกการผูกบัญชีธนาคารกับแอปพลิเคชั่นต่างๆ และตั้งจำกัดวงเงิน เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้ง เตือนผู้ที่รับจ้างเปิดบัญชี และขายบัญชี ที่อาจเกิดปัญหาลักษณะเดียวกันขึ้นได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า ในส่วนของพื้นที่กรุงเทพมหานคร ช่วง 2 วันที่ผ่านมา มีผู้เข้าแจ้งความกับตำรวจพื้นที่รวม 15 คน ความเสียหายกว่า 2 แสนบาท ขณะเดียวกัน ให้แต่ละกองบังคับการมอบหมายรองผู้บังคับการสอบสวน เป็นหัวหน้ารวบรวมคดีที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ส่งต่อไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกครั้ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120306</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัตรเครดิต, พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ, รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211020/image_big_616fb515df8f6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120286</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 11:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 11:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สตช.พร้อมดูแลความปลอดภัย-จราจรช่วงหยุดยาว21-24ต.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ต.ค.2564 - &amp;nbsp;พ.ต.อ.หญิง ศิริกุล กฤตพิทยบูรณ์ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติกำหนดวันหยุดราชการเพิ่มเป็นกรณีพิเศษ รวมถึงการเลื่อนวันหยุดราชการประจำปี 2564 และการประกาศวันหยุดประจำภูมิภาค (ภาคกลาง) โดยได้กำหนดให้วันที่ 22-24 ต.ค.2564 เป็นวันหยุดราชการเพิ่มเติมพร้อมกันทั่วประเทศ สำหรับในส่วนของภาคกลางได้มีการประกาศเพิ่มวันหยุดประจำภูมิภาคเพิ่มอีก 1 วัน คือ วันที่ 21 ต.ค. 64 ซึ่งเป็นวันออกพรรษาประจำปี 2564 ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นวันหยุดราชการต่อเนื่อง คาดว่าจะมีพี่น้องประชาชนเดินทางออกต่างจังหวัด เพื่อกลับภูมิลำเนา หรือไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.หญิง ศิริกุลกล่าวต่อว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตระหนักถึงความสำคัญ และห่วงใยพี่น้องประชาชน จึงสั่งการไปยังทุกหน่วยในสังกัดที่เกี่ยวข้อง ให้เตรียมความพร้อมในการดูแลและอำนวยความสะดวกด้านการจราจร ในช่วงวันหยุดราชการติดต่อกัน และให้จัดสายตรวจในการดูแลความปลอดภัยบ้านที่อยู่อาศัยและ สถานประกอบการต่าง ๆ ที่ปิดทำการ เพื่อป้องกันอาชญากรรม รวมถึงการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการปฏิบัติงานตามสถานที่ต่างๆ หรือสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ พร้อมทั้งให้ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้แก่ พี่น้องประชาชน เพื่อปฏิบัติตนตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 35) รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของยานพาหนะที่ใช้สำหรับเดินทาง การตรวจสอบเส้นทางก่อนออกเดินทาง เนื่องจากในบางพื้นที่ยังมีปัญหาน้ำท่วมขังบนพื้นผิวการจราจร รวมถึงการดูแลสุขภาพของผู้ที่จะเดินทาง โดยเฉพาะคนขับควรมีการพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ขณะขับขี่ หรือโดยสาร ตลอดการเดินทาง อีกทั้งเน้นย้ำในการปฏิบัติตนตามมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สามารถแจ้งเบาะแสการกระทำความผิด รวมทั้งเหตุ บุคคลและวัตถุต้องสงสัย หรือต้องการขอความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ โดยแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่หรือทางหมายเลขสายด่วน 191 สำหรับผู้ที่ต้องการสอบถามเส้นทางการจราจรสามารถสอบถามมายังสายด่วนตำรวจทางหลวง 1193 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120286</URL_LINK>
                <HASHTAG>22-24 ต.ค., คณะรัฐมนตรี, ครม., พ.ต.อ.หญิง ศิริกุล กฤตพิทยบูรณ์, รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211020/image_big_616f9aee02f4d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120284</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 11:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 11:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;รัก โลภ หลง&#039; ภัยหลอกหลวงบนโลกเสมือนจริง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ต.ค. 2564 - พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ตามที่ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ได้มีนโยบายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แจ้งเตือนและประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนรู้เท่าทันถึงอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสืบสวนจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดนั้น พบว่าการสร้างความสัมพันธ์ หลอกลวงเหยื่อในลักษณะฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นคนอื่นให้เกิดความรัก มีทั้งหลอกรักออนไลน์ ,หลอกรักชวนลงทุน &amp;nbsp;และการข่มขู่กรรโชกทางเพศ &amp;nbsp;ซึ่งมักใช้วิธีการนำภาพผู้อื่นมาสร้างบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ด้วยข้อมูลเท็จ ทำทีเข้ามาสร้างความสัมพันธ์ หลอกล่อด้วยวิธีการต่าง ๆ มากมาย ทำให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินเงินทอง ไปจนถึงความรัก จนเหยื่อยอมมอบทรัพย์สินให้ หรือยอมถ่ายคลิปลับของตนส่งไปให้คนร้าย และท้ายที่สุดคนร้ายก็จะตัดขาดการติดต่อจากผู้เสียหาย หรือนำคลิปลับมาข่มขู่เรียกเอาเงินจากผู้เสียหาย &amp;nbsp;ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีการแจ้งเตือนประชาชนเกี่ยวกับอาชญากรรมในรูปแบบดังกล่าวและจับกุมผู้กระทำผิดอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด แต่ปรากฏว่ายังมีพี่น้องประชาชนจำนวนมากยังคงตกเป็นเหยื่ออยู่ ไม่ว่าจะเป็น วัยรุ่น วัยทำงาน หรือแม้แต่ผู้สูงอายุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอมาย้ำเตือนพี่น้องประชาชนให้รู้เท่าทันถึงการฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นผ่านสื่อออนไลน์ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 รูปแบบหลัก ดังนี้ 1. &amp;ldquo;หลอกให้เกิดความรัก&amp;rdquo; ใช้ภาพของบุคคลที่น่าตาดี หล่อ สวย สร้างโปรไฟล์ปลอมให้ดูน่าเชื่อถือ จากนั้นส่งข้อความถึงเป้าหมาย เพื่อสร้างความสัมพันธ์ในเชิงชู้สาว หลอกให้เกิดความรัก ขอทรัพย์สินเป็นของขวัญ หรืออ้างว่าตนเองหรือบุคคลในครอบครัวต้องรับการรักษาที่โรงพยาบาล แต่ไม่มีเงินเพียงพอ จนเหยื่อหลงเชื่อมอบทรัพย์สินให้เป็นจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. &amp;ldquo;หลอกให้เกิดความโลภ&amp;rdquo; ใช้ภาพของบุคคลที่น่าเชื่อถือ สร้างโปรไฟล์ปลอมให้ดูเหมือนเป็นนักลงทุน มีทรัพย์สินจำนวนมาก จากนั้นส่งข้อความถึงเป้าหมาย เพื่อสร้างความสัมพันธ์ในเชิงธุรกิจ หลอกให้เกิดความโลภ อ้างว่ามีช่องทางการลงทุนที่ได้รับผลตอบแทนสูง โดยใช้แอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ลงทุนปลอม หลอกให้เหยื่อสมัครลงทุนที่ไม่มีอยู่จริง หรือได้รับสัมปทานจากรัฐ ซึ่งเป็นข้อมูลเฉพาะคนรู้จักเท่านั้น ไม่เปิดเผยต่อคนภายนอก หรืออ้างว่ามีทรัพย์สินของตนจำนวนมาก ติดอยู่ที่ศุลกากร จำเป็นต้องจ่ายภาษี จึงขอให้ผู้เสียหายชำระเงินภาษีให้ โดยอ้างว่าจะให้ผลตอบแทนจำนวนมาก ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาไม่มีอยู่จริง จนทำให้เหยื่อหลงเชื่อมอบทรัพย์สินให้คนร้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.&amp;ldquo;หลอกให้เกิดความหลง&amp;rdquo; คล้ายคลึงกับการหลอกรัก คือ การใช้ภาพของคนที่หน้าตาดี รูปร่างดี หลอกล่อชักชวนเหยื่อในประเด็นทางเพศ เช่น การส่งรูปหรือคลิปขณะช่วยตัวเอง ซึ่งอ้างว่าเป็นของตน ไปให้กับเหยื่อ และหลอกให้เหยื่อส่งรูปหรือคลิปลับกลับมาให้กับคนร้าย หรือการขอให้เปิดกล้องวีดิโอคอล และหลอกให้เหยื่อถอดเสื้อผ้า จากนั้นคนร้ายจะบันทึกรูปและคลิปของเหยื่อ มาข่มขู่เหยื่อว่าหากไม่ยอมมอบทรัพย์สินหรือถ่ายคลิปส่งมาให้อีก จะนำคลิปทั้งหมดไปปล่อยในเว็บไซต์ จนเหยื่อเกิดความกลัว ยอมมอบทรัพย์สินหรือถ่ายคลิปเพิ่มเติมให้คนร้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยส่วนตัวผู้กระทำความผิด ที่ได้มีการแอบอ้างนำภาพของบุคคลอื่นมาใช้ ในการฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น จะมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14 วรรคสอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และความผิดตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องตามพฤติการณ์ของคนร้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน อย่าหลงเชื่อ โอนเงิน ถ่ายคลิปลับ มอบสิ่งของ กับบุคคลในโลกออนไลน์ โดยที่ไม่เคยรู้จักหรือพบตัวจริงของบุคคลดังกล่าว หรือมีพฤติกรรมดังที่กล่าวไว้ข้างต้น เพราะอาจตกเป็นเหยื่อจากการหลอกลวงดังกล่าวได้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120284</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ, พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข, รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, อาชญากรรมทางเทคโนโลยี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211020/image_big_616f9933e4e3e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118959</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/10/2021 14:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/10/2021 14:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จำไว้&#039;โพสต์-แชร์&#039;ภาพ-คลิปความรุนแรง&#039;คุก-ปรับ&#039;นะจ๊ะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ต.ค.64 - พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนะเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีการโพสต์ การแชร์ ภาพหรือคลิปวิดีโอการกระทำที่ไม่เหมาะสมหรือการใช้ความรุนแรงบนสื่อสังคมออนไลน์ ว่าในปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์เป็นพื้นที่ที่ให้ผู้คนเข้ามาบอกเล่าและแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ได้อย่างอิสระนั้น ก็มีผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์บางคน เลือกนำเสนอคลิปหรือภาพถ่าย ในลักษณะการทำเรื่องที่ไม่เหมาะสม เช่น การใช้ความรุนแรง การกลั่นแกล้ง เป็นต้น ซึ่งประเด็นดังกล่าวล้วนส่งผลกระทบกับทั้งผู้ถูกกระทำและผู้ที่พบเห็น โดยในปัจจุบันก็มีการต่อต้านการกระทำลักษณะดังกล่าวมากขึ้น ดังเช่น กรณีที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2564 ได้มีผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์รายหนึ่งโพสต์ภาพการผูกคอเด็กกับประตูห้อง เพื่อเรียกร้องความสนใจจากภรรยาที่แยกกันอยู่ ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์จากผู้ที่พบเห็นโพสต์และมีการแสดงความคิดเห็นต่อต้านเป็นจำนวนมาก ซึ่งต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามเรื่องดังกล่าว จนพบตัวผู้กระทำความผิดแล้ว และจะดำเนินการตามกระบวนทางกฎหมายอย่างถึงที่สุดต่อไป ซึ่งการกระทำลักษณะดังกล่าวนอกจากจะกระทบกระเทือนจิตใจผู้ที่พบเห็นแล้ว อาจก่อให้เกิดพฤติกรรมการลอกเลียนแบบได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การกระทำลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท ส่วนในกรณีภาพหรือคลิปที่ปรากฏการกระทำที่ไม่เหมาะสมหรือการกระทำที่ผิดกฎหมาอื่นๆ นั้น ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ถ่ายคลิปหรือผู้ที่ส่งเสริม รวมถึงผู้ที่โพสต์และแชร์คลิป ก็อาจมีความผิดในการเป็นผู้สนับสนุน ซึ่งมีโทษ 2 ใน 3 ส่วนจากโทษของการกระทำความผิด และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอฝากเตือนในเรื่องการกระทำที่ไม่เหมาะสมบนโลกออนไลน์ ควรไตร่ตรองให้ดีก่อนโพสต์ แชร์ หรือแสดงความคิดเห็น ให้แน่ใจว่าการกระทำดังกล่าวไม่เป็นการละเมิดสิทธิหรือส่งกระทบต่อผู้อื่น โดยเฉพาะกรณีที่เกิดขึ้นกับเด็กซึ่งได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 และตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิเด็กและเยาวชนขององค์การสหประชาชาติ เพราะหากความผิดเกิดขึ้นแล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้อง จนถึงที่สุดโดยไม่มีข้อยกเว้น และฝากเตือนเพิ่มเติมถึงผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ เมื่อพบเห็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมบนสื่อสังคมออนไลน์ อย่าเข้าไปดู แสดงความคิดเห็น โพสต์ หรือแชร์ต่อ &amp;nbsp;เนื่องจากทุกคนล้วนเป็นส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว &amp;nbsp;นอกจากนี้หากพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งไปยัง Call Center สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หมายเลขโทรศัพท์ 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118959</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลิป, พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนะเจริญ, ภาพ, รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, รแชร์, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211006/image_big_615d4a04d0c8a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118258</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผบ.ตร.สั่งปราบ หนี้นอกระบบ ดอกเบี้ยโหด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผบ.ตร.สั่งการตำรวจทุกพื้นที่ให้การช่วยเหลือประชาชนที่โดนเอาเปรียบจากการทวงถามหนี้ผิดกฏหมาย เร่งดำเนินการปราบปรามผู้มีอิทธิพลหรือกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์ให้ประชาชนกู้ยืมเงินโดยผิดกฎหมาย เรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 29 ก.ย.2564 พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีตามที่สื่อสังคมออนไลน์นำเสนอข่าวลูกหนี้ต้องหนีไปซ่อนในป่าหลบแก๊งทวงหนี้ในพื้นที่ อ.นางรอง จว.บุรีรัมย์นั้น ซึ่งทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เล็งเห็นความสำคัญและมีความห่วงใยประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการกู้เงินนอกระบบ ถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกทวงถามหนี้โดยผิดกฎหมาย จึงกำชับไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน มีมาตรการในการให้ความช่วยเหลือประชาชนและการสืบสวนปราบปราม ดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างจริงจัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุดทาง พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.ปิยะ อุทาโย รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ/ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปน.ตร.) ลงไปกำกับดูแลการปฏิบัติของหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องทุกพื้นที่ ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการถูกเอารัดเอาเปรียบและการทวงถามหนี้โดยผิดกฎหมาย ทำการสืบสวนหาข่าวการกระทำความผิดในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ปราบปรามดำเนินคดีกับผู้มีอิทธิพล บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์ให้ประชาชนกู้ยืมเงินโดยผิดกฎหมาย เรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด หรือมีลักษณะเป็นการทำสัญญาเอารัดเอาเปรียบประชาชน การทวงถามหนี้โดยผิดกฎหมาย หรือการกู้ยืมเงินที่มีลักษณะเป็นการฉ้อโกงประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวต่ออีกว่า ในส่วนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการถูกทวงถามหนี้โดยผิดกฎหมายในพื้นที่ อ.นางรอง จว.บุรีรัมย์ ตามที่สื่อออนไลน์ได้นำเสนอ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นางรองได้เข้าให้ความช่วยเหลือ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรับแจ้งความเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ผ่านมาตั้งแต่ 1 ม.ค.2564-ปัจจุบัน ศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปน.ตร.) มีผลการดำเนินการสืบสวนปราบปรามนายทุนเงินกู้นอกระบบ และรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน รวมทั้งสิ้นกว่า 1,900 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จจำนวนเกือบ 1,700 เรื่อง อยู่ระหว่างดำเนินการกว่า 200 เรื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการแจ้งเบาะแส สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชั้น 3 อาคาร 1 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ถนนสาทรเหนือ เขตบางรัก กรุงเทพฯ หรือโทรศัพท์สายด่วน 1599 หรือที่สถานีตำรวจทุกแห่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118258</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ, รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191005/image_big_5d987f4a1f9c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118195</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2021 11:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2021 11:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตำรวจไม่อยู่เฉย’บิ๊กปั๊ด’สั่งปราบหนี้นอกระบบดอกเบี้ยโหด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ย.2564 - พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีสื่อสังคมออนไลน์นำเสนอข่าวลูกหนี้ต้องหนีไปซ่อนในป่าหลบแก๊งทวงหนี้ในพื้นที่ อ.นางรอง จว.บุรีรัมย์ ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เล็งเห็นความสำคัญและมีความห่วงใยประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการกู้เงินนอกระบบ ถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกทวงถามหนี้โดยผิดกฎหมาย จึงกำชับไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน มีมาตรการในการให้ความช่วยเหลือประชาชนและการสืบสวนปราบปราม ดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างจริงจัง และ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.ปิยะ &amp;nbsp;อุทาโย รอง ผบ.ตร. ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปน.ตร.) ลงไปกำกับ ดูแลการปฏิบัติหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องทุกพื้นที่ ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการถูกเอารัดเอาเปรียบและการทวงถามหนี้โดยผิดกฎหมาย ทำการสืบสวนหาข่าวการกระทำความผิดในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ปราบปรามดำเนินคดีกับผู้มีอิทธิพล บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์ให้ประชาชนกู้ยืมเงินโดยผิดกฎหมาย เรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด หรือมีลักษณะเป็นการทำสัญญาเอารัดเอาเปรียบประชาชน การทวงถามหนี้โดยผิดกฎหมาย หรือการกู้ยืมเงินที่มีลักษณะเป็นการฉ้อโกงประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการถูกทวงถามหนี้โดยผิดกฎหมายในพื้นที่ อ.นางรอง &amp;nbsp;จ.บุรีรัมย์ ตามที่สื่อออนไลน์ได้นำเสนอ &amp;nbsp;ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นางรอง ได้เข้าให้ความช่วยเหลือพร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรับแจ้งความเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวว่า ที่ผ่านมาตั้งแต่ 1 ม.ค.64 &amp;ndash; ปัจจุบัน ศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ศปน.ตร.) มีผลการดำเนินการสืบสวนปราบปรามนายทุนเงินกู้นอกระบบ และรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน รวมทั้งสิ้นกว่า 1,900 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จจำนวนเกือบ 1,700 เรื่อง อยู่ระหว่างดำเนินการกว่า 200 เรื่อง ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการแจ้งเบาะแส สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชั้น 3 อาคาร 1 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ถนนสาทรเหนือ เขตบางรัก กรุงเทพฯ หรือโทรศัพท์ สายด่วน 1599 หรือที่สถานีตำรวจทุกแห่ง ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118195</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกรัฐมนตรี, พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, ลูกหนี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210929/image_big_6153e9238ce59.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118192</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2021 10:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2021 10:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แจง4รูปแบบอาชญากรรมออนไลน์ที่เด็กมักตกเป็นเหยื่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ย.2564 - พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ตามที่ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ได้มีนโยบายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แจ้งเตือนและประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนรู้เท่าทันถึงอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสืบสวนจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดนั้น &amp;nbsp;ในปัจจุบันเด็กหรือเยาวชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและโลกอินเตอร์เน็ตได้มากขึ้น &amp;nbsp;ซึ่งอาจทำให้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ในหลายรูปแบบ เพราะด้วยวัยที่ยังเป็นเด็ก ยังขาดในเรื่องของการใช้ความระมัดระวัง จึงอาจตกเป็นเป้าหมายที่หลอกล่อง่าย ในขณะที่ผู้ปกครองบางส่วนยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีและอินเตอร์เน็ต ทำให้ไม่สามารถให้ความรู้หรือคำแนะนำแก่เด็กเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีและอินเตอร์เน็ตอย่างไรให้ปลอดภัย&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอแนะนำและให้ความรู้เกี่ยวกับรูปแบบของอาชญากรรมออนไลน์ที่มักเกิดขึ้นบ่อยครั้งในปัจจุบัน ต่อเด็กหรือเยาวชน ดังนี้ 1.การเข้าถึงเว็บไซต์ที่มีลักษณะเนื้อหาไม่เหมาะสม เช่น ลามกอนาจาร การพนัน หรือการใช้ความความรุนแรงในลักษณะต่างๆ เป็นต้น แต่เนื่องจากเด็ก เยาวชนอาจยังขาดวุฒิภาวะในการแยกแยะข้อมูลที่ได้รับว่าสิ่งใดควรทำสิ่งใดไม่ควรทำ จึงอาจเกิดการรับรู้หรือเรียนรู้ในเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมดังกล่าวก่อนวัยอันควร และมีโอกาสที่จะมีพฤติกรรมเลียนแบบกลายเป็นคนชอบใช้ความรุนแรง เสพติดการพนัน หรือเกิดการเลียนแบบทำให้เกิดการล่วงละเมิดทางเพศในโรงเรียนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.การถูกหลอกเอาภาพที่ไม่เหมาะสมของเด็กและอาจนำไปสู่การบ่วงละเมิดทางเพศเด็ก เนื่องด้วยเด็กอาจจะขาดความระมัดระวังในการติดต่อสื่อสารทางสื่อสังคมออนไลน์กับบุคคลอื่น อาจทำให้เด็กถูกหลอกลวงจากคนร้ายที่แฝงตัวมาเป็นเพื่อนโลกออนไลน์ได้ง่าย ซึ่งอาชญากรรมส่วนใหญ่ที่เด็กตกเป็นเหยื่อในการหลอกลวงทางออนไลน์ คือการที่คนร้ายหลอกให้เด็กส่งภาพหรือวิดีโอคอลกับคนร้าย ในลักษณะที่เด็กไม่ได้สวมเสื้อผ้า หรือให้ถ่ายภาพในลักษณะลามกส่งให้คนร้าย จากนั้นคนร้ายก็จะติดต่อหาผู้ปกครองเพื่อข่มขู่เอาเงิน หรือนำภาพของเด็กที่ได้ไปขายตามเว็บไซต์ต่าง ๆ นอกจากนี้อาจมีการหลอกลวงให้เด็กไปพบและมีการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.การถูกหลอกลวงในการซื้อสินค้า บริการหรือ ไอเทมเกม จะเกิดขึ้นกับเด็กที่ผู้ปกครองเปิดบัญชีธนาคารออนไลน์ให้กับเด็ก หรือ ผูกบัตรเครดิตกับโทรศัพท์ที่เด็กใช้งาน เนื่องด้วยการซื้อสินค้า บริการ หรือ ไอเทมเกมในปัจจุบันมีขั้นตอนในการชำระเงินที่ง่ายมาก ดังนั้นหากผู้ปกครองไม่ระมัดระวัง ไม่กำหนดมาตรการในการชำระเงินที่รัดกุม อาจทำให้เด็กถูกล่อลวงได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.การล่วงละเมิดบุคคลอื่นทางสื่อสังคมออนไลน์ ด้วยการกลั่นแกล้งระรานในโลกไซเบอร์ (Cyber bullying) การทะเลาะหรือล้อเลียน กลั่นแกล้งดังกล่าวระหว่างเพื่อนของเด็กหรือคนรู้จักมักเกิดขึ้นได้ง่าย และข้อมูลที่กลั่นแกล้งอาจกระจายเป็นวงกว้าง อาจทำให้บุคคลที่ถูกกลั่นแกล้งได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจจนนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าจนอาจนำไปสู่เหตุการณ์ร้ายแรงอย่างอื่นได้ และแม้ผู้ก่อเหตุจะเป็นเด็กก็อาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.ศิริวัฒน์กล่าวต่อไปอีกว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใย เด็กหรือเยาวชน เป็นอย่างยิ่ง จึงขอความร่วมมือผู้ปกครอง พ่อ แม่ ตลอดจน ครู อาจารย์ ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลการเข้าถึงสื่อออนไลน์ของเด็กๆ ให้ช่วยกัน ให้ความรู้ และเฝ้าระมัดระวังและสอดส่อง ดูแล การใช้เทคโนโลยีและอินเตอร์เน็ตของเด็กให้เป็นไปตามวัยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อตัวเด็ก และปัจจุบันผู้ให้บริการเว็บไซต์และแอปพลิเคชันต่าง ๆ มีฟังก์ชันที่สามารถช่วยให้ผู้ปกครองสามารถติดตามและควบคุมการใช้งานอินเตอร์เน็ตของบุตรหลาน ตลอดจนควบคุมไม่ให้เข้าถึงข้อมูลที่ไม่เหมาะสมกับวัยของเด็ก ให้ผู้ปกครองได้เลือกใช้เป็นจำนวนมาก หากเป็นกรณีการซื้อของในร้านค้าออนไลน์ ผู้ปกครองควรร่วมกับบุตรหลานในการตรวจสอบข้อมูลร้านค้าเพื่อไม่ให้ถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพ หากทำได้ดังกล่าว เชื่อว่าจะช่วยให้เด็กและเยาวชนสามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตและเทคโนโลยีต่าง ๆ ได้อย่างปลอดภัย และไม่ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมในโลกออนไลน์
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ขอความร่วมมือมายังพี่น้องประชาชน หากพบเห็นเว็บไซต์ใดที่มาการนำเสนอข้อมูลที่ผิดกฎหมายและอาจเป็นภัยกับเด็กและเยาวชน กรุณาแจ้งเบาะแสไปยังสายด่วน 191 และสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118192</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผบ.ตร., พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ, พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข, รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, อาชญากรรมทางเทคโนโลยี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210929/image_big_6153e2e0288dc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
