<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107662</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2021 23:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/06/2021 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชื่นชมกษัตริย์ภูฏานเสด็จพื้นที่ห่างไกลเพื่อคุมมาตรการสกัดโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ตลอดเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา ที่เสด็จบุกป่าฝ่าภูเขาสูงไปทรงตรวจเยี่ยมเจ้าหน้าที่และพสกนิกร เพื่อทรงกำกับดูแลมาตรการควบคุมโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้ภูฏานมีผู้เสียชีวิตเพราะโรคระบาดนี้เพียงคนเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งภูฏาน ระหว่างพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2551 (Photo by Paula Bronstein/Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รอยเตอร์รายงานถึงพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ซึ่งพระชนมพรรษา 41 พรรษา ตลอดช่วงเวลา 14 เดือนที่ผ่านมา โดยอ้างจากคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีโลเท เชอริง, ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำภูฏาน และภาพที่เผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียของกษัตริย์หนุ่มแห่งภูฏานแห่งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาพที่ปรากฏทางอินสตาแกรมอย่างเป็นทางการของพระองค์ มีทั้งพระบรมฉายาลักษณ์ขณะเสด็จตรวจเยี่ยมเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ใกล้ชายแดนอินเดีย ที่คลื่นการระบาดของโควิด-19 ลูกที่ 2 เมื่อกว่า 2 เดือนที่ผ่านมาทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตในอินเดียเพิ่มขึ้นเกิน 2 เท่า รวมถึงภาพที่ทรงสะพายเป้สวมชุดประจำชาติของภูฏานเดินผ่านป่าที่เต็มไปด้วยทากและงู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพจาก Instagram / kingjigmekhesar&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานรอยเตอร์เมื่อวันศุกร์อ้างคำกล่าวของนายกฯ เชอริง ซึ่งเป็นแพทย์ด้วย ว่าเมื่อกษัตริย์เสด็จพระราชดำเนินเป็นระยะทางหลายไมล์แล้วไปเคาะประตู เพื่อเตือนประชาชนเกี่ยวกับโรคระบาดนี้ พระราชดำรัสที่อ่อนน้อมของพระองค์ได้รับความเคารพและเชื่อฟังอย่างจริงจังมาก การเสด็จมาเองของพระองค์ทรงพลังยิ่งกว่าการออกคำแนะนำต่อประชาชน การปรากฏพระองค์ทำให้พสกนิกรมั่นใจว่า พวกเขาไม่ได้ต่อสู้กับโรคระบาดนี้เพียงลำพัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภูฏานเปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญเมื่อปี 2551 แต่สถาบันกษัตริย์ยังคงเป็นที่รักและเคารพในหมู่พสกนิกร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานกล่าวด้วยว่า ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา กษัตริย์จิกมีทรงพระดำเนินนาน 5 วันผ่านเส้นทางบนพื้นที่สูง 4,343 เมตร เพื่อขอบคุณเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมูลฐานในพื้นที่ห่างไกล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพจาก Instagram / kingjigmekhesar&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักพระราชวังภูฏานปฏิเสธคำขอสัมภาษณ์ของรอยเตอร์ โดยเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังผู้หนึ่งกล่าวว่า ความหวาดกลัวมากที่สุดของพระองค์คือ หากโรคระบาดนี้ลุกลามเหมือนไฟป่า ประเทศของเราอาจหมดสิ้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเทศเล็กๆ บนเทือกเขาหิมาลัยที่มีชายแดนติดกับอินเดียและจีนแห่งนี้ มีประชากร 700,000 คน และมีสัดส่วนแพทย์เพียง 1 คนต่อประชากร 2,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กษัตริย์มีพระราชโอรสที่ยังทรงพระเยาว์ 2 พระองค์ การเดินทางไปยังพื้นที่ห่างไกลและเสี่ยงต่อโรคระบาดทำให้ทุกครั้งที่เสด็จกลับถึงกรุงทิมพู พระองค์ต้องประทับอยู่ภายในโรงแรมตามกฎระเบียบการกักกันโรค กษัตริย์จิกมีทรงได้รับการถวายฉีดวัคซีนเพียงโดสเดียว เหมือนกับพสกนิกรส่วนใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รุย เปาโล เด เฮซุส ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำภูฏาน กล่าวว่า กษัตริย์จิกมีเสด็จไปยังพื้นที่ชายแดนที่มีความเสี่ยงสูงทุกแห่งครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อติดตามมาตรการทุกอย่างที่วางไว้ และเพื่อให้แน่ใจว่ามีการปฏิบัติอย่างดีที่สุดภายใต้ทรัพยากรที่มีจำกัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงขณะนี้ภูฏานมีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แล้ว 2,013 คน เสียชีวิต 1 คน แต่ภูฏานกำลังประสบปัญหาขาดแคลนวัคซีน นายกฯ เชอริงกล่าวว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาฉีดวัคซีนแบบผสม เพราะหลังจากประชากรได้ฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าโดสแรกแล้ว 90% วัคซีนก็หมดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เส้นตายของการฉีดวัคซีนโดสที่ 2 โดยทิ้งช่วงไม่เกิน 12 สัปดาห์นั้นจะครบในเดือนมิถุนายนนี้แล้ว และรัฐบาลกำลังพยายามจัดหาวัคซีนจากแหล่งอื่นๆ มาเพิ่ม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107662</URL_LINK>
                <HASHTAG>กษัตริย์ภูฏาน, คุมมาตรการโควิด, รอยเตอร์, สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก, เสด็จพื้นที่ห่างไกล, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210625/image_big_60d60835303f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36969</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2019 22:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2019 21:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เมียนมาแอบปล่อยตัว 7 ทหารฆ่าหมู่โรฮีนจา ได้นอนคุกไม่ถึง 1 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รอยเตอร์เผย กองทัพเมียนมาแอบปล่อยทหาร 7 นายที่โดนตัดสินจำคุก 10 ปีฐานฆ่าหมู่ชาวมุสลิมโรฮีนจา 10 ศพที่รัฐยะไข่เมื่อปี 2560 หลังจากทั้งหมดติดคุกได้ไม่ถึง 1 ปี ในขณะที่ 2 นักข่าวรอยเตอร์ทำสกู๊ปเปิดโปงกลับนอนคุกนานกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ วันที่ 16 กันยายน 2560 ผู้ลี้ภัยชาวมุสลิมโรฮีนจาในค่ายที่ตั้งอยู่บนดินแดนไร้ผู้ครอบครองระหว่างชายแดนบังกลาเทศและเมียนมา มองทหารเมียนมาเดินลาดตระเวน / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2562 อ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่เรือนจำ, อดีตนักโทษร่วมคุกแห่งนั้น และตัวทหารที่ได้รับอิสรภาพ ว่านายทหาร 4 นาย และพลทหาร 3 นายนี้ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำซิตตเวในรัฐยะไข่ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทหาร 7 นายนี้ถูกปลดประจำการและตัดสินคุมขังใช้แรงงานหนัก 10 ปีเมื่อเดือนเมษายน 2561 ฐานช่วยเหลือและมีส่วนร่วมในการฆาตกรรมผู้ชายและเด็กชายชาวโรฮีนจา 10 คน ที่หมู่บ้านอินดินในรัฐยะไข่เมื่อเดือนกันยายน 2560 ซึ่งเท่ากับว่าทั้งหมดเพิ่งรับโทษได้ไม่ถึง 1 ปี ในขณะที่วา โลน และจ่อ โซ อู สองนักข่าวรอยเตอร์ชาวเมียนมา ซึ่งถูกจับกุมคุมขังเมื่อเดือนธันวาคม 2560 และศาลตัดสินจำคุก 7 ปีฐานทำผิดกฎหมายความลับทางราชการ กลับติดคุกนานกว่า 16 เดือน ทั้งคู่เพิ่งได้รับอภัยโทษเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิน ไนง์ พัศดีเรือนจำซิตตเว และเจ้าหน้าที่เรือนจำอีกรายในกรุงเนปยีดอ ยืนยันกับรอยเตอร์ว่า ทหารกลุ่มนี้ถูกปล่อยตัวออกมานานหลายเดือนแล้ว เจ้าหน้าที่เรือนจำกล่าวว่า กองทัพลดหย่อนโทษให้พวกเขา แหล่งข่าวทั้งสองปฏิเสธจะให้รายละเอียดเพิ่มเติมโดยบอกว่า พวกเขาไม่รู้วันที่แน่นอนที่ทหารเหล่านี้ได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทหารกลุ่มนี้เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเพียงชุดเดียวที่กองทัพเมียนมาลงโทษสืบเนื่องจากปฏิบัติการปราบปรามในรัฐยะไข่เมื่อปี 2560 ที่ผลักดันให้ชาวมุสลิมโรฮีนจามากกว่า 730,000 คนหนีข้ามแดนไปบังกลาเทศ เจ้าหน้าที่สอบสวนขององค์การสหประชาชาติกล่าวว่า การปราบปรามของเมียนมาซึ่งรวมถึงการฆ่าหมู่, ข่มขืนหมู่ และวางเพลิง ถือเป็นการกระทำด้วยเจตนาล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลและกองทัพเมียนมาปฏิเสธคำกล่าวหาเหล่านี้ พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมา เคยอ้างถึงคดีของทหาร 7 นายนี้เมื่อปีที่แล้วว่า เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของเมียนมาที่กระทำผิดก็ต้องรับโทษ โฆษกกองทัพเมียนมาปฏิเสธจะตอบคำถามของรอยเตอร์เกี่ยวกับข่าวการปล่อยตัวทหาร 7 นายนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36969</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทหารเมียนมา, ปล่อยตัว, พม่า, พ้นคุก, รอยเตอร์, เมียนมา, โรฮีนจา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190527/image_big_5cebfb6253999.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24109</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ช็อก!กราดยิงตลาดฝรั่งเศส &#039;หนุ่มไทย&#039;โดนลูกหลงดับ1</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มือปืนกราดยิงคนใกล้ตลาดคริสต์มาสในเมืองสตราสบูร์กของฝรั่งเศส เสียชีวิต 3 บาดเจ็บ 13ราย บัวแก้วยืนยันนักท่องเที่ยวชายชาวไทยโดนลูกหลงดับ 1 ส่วนมือปืนยิงปะทะกับทหารได้รับบาดเจ็บแต่ยังหนีไปได้ ทางการส่งกำลัง 350 นายออกไล่ล่า พบคนร้ายมีชื่อในบัญชีเฝ้าระวังก่อการร้าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของสำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์เมื่อวันพุธที่ 12 ธันวาคม 2561 เปิดเผยว่า เหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งล่าสุดของยุโรปเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 20.00 น.วันอังคารตามเวลาท้องถิ่น (02.00 น.วันพุธของไทย) มือปืนเปิดฉากยิงใส่ผู้คนบนถนนพลุกพล่านสายหนึ่งติดกับตลาดคริสต์มาส ใกล้จัตุรัสเกลแบร์ในเมืองสตราสบูร์ก ทำให้ผู้คนที่ออกจับจ่ายซื้อของในตลาดคริสต์มาสและมารับประทานมื้อค่ำในละแวกนั้นเกิดความแตกตื่นวิ่งหนีกันอย่างอลหม่าน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คริสตอฟ กัสตาเนร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงเมื่อเช้าวันพุธว่า ทหารซึ่งปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนต่อต้านการก่อการร้ายในพื้นที่นั้นตามปรกติได้ยิงปะทะกับผู้ต้องสงสัย 2 ครั้ง ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ยังสามารถหลบหนีไปได้ หน่วยคอมมานโดพร้อมเฮลิคอปเตอร์ถูกส่งออกไล่ล่าคนร้าย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ใจกลางเมืองสตราสบูร์กและอาคารรัฐสภายุโรปถูกปิดตายเกือบตลอดทั้งคืน ระหว่างที่ตำรวจและทหารหลายร้อยนายออกค้นหาคนร้าย ซึ่งมีรายงานว่ามีปืนอัตโนมัติ 1 กระบอก และมีด 1 เล่มเป็นอาวุธ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; โรลองด์ รีแอส นายกเทศมนตรีสตราสบูร์ก เปิดเผยกับสถานีโทรทัศน์บีเอฟเอ็มว่า คนเสียชีวิต 3 คน บาดเจ็บ 13 คน โดยมี 8 คนอาการสาหัส เหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย แต่ไม่มีเด็กได้รับบาดเจ็บในเหตุการณ์นี้ โดยผู้เสียชีวิตคนหนึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย &amp;quot;บางคนโดนยิงที่ศีรษะ&amp;quot; เขากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; แถลงการณ์ของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในวันพุธระบุว่า คนร้ายมีชื่ออยู่ในบัญชี แฟ้มเอส ของตำรวจ หรือบัญชีเฝ้าจับบุคคลที่มีความคิดสุดโต่ง และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงกำลังตามล่าตัวเขา โดยมีตำรวจและสารวัตรทหาร 350 นายอยู่ในพื้นที่ พร้อมกำลังสนับสนุนจากเฮลิคอปเตอร์, หน่วยปฏิบัติการพิเศษ และทหารที่ถูกส่งวางกำลังทั่วฝรั่งเศสตามแผนปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายทั่วประเทศของรัฐบาลนับแต่ปี 2558 รัฐบาลฝรั่งเศสได้ยกระดับการเฝ้าระวังภัยด้านความมั่นคงเป็นระดับสูงสุด และสั่งเสริมการควบคุมบริเวณชายแดน รวมถึงเสริมการลาดตระเวนในตลาดคริสต์มาสทุกแห่งทั่วประเทศ ป้องกันการโจมตีเลียนแบบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โลรองต์ นูเนซ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุมูลเหตุจูงใจของคนร้ายได้ว่าเป็นการก่อการร้ายหรือไม่ มือปืนรายนี้เคยก่อคดีอาญาหลายคดี ซึ่งไม่ได้เชื่อมโยงกับคดีก่อการร้าย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอยเตอร์อ้างแหล่งข่าวด้านความมั่นคงว่า คนร้ายซึ่งอยู่ระหว่างหลบหนีนั้น เชื่อว่าคือเชริฟ เชกัตต์ ชายวัย 29 ปี เป็นชาวเมืองสตราสบูร์ก และมีชื่ออยู่ในบัญชีเฝ้าจับตาผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการก่อการร้าย แหล่งข่าวบอกกับเอเอฟพีว่า เดิมตำรวจเตรียมจับกุมตัวเขาเช้าวันอังคารในคดีพยายามฆ่า แต่เขาไม่อยู่ที่บ้าน บีบีซีอ้างรายงานของบีเอ็มเอ็มทีวีว่า ตำรวจเข้าตรวจค้นแฟลตของชายคนนี้ในเขตนอยดอร์ฟเมื่อเช้าวันอังคารเพื่อจับกุมคดีปล้นทรัพย์ แต่ไม่เจอตัวเขา พบแต่ระเบิดมือหลายลูก
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง ซึ่งรัฐบาลของเขาและกองกำลังฝ่ายความมั่นคงต้องรับมือกับสถานการณ์ม็อบเสื้อกั๊กเหลืองมายาวนานกว่า 1 เดือน ได้เรียกคณะรัฐมนตรีประชุมฉุกเฉินและเฝ้าติดตามสถานการณ์คืบหน้าอยู่ที่กรุงปารีส&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตลาดคริสต์มาสในเมืองสตราสบูร์กและสถานที่ประดับไฟสวยงามของเมืองนี้ ซึ่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำไรน์ตรงข้ามกับเยอรมนี เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดผู้คนมาเยี่ยมชมช่วงเทศกาลนี้ปีละนับแสนๆ คน ขณะเกิดเหตุนั้นร้านค้าในตลาดคริสต์มาสกำลังเตรียมเก็บร้าน และร้านอาหารหลายร้านมีผู้ใช้บริการกันเต็มร้าน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชาวอเมริกันชื่อเอลิซาเบธ ออสเตอร์วิสช์ ซึ่งหลบอยู่ชั้นบนสุดของห้างแกเลอรีส์ลาฟาแยตต์ กล่าวว่า ช่วงแรกยังเกิดความสับสนกันว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ห้างได้ล็อกประตูทางเข้าอย่างรวดเร็วหลังจากมีเสียงปืนดังขึ้น ส่วนผู้สื่อข่าวของรอยเตอร์คนหนึ่งซึ่งถูกพาไปหลบซ่อนในชั้นใต้ดินของซูเปอร์มาร์เก็ตพร้อมกับคนอีก 30-40 คนกล่าวว่า พวกเขาต้องรอให้ตำรวจเข้าเคลียร์พื้นที่ ไฟถูกดับลง และแต่ละคนได้รับแจกขวดน้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอมมานูเอล มอเรล สมาชิกรัฐสภายุโรปซึ่งอยู่ระหว่างเปิดสมัยประชุมที่เมืองสตราสบูร์ก ทวีตว่าเขาได้ยินเสียงปืนหลายนัด เมื่อมองจากหน้าต่างโรงแรมเห็นคนที่เดินผ่านไปมาลากร่างผู้บาดเจ็บ และผู้คนมองดูอย่างตื่นตกใจ ทหารและตำรวจปิดล้อมพื้นที่ ส่วนตัวเขาได้รับแจ้งให้อยู่ภายในโรงแรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บีบีซีรายงานอ้างผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ชื่อเพเตอร์ ฟริตซ์ ว่าเขาได้ยินเสียงปืนและเห็นคนคนหนึ่งโดนยิงนอนอยู่บนสะพาน เขาพยายามกู้ชีพชายคนนี้อยู่นาน 45 นาที โดยไม่มีรถพยาบาลเข้ามาในพื้นที่ สุดท้ายก็เขาต้องยุติความพยายามเพราะหมอที่คุยด้วยทางโทรศัพท์กล่าวว่าไม่มีประโยชน์แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเศสเพิ่มการเฝ้าระวังภัยก่อการร้ายอยู่ในขั้นสูงในช่วงหลายปีมานี้ หลังจากพวกอิสลามิสต์โจมตีฝรั่งเศสหลายครั้ง และตลาดสตราสบูร์กถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเป้าหมายของการก่อการร้ายด้วย การโจมตีผู้คนในตลาดคริสต์มาสเคยเกิดขึ้นมาแล้วที่กรุงเบอร์ลินของเยอรมนีเมื่อปี 2559 ครั้งนั้นคนร้ายเป็นชายชาวตูนิเซียอายุ 23 ปี ขับรถบรรทุกพุ่งชนคนทำให้มีคนตาย 12 คนรวมคนร้าย บาดเจ็บอีก 48 คน กลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) อ้างว่าอยู่เบื้องหลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ &amp;nbsp;ยืนยันว่า เหตุการณ์คนร้ายใช้อาวุธปืนกราดยิงประชาชนที่ตลาดคริสต์มาส เมืองสตาร์สบูร์ก มีคนไทยเสียชีวิตด้วย 1 คน ซึ่งรายงานที่ได้รับจากสถานทูตไทย ทราบชื่อผู้เสียชีวิต คือ นายอนุพงษ์ สืบสมาน อายุ 47 ปี เป็นนักท่องเที่ยวที่เพิ่งจะเดินทางไปถึงฝรั่งเศสเมื่อวันอังคาร &amp;nbsp;แล้วโดนลูกหลง ขณะเดินทางมาพร้อมกับภรรยา และจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้คนที่จะเดินทางไปควรติดตามสถานการณ์และระมัดระวัง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่เพจเฟซบุ๊กของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ได้โพสต์ข้อความแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสีย และได้ประสานงานกับหน่วยงานในพื้นที่เพื่อดำเนินการให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ พร้อมกับขอบคุณเครือข่ายชุมชนไทยในเมืองสตราสบูร์ก สมาคมนักเรียนไทยในฝรั่งเศส และสมาคมนักเรียนไทยในเยอรมัน ที่ช่วยประสานงานและให้ความช่วยเหลือชาวไทยที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานเอกอัครราชทูตฯ ขอประณามอย่างรุนแรงต่อผู้ก่อเหตุครั้งนี้ ซึ่งส่งผลให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก โดยล่าสุดรัฐบาลฝรั่งเศสได้ประกาศยกระดับเตือนภัยก่อการร้ายสู่ขั้น &amp;lsquo;attack emergency&amp;rsquo; ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดจากทั้งหมด 3 ขั้น โดยจะเพิ่มมาตรการป้องกันชายแดนและรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดตามตลาดคริสต์มาสทั่วฝรั่งเศส เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการโจมตีลอกเลียนแบบ ในการนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ ขอเตือนให้คนไทยในฝรั่งเศสและนักท่องเที่ยวชาวไทย โปรดใช้ความระมัดระวังในการเดินทาง ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ทางการฝรั่งเศสอย่างเคร่งครัด กรณีต้องการความช่วยเหลือ โปรดติดต่อสถานเอกอัครราชทูตฯ ที่หมายเลขฉุกเฉิน +33 6 46 71 96 94 และ + 33 6 03 59 97 05 หรือสอบถามข้อมูลทั่วไปที่ thaiconsular.paris@hotmail.com.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24109</URL_LINK>
                <HASHTAG>คริสตอฟ กัสตาเนร์, ดอน ปรมัตถ์วินัย, ประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง, รอยเตอร์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โรลองด์ รีแอส, โลรองต์ นูเนซ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181212/image_big_5c111efe1126d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16753</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2018 08:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2018 22:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โลกรุมประณาม เมียนมาจำคุก 2 นักข่าวคุ้ยฆ่าหมู่โรฮีนจา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ศาลในนครย่างกุ้งตัดสินจำคุกนักข่าวรอยเตอร์ชาวเมียนมา 2 คน คนละ 7 ปี จากความผิดฐานละเมิดกฎหมายความลับทางราชการ ทั้งคู่ยืนยันความบริสุทธิ์อ้างโดนตำรวจจัดฉากจับกุมระหว่างการสืบค้นเหตุการณ์ฆ่าหมู่ชาวโรฮีนจารัฐยะไข่ ทั่วโลกรุมประณาม ยูเอ็นจี้ปล่อยตัวทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วา โลน ชูนิ้วโป้ง 2 ข้างขณะกล่าวกับนักข่าวที่รออยู่ด้านนอกศาลภายหลังคำตัดสินจำคุก / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันจันทร์ที่ 3 กันยายน 2561 ผู้พิพากษาเย ลวิน แห่งศาลแขวงของนครย่างกุ้ง มีคำพิพากษาว่า วา โลน อายุ 32 ปี และจ่อ โซ อู อายุ 28 ปี มีความผิดฐานฝ่าฝืนกฎหมายความลับของทางราชการ มาตรา 3.1 ซี และตัดสินจำคุกจำเลยทั้งสอง รายละ 7 ปี โดยโทษจำคุกจะหักจำนวนวันที่ทั้งคู่โดนคุมขังตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2561 และจำเลยสามารถอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลระดับภาคและศาลฎีกาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักข่าวรอยเตอร์ชาวเมียนมา 2 รายนี้ปฏิเสธความผิด โดยให้การต่อศาลว่า พวกเขาโดนจัดฉากจับกุมเพราะการสืบค้นเหตุการณ์ฆ่าชาวมุสลิมโรฮีนจา 10 คนในหมู่บ้านอินดิน รัฐยะไข่ เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ทั้งคู่อ้างว่าไปที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในนครย่างกุ้งเพื่อรับประทานอาหารค่ำตามคำเชิญของตำรวจ 2 นาย จากนั้นก็ได้รับมอบเอกสารเหล่านี้ แต่เมื่อพวกเขาออกจากร้านอาหารก็โดนตำรวจเข้าจับกุมทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตำรวจนายหนึ่งเคยให้การในฐานะพยานว่า การพบกันที่ร้านอาหารนั้นเป็นการจัดฉากวางกับดักนักข่าวคู่นี้ เพื่อขัดขวางหรือลงโทษที่พวกเขารายงานข่าวการฆ่าหมู่ชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานรอยเตอร์กล่าวว่า ผู้พิพากษาใช้เวลาอ่านสำนวนคำให้การฉบับย่อของพยานเป็นเวลาราว 1 ชั่วโมงก่อนจะมีคำพิพากษาว่า &amp;quot;เอกสารลับ&amp;quot; ที่พบอยู่กับจำเลยทั้งสองนั้นเป็นประโยชน์ต่อรัฐข้าศึกศัตรูและองค์กรก่อการร้าย เอกสารที่ทั้งคู่ครอบครองไว้และที่พบในโทรศัพท์ของพวกเขานั้นไม่ใช่ข้อมูลของสาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระหว่างที่ผู้พิพากษาอ่านคำตัดสินนั้น นักข่าวหลายคนจดบันทึกทั้งน้ำตา ส่วนนางชิต ซู วิน ภรรยายของจ่อ โซ อู ร้องไห้โฮหลังคำตัดสิน คนในครอบครัวต้องช่วยพยุงเธอตอนออกจากศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถูกนำตัวออกจากศาล จ่อ โซ อู กล่าวกับกองทัพนักข่าวที่รอด้านนอกว่า เขาไม่ได้ทำผิดกฎหมาย และพวกเขาจะต่อสู้เพื่อเสรีภาพต่อไป &amp;quot;สิ่งที่ผมอยากบอกต่อรัฐบาลนี้คือ คุณจับพวกเราขังคุกได้ แต่อย่าได้ปิดหูปิดตาประชาชน&amp;quot; ด้านวา โลน ได้จับมือกับผู้สนับสนุนหลายคนและบอกพวกเขาว่าไม่ต้องเป็นห่วง &amp;quot;เรารู้ว่าเราทำอะไรลงไป เรารู้ว่าเราไม่ได้ทำผิด เราไม่กลัว เราเชื่อในความยุติธรรม, ประชาธิปไตย และเสรีภาพ&amp;quot; เขากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตำรวจควบคุมตัว จ่อ โซ อู (กลาง) ออกจากศาลภายหลังคำตัดสิน / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มปกป้องเสรีภาพสื่อ, องค์การสหประชาชาติ, สหภาพยุโรป และอีกหลายประเทศ อาทิ สหรัฐ, แคนาดา และออสเตรเลีย ต่างเรียกร้องพวกเขาพ้นจากข้อกล่าวหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำตัดสินคดีที่ได้รับการจับตามองจากทั่วโลกในครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังคณะกรรมการค้นหาข้อเท็จจริงขององค์การสหประชาชาติเพิ่งออกรายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ระบุว่า กองทัพเมียนมาและพวกผู้บัญชาการทหาร ซึ่งรวมถึงพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด รณรงค์ &amp;quot;ล้างเผ่าพันธุ์&amp;quot; และ &amp;quot;ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ&amp;quot; ต่อชนกลุ่มน้อยชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่ พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศนำตัวพวกเขามาดำเนินคดีในศาลอาญาระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานนี้ยังโจมตีนางอองซาน ซูจี มนตรีแห่งรัฐซึ่งเป็นผู้นำรัฐบาลพลเรือนเมียนมาโดยพฤตินัยด้วยว่า ไม่ใช้อำนาจทางศีลธรรมที่มีในการยืนหยัดต่อสู้เพื่อชนกลุ่มน้อยที่มีสถานะไร้รัฐเหล่านี้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านมิเชล บาชเลต์ ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติคนใหม่ ออกแถลงการณ์ที่นครเจนีวา ว่าเธอ &amp;quot;ช็อก&amp;quot; การพิจารณาคดีนี่้เป็นการล้อเลียนความยุติธรรม และขอเรียกร้องให้พม่าปล่อยตัวนักข่าวทั้งสองโดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลอังกฤษก็เรียกร้องให้ปล่อยตัวทั้งคู่ &amp;quot;ทันที&amp;quot; เช่นกัน โดยโฆษกของนายกฯ เทเรซา เมย์ กล่าวว่า อังกฤษผิดหวังอย่างที่สุดกับคำตัดสินและคำพิพากษาลงโทษ ส่วนรัฐบาลฝรั่งเศสประณามว่าเป็นการทำร้ายเสรีภาพสื่อและหลักนิติธรรมในประเทศนี้อย่างร้ายแรง ฝรั่งเศสเรียกร้องให้ปล่อยตัวพวกเขาและขอให้เมียนมาเคารพสิทธิขั้นพื้นฐาน รวมถึงอนุญาตให้สื่อเข้ารัฐยะไข่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนออกแถลงการณ์ที่กรุงปารีส ประณามคำตัดสินจำคุกนักข่าว 2 คนนี้ว่าเป็นวันอันมืดมนสำหรับเสรีภาพสื่อในเมียนมา คำตัดสินอันเป็นบทสรุปจากการพิจารณาคดีหลอกลวงนี้ก่อให้เกิดคำถามอย่างชัดเจนถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยของเมียนมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าวในแถลงการณ์ว่า คำพิพากษานี้เป็นการส่งคำเตือนหนักแน่นถึงนักข่าวคนอื่นๆ ในประเทศนี้ว่าหากยังจับตาการละเมิดของกองทัพอย่างใกล้ชิดก็จะเจอกับผลลัพธ์รุนแรงเช่นนี้ ซึ่งเท่ากับเป็นการเซ็นเซอร์ผ่านการสร้างความหวาดกลัว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16753</URL_LINK>
                <HASHTAG>จำคุกนักข่าว, นักข่าวรอยเตอร์, พม่า, รอยเตอร์, เมียนมา, โรฮีนจา, โลกรุมประณาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180903/image_big_5b8d549480848.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16747</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุก7ปี2นักข่าวเมียนมาคุ้ยฆ่าโรฮีนจา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลเมียนมาสั่งจำคุกคนละ 7 ปีสองนักข่าวรอยเตอร์ขุดคุ้ยฆ่าหมู่ &amp;quot;โรฮีนจา&amp;quot; ระบุมีความผิดฐานฝ่าฝืนกฎหมายความลับทางราชการ เรียกเสียงประณามจากนานาชาติ-แอมเนสตี้ ชี้เป็นการแทรกแซงและบั่นทอนเสรีภาพสื่อมวลชน จี้ปล่อยตัวอย่างไม่มีเงื่อนไข ขณะที่ 2 นักข่าวหัวเห็ดลั่น! ไม่ได้ทำผิด-ไม่กลัว จับเข้าคุกได้แต่อย่าปิดหูปิดตาประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวรอยเตอร์และเอเอฟพีรายงานว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 3 กันยายน 2561 ศาลแขวงซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของนครย่างกุ้งมีคำพิพากษาคดีที่ได้รับการจับตามองจากทั่วโลก โดยผู้พิพากษา เย ลวิน &amp;nbsp;ตัดสินว่า วา โลน อายุ 32 ปี และจ่อ โซ อู อายุ 28 ปี มีความผิดฐานฝ่าฝืนกฎหมายความลับของทางราชการ มาตรา 3.1 ซี และตัดสินจำคุกจำเลยทั้งสองรายละ 7 ปี โดยโทษจำคุกจะหักจำนวนวันที่ทั้งคู่โดนคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2561 และจำเลยสามารถอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลระดับภาคและศาลฎีกาได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นักข่าวรอยเตอร์ชาวเมียนมา 2 รายนี้ปฏิเสธความผิด โดยให้การต่อศาลว่าพวกเขาโดนจัดฉากจับกุม เนื่องจากพวกเขากำลังสืบเหตุการณ์ฆ่าชาวมุสลิมโรฮีนจา 10 คนในหมู่บ้านอินดิน รัฐยะไข่ เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้วพวกเขาเดินทางไปที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในนครย่างกุ้ง เพื่อรับประกันอาหารค่ำตามคำเชิญของตำรวจ 2 นาย จากนั้นก็ได้รับมอบเอกสารเหล่านี้ เมื่อพวกเขาออกจากร้านอาหารก็โดนตำรวจเข้าจับกุมทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ตำรวจนายหนึ่งเคยให้การในฐานะพยานว่า การพบกันที่ร้านอาหารนั้นเป็นการจัดฉากเพื่อวางกับดักนักข่าวคู่นี้ เพื่อขัดขวางหรือลงโทษที่พวกเขารายงานข่าวการฆ่าหมู่ชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; รอยเตอร์เปิดเผยว่า ภายในห้องพิจารณาคดีเมื่อวันจันทร์ มีผู้เข้าฟังการอ่านคำพิพากษาไม่ต่ำกว่า 50 คน และอีกจำนวนมากรออยู่ด้านนอก ผู้พิพากษาใช้เวลาอ่านสำนวนคำให้การฉบับย่อของพยานเป็นเวลาราว 1 ชั่วโมง ก่อนจะมีคำพิพากษาว่า &amp;quot;เอกสารลับ&amp;quot; ที่พบอยู่กับจำเลยทั้งสองนั้นเป็นประโยชน์ต่อรัฐข้าศึกศัตรูและองค์กรก่อการร้าย เอกสารที่ทั้งคู่ครอบครองไว้และที่พบในโทรศัพท์ของพวกเขานั้นไม่ใช่ข้อมูลของสาธารณะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระหว่างที่ผู้พิพากษาอ่านคำตัดสินนั้น นักข่าวหลายคนจดบันทึกทั้งน้ำตา ส่วนนางชิต ซู วิน &amp;nbsp;ภรรยาของจ่อ โซ อู ร้องไห้โฮหลังฟังคำตัดสิน คนในครอบครัวต้องช่วยพยุงเธอตอนออกจากศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อถูกนำตัวออกจากศาล จ่อ โซ อู กล่าวกับกองทัพนักข่าวที่รอด้านนอกว่า เขาไม่ได้ทำผิดกฎหมาย และพวกเขาจะต่อสู้เพื่อเสรีภาพต่อไป &amp;quot;สิ่งที่ผมอยากบอกต่อรัฐบาลนี้คือ คุณจับพวกเราขังคุกได้ แต่อย่าได้ปิดหูปิดตาประชาชน&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านวา โลน ได้จับมือกับผู้สนับสนุนหลายคนและบอกพวกเขาว่าไม่ต้องเป็นห่วง &amp;quot;เรารู้ว่าเราทำอะไรลงไป เรารู้ว่าเราไม่ได้ทำผิด เราไม่กลัว เราเชื่อในความยุติธรรม ประชาธิปไตย และเสรีภาพ&amp;quot; เขากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; กลุ่มปกป้องเสรีภาพสื่อ, องค์การสหประชาชาติ, สหภาพยุโรป และอีกหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา, แคนาดา และออสเตรเลีย ต่างเรียกร้องให้พวกเขาพ้นจากข้อกล่าวหา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วคณะกรรมการค้นหาข้อเท็จจริงขององค์การสหประชาชาติเพิ่งออกรายงานระบุว่า กองทัพเมียนมาและพวกผู้บัญชาการทหาร ซึ่งรวมถึงพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้รณรงค์ &amp;quot;ล้างเผ่าพันธุ์&amp;quot; และ &amp;quot;ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ&amp;quot; ต่อชนกลุ่มน้อยชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศนำตัวพวกเขามาดำเนินคดีในศาลอาญาระหว่างประเทศ รายงานนี้ยังโจมตีนางอองซาน ซูจี มนตรีแห่งรัฐซึ่งเป็นผู้นำรัฐบาลพลเรือนเมียนมาโดยพฤตินัยด้วยว่า ไม่ใช้อำนาจทางศีลธรรมที่มีในการยืนหยัดต่อสู้เพื่อชนกลุ่มน้อยที่มีสถานะไร้รัฐเหล่านี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังคำตัดสินดังกล่าว นายสตีเฟน เจ. แอดเลอร์ บรรณาธิการสำนักข่าวรอยเตอร์ ต้นสังกัดของนายวา โลน และนายจ่อ โซ อู ออกแถลงการณ์ว่า วันนี้เป็นวันที่น่าเศร้าสำหรับเมียนมา สำหรับนักข่าวรอยเตอร์ทั้งสอง และสำหรับเสรีภาพสื่อทุกๆ ที่ ซึ่งข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นเท็จ มีเจตนาเพื่อปกปิดการรายงานข่าวสารและข่มขู่สื่อมวลชน ดังนั้นรัฐบาลเมียนมาควรจะเร่งแก้ไขความผิดพลาดดังกล่าวโดยเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สหภาพยุโรป หรืออียู ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลเมียนมาปล่อยตัวผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวรอยเตอร์ 2 คน ซึ่งเพิ่งถูกตัดสินจำคุกคนละ 7 ปี โดยชี้ว่าคำตัดสินดังกล่าวเป็นการบั่นทอนเสรีภาพสื่อ ปิดกั้นสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน อีกทั้งยังขัดต่อหลักนิติธรรม โดยทางการเมียนมาควรทบทวนคำตัดสินจำคุกใหม่ และปล่อยตัวนักข่าวทั้ง 2 ทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่โฆษกประจำนายกรัฐมนตรี นางเทเรซา เมย์ ได้แสดงจุดยืนในเรื่องนี้ของนายกรัฐมนตรีอังกฤษต่อสื่อมวลชนว่า เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำเมียนมาซึ่งร่วมรับฟังคำพิพากษารู้สึกผิดหวังอย่างยิ่งต่อคำตัดสิน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;พวกเราจึงขอเรียกร้องให้ทางการเมียนมาปล่อยตัวนักข่าวรอยเตอร์ทั้งสองคนทันที ผู้สื่อข่าวต้องได้รับเสรีภาพในการทำงานโดยไม่มีความหวาดกลัวหรือถูกข่มขู่ ในขณะที่คำตัดสินดังกล่าวถือเป็นการแทรกแซงเสรีภาพของสื่อในเมียนมา&amp;quot; โฆษกนายกฯ อังกฤษกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้าน ทีรานา ฮัสซัน ผู้อำนวยการฝ่ายรับมือภาวะวิกฤติ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยหลังจากที่ศาลกรุงย่างกุ้งพิพากษาว่าสองนักข่าวรอยเตอร์มีความผิด ฐานละเมิดกฎหมายความลับทางราชการของเมียนมา และต้องถูกจำคุกเป็นเวลา 7 ปี ว่า เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจมากจากคำพิพากษาที่เป็นเหตุให้ &amp;quot;วา โลน&amp;quot; และ &amp;quot;จ่อ โซ อู&amp;quot; ผู้บริสุทธิ์ทั้งสองคนต้องรับโทษจำคุกเป็นเวลาหลายปี เพียงเพราะเขากล้าตั้งคำถามท้าทายเกี่ยวกับความทารุณโหดร้ายของกองทัพในรัฐยะไข่ แอมเนสตี้เรียกร้องให้ยกเลิกคำตัดสินนี้ และต้องปล่อยตัวนักข่าวทั้งสองคนโดยทันทีและอย่างไม่มีเงื่อนไข
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คำพิพากษาที่มีแรงจูงใจทางการเมืองส่งผลกระทบอย่างมากต่อเสรีภาพสื่อในเมียนมา เป็นการส่งสัญญาณเตือนอย่างหนักหน่วงต่อผู้สื่อข่าวคนอื่นๆ ในประเทศว่า พวกเขาอาจต้องได้รับผลกรรมร้ายแรงหากให้ความสนใจมากเกินไปกับการปฏิบัติมิชอบของกองทัพ ถือเป็นการทำให้นักข่าวหวาดกลัวและเซ็นเซอร์โดยบังคับ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำพิพากษาในวันนี้ไม่สามารถปกปิดความจริงที่เกิดขึ้นในรัฐยะไข่ได้ ต้องขอบคุณการทำงานที่กล้าหาญของนักข่าวอย่างวา โลน และ จ่อ โซ อู ที่ทำให้โลกได้รับรู้ถึงความทารุณโหดร้ายของกองทัพ &amp;nbsp;แทนที่จะพุ่งเป้าโจมตีผู้สื่อข่าวทั้งสองคน ทางการเมียนมาควรเดินหน้าสอบสวนหาผู้รับผิดชอบต่อการสังหาร การข่มขืนกระทำชำเรา การทรมาน และการเผาบ้านเรือนหลายร้อยหมู่บ้านของชาวโรฮีนจา&amp;quot; ทีรานากล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ วา โลน และ จ่อ โซ อู ถูกจับที่กรุงย่างกุ้ง เมืองเอกของเมียนมา เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2560 &amp;nbsp;โดยพวกเขาอยู่ระหว่างการทำข่าวเชิงสืบสวนปฏิบัติการทางทหารทางตอนเหนือของรัฐยะไข่ ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่ถือเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติตามองค์ประกอบกฎหมายระหว่างประเทศ ที่กระทำต่อชาวโรฮีนจา ทั้งการเนรเทศ การสังหารโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย การข่มขืนกระทำชำเรา การทรมาน &amp;nbsp;การเผาบ้านเรือนและหมู่บ้าน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวทั้งสองคนถูกควบคุมตัวโดยไม่ให้ติดต่อกับโลกภายนอกเป็นเวลาสองสัปดาห์ ก่อนจะถูกส่งตัวมาฝากขังที่เรือนจำอินเส่งในกรุงย่างกุ้ง พระราชบัญญัติความลับทางราชการเป็นหนึ่งในกฎหมายเผด็จการของเมียนมา ซึ่งกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 14 ปี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16747</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ่อ โซ อู, รอยเตอร์, รานา ฮัสซัน, วา โลน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อองซาน ซูจี, อียู, เอเอฟพี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180903/image_big_5b8d450981057.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16564</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2018 21:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2018 21:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>งามหน้า รอยเตอร์แฉกองทัพเมียนมาปลอมรูปลงหนังสือโรฮีนจา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รอยเตอร์จับผิดหนังสือ &amp;quot;ข่าวจริง&amp;quot; ของกองทัพเมียนมาเกี่ยวกับโรฮีนจา พบใช้ภาพจากเหตุการณ์อื่นมาปรับแต่ง เช่นรูปชายคนหนึ่งยืนถือคราด อยู่ใกล้กับศพ 2 ศพพร้อมคำบรรยาย &amp;quot;พวกเบงกาลีฆ่ากลุ่มชาติพันธุ์ท้องถิ่นอย่างโหดร้าย&amp;quot; แต่ของจริงเป็นภาพชาวเบงกาลีโดนฆ่าหมู่ที่บังกลาเทศเมื่อปี 2514&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพเปรียบเทียบของรอยเตอร์ ภาพบนเป็นภาพของจริงจากเหตุการณ์ที่กรุงธากา บังกลาเทศ ปี 2514 ภาพล่างเป็นภาพที่กองทัพเมียนมานำมาใช้ในหนังสือแล้วบรรยายว่าเบงกาลีฆ่าชาวเมียนมา (เครดิตภาพ บน : Anwar Hossain/Flickr, ล่าง : Myanmar Politics and the Tatmadaw: Part 1/via REUTERS)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2561 เปิดโปงว่า ภาพถ่ายนี้ปรากฏอยู่ในตอนหนึ่งของหนังสือที่กล่าวถึงการจลาจลของกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมายุคทศวรรษ 1940 เนื้อหาในหนังสืออ้างว่าภาพถ่ายนี้แสดงเหตุการณ์ที่ชาวพุทธโดนโรฮีนจาฆ่าตาย หนังสือเรียกโรฮีนจาว่า &amp;quot;เบงกาลี&amp;quot; ซึ่งหมายถึงคนเข้าเมืองผิดกฎหมายจากบังกลาเทศ แต่การสืบสวนของรอยเตอร์พบว่า ภาพถ่ายนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างสงครามต่อสู้เพื่อเอกราชในบังกลาเทศเมื่อปี 2514 ครั้งนั้นมีชาวบังกลาเทศโดนกองทัพปากีสถานฆ่าตายนับแสนคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานกล่าวว่า ภาพนี้เป็น 1 ใน 3 ภาพที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งกรมประชาสัมพันธ์และสงครามจิตวิทยาของกองทัพเมียนมาตีพิมพ์เมื่อเดือนกรกฎาคม และถูกบิดเบือนว่าเป็นภาพถ่ายจากหอจดหมายเหตุในรัฐยะไข่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพบน ผู้ลี้ภัยชาวฮูตูหนีความรุนแรงในรวันดาเมื่อปี 2539 ส่วนภาพล่างอยู่ในหนังสือเล่มนี้ บรรยายว่าพวกเบงกาลีบุกรุกเข้าเมียนมาหลังจากเจ้าอาณานิคมอังกฤษยึดพม่าตอนล่าง (เครดิตภาพ บน : Martha Rial/Pittsburgh Post-Gazette/The Pulitzer Prizes. ล่าง : Myanmar Politics and the Tatmadaw: Part 1/via REUTERS) &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอยเตอร์กล่าวว่า การตรวจสอบพบว่าภาพถ่าย 2 ภาพนั้นแท้ที่จริงแล้วถ่ายที่บังกลาเทศและที่แทนซาเนีย ส่วนภาพที่ 3 ถูกบรรยายผิดๆ ว่าเป็นภาพที่ชาวโรฮีนจาเดินทางจากบังกลาเทศเข้าเมียนมา แต่ในความเป็นจริงเป็นภาพการอพยพออกจากเมียนมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนังสือ &amp;quot;การเมืองเมียนมาและกองทัพ : ตอนที่ 1&amp;quot; มีความยาว 117 หน้า กล่าวถึงสถานการณ์ในรัฐยะไข่ ทางตะวันตกของเมียนมาเมื่อเดือนสิงหาคม จากมุมมองของกองทัพ ซึ่งองค์การสหประชาชาติระบุว่ามีชาวโรฮีนจาหนีเข้าบังกลาเทศราว 700,000 คน พร้อมกับคำกล่าวหาว่าทหารสังหารหมู่, ข่มขืน และวางเพลิงบ้านเรือนชาวโรฮีนจา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพบน ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาและบังกลาเทศที่พยายามหนีออกจากเมียนมา อยู่บนเรือที่กองทัพเรือเมียนมายึดไว้ได้ ใกล้ย่างกุ้งเมื่อปี 2558 ถูกนำมาใส่ในหนังสือเล่มนี้โดยบรรยายว่าเป็นภาพที่พวกเบงกาลีล่องเรือเข้าเมียนมา (เครดิตภาพ บน : Getty Images, ล่าง : Myanmar Politics and the Tatmadaw: Part 1/via REUTERS)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื้อหาส่วนมากมีที่มาจากหน่วยข้อมูล &amp;quot;ข่าวจริง&amp;quot; ของกองทัพ ซึ่งทำหน้าที่แจกจ่ายข่าวสารในมุมมองของกองทัพนับตั้งแต่เริ่มวิกฤติในรัฐยะไข่ ส่วนใหญ่ผ่านโซเชียลมีเดียเฟซบุ๊ก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ เฟซบุ๊กได้แบนบัญชีของพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมา และนายทหารอีกหลายนาย ที่เฟซบุ๊กกล่าวหาว่าใช้โซเชียลมีเดียนี้กระพือความตึงเครียดทางศาสนาและกลุ่มชาติพันธุ์ วันเดียวกันนั้น คณะกรรมการค้นหาข้อเท็จจริงขององค์การสหประชาชาติกล่าวโทษ ผบ.สส.เมียนมาว่ารับผิดชอบต่อการกำกับดูแลการรณรงค์ด้วยเจตนาล้างเผ่าพันธุ์ และแนะนำให้ดำเนินคดีกับพวกนายทหารเมียนมาฐานก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16564</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทัพเมียนมา, ข่าวจริง, พม่า, รอยเตอร์, รูปปลอม, เมียนมา, โรฮิงญา, โรฮีนจา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180831/image_big_5b894b2b4f400.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12687</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทั่วโลกร่วมยินดีไทยกู้ชีพทีมหมูป่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สื่อทั่วโลกร่วมรายงานเกาะติดปฏิบัติการกู้ชีพทีมหมูป่าภายหลังได้รับข่าวดีเมื่อคืนวันจันทร์ พร้อมระบุยังมีงานยากลำบากในการพาเด็กออกจากถ้ำ บีบีซีเผยประวัติ 2 นักดำถ้ำชาวอังกฤษที่พบทีมหมูป่าเป็นชุดแรกเคยช่วยเหลือคนติดถ้ำมาอย่างโชกโชน ขณะรัฐมนตรีต่างประเทศอิตาลีและสถานทูตของหลายประเทศร่วมยินดี กต.ไทยเตรียมทำหนังสือขอบคุณ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข่าวการพบเจอเด็กนักฟุตบอลเยาวชนทีมหมูป่าอะคาเดมี และผู้ช่วยโค้ชรวม 13 ชีวิต ที่ติดอยู่ภายในถ้ำหลวงฯ จังหวัดเชียงรายมาตั้งแต่วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน 2561 ได้รับความสนใจจากสำนักข่าวชั้นนำทั่วโลก ที่พากันรายงานข่าวด่วนตั้งแต่วินาทีที่นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ประกาศข่าวเมื่อเวลาประมาณ 22.00 น.ของวันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม หรือในวันที่ 9 ของการค้นหา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวบีบีซี, รอยเตอร์, เอเอฟพี, เอพี, ซีเอ็นเอ็น, ซินหัว, อัลจาซีราห์ และสำนักข่าวชั้นนำอื่นๆ ต่างรายงานบรรยากาศของความยินดีและความโล่งใจของครอบครัวเด็กๆ รวมถึงคนไทยทั้งประเทศและทีมกู้ภัยทุกภาคส่วนทั้งชาวไทยและต่างชาติจากหลายประเทศ นอกจากนี้ สื่อสำนักต่างๆ ยังเผยแพร่วิดีโอคลิปจากเฟซบุ๊กของ Thai Navy Seal ที่เผยให้เห็นวินาทีที่นักดำน้ำในถ้ำผู้เชี่ยวชาญ 2 คนไปพบเจอทีมหมูป่าบนเชิงถ้ำเหนือน้ำลึก ห่างจากพัทยาบีชขึ้นไปราว 400 เมตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของสำนักข่าวต่างประเทศในวันอังคารที่ 3 กรกฎาคม ยังคงเกาะติดความคืบหน้าการช่วยเหลือ โดยเฉพาะการพาตัวทีมหมูป่าออกมาจากถ้ำที่โดนน้ำท่วมปิดทางออกไว้ รายงานเอเอฟพีอ้างคำกล่าวของนายภาสกร บุญญรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ว่าทีมกู้ภัยของกองทัพได้เร่งติดตั้งสายโทรศัพท์เพื่อให้เด็กๆ ได้พูดคุยกับครอบครัวเป็นครั้งแรก และทีมซีลของกองทัพเรือไทย ซึ่งรวมถึงแพทย์ ได้เข้าไปอยู่กับเด็กๆ ในระหว่างที่ทีมกู้ภัยเตรียมแผนการอพยพพวกเขาออกจากถ้ำ โดยได้นำอาหารและยา รวมถึงเอเนอร์จีเจลที่ให้พลังงานสูงและยาพาราเซตามอลไปให้เด็กๆ แต่เขาปฏิเสธการคาดเดาว่าเด็กจะต้องติดอยู่ในถ้ำอีกนานเท่าใด โดยอธิบายว่าถึงแม้จะมีอาหารเพียงพอสำหรับอยู่ได้ 4 เดือน แต่ใครที่แข็งแรงและสามารถออกจากถ้ำได้ก็จะถูกอพยพออกมาโดยเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ ผ่านทางโถง 3&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานยังชี้ถึงอุปสรรคจากธรรมชาติที่จะทำให้การอพยพทำได้ยากขึ้น นั่นคือฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องในหน้าฝนของพื้นที่นี้ จุดที่พบทีมหมูป่านั้นอยู่ลึกเข้าไปหลายกิโลเมตร ซึ่งนักดำน้ำของหน่วยซีลที่มีประสบการณ์ยังต้องใช้เวลาไปกลับ 6 ชั่วโมง และผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการดำน้ำออกมามีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดความตื่นตระหนก จมน้ำ และอุบัติเหตุ ขณะเดียวกัน หากการดำน้ำกระทำไม่ได้ ทีมกู้ภัยอาจต้องใช้ทางเลือกเจาะโพรงจากภายนอกเข้าสู่ถ้ำเพื่ออพยพ หรือพวกเขาอาจต้องรอให้น้ำลด ซึ่งจะเป็นวิธีที่ใช้เวลานานที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน สื่อของออสเตรเลียรายงานคำกล่าวของโธมัส เฮสเตอร์ จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติออสเตรเลีย ที่ส่งทีมตำรวจ 6 นายที่มาร่วมในปฏิบัติการกู้ภัยครั้งนี้ว่า สภาพภายในถ้ำทำให้การดำน้ำพาเด็กออกมาเป็นเรื่องที่ยากถึงขีดสุด โดยเฉพาะเมื่อต้องดำน้ำพร้อมกับอุปกรณ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สื่อต่างประเทศยังพากันรายงานบรรยากาศในวิดีโอคลิปที่ทีมกู้ภัยชุดแรกไปพบเจอแล้วถ่ายภาพเด็กๆ ไว้ได้ ซึ่งเด็กบางคนพยายามพูดคุยเป็นภาษาอังกฤษ โดยได้กล่าวขอบคุณผู้ที่มาพบเจอพวกเขา ซึ่งก็คือริชาร์ด สแตนตัน และจอห์น โวลันเธน สองอาสาสมัครที่มีความเชี่ยวชาญด้านการดำถ้ำชาวอังกฤษ ที่รัฐบาลไทยร้องขอให้มาช่วยเหลือปฏิบัติการครั้งนี้พร้อมกับโรเบิร์ต ฮาร์เปอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการดำถ้ำชาวอังกฤษอีก 1 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของบีบีซีและเอเอฟพีเปิดเผยประวัติของฮีโร่ 2 คนนี้ว่า ทั้งคู่ดำถ้ำเป็นงานอดิเรก โดยสแตนตันนั้นมีอาชีพเป็นนักดับเพลิง ส่วนโวลันเธนเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ ข่าวอ้างคำกล่าวของบิล ไวต์เฮาส์ จากสภาช่วยเหลือผู้ติดถ้ำแห่งอังกฤษ ซึ่งเป็นกลุ่มที่รวบรวมนักกู้ชีพจากทั่วเกาะอังกฤษไว้อย่างไม่เป็นทางการว่า ทั้งสองเป็นหัวหอกของคณะค้นหาชุดนำหน้า พวกเขาสามารถดำน้ำเข้าไปในพื้นที่ส่วนสุดท้ายและผ่านเข้าไปยังโถงที่พบเด็กกลุ่มนี้บนเชิงหินเหนือน้ำ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไวต์เฮาส์เผยด้วยว่า เขาได้พูดคุยสั้นๆ กับทีมนี้ ซึ่งรวมถึงฮาร์เปอร์ และผู้เชี่ยวชาญชาวไทยและชาติอื่นๆ ที่บรรยายถึงความยากลำบากของปฏิบัติการค้นหา ซึ่งพวกเขาต้องดำน้ำทวนกระแสน้ำหรือไม่ก็ต้องเกาะไปตามผนังถ้ำ &amp;quot;ผมเก็บความได้ว่าส่วนที่ต้องดำน้ำจริงๆ มีระยะทางประมาณ 1.5 กิโลเมตร และระยะทางราวครึ่งหนึ่งนั้นมีน้ำท่วมมิด&amp;quot; ไวต์เฮาส์กล่าวกับบีบีซีโดยเผยว่าต้องใช้เวลาในการดำน้ำประมาณ 3 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บีบีซีกล่าวว่า โวลันเธนจากเมืองบริสตอล และสแตนตันจากเมืองโคเวนทรี ของอังกฤษ ไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับปฏิบัติการดำน้ำที่ยากลำบากภายในถ้ำ สแตนตันในวัย 50 กลางๆ เคยเผยกับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเมื่อปี 2555 ว่าความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาคือการช่วยเหลือทหารอังกฤษ 6 นายที่ติดถ้ำในเม็กซิโก ตัวเขาและโวลันเธนยังมีส่วนช่วยปฏิบัติการค้นหาร่างของนักสำรวจถ้ำชาวฝรั่งเศสเมื่อปี 2553 ที่ติดอยู่ใต้ดินและสูญหายนาน 8 วันจึงพบศพ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สแตนตันได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น MBE จากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ในปี 2555 เขายังคงยกให้การกู้ภัยที่ฝรั่งเศสเป็นงานที่ท้าทายที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็ยังยืนยันว่าการดำถ้ำเป็นเพียง &amp;quot;งานอดิเรก&amp;quot; เท่านั้น เขาเริ่มหัดดำถ้ำเมื่ออายุ 18 หลังจากได้ดูสารคดีเกี่ยวกับกีฬาชนิดนี้ทางโทรทัศน์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนโวลันเธนนั้น มีอายุราว 40 ปี เขาเคยให้สัมภาษณ์กับซันเดย์ไทมส์เมื่อปี 2556 ว่าการดำน้ำต้องใช้ความใจเย็น และการตื่นตระหนกอะดรีนาลีนพลุ่งพล่านนั้นไม่ใช่สิ่งที่ดีสำหรับการดำถ้ำ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตั้งแต่มาถึงเมืองไทย คณะของพวกเขาหลีกเลี่ยงการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยโวลันเธนบอกกับนักข่าวเมื่อมาถึงในวันที่ 3 นับแต่ทีมหมูป่าหายไปในถ้ำหลวงว่า พวกเขามีงานต้องทำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.การต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการพบตัวเยาวชนและโค้ชทีมฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมี รวม 13 คนที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง จ.เชียงราย ว่า ถือเป็นผลจากความร่วมมือระหว่างฝ่ายไทยกับนานาประเทศที่ต่างร่วมแรงร่วมใจในการค้นหาทั้ง 13 คน ทั้งนี้ ตนได้รับข้อความจาก รมว.ต่างประเทศอิตาลี เมื่อคืนวันที่ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยเป็นการร่วมแสดงความยินดีอย่างยิ่งกับเรื่องดังกล่าวเช่นเดียวกับคนไทยทุกคน อีกทั้งยังมีสถานเอกอัครราชทูตของหลายประเทศที่ได้ร่วมแสดงความยินดีกับฝ่ายไทยด้วยเช่นกัน ขณะที่สำนักนโยบายและแผน กระทรวงการต่างประเทศ ได้รวบรวมรายชื่อประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมปฏิบัติการครั้งนี้ ซึ่งเราเตรียมทำหนังสือขอบคุณไปยังองค์กรและหน่วยงานจากประเทศเหล่านั้นด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้แสดงความขอบคุณทีมจากประเทศต่างๆ ที่มาปฏิบัติงานในไทยด้วยเช่นกัน หลังจากนี้เป็นการนำทั้ง 13 คนนี้ออกมาให้ได้อย่างปลอดภัย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะจะต้องดำน้ำออกมาหลายช่วง และระยะทางค่อนข้างยาวเกือบ 7 กิโลเมตร แต่ยังเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายยังมีความพยายามในการนำบุคคลทั้งหมดออกมาให้ได้อย่างปลอดภัย และเมื่อนำบุคคลเหล่านี้ออกมาได้แล้ว คงทำให้ทุกคนที่ติดตามเหตุการณ์นี้จะยิ่งมีความสุขมากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมพูดไม่ออก เป็นเรื่องที่น่าดีใจ หากเราได้เห็นคลิปวิดีโอที่นักดำน้ำเข้าไปช่วยเหลือ ผมเชื่อว่าทุกคนคงกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว ใครจะไปคิด เพราะผลสำเร็จเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ และในหลายประเทศก็อาจทำไม่ได้อย่างที่เราทำ เพราะต้องมีบุคลากรที่มีความพร้อม ทั้งร่างกาย จิตใจ มีความตั้งใจ และทีมสนับสนุนด้วย การเข้าไปช่วยก็เจออุปสรรคมากมาย&amp;rdquo; นายดอนกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12687</URL_LINK>
                <HASHTAG>Thai Navy Seal, ซินหัว, ซีเอ็นเอ็น, ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร, บีบีซี, ประเทศอิตาลี, รอยเตอร์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อัลจาซีราห์, เอพี, เอเอฟพี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180703/image_big_5b3b8bb625a16.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
