<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97187</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> จำคุก‘เมจิสกิน’ สำนึกผิดชดใช้ รออาญาไว้3ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 20 ปี ผู้ต้องหาคดีผลิตและจำหน่ายเครื่องสำอางปลอม &amp;ldquo;เมจิกสกิน&amp;rdquo; หลอกลวงผู้บริโภค แต่สำนึกผิดและพยายามชดใช้ให้ผู้เสียหายแล้ว โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญาไว้ 3 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 24 มีนาคม 2564 ที่ห้องพิจารณาคดี 704 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.42/2562 ที่พนักงานอัยการคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 2 เป็นโจทก์ฟ้องบริษัท เมจิกสกิน จำกัด โดยนายกร พวงสน กรรมการผู้มีอำนาจ, นายกร พวงสน ฐานะส่วนตัว, นางวรรณภา พวงสน ภรรยาของจำเลยที่ 2, นายพีร์นิธิ ติรณวัตถุภรณ์, นายกสิทธิ์ วรชิงตัน และนายไมยสิทธิ์ สว่างธรรมรัตน์ ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-6 ตามลำดับ ฐานกระทำผิด พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ.2558 พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 5 ส.ค.2560-15 ก.พ.2561 ต่อเนื่องกัน บริษัท เมจิกสกินฯ นายกร และนางวรรณา ได้บังอาจร่วมกันผลิตเครื่องสำอางและสบู่ยี่ห้อ Mezzo โดยจดแจ้งต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ว่า บริษัท เมจิกสกินฯ ตั้งอยู่เลขที่ 522/46 ถ.สืบศิริ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา เป็นผู้ผลิต แต่ความจริงแล้วจำเลยทั้งสามเป็นผู้ว่าจ้างบริษัท พีโอเอส.คิสเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้เป็นผู้ผลิตเพื่อจำหน่ายเครื่องสำอางยี่ห้อดังกล่าว ต่อมามีผู้เสียหายหลายรายหลงเชื่อการโฆษณาหลอกลวงของจำเลย ซื้อเครื่องสำอางและมอบเงินให้พวกจำเลยเป็นของตนเองโดยทุจริต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในวันนี้จำเลยที่ 1-6 มาศาล พร้อมทนายความเพื่อฟังคำพิพากษา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งหมดมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก, พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1), พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 มาตรา 41, 71 และจำเลยที่ 1-3 มีความผิดตามมาตรา 6 (10), 25 (2), 53, 59 และ พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ.2558 จำเลยทั้งหมดให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง รวมจำคุกจำเลยที่ 2 และ 3 คนละ 59 ปี 5 เดือน และปรับคนละ 170,500 บาท, จำคุกจำเลยที่ 4-6 คนละ 59 ปี และปรับคนละ 147,500 บาท สำหรับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนให้จำคุกจำเลยที่ 2-6 คนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เมื่อรวมโทษทั้งหมดแล้ว คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 175,000 บาท จำเลยที่ 2 และ 3 จำคุกคนละ 20 ปี 5 เดือน และปรับ 170,500 บาท จำเลยที่ 4 -6 จำคุกคนละ 20 ปี และปรับ 147,500 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยที่ 2-6 แล้ว เห็นว่า สภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดีผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง ที่เป็นความผิดไม่มีลักษณะที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยอย่างร้ายแรงแก่ประชาชน จนถึงขนาดที่ไม่อาจให้โอกาสแก่จำเลยที่ 2-6 กลับตัวเป็นพลเมืองดีในสังคม อีกทั้งจำเลยที่ 2-6 ต่างก็สำนึกผิดโดยพยายามบรรเทาผลร้าย ประกอบอาชีพสุจริตหารายได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายทุกราย โดยผู้เสียหายส่วนใหญ่พอใจและไม่ติดใจดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญา คงมีผู้เสียหายส่วนน้อยที่ยังไม่ได้รับค่าเสียหาย การให้โอกาสจำเลยได้ไปประกอบอาชีพเพื่อนำรายได้มาชดใช้ค่าเสียหายน่าจะเป็นประโยชน์กว่า นอกจากนี้ยังไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2-6 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญาไว้ 3 ปี &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งหกร่วมกันคืนเงิน หรือชดใช้เงินแก่ผู้เสียหายทั้งหมดนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งหกได้ชำระเงินและวางเงินต่อศาลครบถ้วนจนเป็นที่พอใจ และทำสัญญาประนีประนอมยอมความจนผู้เสียหายที่ 1-5, 7, 9-12, 14-16, 19-25, 27-57 และ 59 ไม่ติดใจดำเนินคดีอีกต่อไป จึงไม่อาจมีคำสั่งให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันคืนเงินหรือชดใช้เงินแก่ผู้เสียหายดังกล่าวอีก และให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระแก่ผู้เสียหายที่ 6 จำนวน 1.3 ล้านบาท ผู้เสียหายที่ 8 จำนวน 4.1 ล้านบาท ผู้เสียหายที่ 13 จำนวน 428,930 บาท ผู้เสียหายที่ 17 จำนวน 37,100 บาท ผู้เสียหายที่ 18 จำนวน 71,615 บาท ผู้เสียหายที่ 26 จำนวน 142,957 บาท และผู้เสียหายที่ 58 จำนวน 132,957 บาท ริบของกลางให้ตกเป็นของกระทรวงสาธารณสุขเพื่อทำลายหรือจัดการตามที่เห็นสมควร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ศาลอาญายังได้อ่านคำพิพากษาคดีเมจิกสกินอีกสำนวนคือ คดีหมายเลขดำ อ.43/2562 ที่พนักงานอัยการคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 2 เป็นโจทก์ฟ้องบริษัท เมจิกสกิน จำกัด โดยนายกร พวงสน กรรมการผู้มีอำนาจ, นายกร พวงสน ฐานะส่วนตัว, นางวรรณภา พวงสน สามีภรรยา ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-3 ตามลำดับ กรณีเมื่อระหว่าง ก.พ.2560-เม.ย.2561 ต่อเนื่องกัน พวกจำเลยร่วมกับ น.ส.ตรีชฎา ใจสบาย, บริษัท ฮานิว โคเรีย และ น.ส.ปาจรีย์ วงศ์สมบูรณ์ จำเลยคดีอาญาหมายเลขแดง อ.3781/2561 กระทำผิดหลายกรรมต่างกัน โดยบังอาจร่วมกันผลิตเพื่อจำหน่ายเครื่องสำอางปลอม โดยจำเลยทั้งสามร่วมกับ น.ส.ตรีชฎา บริษัท ฮานิวฯ และ น.ส.ปาจรีย์ ในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ โดยร่วมกันรับจ้างผลิตเครื่องสำอางยี่ห้อ ตรีชฎา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 1-3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ.2548 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ2550 และความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน หลังเกิดเหตุแม้มูลค่าความเสียหายในคดีนี้จะมีเป็นจำนวนมาก แต่จำเลยทั้ง 4 ได้พยายามบรรเทาผลร้ายโดยได้มีการชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้เสียหายในคดีนี้ โดยชดใช้เงินจนเป็นที่พอใจให้กับผู้เสียหาย จำนวน 91 ราย คิดเป็นเงิน 1.6 ล้านบาท มีการผ่อนชำระ จำนวน 25 ราย และผู้เสียหายบางส่วนจำเลยก็ได้วางเงินต่อศาลเพื่อชดใช้ค่าเสียหายเต็มจำนวน คงมีผู้เสียหายส่วนน้อยที่ตกลงค่าเสียหายไม่ได้ จำนวน 25 ราย แต่จำเลยก็ได้วางเงินบางส่วนต่อศาลเพื่อเป็นการบรรเทาความเสียหายแล้ว อันแสดงถึงความรับผิดชอบในการกระทำผิดของจำเลยทั้ง 4
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลย ที่ 2-4 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษมีกำหนด 3 ปี หากจำเลยทั้ง 4 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97187</URL_LINK>
                <HASHTAG>พยายามชดใช้ให้ผู้เสียหาย, พิพากษาจำคุก 20 ปี, รอลงอาญา, รออาญาไว้ 3 ปี, สำนึกผิดชดใช้, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เมจิสกิน, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210324/image_big_605b3c8f04f9d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72637</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2020 15:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2020 15:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ยืนตามชั้นต้นรอลงอาญา &#039;เสี่ยเบนซ์&#039; สำนึกผิด-บรรเทาผลร้าย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ค.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2563 ศาลอาญาตลิ่งชัน ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดี &amp;quot;เสี่ยเบนซ์&amp;quot; ชน &amp;quot;รองตี๋&amp;quot; เสร็จสิ้นแล้ว คดีหมายเลขดำ อ.1839/2562 ที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญาธนบุรี 5 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสมชาย เวโรจน์พิพัฒน์ เป็นจำเลย ในความผิดฐานขับรถด้วยความเร็วเกินอัตราที่กฏหมายกำหนด และขับรถในขณะเมาสุราหรือของมึนเมาอย่างอื่น เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ได้รับอันตรายสาหัส และทรัพย์สินเสียหายฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2562 เวลาประมาณ 23.30 น. พนักงานสอบสวน สน.ศาลาแดง ได้รับแจ้งว่า มีเหตุรถยนต์ชนกันที่ ถ.ทวีวัฒนา-กาญจนาภิเษก แขวง-เขตทวีวัฒนา เมื่อได้ออกตรวจที่เกิดเหตุ พบรถยนต์เบนซ์ ทะเบียน บฮ-789 กทม. แต่ขณะนั้นไม่พบตัวคนขับ เนื่องจากเจ้าหน้าที่มูลนิธิได้นำตัวส่งโรงพยาบาลธนบุรี 2 เพราะได้รับบาดเจ็บ ส่วนที่เกิดเหตุพบ พ.ต.ท.จตุพร งามสุชวิชชากุล รอง ผกก.สอบสวน กก.2 บก.ป. เสียชีวิตอยู่ในรถยนต์ ยี่ห้อซูซูกิ สวิฟ ทะเบียน 2 กก-3653 และทราบจากเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ว่ายังมีนางนงนาฏ งามสุวิชชากุล ภรรยา และบุตรสาวอายุ 12 ปี ซึ่งนั่งโดยสารมาด้วย ได้รับบาดเจ็บ นำตัวส่งโรงพยาบาล ต่อมานางนงนาฏได้เสียชีวิตที่โรงพยาบาลราชพิพัฒน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนทราบว่า นายสมชายได้ขับรถเบนซ์วิ่งมาจาก ถ. พุทธมณฑลสาย 3 จะไปทาง ถ.พุทธมณฑลสาย 2 เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุบริเวณ ถ.ทวีวัฒนา- กาญจนาภิเษก ขับรถล้ำเข้าไปในช่องเดินรถของ พ.ต.ท.จตุพร ที่วิ่งมาจาก ถ.พุทธมณฑลสาย 2 กำลังมุ่งหน้าไป ถ.พุทธมณฑลสาย 3 จึงได้พุ่งชนกันอย่างแรง เป็นเหตุให้รถยนต์ทั้ง 2 คันได้รับความเสียหาย พ.ต.ท.จตุพร เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ จากการสอบสวนทราบว่าคืนเกิดเหตุ นายสมชายดื่มเบียร์มาจากสนามไดร์ฟกอล์ฟ แขวง-เขตทวีวัฒนา กระทั่งเวลาประมาณ 23.30 น.ได้ขับรถเบนซ์คันเกิดเหตุ ออกมาตาม ถ.ทวีวัฒนา- กาญจนาภิเษก จนชนกับรถของผู้ตาย และเมื่อทำการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ พบระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 260 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายสมชายให้การรับสารภาพทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาของศาลได้รับการประกันตัวด้วยวงเงิน 200,000 บาท และยินยอมที่จะเยียวยาชดใช้ค่าเสียหาย 45 ล้านบาท ให้กับครอบครัวของนายตำรวจผู้เสียชีวิต ซึ่งปัจจุบันคงเหลือเพียงบุตรสาวคนโตและบุตรสาวคนเล็ก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดตลิ่งชันเดิม) พิพากษาวันที่ 31 ก.ค. 2562 ว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.291, 300 และ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม.43 (2) (4), 67 วรรคหนึ่ง, 152, 157, 160 ตรี วรรคสาม วรรคสี่ อันการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานขับรถในขณะเมาสุราฯ ซึ่งเป็นบทหนักสุด ให้จำคุก 6 ปี และปรับ 200,000 บาท โดยจำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี พร้อมปรับ 100,000 บาท รวมทั้งมีคำสั่งให้เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย และสั่งห้ามจำเลยดื่มสุรา-เบียร์ หรือเครื่องดื่มมึนเมาทุกชนิดด้วย อย่างไรก็ตาม ศาลพิเคราะห์ตามรายงานสืบเสาะประวัติจำเลยแล้ว โทษจำคุกจำเลยให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี และให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 8 ครั้ง ภายใน 2 ปี กับทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ มีกำหนด 48 ชั่วโมง ภายเวลา 1 ปี ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาอัยการโจทก์อุทธรณ์เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2562 ขอให้ไม่รอการลงโทษจำเลย เนื่องจากการเมาแล้วขับในประเทศมีอัตรารุนแรงเพิ่มขึ้น รัฐต้องสูญเสียทรัพยากรและทรัพย์สินในการบริหารจัดการต่างๆ อีกทั้งเป็นปัญหาต่อเนื่องยาวนาน จำเลยเป็นคนที่มีฐานะดี หากรู้ตัวว่าเมาสุราแล้ว ย่อมมีศักยภาพในการกลับบ้านด้วยวิธีอื่น ไม่ใช่การขับรถยนต์ในขณะมึนเมาและขับด้วยความเร็วเกินกำหนด จนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุมีผู้เสียชีวิต ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องปรามไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง การกระทำของจำเลยจึงไม่ควรรอการลงโทษจำคุก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่า แม้เหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพราะจำเลยเมาสุราขณะขับรถ โดยมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 260 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ มีข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของจำเลย ซึ่งจำเลยไม่ค้านว่าจำเลยนั่งดื่มเบียร์ตั้งแต่เวลา 19.00-23.00 น. และตามฟ้องว่าจำเลยขับรถด้วยความเร็วเกินกว่า 80 กม. ในขณะเกิดเหตุโดยจำเลยเมาสุราแล้ว จำเลยขับรถล้ำช่องของตน เป็นเหตุให้ชนกับรถของผู้ตาย ทำให้มีผู้ถึงแก่ความตายถึง 2 คน และได้รับอันตรายสาหัส 1 คน การกระทำของจำเลยนับว่าเป็นอันตรายแก่ผู้ร่วมใช้ถนน พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรงดังที่โจทก์อุทธรณ์ก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่หลังเกิดเหตุ จำเลยมิได้หลบหนี และยังนำบุตรสาวของผู้ตายทั้งสองไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนเสียค่ารักษาไปประมาณ 1.5 ล้านบาท จำเลยไปร่วมงานศพของผู้ตายทั้งสองและร่วมทำบุญในการปลงศพ 3 แสนบาท ชดใช้เงินค่าขาดไร้อุปการะให้แก่มารดาของผู้ตายที่ 1 จำนวน 2 ล้านบาท และมารดาของผู้ตายที่ 2 จำนวน 1.9 ล้านบาท ชำระหนี้สินของผู้ตายที่ 1 เป็นเงิน 2 ล้านบาท ซื้อรถยนต์ใหม่ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ ราคา 1.5 ล้านบาท ทดแทนรถคันเดิมที่ประสบอุบัติเหตุ มอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรของผู้ตายทั้งสองคนละ 15 ล้านบาท บุตรทั้งสองของผู้ตายผู้ปกครองล้วนแถลงไม่ติดใจเอาความแก่จำเลย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า จำเลยรู้สำนึกในการกระทำความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งการกระทำของตน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน มีอาชีพการงานเป็นหลักแหล่ง และมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว การรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยน่าจะเป็นประโยชน์แก่สังคมโดยรวมยิ่งกว่าการลงโทษจำคุกจำเลย เป็นการให้โอกาสจำเลยในการกลับตัวเป็นพลเมืองดี อุปการะดูแลบุตรของผู้ตายทั้งสอง และบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ดังที่จำเลยแก้อุทธรณ์มา ที่โจทก์อ้างคดีอื่นในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยในคดีนั้น มีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ เนื่องจากคดีอื่นที่อ้างยังไม่มีการบรรเทาผลร้ายในการกระทำของจำเลยจนเป็นที่พอใจแก่ฝ่ายผู้ตายดังเช่นคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยมานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72637</URL_LINK>
                <HASHTAG>รองตี๋, รอลงอาญา, ศาลอุทธรณ์, สมชาย เวโรจน์พิพัฒน์, เสี่ยเบนซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200727/image_big_5f1e94f59374f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64066</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุก2ปีดีเจภูมิ ตกปลาอุทยาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ศาลชุมพรพิพากษาจำคุก 2 ปี ปรับ 2 หมื่น &amp;quot;ดีเจภูมิ&amp;quot; กับพวก ตกปลาในเขตอุทยานฯ รอลงอาญา 2 ปี สั่งบำเพ็ญประโยชน์อัดคลิปอนุรักษ์ธรรมชาติเผยแพร่ เจ้าตัวน้อมรับ ยันรักธรรมชาติและทะเลไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากกรณี ดีเจภูมิ หรือนายภูมิใจ ตั้งสง่า อายุ 41 ปี ได้ลงคลิปเปิดเผยภาพที่ดีเจภูมิและพวกเดินทางไปฟังคำพิพากษา กรณีช่วงเดือนสิงหาคม 2562 ดีเจภูมิและพวกได้ไปตกปลาในบริเวณเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพรโดยไม่ได้รับอนุญาต จนถูกตั้งข้อหาและศาลมีคำพิพากษาในวันดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด วันที่ 23 เมษายนนี้ นางวิไล สารประดิษฐ์ ผู้อำนวยการฯ ศาลจังหวัดชุมพร ได้เปิดเผยรายงานคดีที่ประชาชนสนใจ ระบุว่า วันที่ 18 มี.ค.2563 พนักงานอัยการจังหวัดชุมพรได้ยื่นฟ้องนายภูมิใจ หรือดีเจภูมิ ตั้งสง่า กับพวกรวม 6 คน ความผิดต่อพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติรวม 2 กระทง ศาลพิพากษาจำเลยทั้งหกมีความผิด จำคุกคนละ 4 ปี ปรับคนละ 40,000 บาท จำเลยทั้งหกรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 2 ปี ปรับคนละ 20,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ &amp;nbsp;2 ปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้จำเลยทั้งหกไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุกระยะ 2 เดือนต่อครั้ง มีกำหนดคนละ 1 ปี กับให้จำเลยทั้งหกกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งหกเห็นสมควร เป็นเวลา 36 ชั่วโมง ให้จำเลยทั้งหกจัดทำสื่อทางเทคโนโลยีสารสนเทศเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเผยแพร่ต่อสาธารณชน เช่น ช่องยูทูบ เฟซบุ๊ก เป็นต้น อย่างน้อย 2 คลิป ความยาวแต่ละคลิปไม่น้อยกว่า 10 นาที ทั้งนี้ ภายในระยะเวลา 6 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษา ให้จำเลยทั้งหกละเว้นการกระทำใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันนี้อีก หากจำเลยทั้งหกไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านดีเจภูมิยืนยันว่า ที่ตนทำรายการเพราะรักทะเลไทยและธรรมชาติ แต่แอบเสียดายที่ศาลมองว่ากลุ่มของตนทำไปเพื่อทำลายธรรมชาติ และผลประโยชน์ส่วนตัว แต่ไม่เป็นไร ขอยอมรับผิดและก้าวเดินต่อไป จะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่คุมประพฤติอย่างเต็มที่ พร้อมแนะนำคนที่อยากเป็นยูทูบเบอร์ว่า ก่อนที่จะออกไปถ่ายทำธรรมชาติ ต้องพยายามศึกษากฎหมายให้ดีอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ดีเจภูมิถูกจับดำเนินคดีเพราะเข้าไปตกปลาในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพรโดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วโพสต์คลิปลงในยูทูบ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2561 ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจปฏิบัติการพิเศษผู้พิทักษ์อุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่า (พญาเสือ) และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร ได้เข้าแจ้งความกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน ระบุว่า นายภูมิใจ ตั้งสง่า หรือดีเจภูมิ กับพวก ทั้งหมดโดยสารอยู่บนเรือสปีดโบ๊ต ร่วมกันตกปลาและชำแหละเนื้อปลาที่ได้มาจากล่า (ตกเบ็ด) บนเรือลำดังกล่าวเพื่อนำมาปรุงเป็นอาหาร ซึ่งคลิปดังกล่าวได้โพสต์ลงในสื่อโซเชียล (YouTube) เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2561 (ปัจจุบันคลิปดังกล่าวถูกลบออกจากสื่อออนไลน์ออกไปแล้วเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2562)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การกระทำของบุคคลหมด เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ฐานความผิด ดังนี้ 1.ฐานเก็บหา นำออกไป ทำด้วยประการใดๆ ให้เป็นอันตรายซึ่งทรัพยากรธรรมชาติอื่น โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 16 (2) และมาตรา 24
2.นำสัตว์ออกไป หรือทำด้วยประการใดๆ ให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 16 (3) และมาตรา 24 3.ฐานนำยานพาหนะเข้าออกหรือขับขี่ยานพาหนะในทางที่มิได้จัดไว้เพื่อการนั้น เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 16 (9) และมาตรา 25 4.นำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์ หรืออาวุธใดๆ เข้าไป เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 16 (15) และมาตรา 27 5.ฐานบุคคลซึ่งเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติ ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งได้สั่งให้ปฏิบัติตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด โดยอนุมัติของรัฐมนตรี และตามมาตรา 18 และมาตรา 25.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64066</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุก2ปี, ดีเจภูมิ, ตกปลาในเขตอุทยาน, บำเพ็ญประโยชน์, รอลงอาญา, ศาลจังหวัดชุมพร, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200423/image_big_5ea18b3582129.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52745</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/12/2019 12:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/12/2019 12:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฎีกาคุก3ปีแต่ให้รอลงอาญา&#039;สารวัตรสมิง&#039;กับลูกน้อง คดียัดยาบ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ธ.ค. 62 - ที่ห้องพิจารณา 902 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อเวลา 10.00 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาครั้งที่ 3 คดีหมายเลขดำ อ.830/2549 ที่นางกรองกาญจน์ ถิ่นอ่อน อายุ 59 ปี เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ต.สมิง รอดรัตษะ อดีต สว.สส.สน.พญาไท (ปัจจุบันยศ พ.ต.อ.) , ร.ต.อ.พรรณศักดิ์ วรบูลย์สวัสดิ์ อดีต รอง สว.สส.สน.พญาไท (ปัจจุบันยศ พ.ต.อ.) , ร.ต.อ.กิตติพงษ์ สิมมาลี , ด.ต.ภิญโญ แสงทิพย์ , ด.ต.อภิทักษ์ แก้วเกลื่อน , ด.ต.อวยชัย ทับสุรีย์ , จ.ส.ต.บุญเรือง บุตรวงศ์ , จ.ส.ต.รุ่งทิพย์ขำ , จ.ส.ต.(หญิง) ศศิธร ทับสุรีย์ , จ.ส.ต.วันเผด็จ แท่นรัตน์ และ ส.ต.ท.สุธรรม แย้มช่วย เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.พญาไท (ยศและตำแหน่งขณะเกิดฟ้องปี 2549) เป็นจำเลยที่ 1-11 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ เพื่อให้เกิดความเสียหายกับผู้อื่น , เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสารรับรองหลักฐานฯ อันเป็นเท็จ , ผู้ใดแจ้งข้อความเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่อัยการ ผู้ว่าคดีฯ , ผู้ใดขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต เสรีภาพ ทรัพย์สินฯ และผู้ใดหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นทำให้ปราศจากเสรีภาพฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162, 172, 309, 310 ทวิ
&amp;nbsp;
กรณีเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2548 จำเลยที่ 1-11 ร่วมกันแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม นางกรองกาญจน์ โจทก์ โดยไม่มีหมายจับของศาล และใช้กำลังและอาวุธบังคับขืนใจโจทก์ให้ขึ้นรถยนต์ไปกับพวกจำเลย ซึ่งระหว่างนั้นใช้ถุงดำคลุมศีรษะและรัดคอโจทก์ไว้ เพื่อข่มขู่ให้โจทก์รับสารภาพคดีมียาบ้าจำนวน 100 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งโจทก์ได้ปฏิเสธแต่จำเลยไม่ยอมปล่อยตัวและไม่นำส่งพนักงานสอบสวนหรือพาไปยังสถานีตำรวจ กลับให้โจทก์พาไปโกดังของโจทก์เพื่อตรวจค้น แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย แล้วจำเลยกับพวก กลับร่วมกันทำเอกสารการจับกุมและเอกสารอื่นๆ อันเป็นเท็จ โดยบังคับให้โจทก์ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวได้จัดพิมพ์ไว้แล้ว ซึ่งมีข้อความว่ารับสารภาพ
&amp;nbsp;
คดีนี้จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ ขณะที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2552 เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องเป็นลำดับขั้นตอน หากไม่เป็นความจริงก็ยากที่จะปั้นแต่งเรื่องขึ้นเอง และยังสอดคล้องกับหนังสือร้องขอความเป็นธรรม ถึง ผบ.ตร. ลงฉบับวันที่ 22 ก.ย. 2548 ด้วย จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1, 2, 7, 8, 10,11 ทำผิดตามฟ้อง ให้ลงโทษฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามมาตรา 157 ที่เป็นบทหนักสุด จำคุกคนละ 5 ปี ส่วนจำเลยที่ 6, 9 จำคุกคนละ 4 ปีฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ซึ่งจัดทำเอกสารเท็จ โดยยกฟ้องจำเลยที่ 3, 4, 5
&amp;nbsp;
ต่อมาจำเลยที่ 1, 2, 6, 7, 8, 9, 10, 11 ยื่นอุทธรณ์ กระทั่งมีการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2556 พิพากษาแก้เป็นให้ลดโทษ จำเลยที่ 1, 2, 7, 10 เหลือจำคุกคนละ 4 ปี&amp;nbsp; และจำคุก 3 ปี จำเลยที่ 8, 11&amp;nbsp; โดยพิพากษาแก้ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 6, 9 และพิพากษายืนยกฟ้องส่วนจำเลยที่ 3, 4, 5
&amp;nbsp;
จากนั้นจำเลยที่ 1, 2, 7, 8, 10, 11 ยื่นฎีกาสู้คดี ส่วนจำเลยที่ 3, 4, 5 โจทก์ไม่ได้ยื่นฎีกา หลังจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้อง คงฎีกาในส่วนจำเลยที่ 6, 9 ที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง
&amp;nbsp;
คดีนัดอ่านคำพิพากษาฎีกาครั้งแรกวันที่ 22 มี.ค. 2561 แต่เนื่องจากครั้งนั้น พ.ต.อ.สมิง จำเลยที่ 1 และ จ.ส.ต.(หญิง) ศศิธร จำเลยที่ 9 มีอาการป่วย โดยมีใบรับรองแพทย์มาแสดงศาลเชื่อว่าป่วยจริง จึงนัดอ่านคำพิพากษาฎีกาครั้งที่ 2 ในวันที่ 11 พ.ค.2561 แต่ปรากฏว่า เนื่องจาก ร.ต.อ.วันเผด็จ แท่นรัตน์ จำเลยที่ 10 ยื่นคำร้องขอกลับคำให้การเป็นรับสารภาพ และขอให้ศาลลงโทษสถานเบา ซึ่งศาลสอบถามคู่ความแล้วไม่คัดค้าน ศาลจึงส่งสำนวนและคำร้องของจำเลยที่ 10 กลับให้ศาลฎีกาพิจารณาอีกครั้ง กระทั่งนัดฟังคำพิพากษาฎีกาครั้งที่ 3 ในวันนี้ (18 ธ.ค. 2562) ขณะเดียวกัน พ.ต.อ.พรรณศักดิ์ วรบูลย์สวัสดิ์ จำเลยที่ 2 ก็ยื่นคำร้องขอกลับคำให้การเป็นรับสารภาพเช่นกัน
&amp;nbsp;
วันนี้ พ.ต.อ.สมิง จำเลยที่ 1 กับพวกจำเลยลูกน้องที่ได้ยื่นฎีกาและได้รับการประกันตัวเดินทางมาฟังคำพิพากษาศาลฎีกา โดยเมื่อถึงเวลานัด ศาลได้อ่านคำสั่งศาลฎีกาในส่วนที่จำเลยที่ 2 และ 10 ยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมจากที่เคยให้การปฏิเสธ เป็นให้การรับสารภาพ ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าการถอนคำให้การของจำเลยที่ 2 และ 10 ต้องยื่นก่อนศาลมีคำพิพากษา พฤติการณ์เป็นลักษณะการประวิงเวลาอ่านคำพิพากษา จึงไม่อนุญาต โดยให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสอง
&amp;nbsp;
จากนั้นศาลได้อ่านผลคำพิพากษาศาลฎีกา โดยพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1, 2, 7, 8, 10, 11 กระทำความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบซึ่งเป็นบทหนักสุด จากเดิมจำคุกจำเลยที่ 1, 2, 7, 10 คนละ 4 ปี เป็นจำคุกคนละ 3 ปี เพิ่มโทษปรับคนละ 2 หมื่นบาท ส่วนจำเลยที่ 8, 11 จากเดิมจำคุกคนละ 3 ปี เป็นจำคุกคนละ 2 ปี เพิ่มโทษปรับคนละ 2 หมื่นบาท โดยโทษจำคุกจำเลยทั้งหกให้รอลงอาญาไว้คนละ 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52745</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีตร.ยัดยาบ้า, ฎีกา, รอลงอาญา, ศาลอาญา, สารวัตรสมิง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191218/image_big_5df9b219c7c49.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41353</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2019 09:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2019 08:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตรมว.ยุติธรรมชงเลิก&#039;รอลงอาญา&#039;หากผู้กระทำผิดบิดพลิ้วไม่ชำระค่าเสียหายให้ผู้เสียหาย!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.ค 62 &amp;nbsp;- นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์แสดงความเห็นคดีอุบัติเหตุโทลเวย์ 9 ศพโดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดี &amp;ldquo;9 ศพ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมได้รับทราบข่าวกรณีที่สื่อมวลชนเรียกกันสั้นๆว่าคดี &amp;ldquo;แพรวา 9 ศพ&amp;rdquo; ด้วยความประหลาดใจและหดหู่ใจที่จนป่านนี้ครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้เสียหายยังไม่เคยได้รับการดูแลหรือการเยียวยาใดๆเลย แถมยังต้องดิ้นรนแก้ปัญหาด้วยตัวเอง และยังต้องมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีที่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้เสียหายต้องแบกภาระ ในขณะที่ผู้กระทำความผิดได้รับโทษเพียงการ &amp;ldquo;รอลงอาญา&amp;rdquo; จึงอยากแสดงความคิดเห็นไว้เผื่อจะเป็นประโยบชน์บ้างครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการแรก จำได้ว่าสมัยที่ผมเป็นผู้พิพากษานั้น เรามีแนวทางการตัดสินคดี ที่มีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานลักษณะเดียวกันให้เป็นไปในทางเดียวกัน เรียกว่า &amp;ldquo;ยี่ต๊อก&amp;rdquo; และถ้าเป็นคดีอาญาจากการขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บสาหัสเป็นอย่างน้อยแล้ว หากผู้กระทำผิดไม่บรรเทาโทษชำระค่าเสียหายให้ผู้เสียหาย หรือนำเงินค่าเสียหายมาวางศาลในจำนวนที่เหมาะสมแล้ว เราจะไม่รอลงอาญาเสมอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีกรณีหนึ่งสมัยที่ผมเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดธัญบุรี ปทุมธานี นั้น จำเลยขับรถยนต์ขนาดใหญ่โดยประมาทชนมอเตอร์ไซค์ทำให้ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์บาดเจ็บสาหัสถึงพิการ จำเลยนำเงินค่าเสียหายมาวางศาลให้ผู้เสียหายในจำนวนที่เหมาะสม ผมเห็นว่าไม่ควรรอลงอาญา แต่เมื่อหารือกับหัวหน้าศาลแล้วเห็นว่าตาม &amp;ldquo;ยี่ต๊อก&amp;rdquo; ควรต้องรอลงอาญา เพราะเป็นเพียงความผิดที่กระทำโดยประมาท ผู้กระทำผิดไม่ได้เป็นอาญชากรโดยกมลสันดาน จึงต้องรอลงอาญาไปตาม &amp;ldquo;ยี่ต๊อก&amp;rdquo; เพราะฉะนั้นสังคมและทนายความหรือผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องควรนำสำนวนการพิจารณาพิพากษาคดีนี้มาศีกษาว่าข้อเท็จจริงที่ใช้อ้างอิงในการ &amp;ldquo;รอลงอาญา&amp;rdquo; นั้นคืออะไร มีเหตุสมควรเพียงใด และในความเป็นจริงมีการเยียวยาผู้เสียหายบ้างแล้วหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สอง เรื่องความช่วยเหลือและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ฯลฯ คดีนี้ผู้เสียหายทั้งหมดเป็นผู้เสียหายในคดีอาญา สามารถของความช่วยเหลือจากกรมคุ้มครองสิทธิฯ กระทรวงยุติธรรมได้ทันที สมัยที่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้วางหลักเกณฑ์ให้กรมคุ้มครองสิทธิฯ เข้าไปช่วยเหลือดูแลประชาชนที่ได้รับความเสียหายในทางอาญาทำนองนี้ไว้แล้ว ซึ่งกรมคุ้มครองสิทธิฯ ก็ได้ให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายในคดีอาญาด้วยความเข้มแข็งและตั้งใจเสมอมา ผมยังแก้ไขหลักเกณฑ์ของ &amp;ldquo;กองทุนยุติธรรม&amp;rdquo; ให้สามารถให้ความช่วยเหลือเรื่องทนายความและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องจำเป็นได้ทั้งหมดด้วย เช่น ค่าเดินทางและค่าที่พัก เป็นต้น เพราะฉะนั้น เมื่อได้ยินว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนใหม่นี้ได้สั่งการให้กรมคุ้มครองสิทธิฯ เข้าไปช่วยเหลือบรรดาผู้เสียหายแล้วก็ดีใจครับ รอดูการทำงานและผลงานของกระทรวงยุติธรรมต่อไปครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สาม เรื่องความรับผิดทางแพ่ง ผมเข้าใจว่าครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้เสียหายคงฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากผู้กระทำผิดไปแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงินค่าเสียหาย กรณีนี้หากผู้กระทำผิดเพิกเฉยก็ต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและดำเนินกระบวนการทางกฎหมายโดยเร็ว เมื่อดำเนินการทุกอย่างแล้วแม้ยังไม่ได้รับการชำระค่าเสียหายเกินกว่า 10 ปีก็ตาม แต่ผู้เสียหายก็ยังคงมีสิทธิติดตามให้ผู้กระทำผิดชำระหนี้ได้ เพราะถือว่าได้เริ่มต้นดำเนินการไว้ภายใน 10 ปีนั้นแล้ว
มีประเด็นที่ควรพิจารณากรณีหนึ่งคือ ผู้กระทำผิดได้สมรสแล้ว ดังนั้นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสย่อมเป็นสินส่วนตัวของผู้กระทำผิดด้วยครึ่งหนึ่ง ทีมทนายความของผู้เสียหายน่าจะลองพิจารณาดูด้วยว่าทรัพย์สินส่วนนี้จะอยู่ในการบังคับคดีได้ด้วยหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สี่ การที่ผู้กระทำผิดยังไม่ชำระค่าเสียหายนั้น เบื้องต้นยังไม่อาจถือเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ได้นะครับ เว้นแต่จะมีพยานหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าผู้กระทำความผิดยักย้ายถ่ายเทหรือซ่อนเร้นทรัพย์สิน หรือโอนทรัพย์สินของตนไปให้ผู้อื่น หรือแกล้งเป็นหนี้ที่ไม่เป็นความจริง เพื่อมิให้ผู้เสียหายได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน
ดังนั้น จึงต้องอาศัยทนายความและผู้ชำนาญการในการสืบทรัพย์และติดตามทรัพย์เข้ามาตรวจสอบ และหากพบว่ามีบุคคลอื่นเข้ามาช่วยเหลือผู้กระทำผิดด้วย เช่น บิดามารดา เพื่อน หรือคู่สมรส บุคคลเหล่านั้นก็จะมีความผิดและจะต้องถูกดำเนินคดีเป็นกรณีๆ ไปด้วย เช่น หากช่วยยักย้ายถ่ายเท หรือช่วยซ่อนเร้น หรือช่วยถือครอง หรือช่วยรับโอนทรัพย์สินของผู้กระทำผิด หรือช่วยแกล้งเป็นเจ้าหนี้ของผู้กระทำผิดโดยไม่เป็นความจริง ก็จะมีความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ด้วยในฐานะเป็นผู้ช่วยเหลือสนับสนุน หรือเป็นตัวการร่วม แล้วแต่ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่ห้า ผมเห็นว่าในการจะรอลงอาญาผู้กระทำความผิดต่อไปนี้ ควรต้องกำหนดเป็นเงื่อนไขไว้ด้วยว่าหากผู้กระทำความผิดบิดพลิ้วไม่ชำระค่าเสียหายให้ผู้เสียหายตามที่ตกลงไว้หรือไม่ปฎิบัติตามเงื่อนไขของศาล ก็ให้ศาลยกเลิกการรอลงอาญาแล้วนำตัวผู้กระทำความผิดมาจำคุกตามคำพิพากษาทันทีแทนที่จะให้ผู้เสียหายต้องเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายฟ้องร้องผู้กระทำความผิดเป็นคดีใหม่ขึ้นมาอีกไม่รู้จักจบจักสิ้น ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่สามารถกำหนดได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ครับ.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41353</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีแพรวา, พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค, ยี่ต๊อก, รอลงอาญา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190604/image_big_5cf6783431a66.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22847</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ป้าทุบรถเฮชนะคดี จอดขวาง-เจอคุก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ป้าทุบรถชนะคดีหญิงจอดรถขวางประตูบ้าน ศาลเชื่อจำเลยกระทำโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของผู้อื่น ทำให้ได้รับความเดือดร้อนรำคาญบนถนนสาธารณะ และเกินอำนาจพนักงานสอบสวนที่จะเปรียบเทียบปรับเพื่อให้เลิกแล้วต่อกัน เนื่องจากมีโทษหนักถึงจำคุก พิพากษาจำ 15 วัน ปรับ 5 พันบาท ปรานีโทษจำรอลงอาญา 1 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 26 พฤศจิกายนนี้ ที่ศาลจังหวัดพระโขนง ถนนสรรพาวุธ ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อ.1441/2561 ที่พนักงานอัยการโจทก์, น.ส.รัตนฉัตร แสงหยกตระการ อายุ 57 ปี และ น.ส.มณีรัตน์ แสงภัทรโชติ อายุ 61 ปี เป็นโจทก์ร่วม ยื่นฟ้อง น.ส.รชนีกร เลิศวาสนา อายุ 37 ปี เป็นจำเลย ในความผิดฐานจอดรถกีดขวางทางเข้า-ออกอาคารฯ และก่อความเดือดร้อนรำคาญฯ โดยในวันนี้ น.ส.รัตนฉัตร, น.ส.มณีรัตน์ โจทก์ เดินทางมาศาลพร้อมนายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ รวมถึงจำเลยเดินทางมาศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังศาลอ่านคำพิพากษา นายอนันต์ชัยเปิดเผยว่า วันนี้ศาลจังหวัดพระโขนงพิพากษาว่า น.ส.รชนีกร จำเลย กระทำความผิดจริงตามฟ้อง โดยศาลวินิจฉัยในประเด็นสำคัญที่จำเลยอ้างว่า ใช้เวลาจอดรถซื้อของเพียง 15 นาทีนั้น ทางฝ่ายโจทก์อ้างตัวเองเบิกความเป็นพยานว่า น.ส.รชนีกร จำเลย จอดรถขวางหน้าบ้านไม่สามารถนำรถออกได้ จึงบีบแตรใช้เวลานานถึง 30 นาที หากจำเลยจอดรถใช้เวลาไม่นาน โจทก์คงไม่นำเสียมและขวานมาทุบกระจกรถของจำเลย จึงเชื่อว่าจำเลยจอดรถขวาง ใช้เวลาซื้อของตามความประสงค์ของตนเองโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของบุคคลอื่น การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยเล็งเห็นผลต่อโจทก์ร่วมทั้งสอง อันเป็นการทำให้โจทก์ร่วมทั้งสองได้รับความเดือดร้อนรำคาญบนถนนสาธารณะ ซึ่งประชาชนชอบที่จะใช้สัญจรได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถือได้ว่าจำเลยได้กระทำในที่สาธารณสถาน ทั้งเป็นการจอดรถตรงปากทางเข้า-ออกของอาคารและในลักษณะกีดขวางการจราจร การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 57 (10) (15), 148 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397 วรรคสอง ผู้ใดกระทำด้วยประการใดๆ ต่อผู้อื่นอันเป็นการรังแก ข่มเหง คุกคาม หรือกระทำให้ได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนรำคาญ เป็นการกระทำในที่สาธารณสถานหรือต่อหน้าธารกำนัล จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับนั้น เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามมาตรา 90 พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจเปรียบเทียบปรับจำเลยในความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ เพื่อให้คดีเลิกกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อคดีนี้พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจลงบันทึกประจำวันเปรียบเทียบปรับ เพื่อให้ความผิดทั้งหมดรวมทั้งโทษหนักกว่าเลิกกันได้ จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397 วรรคสอง อันเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 397 วรรคสอง เป็นบทที่หนักที่สุด จำคุก 15 วัน และปรับ 5,000 บาท ศาลเห็นว่าจำเลยไม่ปรากฏเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนันต์ชัยยังระบุอีกว่า ส่วนคดีหมายเลขดำ อ.3917/2561 ที่พนักงานอัยการศาลจังหวัดพระโขนงเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.มณีรัตน์ และ น.ส.รัตนฉัตร แสงหยกตระการ เป็นจำเลยที่ 1-2 ในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ กรณีใช้ขวานและเหล็กยาวทุบทำลายรถยนต์นิสสัน รุ่นนาวารา สีขาว หมายเลขทะเบียน ฎค 9297 กรุงเทพมหานคร ของ น.ส.รชนิกร ที่จอดขวางหน้าบ้านตัวเองนั้น ที่ผ่านมาศาลได้เคยนัดไกล่เกลี่ย แต่ไม่ลงตัว ซึ่งเราก็ได้ให้การปฏิเสธไป โดยป้าทั้งสองให้การยอมรับว่าได้ใช้ขวานและเสียมทุบรถจริง แต่ทำไปเพราะบันดาลโทสะ เพราะถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม และผู้เสียหายมีส่วนในการกระทำความผิด ซึ่งศาลนัดสืบพยานโจทก์นัดแรกวันที่ 7 มี.ค.2562.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22847</URL_LINK>
                <HASHTAG>จอดรถขวางประตูบ้าน, ป้าทุบรถ, รอลงอาญา, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181126/image_mid_5bfc0365974e3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6009</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2018 20:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/03/2018 19:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดต้นตอ ‘ธาริต’ ทอดไมตรี ‘วัชระ’ ผวา!โทษคุกรุมเร้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 มี.ค.2561 - หลังศาลแขวงดอนเมืองได้อ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อ.812/2559 ที่นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เป็นโจทก์ฟ้องนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในข้อหาแจ้งความเท็จให้พนักงานจดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ และหมิ่นประมาท โดยพิพากษาให้จำคุกนายเรืองไกร 8 เดือน และยกฟ้องนายธาริตนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น่าสนใจที่ท่าทีในภายหลังของนายธาริต ที่รีบส่งทนายมาบอกกับนายวัชระตามที่เจ้าตัวบอกว่า &amp;ldquo;คนอื่นชั่วกว่าตั้งเยอะแยะ คุณวัชระยังปล่อยไป เอาผมไว้เป็นเพื่อนสักคน และขอว่าอย่าอุทธรณ์ได้ไหม&amp;quot; ทำไมท่าทีของนายธาริตถึงดูอ่อนน้อมถ่อมตนต่างจากก่อนหน้านี้เสียจริง แต่หากพินิจจากคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีหมายเลขดำที่ อม.177/2560 และคดีหมายเลขแดงที่ อม.10/2561 ในเรื่องการแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2561 ซึ่งเผยแพร่อย่างเป็นทางการในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 135 ตอนที่ 20 ก ลงวันที่ 28 มีนาคม 2561ก็จะถึงบางอ้อทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำพิพากษาดังกล่าวระบุไว้ว่า &amp;ldquo;...ให้จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,0000 บาท ผู้คัดค้านให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท ไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี (นับตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย.2560) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งหากนับตามปฏิทินนายธาริตจะรอดคุกในคดีนี้ได้ต้องพ้นจากวันที่ 3 เม.ย.2562 ไปแล้ว แต่ดันกลับมามีคำพิพากษาในคดีนายวัชระขึ้นมาเสียก่อน และหากนายวัชระอุทธรณ์ภายใน 30 วัน และศาลอุทธรณ์พิพากษาไม่ได้ยกฟ้องเหมือนศาลชั้นต้นขึ้นมา โดยยังอยู่ภายในกำหนดการรอลงโทษอยู่ก็อาจทำให้นายธาริตต้องนอนคุกยาวทีเดียว เพราะนอกจากคดีนายวัชระแล้ว ยังต้องผนวกรวมคุกอีก 3 เดือนในคดีแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จจริงด้วย งานนี้จึงเป็นที่มาขอการยื่นไมตรีขอความเป็นเพื่อนจากนายวัชระนั่นเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ระบุไว้ว่า &amp;ldquo;เมื่อความปรากฏแก่ศาลเอง หรือความปรากฏตามคำแถลงของโจทก์หรือเจ้าพนักงานว่า ภายในเวลาที่ศาลกำหนดตามมาตรา 56 ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาได้กระทำความผิดอันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดนั้น ให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังกำหนดโทษที่รอการกำหนดไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีหลัง หรือบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลัง แล้วแต่กรณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ถ้าภายในเวลาที่ศาลได้กำหนดตามมาตรา 56 ผู้นั้นมิได้กระทำความผิดดังกล่าวมาในวรรคแรก ให้ผู้นั้นพ้นจากการที่จะถูกกำหนดโทษ หรือถูกลงโทษในคดีนั้น แล้วแต่กรณี&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งานนี้จึงน่าติดตามว่า &amp;ldquo;แจ๊ค วัชระ&amp;rdquo; จะยอมรับไมตรีของ &amp;ldquo;ธาริต เพ็งดิษฐ์&amp;rdquo; หรือไม่ หรือธาริตจะต้องลุ้นด้วยใจระทึกพลัน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6009</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสอบสวนคดีพิเศษ, การแจ้งบัญชีหนี้สินและทรัพย์สิน, จำคุก, ดีเอสไอ, ธาริต เพ็งดิษฐ์, ประมวลกฎหมายอาญา, รอลงอาญา, วัชระ เพชรทอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180328/image_big_5abb90bbd4196.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
