<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>98715</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/04/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/04/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุก8เดือน‘ปารีณา’คดีหมิ่น‘ช่อ’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ศาลสั่งคุก 8 เดือน ปรับ 6 หมื่น &amp;quot;ปารีณา&amp;quot; โพสต์หมิ่น &amp;quot;ช่อ&amp;quot; ลงใต้เอี่ยวบึ้มกรุง รอลงอาญา 2 ปี &amp;ldquo;ธรรมนัส&amp;rdquo; ลุ้น 5 พ.ค.นี้ ศาล รธน.นัดชี้ชะตาสถานะ รมต.-ส.ส. ปมต้องคำพิพากษาคดีค้ายาออสเตรเลีย ศาลรับคำร้อง กกต.สั่ง 5 ส.ส.กปปส.หยุดปฏิบัติหน้าที่ อุทธรณ์จำคุก ส.ส.ขอนแก่นเพื่อไทยย้าย ผอ.โรงเรียนมิชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2564 ที่ห้องพิจารณา 806 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.2043/2562 ที่ น.ส.พรรณิการ์ วานิช หรือช่อ กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า อดีต ส.ส.และอดีตโฆษกพรรคอนาคตใหม่ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 กรณีเมื่อวันที่ 4 ส.ค.2562 จำเลยได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว กล่าวหาใส่ร้ายทำนองว่า น.ส.พรรณิการ์ โจทก์ และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (ขณะนั้น) มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับเหตุระเบิดในหลายพื้นที่กรุงเทพมหานคร และ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งล้วนเป็นข้อความอันเป็นเท็จ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยเป็นผู้ใช้งานบัญชีเฟซบุ๊กที่โจทก์ฟ้องคดีนี้หรือไม่ โดยจำเลยปฏิเสธว่าบัญชีดังกล่าวเป็นเฟซบุ๊กปลอม ภายหลังจากที่โจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้ เห็นว่าพยานโจทก์เบิกความยืนยันสอดคล้องกันว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้จำเลยเคยถ่ายทอดสดโดยปรากฏใบหน้าจำเลยผ่านบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้ อีกทั้งพยานโจทก์ซึ่งเป็นสื่อมวลชนเบิกความว่า ภายหลังเกิดเหตุโจทก์แถลงข่าวเกี่ยวกับคดีนี้ จำเลยก็มีได้ปฏิเสธว่าบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าวมิใช่เฟซบุ๊กของจำเลยแต่อย่างใด เพียงแต่ออกมาปฏิเสธภายหลังเมื่อโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามฟ้องหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ใช้งานบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ &amp;quot;ปารีณา ไกรคุปต์&amp;quot; นั้น เห็นว่า การที่จำเลยโพสต์ข้อความดังกล่าวประกอบกับรูปภาพของโจทก์และรูปภาพของผู้ต้องสงสัยในการก่อเหตุวางระเบิดในกรุงเทพฯ ย่อมทำให้บุคคลทั่วไปที่ได้อ่านข้อความและดูรูปภาพประกอบกันแล้ว เข้าใจได้ทันทีว่าโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ต้องสงสัยในเหตุการณ์วางระเบิดในกรุงเทพมหานคร โจทก์เป็นผู้จ้างวานให้มีการวางระเบิด ถือเป็นการใส่ความโจทก์ว่าเป็นคนไม่ดีต่อบุคคลที่สาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะเกิดเหตุ โจทก์ดำรงตำแหน่ง ส.ส.ฝ่ายค้าน ส่วนจำเลยดำรงตำแหน่ง ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การที่จำเลยใส่ความโจทก์ดังที่กล่าว เพื่อมุ่งประสงค์ให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง และภายหลังเผยแพร่ข้อความดังกล่าวแล้ว จำเลยก็ไม่ได้วิเคราะห์หรืออธิบายข้อเท็จจริงในเฟซบุ๊กของจำเลยให้ประชาชนได้ทราบว่าโจทก์เกี่ยวข้องกับผู้ต้องสงสัยในเหตุการณ์วางระเบิดอย่างไร จึงมิใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ติชมด้วยความชอบธรรม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท เมื่อจำเลยโพสต์ข้อความและรูปภาพดังกล่าวผ่านบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กของจำเลย โดยตั้งค่าการเข้าถึงแบบสาธารณะ ย่อมทำให้ประชาชนหรือบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้โพสต์ดังกล่าวได้อย่างไม่จำกัด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โพสต์ดังกล่าวมีผู้กดถูกใจ 498 ครั้ง กดแชร์โพสต์ถึง 263 ครั้ง จึงถือได้ว่าเป็นการกระจายข่าวสู่สาธารณชนในลักษณะแพร่หลายแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 ประกอบมาตรา 326 จำคุก 1 ปี ปรับ 100,000 บาท ทางนำสืบจำเลยให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 8 เดือน ปรับ 66,666 บาท ไม่ปรากฏว่า จำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาภายหลังฟังคำพิพากษา น.ส.ปารีณา จำเลย จ่ายเงินค่าปรับ จำนวน 66,666 บาทต่อศาลเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงเดินทางกลับทันทีโดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในคดีที่ประธานรัฐสภาส่งความเห็นของ ส.ส. 51 คน ขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 วรรคหนึ่ง และมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าสมาชิกภาพ ส.ส.ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (10) และความเป็นรัฐมนตรีของ ร.อ.ธรรมนัสสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 17 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (6) และมาตรา 98 (10) หรือไม่ จากกรณีเคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายอันถึงที่สุดว่าได้กระทำความผิดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้าซึ่งยาเสพติด แม้จะเป็นคำพิพากษาของศาลต่างประเทศ ซึ่งศาลได้ให้ ร.อ.ธรรมนัสได้ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา รวมทั้งมีหนังสือเรียกเอกสารหลักฐานจากคู่กรณีและกระทรวงการต่างประเทศแล้ว โดยจากการอภิปราย ศาลเห็นว่าคดีเป็นปัญหาข้อกฎหมาย และมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้ จึงยุติการไต่สวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง และกำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ ลงมติ และอ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟังในวันพุธที่ 5 พ.ค. เวลา 15.00 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลรัฐธรรมนูญยังมีคำสั่งรับคำร้องกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 วรรคสี่ ว่าสมาชิกภาพ ส.ส.ของนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีต รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ อดีต รมว.ศึกษาธิการ และนายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา อดีต รมช.คมนาคม, นายอิสสระ สมชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นายชุมพล จุลใส ส.ส.ชุมพร สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (4) (6) จากเหตุต้องคำพิพากษาศาลอาญาจำคุกในคดีชุมนุม กปปส.ปี 2557 ไว้พิจารณาวินิจฉัย และแจ้งให้ กกต.ทราบ พร้อมส่งสำเนาคำร้องให้ผู้ถูกร้องทั้ง 5 ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหากต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง นอกจากนี้ยังมีคำสั่งให้บุคคลทั้ง 5 คนหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 วรรคสอง จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย และแจ้งให้ กกต. และประธานสภาผู้แทนราษฎรทราบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับวินิจฉัยในประเด็นที่ กกต.ขอให้วินิจฉัยว่า กรณีดังกล่าวเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายพุทธิพงษ์ นายณัฏฐพล และนายถาวร สิ้นสุดลงเฉพาะตัวหรือไม่ โดยเมื่อวันที่ 22 มี.ค. มีพระบรมราชโองการประกาศให้ทั้ง 3 คนพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 จ.ขอนแก่น ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีหมายเลขดำที่ อท.5/2562 คดีหมายเลขแดงที่ 24/2563 ระหว่างนายมีศิลป์ ชินภักดี โจทก์ กับนายกิตติ บุญเชิด จำเลยที่ 1 กับพวก รวม 11 คน โดยมีนายบัลลังก์ อรรณนพพร ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย เป็นจำเลยที่ 4 ปฏิบัติหน้าที่กรรมการประเมินศักยภาพผู้ขอย้าย/กรรมการกลั่นกรองการย้าย และ อ.ก.ค.ศ. สพม.25 ขอนแก่น โดยมิชอบ กรณีโจทก์ยื่นคำร้องขอย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนขอนแก่นวิทยายน เมื่อปี 2558&amp;nbsp; ซึ่งศาลพิพากษาจำคุก 1 ปี 6 เดือน นายกิตติ บุญเชิด กับพวก รวมถึงนายบัลลังก์ โดยไม่รอลงอาญา.
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98715</URL_LINK>
                <HASHTAG>รอลงอาญา 2 ปี, ส.ส.กปปส., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หยุดปฏิบัติหน้าที่, โพสต์หมิ่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210407/image_big_606dc83aad58b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57668</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘เจ้าคุณธงชัย’โล่งรอดคุก ศาลชี้ไรทุ้จริตเงินทอนวัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ&amp;quot; โล่ง! ศาลพิพากษาจำคุก 36 เดือน รอลงอาญา 2 ปี สนับสนุนปฏิบัติหน้าที่มิชอบคดีเงินทอนวัด 69 ล้าน &amp;quot;พนม-ผู้บริหาร พศ.&amp;quot; เจอคุกต่อ &amp;quot;ตัวแทนลูกศิษย์&amp;quot; อุทธรณ์สบายใจไม่ใช่เรื่องทุจริต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ห้องพิจารณา 703 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษาคดีทุจริตการจัดสรรเงินงบประมาณ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) คดีหมายเลขดำ อท.251/2561 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 2 &amp;nbsp;เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายพนม ศรศิลป์ อายุ 60 ปี อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.), นายชยพล พงษ์สีดา อายุ 64 ปี อดีตรอง ผอ.พศ., นายณรงค์เดช ชัยเนตร อดีต ผอ.กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา, นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี อายุ 50 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา และอดีตพระพรหมสิทธิ ธงชัย สุขโข หรือนายธงชัย สุขโข อายุ 64 ปี อดีตพระราชาคณะเจ้าคณะรอง อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และอดีตกรรมการมหาเถรสมาคม เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ร่วมกันเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157 ประกอบมาตรา 83, 86, 91
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้อัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 24 ต.ค.2561 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า ระหว่างวันที่ 29 ต.ค.2558-22 ก.ค.2559 พวกจำเลย ได้เบียดบังเอาเงินงบประมาณของสำนักงาน พศ.ประจำปี 2559 จำนวน 69,700,000 บาท (จากวงเงินงบประมาณประจำปี 2559 จำนวน 5,360,188,000 บาท) ไปเป็นประโยชน์ของตน โดยใช้วัดเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดรับโอนเงิน ด้วยการให้วัดโดยเจ้าอาวาส เสนอโครงการเพื่อรับเงินสนับสนุนที่เบียดบังมาจากที่ได้มีการพิจารณาอนุมัติโครงการเงินอุดหนุนในโครงการอบรมคุณธรรม จริยธรรม จำนวน 37,200,000 บาท และโครงการศูนย์กลางเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา จำนวน 32,500,000 บาท ซึ่งวัดสระเกศฯ ได้รับอนุมัติเงินไปเพียงวัดเดียว โดยเมื่อวันที่ 11 เม.ย.2561 พ.ต.ท.พงศพร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ. ได้แจ้งความดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งมีการส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวนตามกฎหมาย ซึ่งมีคำขอท้ายฟ้อง ขอศาลให้มีคำสั่งจำเลยที่ 1-5 ร่วมกันคืนเงินหรือใช้เงินจำนวน 69,700,000 บาท คืนแก่สำนักงาน พศ.ผู้เสียหาย พร้อมขอให้ศาลนับโทษจำคุก นายพนม จำเลยที่ 1 กับคดีหมายเลขดำ อท.253/2561, อท.254/2561 (ร่วมทุจริตการจัดสรรเงินงบ พศ.) ของศาลนี้ และอดีตพระพรหมสิทธิฯ จำเลยที่ 5 กับคดีหมายเลขดำ อท.197/2561 (ร่วมฟอกเงิน) ของศาลนี้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ระหว่างการพิจารณาคดีนี้ นายพนม จำเลยที่ 1 ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำไม่ได้รับการประกันตัว ซึ่งได้ถูกดำเนินคดีหลายสำนวนในศาลนี้ ส่วนพระพรหมสิทธิ จำเลยที่ 5 เพิ่งได้รับการประกันตัวเมื่อวันที่ 15 ส.ค.2562 โดยศาลตีราคาหลักประกัน 2.5 ล้านบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขให้จำเลยมารายงานตัวต่อศาลทุก 1 เดือน ไปจนกว่าศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษา และห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้ อดีตพระพรหมสิทธิ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ จำเลยที่ 5 สวมชุดขาวมาศาลพร้อมคณะลูกศิษย์ ส่วนจำเลยที่ 1- 4 นั้นถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ ศาลได้เบิกตัวทั้งหมดมาฟังคำพิพากษา
หนุน จนท.ปฏิบัติมิชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว เห็นว่าจำเลยที่ 1-4 เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ซึ่งมีอำนาจหน้าที่บริหารงานและดำเนินการตามภารกิจของสำนักงาน พศ. และมีอำนาจอนุมัติโครงการ แผนงานต่างๆ ตามการจัดสรรงบประมาณ และตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ ในช่วงเกิดเหตุปี 2558-2559 ได้อนุมัติเงินอุดหนุนใน 2 โครงการ คือโครงการอบรมคุณธรรมจริยธรรม จำนวน 37 ล้านบาท และโครงการศูนย์กลางเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา จำนวน 32.5 ล้านบาท ให้กับศูนย์สำนักงานส่งเสริมคุณธรรมฯ วัดสระเกศฯ ที่มีจำเลยที่ 5 เป็นประธาน ซึ่งจำเลยที่ 5 ได้ต่อสู้ว่าไม่ได้มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย กรณีที่กล่าวหาไม่ได้อยู่ในฐานะเจ้าอาวาสวัด แต่เป็นประธานศูนย์สำนักงานส่งเสริมคุณธรรมฯ วัดสระเกศฯ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลเห็นว่าแม้จำเลยที่ 5 จะอ้างว่ากรณีที่ถูกกล่าวหาไม่ได้กระทำในฐานะเจ้าอาวาส แต่ในเอกสารที่ลงชื่อก็กำกับท้ายเจ้าอาวาส ขณะที่ศูนย์สำนักงานส่งเสริมฯ ก็อยู่ในความดูแลของวัดสระเกศฯ ที่จำเลยที่ 5 มีอำนาจบริหารจัดการดูแลภายในวัด ส่วนที่โจทก์ฟ้องก็ฟ้องจำเลยที่ 5 ในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 5
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยการอนุมัติจัดสรรงบประมาณโครงการอบรมคุณธรรมจริยธรรม จำนวน 37 ล้านบาทนั้น ได้โอนเงินให้กับวัดสระเกศฯ 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นเงิน 30 ล้านบาท ซึ่งจำเลยที่ 5 ก็มีหนังสือแจ้งกลับจำเลยที่ 1-4 ที่เป็นผู้บริหารงบประมาณว่าได้รับเงินที่จัดสรรมาแล้ว ศาลเห็นว่าการดำเนินการของศูนย์ส่งเสริมคุณธรรมฯ ที่จำเลยที่ 5 ดูและดำเนินการได้ไม่ตรงตามเป้าหมาย โดยมีผู้ร่วมโครงการจำนวน 22,000 คน กลับขอเงินอุดหนุนและได้รับอนุมัติถึง 30 ล้านบาทเพียงวัดเดียว ทั้งที่วัตถุประสงค์ในการจัดสรรงบประมาณ ต้องการให้กระจายงบในวัดทั่วประเทศจำนวนกว่่า 39,400 แห่ง เมื่อเทียบดูเวลาการอนุมัติเงินให้วัดสระเกศฯ นี้ ได้กระทำในช่วงต้นของปีงบประมาณดังกล่าว ทั้งที่ไม่ใช่กรณีเร่งรัด จำเลยที่ 1-4 จึงไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องรีบอนุมัติเงินจำนวนมากดังกล่าว ซึ่งควรจะมีการส่งเรื่องให้คณะเลขานุการกลุ่มยุทธศาสตร์และแผนงานตรวจดูก่อน หากพบว่ามีการใช้งบประมาณไม่ได้เต็มที่ หรือเกินความจำเป็น ก็สามารถที่จะเรียกคืนเงินเพื่อมาจัดสรรให้กับส่วนอื่นได้อีก การกระทำส่วนนี้จึงเป็นการอนุมัติงบประมาณสำนักงาน พศ. ที่จัดสรรให้กับวัดสระเกศฯ เพียงวัดเดียว โดยไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วนตามเป้าหมาย ส่วนงบประมาณจำนวน 7 ล้านบาท ในโครงการนี้ ตามทางนำสืบพบว่าเป็นการอนุมัติงบที่สืบเนื่องมาจากงบประมาณปี 2558 ที่ดำเนินการต่อเนื่องมา การกระทำของจำเลยที่ 1-5 ส่วนนี้จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการอนุมัติงบประมาณให้กับโครงการศูนย์กลางเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา จำนวน 32,500,000 บาท วัดสระเกศฯ ก็ได้จัดสรร 2 ครั้ง ครั้งแรกจำนวน 26 ล้านบาท ครั้งที่สองจำนวน 6.5 ล้านบาท ซึ่งตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายก็ต้องวางแผนจัดกิจกรรมใน 3 ไตรมาส แต่ไม่ได้ดำเนินการตามเป้าหมายดังกล่าวที่กำหนดให้วัดซึ่งได้รับการจัดสรรงบประมาณต้องกระทำให้ครบทั้ง 6 ด้าน อาทิ ด้านการปกครอง การศึกษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนา สาธารณสงเคราะห์พระภิกษุหรือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติ ตามทางนำสืบยังได้ความจากจำเลยตอบการถามของอัยการโจทก์ว่า ก่อนการอนุมัติเหมือนมีการตกลงกันไว้ก่อนแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1-4 ในการอนุมัติเงินงบประมาณทั้ง 2 โครงการดังกล่าว จึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และอดีตอาวาสวัดสระเกศฯ จำเลยที่ 5 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่รักษาทรัพย์ฯ ใช้อำนาจหน้าที่เบียดบังทรัพย์นั้นไปเป็นประโยชน์ของตนเองและผู้อื่นโดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และจำเลยที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนฯ นั้น ตามทางนำสืบรับฟังได้ว่าเมื่อจัดสรรงบประมาณไปแล้ว ทางวัดได้นำไปจัดกิจกรรมตามโครงการ แต่ไม่ครบถ้วนตามเป้าหมายที่วางไว้ทั้งหมด อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณฯ โดยตามทางนำสืบก็ยังไม่มีหลักฐานฟังได้ว่าจำเลยที่ 1-5 นำเงินงบประมาณนั้นไปเป็นของตัวเอง ซึ่งประเด็นนี้ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เบิกความว่าในการทำหน้าที่ตรวจสอบการนำเงินงบประมาณไปดำเนิน 2 โครงการนี้ ไม่มีการทุจริต การกระทำของจำเลยทั้งห้าจึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 147 และไม่ต้องร่วมกันคืนเงินในส่วนนี้
คุก 36 ด.รอลงอาญา 2 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป จำคุกนายพนม อดีต ผอ.พศ. จำเลยที่ 1 จำนวน 2 กระทง กระทงละ 2 ปี รวม 4 ปี , จำเลยที่ 2-4 จำคุก 3 กระทง กระทงละ 2 ปี รวม 6 ปี ตามมาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ส่วนอดีตพระพรหมสิทธิ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ จำเลยที่ 5 จำคุก 3 กระทง กระทงละ 1 ปี 4 เดือน และปรับกระทงละ 12,000 บาท รวม 3 ปี 12 เดือนและปรับ 36,000 บาท ตามมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์ ลดโทษให้กระทงละ 1 ใน 4 คงจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี 12 เดือนและให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีหมายเลขดำ อท.253/2561 ที่มีโทษจำคุก 20 ปีและโทษจำคุก 3 เดือน คดีหมายเลขดำ จส.2/2562 ของศาลนี้ด้วย, จำเลยที่ 2-4 จำคุกคนละ 3 ปี 18 เดือน ส่วนจำเลยที่ 5 ให้จำคุก 36 เดือน และปรับ 27,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในส่วนของอดีตพระพรหมสิทธิ จำเลยที่ 5 เมื่อคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม ภาวะแห่งจิต สิ่งแวดล้อม และสภาพความผิดของจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นพระภิกษุ เป็นผู้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในธรรมวินัย เป็นครูผู้สอนในโรงเรียนพระปริยัติธรรม เป็นประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ เป็นผู้มีบทบาทในการส่งเสริมทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เป็นผู้สร้างคุณประโยชน์ให้กับคณะสงฆ์ สังคม และสถาบันการศึกษาต่างๆ อย่างต่อเนื่องตลอดมา จนได้รับการถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์หลายสาขาจากหลายมหาวิทยาลัย ทั้งของรัฐและเอกชน และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองที่พระพรหมสิทธิ ซึ่งมีศักดิ์สูงกว่าพระราชาคณะชั้นธรรม และรองลงมาจากสมเด็จพระราชาคณะ อีกทั้งยังเคยดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 10 ประกอบกับไม่มีเรื่องการทุจริตหรือแสวงหาประโยชน์ส่วนตน เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 5 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด 2 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังเสร็จสิ้นการฟังคำพิพากษา นายโฆสิต สุวินิจจิต ตัวแทนคณะศิษย์ของพระพรหมสิทธิ ให้สัมภาษณ์ว่า รู้สึกสบายใจที่มีคำพิพากษาแล้วว่าไม่มีการทุจริต รัฐไม่ได้เสียหาย และจำเลยทั้งห้าพ้นมลทินเรื่องทุจริต เพียงแต่พิพากษาว่าจำเลยที่ 1-4 เป็นเจ้าพนักงานของรัฐมีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มาตรา 157 ซึ่งเป็นขั้นตอนของระบบราชการ ส่วนจำเลยที่ 5 นั้นมีความผิดเกี่ยวกับการขอสนับสนุนงบประมาณ โดยความจริงแล้วเป็นการขอในนามประธานสำนักงานศูนย์คุณธรรมจริยธรรม ก็เป็นไปตามหน้าที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คณะลูกศิษย์ตกลงกันว่าจะขอใช้สิทธิอุทธรณ์คดีในส่วนของพระพรหมสิทธิ จำเลยที่ 5 ซึ่งปัจจุบันท่านก็ยังปฏิบัติธรรมตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะอยู่ข้างในหรือนอกเรือนจำ อีกทั้งยังไม่เคยเปล่งวาจาลาสิกขา ยังปฏิบัติธรรมเป็นพระสมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้นเมื่อศาลตัดสินว่าไม่ทุจริต ชาวพุทธน่าจะสบายใจว่าพระผู้ใหญ่ไม่ได้ทุจริต&amp;quot; นายโฆสิตระบุ.
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57668</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีทุจริตการจัดสรรเงินงบประมาณ, คดีเงินทอนวัด, รอลงอาญา 2 ปี, วัดสระเกศ, ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ, เงินทอนวัด, เจ้าคุณธงชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200219/image_big_5e4d3ddc6258e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47798</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มะเร็งลาม‘ปึ้ง’ศาลรออาญา2ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;องค์คณะชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ศาลฎีกานักการเมือง พิพากษาแก้จำคุก &amp;quot;ปึ้งศักดิ์&amp;quot; 2 ปีฐานออกพาสปอร์ต &amp;quot;ทักษิณ&amp;quot; แต่ศาลเมตตารอลงอาญา 2 ปี ปรับ 1 แสนบาท เพราะโรครุมเร้า มีความเครียด ป่วยเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ ไขมันในเลือด &amp;nbsp;มะเร็งลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองที่คอและท้อง และอายุมากแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 10 ต.ค. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง องค์คณะชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีการวม 9 คน ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาอุทธรณ์ คดีออกหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ให้กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีโดยมิชอบ คดีหมายเลขดำ อธ.อม.3/2561 ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสุรพงษ์ หรือปึ้ง โตวิจักษณ์ชัยกุล อายุ 66 ปี อดีต รมว.การต่างประเทศ ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นจำเลย ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้อัยการสูงสุดยื่นฟ้องเมื่อเดือน มี.ค.2560 ภายหลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติต้นเดือน ก.พ.2560 ชี้มูลความผิดทางอาญานายสุรพงษ์ที่ได้ลงนามในการพิจารณาออกหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 ต.ค.2554 ทั้งที่ขณะนั้นนายทักษิณยังเป็นบุคคลที่ถูกออกหมายจับในคดีร่วม นปช.ก่อการร้าย และคดีอาญาอื่นๆ รวมทั้งคดีที่ศาลมีคำพิพากษาจำคุกแล้ว อันเป็นการกระทำที่ขัดต่อระเบียบข้อบังคับกระทรวงการต่างประเทศ ว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ.2548 ข้อ 21 (2) (3) (4) ทำให้กระทรวงการต่างประเทศเสียหาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษาไปเมื่อวันที่ 19 มิ.ย.2561 ซึ่งองค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวที่ผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด โดยให้จำคุกจำเลยเป็นเวลา 2 ปี ขณะที่พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่าการกระทำความผิดของจำเลยมีเจตนาช่วยเหลือผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาของศาลซึ่งหลบหนี ให้สามารถเดินทางในต่างประเทศได้สะดวก และเป็นผลบั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย จึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมานายสุรพงษ์ จำเลย ได้ยื่นอุทธรณ์คําพิพากษาดังกล่าวต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ซึ่งวันนี้นายสุรพงษ์ จำเลย ได้เดินทางมาศาลพร้อมกับญาติ คนใกล้ชิด และทนายความ พร้อมฟังคำพิพากษา ซึ่งเดินทางมาถึงศาลฎีกาตั้งแต่เวลา 08.00 น. ก่อนถึงกำหนดนัดอ่านคำพิพากษาอุทธรณ์เวลา 11.00 น. โดยนายสุรพงษ์สวมเสื้อผ้าชุดขาว นั่งรถเข็น สวมหน้ากากอนามัยและแว่นตาดำ พร้อมกับสวมหมวกด้วย เนื่องจากมีอาการป่วยหนัก ซึ่งในการฟังคำพิพากษานี้ศาลได้จัดชุดเจ้าหน้าที่พยาบาลไว้เพื่อเตรียมความพร้อมกรณีมีเหตุฉุกเฉินด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่องค์คณะชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ 9 คน พิเคราะห์พยานหลักฐานต่างๆ แล้วเห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงใน 6 ประเด็นนั้นฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษาว่า นายสุรพงษ์ จำเลย มีความผิดตามที่ศาลฎีกาฯ พิพากษาแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาหรือรอลงอาญานั้น องค์คณะฯ เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการขัดขวางกระบวนการยุติธรรมส่วนหนึ่ง เนื่องจากการกระทำนั้นทำให้นายทักษิณเกิดความสะดวกในการเดินทางไปต่างประเทศ ทั้งที่ศาลได้มีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดให้จำคุกในคดีที่ดินรัชดาภิเษก และในขณะนั้นก็มีหมายจับในคดีอื่นๆ ด้วย จึงไม่มีเหตุลดโทษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ตามที่จำเลยได้อุทธรณ์ว่า ระหว่างพิจารณาคดีได้ส่งผลต่อสุขภาพทั้งกายและใจ มีความเครียด ป่วยเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ ไขมันในเลือด รวมทั้งมะเร็ง ซึ่งได้ลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองที่คอและท้อง ขณะเดียวกันจำเลยก็มีอายุมากแล้ว องค์คณะฯ จึงเห็นควรให้โอกาสมีมติเสียงข้างมาก พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 2 ปี โดยโทษจำคุกนั้นรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี แต่ให้มีโทษปรับในความผิดนี้ด้วยเป็นเงิน จำนวน 100,000 บาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังองค์คณะวินิจฉัยชั้นอุทธรณ์ได้อ่านคำพิพากษาอุทธรณ์เสร็จสิ้นแล้ว ญาติของนายสุรพงษ์ก็ได้นำเงินชำระค่าปรับ 1 แสนบาทต่อศาล.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47798</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีพาสปอร์ต, รอลงอาญา 2 ปี, ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, สรุพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191010/image_big_5d9f407b0e21f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
