<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>93757</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/02/2021 16:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/02/2021 16:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นครพนม&#039;น้ำโขงลดต่ำเหลือแค่ 1 เมตรระบบนิเวศพังปลาส่อสูญพันธุ์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.พ.64-ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำโขงยังวิกฤต โดยได้ลดระดับลงต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา ล่าสุดมีระดับน้ำเฉลี่ยต่ำสุดที่ประมาณ 1 เมตร ถือว่าต่ำสุดในรอบ 15 ปี ทำให้ พื้นที่บางจุดเกิดหาดทรายเป็นบริเวณกว้าง ระยะทางยาวเป็นกิโลเมตร นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบให้น้ำโขงนิ่งไม่ไหลเชี่ยวตามธรรมชาติ เกิดการตกตะกอนหรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่าหิวตะกอน &amp;nbsp;จากน้ำสีขุ่นหรือสีปูนกลายเป็นน้ำสีฟ้าครามคล้ายทะเล ถึงแม้สีของน้ำจะสร้างความสวยงานตื่นตาให้กับประชาชน นักท่องเที่ยว แต่ในทางตรงกันข้ามถือเป็นสัญญาณอันตราย ที่บ่งชี้ถึงผลกระทบของการสร้างเขื่อนกั้นน้ำโขงของประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ระบบนิเวศเริ่มพัง ระดับน้ำโขงไม่ไหลเวียนตามธรรมชาติ ส่งผลกระทบต่อลำน้ำสาขาแห้งขอด โดยเฉพาะลำน้ำสาขาสายหลัก อาทิ ลำน้ำอูน ลำน้ำสงคราม และลำน้ำก่ำ มีปริมาณน้ำน้อย &amp;nbsp;ส่งผลกระทบมากสุดคืออาชีพประมง ชาวบ้านจับปลาได้น้อย และกระทบการขยายพันธุ์ของปลาน้ำโขง ไม่สามารถขึ้นไปวางไข่ได้ตามฤดูกาล เนื่องจาก 2-3 ปี ที่ผ่านมา ในช่วงฤดูฝนถือว่าระดับน้ำโขงต่ำ เมื่อเทียบกับหลาย 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้ปริมาณปลาน้ำโขงลดลงเท่าตัว ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ อาชีพการประมงในพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ศิราณี งอยจันทร์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดนครพนม &amp;nbsp;เปิดเผยว่า &amp;nbsp;ต้องยอมรับว่าสถานการณ์น้ำโขงในช่วง 2 -3 ปีที่ผ่านมา มีความเปลี่ยนแปลงผิดธรรมชาติเป็นอย่างมาก น้ำโขงลดระดับเร็วตั้งแต่ช่วงฤดูฝน &amp;nbsp;ผลกระทบจากการสร้างเขื่อนของประเทศเพื่อนบ้าน &amp;nbsp;ซึ่งปกติฤดูในทุกปีจะเป็นฤดูน้ำหลากที่ปลาน้ำโขงจะขึ้นไปวางไข่ต้นน้ำในลำน้ำสาขา คือ ลำน้ำอูน ลำน้ำสงคราม ลำน้ำก่ำ แต่เมื่อน้ำโขงปริมาณน้ำต่ำ โอกาสที่ปลาจะขึ้นไปวางไข่ ขยายพันธุ์ยาก ทำให้มีการวางไข่ในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จากการวิจัยพบการขยายพันธุ์ในลำน้ำโขง ทำให้ปริมาณการเติบโตของปลาลดลงเกินครึ่ง เพราะมาจากปัจจัยของสภาพแวดล้อม ยิ่งในปีนี้ปริมาณน้ำโขงต่ำ เกิดการตกตะกอน ทำให้ แพงตอนในน้ำรวมถึงสาหร่าย ตาย ปลาน้ำโขงไม่มีอาหาร จากข้อมูลการสำรวจในช่วงปีที่ผ่านมา ถึงปัจจุบัน พบว่าปลาน้ำโขงเดิมมีอยู่ประมาณ 1,000 กว่าชนิด แต่ปัจจุบันเริ่มสูญพันธุ์หายากกว่า 100 ชนิด อาทิ ปลาบึก ปลายี่สกไทย ปลานวลจันทร์ ปลานาง ปลาโจก ปลากาดำ หรือปลาอีตุ๊ ส่วนใหญ่จะเป็นปลาเศรษฐกิจที่มีราคาแพง ประมาณกิโลกรัมละ 150 -200 บาท &amp;nbsp;เป็นที่ต้องการของตลาด และมีระยะเวลาการขยายพันธุ์ช้า พ่อพันธุ์แม่พันธ์ต้องอายุ 3-4 ปีขึ้นถึงจะสามารถขยายพันธุ์ได้ &amp;nbsp;ทำให้เริ่มสูญพันธุ์ บวกกับสภาพน้ำโขงเปลี่ยนแปลง ระบบนิเวศถูกทำลาย &amp;nbsp;สิ่งที่ตามมาคือ รายได้จากอาชีพประมง เศรษฐกิจด้านประมงลดลงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดนครพนม &amp;nbsp;กล่าวว่า สำหรับแนวทางการป้องกันแก้ไข &amp;nbsp;สำคัญที่สุดทางหน่วยงานประมง ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดนครพนม ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจ ตรวจสอบ ทำความเข้าใจกับชาวบ้าน ห้ามจับปลาในฤดูวางไข่ และห้ามใช้อุปกรณ์จับปลาที่มีการห้ามในช่วงฤดูปลาขยายพันธุ์ &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังได้วางแนวทางในการจัดพื้นที่อนุรักษ์พันธุ์ปลาแบบธรรมชาติ ในลำน้ำโขง ด้วยการสร้างเขตพื้นที่ห้ามจับปลาตามหน้าวัดเขตอภัยทาน โดยใช้ความเชื่อมาเป็นส่วนในการอนุรักษ์ เพื่อขยายพันธุ์ปลาน้ำโขง ที่สำคัญจะต้องเร่งทำการเพาะพันธุ์ขยายพันธุ์ปลา ลงสู่แม่น้ำให้มากที่สุด แต่มีปัญหาเพราะปลาบางชนิดต้องใช้เวลาเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ 3 -4 ปี กว่าจะสามารถขยายพันธุ์ได้ แต่มีปริมาณการจับ และการสูญพันธุ์มากกว่าการขยายพันธุ์ &amp;nbsp;ทำให้ส่งผลกระทบต่อการประมงอย่างแน่นอน &amp;nbsp;อย่างไรก็ตามในอนาคตเชื่อว่าถึงแม้จะมีการเพิ่มการขยายพันธุ์ปลามากขึ้น แต่ปัจจัยหลักคือระบบนิเวศ ระดับน้ำโขง ที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ส่งผลกระทบตามมาขั้นวิกฤติแน่นอน ในอนาคต
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93757</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.นครพนม, พันธุ์ปลา, ระดับน้ำ, แม่น้ำโขง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210221/image_big_60322474a42e0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51506</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/12/2019 13:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/12/2019 13:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แม่น้ำโขงผันผวนขึ้นเล็กน้อยไหลช้าไม่ขุ่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ธ.ค. 2562 &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดหนองคาย ว่า ระดับน้ำในแม่น้ำโขง วัดที่ส่วนอุทกวิทยา หนองคาย ระดับน้ำโขงอยู่ที่&amp;nbsp;1.48&amp;nbsp;เมตร ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเมื่อวานตอนเช้า เพียง&amp;nbsp;2&amp;nbsp;เซนติเมตร และระดับน้ำโขงต่ำกว่าตลิ่ง&amp;nbsp;10.72&amp;nbsp;เมตรซึ่งคาดว่าวันพรุ่งนี้ ระดับน้ำ น่าจะลดลงเนื่องจากน้ำทางตอนบน ที่ อ.เชียงคาน มีระดับลดลง

&amp;nbsp;จากระดับน้ำโขงที่ผันผวน ขึ้นลงสลับไปมา ส่งผลให้การไหลของน้ำช้าลง และสีของน้ำโขง ซึ่งปกติจะขุ่นเป็นสีปูนแดง แต่ในช่วงที่ระดับน้ำลดลงและไหลช้าส่งผลทำให้สีของน้ำโขงใสขึ้น จนมองเห็นโขดหินใต้น้ำและมองไกลๆจะเห็นเป็นสีฟ้าครามสดใสสวยงาม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51506</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง(GMS), ระดับน้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191201/image_big_5de35f585d830.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14741</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2018 17:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2018 17:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฟผ.ร่อนแถลงการณ์ ยืนยันจับตาระดับน้ำในเขื่อนอย่างใกล้ชิด มั่นใจควบคุมได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กฟผ. เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำของเขื่อนในความดูแลทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ควบคุมได้ บางแห่งเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ
&amp;nbsp;
นายณัฐวุฒิ แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในเขื่อน กฟผ. ทั่วประเทศ วันนี้ (5 สิงหาคม 2561) ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ปกติ ยกเว้นเขื่อนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตกบางแห่งที่มีระดับน้ำสูงกว่าเกณฑ์ควบคุม (Upper Rule Curve) โดยเขื่อนที่มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ ได้แก่ ภาคเหนือ เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำกักเก็บร้อยละ 57 ของความจุ สามารถรองรับน้ำได้อีก 5,766 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำกักเก็บร้อยละ 67 สามารถรองรับน้ำได้อีก 3,160 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันตก เขื่อนศรีนครินทร์ มีปริมาณน้ำกักเก็บร้อยละ 87 ของความจุ สามารถรองรับน้ำได้อีก 2,356 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขื่อนสิรินธร มีปริมาณน้ำกักเก็บร้อยละ 55 ของความจุ สามารถรองรับน้ำได้อีก 878 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนห้วยกุ่ม มีปริมาณน้ำกักเก็บร้อยละ 29 ของความจุ สามารถรองรับน้ำได้อีก 14 ล้าน ลบ.ม. และภาคใต้ เขื่อนรัชชประภา มีปริมาณน้ำกักเก็บร้อยละ 78 ของความจุ สามารถรองรับน้ำได้อีก 1,234 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนบางลาง มีปริมาณน้ำกักเก็บร้อยละ 56 ของความจุ สามารถรองรับน้ำได้อีก 637 ล้าน ลบ.ม.
&amp;nbsp;
ส่วนเขื่อนที่มีระดับน้ำสูงกว่าเกณฑ์ควบคุม (Upper Rule Curve) ซึ่งมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด แต่ไม่กระทบกับความมั่นคงของเขื่อน ได้แก่ ภาคตะวันตก เขื่อนวชิราลงกรณ มีปริมาณน้ำกักเก็บร้อยละ 84 ของความจุ สามารถรองรับน้ำได้อีก 1,411 ล้าน ลบ.ม. และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขื่อนอุบลรัตน์ มีปริมาณน้ำกักเก็บร้อยละ 32 ของความจุ สามารถรองรับน้ำได้อีก 1,655 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนจุฬาภรณ์ มีปริมาณน้ำกักเก็บร้อยละ 65 ของความจุ สามารถรองรับน้ำได้อีก 58 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนน้ำพุง มีปริมาณน้ำกักเก็บร้อยละ 63 ของความจุ สามารถรองรับน้ำได้อีก 62 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ ตามข้อสั่งการของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และ &amp;ldquo;ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ&amp;rdquo; ให้เร่งการระบายน้ำเพื่อลดระดับน้ำในเขื่อนที่มีระดับน้ำเกินเกณฑ์ควบคุมURCให้กลับสู่เกณฑ์ควบคุมโดยเร็ว เพื่อให้มีพื้นที่รับน้ำเพียงพอสำหรับรองรับน้ำฝนที่จะมีเข้ามาใหม่ตลอดช่วงฤดูฝนอีก 2 เดือนนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่ง กฟผ. ได้บริหารจัดการ โดยทะยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำ&amp;nbsp; 3 เขื่อนใหญ่ ของ กฟผ. ตั้งแต่วันที่ 5 สค. 61 ได้แก่&amp;nbsp; เขื่อนวชิราลงกรณ&amp;nbsp; ระบายน้ำในอัตราวันละ 43 ล้าน ลบ.ม./วัน&amp;nbsp; โดย กฟผ. ได้แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด&amp;nbsp; ปภ.จังหวัด และประชาชนก่อนเพิ่มการระบาย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2 วันล่วงหน้า เพื่อให้มีการเตรียมความพร้อม&amp;nbsp;&amp;nbsp; เขื่อนสิริกิติ์ เดิมมีปริมาณน้ำสูงกว่าเกณฑ์ควบคุม URC ได้ปรับเพิ่มการระบายน้ำขึ้นเป็นวันละ 32 ล้าน ลบ.ม. ทำให้วันนี้ปริมาณน้ำในอ่างฯ ลดลงอยู่ในเกณฑ์ควบคุม URC แล้ว
เขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งมีแนวโน้มปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนในเกณฑ์น้ำมาก จึงได้ปรับเพิ่มการระบายน้ำขึ้นเป็นวันละ 20 ล้าน ลบ.ม/วัน

ในข่วงสภาวะวิกฤตนี้&amp;nbsp; กฟผ.ได้ส่งทีมประจำที่ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในช่วงภาวะวิกฤติ เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ เพื่อประกอบการตัดสินใจร่วมกับหน่วยงานด้านน้ำที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดได้ทางเว็บไซต์ http://www.water.egat.co.th&amp;nbsp; และแอพพลิเคชั่น EGAT Water ซึ่งสามารถดาวน์โหลดค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำได้อย่าง Real Time ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งมีการถ่ายทอดสดจากกล้อง CCTV ของแต่ละเขื่อนอีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14741</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟผ., ระดับน้ำ, สถานการณ์น้ำในเขื่อน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180805/image_big_5b66d6d50f0cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14739</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2018 17:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2018 17:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐออกประกาศเตือน 5 อำเภอเพชรบุรี เตรียมรับมือน้ำเอ่อล้นตลิ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ ได้ออกประกาศเรื่องสถานการณ์ แม่น้ำเพชรบุรีฉบับที่ 1/2561 แจ้งเตือน อำเภอในจังหวัดเพชรบุรีเตรียมพร้อมรับมือน้ำเอ่อล้นตลิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เมื่อวันที่ 5 ส.ค. เวลา 12.00 น. ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ ได้ออกประกาศเรื่องสถานการณ์ แม่น้ำเพชรบุรีฉบับที่ 1/2561 ลงนามโดยนายสำเริง แสงภู่วงศ์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ ระบุว่า ด้วยมีฝนตกหนักต่อเนื่องในลุ่มน้ำเพชรบุรีบริเวณเหนือเขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ช่วงระหว่างวันที่ 19-20 ก.ค. ส่งผลให้มีน้ำไหลหลากเข้าเขื่อนอย่างรวดเร็ว มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับยังมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณน้ำล้นทางระบายน้ำล้นของเขื่อนลงสู่แม่น้ำเพชรบุรีในวันนี้เวลาประมาณ 24.00 น.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจะเริ่มส่งผลกระทบต่อพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเพชรบุรีตั้งแต่ท้ายเขื่อนแก่งกระจานจนถึงเขื่อนเพชรบุรี ประกอบด้วย 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอแก่งกระจาน อำเภอท่าลาด อำเภอท่ายาง อำเภอเมือง และอำเภอบ้านแหลม คาดว่าจะถึงตัวเมืองเพชรบุรีตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค. เป็นต้นไป โดยระดับน้ำจะสูงกว่าตลิ่งประมาณ 10-15 ซม. ดังนั้น ซึ่งขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยกรมชลประทาน ผู้ว่าราชการจังหวัด และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมเผชิญเหตุ และแจ้งเตือนให้ประชาชนที่อยู่บริเวณริมแม่น้ำเพชรบุรีเตรียมรับสถานการณ์ และเฝ้าระวังระดับน้ำแม่น้ำเพชรบุรีไหลเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14739</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเพชรบุรี, น้ำล้นตลิ่ง, ระดับน้ำ, ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ, อำเภอท่ายาง, อำเภอท่าลาด, อำเภอบ้านแหลม, อำเภอเมือง, แก่งกระจาน, แม่น้ำเพชรบุรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180805/image_big_5b66ce029c9bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
