<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107488</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2021 12:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2021 12:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตทหารเกณฑ์คลั่งยิง 2 ศพ ยอมมอบตัวแล้ว รอง ผบ.ตร.บินด่วนสอบปากคำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 มิ.ย.64 -&amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีนายกวิน แสงนิลกุล อายุ 23&amp;nbsp;ปี ผู้ต้องหาแต่งกายคล้ายทหารก่อเหตุยิงพนักงานในร้านสะดวกซื้อปากซอยลาดพร้าว 25 พื้นที่กรุงเทพฯ ก่อนขับรถไปยิงผู้ป่วยโควิดเสียชีวิตในรพ.สนาม ที่จ.ปทุมธานี รวม 2 ศพ แล้วขับรถหนีไปที่หมู่ 3 ต.หินช้าง จ.ระนอง&amp;nbsp;ซึ่งเป็นบ้านย่าป่วยติดเตียงในบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด เวลา 12.20 น. นายกวิน ได้เดินออกมาจากบ้าน พร้อมยกมือขึ้นแสดงตัวไม่มีอาวุธปืน และยอมมอบตัวกับตำวจแล้ว หลังจากเกลี่ยกล่อมกันมานานเกือบหลายชั่วโมง โดยนายกวิน ผู้ต้องหารับว่ามีปัญหาทะเลาะกับคนในค่ายทหาร ต้องการให้มาก้มกราบขอโทษ โดยกำลังจะขับรถไปก่อเหตุยิงคนที่ 3&amp;nbsp;ระหว่างทางขับผ่านด่านตำรวจมาถึง&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ด่านแต่ไม่มีการตรวจค้นจับกุม จนขับมาถึงบ้านย่ากระทั่งตำรวจตามมาปิดล้อมและยอมมอบตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร.บินด่วน สอบปากคำผู้ต้องหาด้วยตัวเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107488</URL_LINK>
                <HASHTAG>กราดยิง, ปทุมธานี, ระนอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210624/image_big_60d41c4756167.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107472</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2021 11:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2021 10:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปิดล้อมอดีตทหารเกณฑ์คลั่ง หนีซุกบ้านญาติที่ระนอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 มิ.ย.64 - จากกรณีคนร้ายก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงพนักงานร้านสะดวกซื้อ ปากซอยลาดพร้าว 25 จากนั้นไปก่อเหตุยิงยิงผู้ป่วยโควิดที่รพ.สนามปทุมธานี ก่อนขับรถปิคอัพอีซูซุ สีขาว หมายเลขทะเบียน 3 ฒข 6233 กรุงเทพมหานคร มุ่งหน้าลงภาคใต้ไปที่ จ.ระนอง นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. สั่งการให้ตำรวจฝ่ายสืบสวนเร่งติดตามจับกุมคนร้ายให้ได้โดยเร็ว เนื่องจากเป็นเหตุอุจฉกรรจ์สะเทือนขวัญ สำหรับเหตุการณ์ล่าสุด ได้รับแจ้งจากตำรวจฝ่ายสืบสวน จ.ระนอง ว่า คนร้ายรายนี้ได้หลบเข้าไปอยู่ในบ้านญาติพื้นที่ จ.ระนอง เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างปิดล้อมพื้นที่และเจรจากับคนร้าย พร้อมกันนี้ขอฝากเตือนพี่น้องประชาชนที่อยู่ใกล้เคียง ให้ระมัดระวังอันตราย และขอให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่าเข้ามาในพื้นที่ปฏิบัติการของตำรวจอย่างเด็ดขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107472</URL_LINK>
                <HASHTAG>กราดยิง, ปทุมธานี, ระนอง, อดีตทหารเกณฑ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210624/image_big_60d4023a81126.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104458</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2021 10:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2021 10:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนค. เร่งผลักดัน &#039;ธุรกิจน้ำแร่ร้อน&#039;จังหวัดระนองและแม่ฮ่องสอน ลุยพัฒนาสินค้า เพิ่มโอกาสทางการตลาด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 พ.ค. 2564 นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ. สนค.) เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2564 สนค. ได้จัดทำโครงการเชื่อมโยงเศรษฐกิจชุมชนกับห่วงโซ่บริการยุคใหม่ ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพการค้าและบริการเพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากไทย โดยมีศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นที่ปรึกษาโครงการ มีเป้าหมายเพื่อยกระดับและสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากไทย ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งเป็นภาคส่วนที่สำคัญยิ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงพาณิชย์เข้าไปช่วยเหลือและพัฒนาภาคบริการ โดยเฉพาะภาคบริการในชุมชน ที่เกี่ยวข้องกับคนส่วนใหญ่ของประเทศให้มีความเข้มแข็ง และสอดรับกับแนวโน้มการค้าในยุค New Normal&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการดำเนินโครงการในปีนี้ สนค. ได้เน้นธุรกิจบริการดูแลรักษาสุขภาพ (Wellness) เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ผู้ประกอบการไทยมีความโดดเด่นในระดับโลก และเป็นสาขาบริการที่สามารถผสมผสานการผลิตสินค้าที่ใช้วัตถุดิบ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ความคิดสร้างสรรค์ และการให้บริการที่เป็นเอกลักษณ์ของคนไทยมาปรับใช้ได้ และยังสอดคล้องกับนโยบายศูนย์กลางการบริการสุขภาพและการแพทย์นานาชาติ (Medical and Wellness Hub) และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health Tourism Hub)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ได้คัดเลือกจังหวัดระนองและแม่ฮ่องสอน เป็นจังหวัดต้นแบบ เพราะเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีน้ำแร่และผลิตภัณฑ์จากน้ำแร่เป็นตัวชูโรงด้านสุขภาพ โดยได้นำร่องธุรกิจน้ำแร่ร้อน มาเป็นกลุ่มธุรกิจบริการชุมชนต้นแบบ มีทั้งตัวสินค้า คือ น้ำแร่บริสุทธิ์ ปราศจากกำมะถัน จากบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติที่สามารถนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ เช่น สบู่น้ำแร่ ครีมทาหน้าน้ำแร่ สเปรย์น้ำแร่ เชื่อมโยงกับบริการท่องเที่ยวและบริการสุขภาพได้&amp;rdquo;นายภูสิตกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภูสิตกล่าวว่า แนวทางการช่วยเหลือ สนค. จะร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าไปช่วยพัฒนาสินค้าและบริการของผู้ประกอบการในชุมชน โดยได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนแผนงานไปสู่การปฏิบัติจริง มีกลยุทธ์สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1.ยกระดับการให้บริการ Wellness และการผลิตสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง 2.เสริมความสามารถด้านการตลาดและการค้าสู่สากล 3.พัฒนาทักษะทรัพยากรมนุษย์ และ 4.สร้างความเข้มแข็งของการจัดการและกิจการสนับสนุน และจะขยายโมเดลธุรกิจการพัฒนานี้ไปยังธุรกิจบริการอื่นที่คล้ายคลึงกันหรือไปยังพื้นที่อื่นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สนค. มั่นใจว่าการจัดทำโครงการดังกล่าว จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มรายได้ให้กับชุมชน เพราะมีความเกี่ยวข้องกับประชาชนไทยจำนวนมาก และมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยหากสามารถพัฒนาภาคธุรกิจบริการระดับชุมชนให้มีศักยภาพและมีความเข้มแข็ง จนสามารถเข้าร่วมอยู่ในห่วงโซ่การผลิตและการค้าของประเทศได้ ในอนาคตก็มีโอกาสที่จะก้าวไปสู่ห่วงโซ่การค้าโลกได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากรายงานของสถาบันดูแลรักษาสุขภาพโลก (Global Wellness Institute) พบว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจของตลาดบริการดูแลรักษาสุขภาพของโลกในปี 2562 มีมูลค่าประมาณ 4.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยมูลค่าตลาดส่วนใหญ่ อยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลรักษาสุขภาพ ดูแลความงาม และต่อต้านวัย มูลค่า 1.083 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 25 ของตลาดโลก รองลงมา คือ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ มูลค่า 0.64 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 15 ส่วนตลาดสปาและน้ำพุร้อน/น้ำแร่ มูลค่ารวม 0.18 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนรวมร้อยละ 4 แต่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 3 ปี ร้อยละ 10 และ 5 ตามลำดับ และยังคาดว่าจะมีทิศทางการเติบโตที่ดีภายหลังสถานการณ์โควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน ประเทศไทยมีเอกลักษณ์โดดเด่นในธุรกิจสปา มีกิจการที่อยู่ในกลุ่มนี้เกือบ 1400 กิจการ ซึ่งจำนวนนี้เป็นกิจการขนาดเล็กกว่า 1300 ราย (ยังไม่นับรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและกิจการร้านค้าเจ้าของคนเดียว) คิดเป็นทุนจดทะเบียนรวม กว่า 8 พันล้านบาท
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104458</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจน้ำแร่ร้อน, นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์, ระนอง, สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ. สนค.), แม่ฮ่องสอน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210528/image_big_60b05e6980749.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91315</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/01/2021 20:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/01/2021 20:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมเปิดแผนศึกษาแลนด์บริดจ์เชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ม.ค.2564 &amp;nbsp;นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานผ่านการประชุมระบบทางไกล VDO CONFERENCE เรื่องแนวทางและแผนการดำเนินงาน โครงการศึกษาความเหมาะสม ออกแบบเบื้องตัน ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและวิเคราะห์รูปแบบโมเดล การพัฒนาการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน หรือแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) ว่าการดำเนินโครงการได้คำนึงถึงความหมาะสมด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ และให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมต่อการดำเนินโครงการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวต่อว่า ในปี 2564 นี้ จะดำเนินการศึกษา 6 ส่วน คือ 1.งานคัดเลือกที่ตั้งท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ที่ จ.ชุมพร และจ.ระนอง 2.งานศึกษาเปรียบเทียบทางเลือกโครงการในรูปแบบต่างๆ 3.งานออกแบบแนวคิดโครงการแลนด์บริดจ์ ประกอบด้วย ท่าเรือ ทางรถไฟ และทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) 4.งานศึกษาความเหมาะสมโครงการทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม 5.งานศึกษารูปแบบการดำเนินธุรกิจ และทางเลือกการให้เอกชนร่วมลงทุน (PPP)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ 6.ส่วนร่วมของภาคประชาชน ตลอดระยะเวลาโครงการ เพื่อจะนำไปสู่การทดสอบความสนใจของนักลงทุน (Market sounding) ในขั้นต่อไป นอกจากนี้จะทำการออกแบบเบื้องต้นท่าเรือน้ำลึกทั้ง 2 แห่ง รวมทั้งการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ตลอดจนจัดทำรายงานการวิเคราะห์โครงการตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ พ.ศ.2562 เพื่อให้มีรายละเอียดเพียงพอสำหรับการดำเนินการประกวดราคาในลำดับต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ได้สั่งการให้กรมเจ้าท่า และ การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) &amp;nbsp;ศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการบริหารจัดการท่าเรือแบบอัตโนมัติ (Fully Automate Port) รวมทั้งให้ สนข. จัดทำรายละเอียดของเนื้องาน โดยเฉพาะการคัดเลือกทำเลที่ตั้งของท่าเรือน้ำลึก และงบประมาณที่จะดำเนินงานใน 64 ให้ชัดเจน และศึกษาหน่วยงานหลักที่จะรับผิดชอบพัฒนาโครงการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ดำเนินการในขั้นต่อไปเป็นไปตามนโยบายที่กำหนดไว้ รวมทั้งประสานกับกระทรวงพลังงาน เพื่อศึกษาแนวทางเรื่องการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางท่อต่อไปด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91315</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชุมพร, ระนอง, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ, อันดามัน, อ่าวไทย, แลนด์บริดจ์ (Land Bridge)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210128/image_big_6012b52ecc286.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87502</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/12/2020 07:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/12/2020 07:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กองทัพไทยเต้น! โต้เฟกนิวส์ปูดต่างด้าวหนีเข้าระนองต้นเหตุโควิดระบาดใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ธ.ค. 63 - พ.อ.หญิงฉัตรรพี พูนศรี โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย เปิดเผยว่า ตามที่มีข้อมูลข่าวสารในสื่อโซเชียลได้กล่าวว่ามีการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายของแรงงานต่างด้าวในพื้นที่ จ.ระนอง และเข้ามาทำงานในไทย จนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค Covid -19 ในพื้นที่ จ.สมุทรสาครนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองบัญชาการกองทัพไทย ได้ตรวจสอบแล้วพบว่าไม่เป็นความจริงแต่ประการใด เนื่องจากในห้วงที่ผ่านมา ตั้งแต่มีสถานการณ์โควิด ทางฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ ได้มีการบูรณาการร่วม ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกปกครอง ดำเนินการวางกำลังตามแนวชายแดน ทั้งทางบก และทางทะเล แบบเข้มงวด ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 4 ได้เดินทางตรวจพื้นที่ด้วยตนเองทุกครั้ง ประกอบกับขบวนการค้าแรงงานในพื้นที่ จ.ระนอง ที่ผ่านมานั้น ส่วนใหญ่เป็นการใช้เส้นทางทางทะเลเป็นหลัก เนื่องจากทางบกมีด่านสกัดกั้นทุกช่องทางเข้า -ออกตลอด จนปัจจุบันนี้ขบวนการแรงงานต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ได้สลายตัวเบาบางลงมาก เนื่องจากมีการปราบปรามอย่างเข้มงวดในห้วงที่มีการจับกุมขบวนการค้าชาวโฮริงจา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้นแล้วยังได้มีการโจมตีด้วยข่าวอันเป็นเท็จเกี่ยวกับว่ามีการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายทางบกด้วยรถตู้ เพื่อเข้ามายังพื้นที่ จ.ระนองนั้น ไม่เคยปรากฎเหตุการณ์ดังกล่าวมาก่อนแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงขอแจ้งให้พี่น้องประชาชนโปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และอย่าส่งต่อข้อมูลที่ยังไม่ได้ตรวจสอบว่าเป็นความจริงเสียก่อน ซึ่งอาจเป็นการกระทำของกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่ต้องการซ้ำเติมให้สถานการณ์เลวร้ายลงกว่าเดิม ทั้งนี้ ความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชาติคือพลังที่สำคัญในการนำประเทศไทยก้าวข้ามผ่านสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค Covid-19 ไปได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87502</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทัพ, พ.อ.หญิง ฉัตรรพี พูนศรี, ภาคที่4, ระนอง, แรงงานต่างด้าว, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201221/image_big_5fdfeffad0946.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81751</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/10/2020 18:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/10/2020 18:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับหญิงชาวเมียนมาลักลอบเข้าระนองมาหาลูกสาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ต.ค.63-พล.ร.ท.เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 3 (ศรชล.ภาค 3 ) กล่าวว่า &amp;nbsp;ศรชล.จังหวัด ระนองและศคท.จังหวัด ระนอง บูรณาการร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงศปชล.ทม.,ตม.จว.ระนอง, &amp;nbsp;เข้าตรวจสอบกรณีได้รับแจ้งมีชาวเมียนมาลักลอบเข้าเมืองทาง บ.หินช้าง ต.ปากน้ำ อ.เมือง จังหวัดระนอง พบชาวเมียนมาจำนวน 1 ราย ทราบชื่อคือนางนวยหยี่ อายุ 66 ปี อาศัยอยู่ที่ ชุมชนฉ่วยฮินต่า อ.เมือง จังหวัด.เกาะสอง จากการสอบถามในเบื้องต้นทราบว่าเดินทางเข้ามาเพื่อมาหาบุตรสาว ซึ่งทำงานอยู่ที่ร้านขายของในพื้นที่ ต.บางนอน &amp;nbsp;อ.เมือง จังหวัดระนอง โดยจะให้บุตรสาวพาไปรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บ บริเวณหัวเข่าที่สถานพยาบาลในพื้นที่ จังหวัดระนอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้ดำเนินการตรวจคัดกรองโรคตามขั้นตอน ไม่พบไข้สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดจึงส่งตัวบุคคลดังกล่าว ให้เจ้าหน้าที่ตม.ระนองดำเนินการตามกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81751</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาวเมียนมา, พล.ร.ท.เชิงชาย ชมเชิงแพทย์, ระนอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201025/image_big_5f9561f290b89.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81620</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/10/2020 14:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/10/2020 14:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผบ.ทบ.ลุยตรวจชายแดนระนอง มั่นใจมาตรการสกัดโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ต.ค.63 - ที่เกาะสะระนีย์ จ. ระนอง พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) กล่าวถึงมาตรการป้องกันโควิดของ กองกำลังเทพสตรี (กกล. เทพสตรี )บริเวณชายแดนจ.ระนองว่า ได้ดูแลป้องกันการข้ามไปมาระหว่างชายแดน เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านอยู่ในช่วงระบาดของเชื่อโควิด-19เพิ่มขึ้นรวดเร็ว ดังนั้นนโยบายรัฐบาลคือไม่ให้คนข้ามเขตแดนมาจากประเทศเพื่อนบ้านฝั่ง ตตะวันตก ทั้งนี้ จ.ระนองมีชายแดนติดกับเพื่อนบ้านทั้งทางบก และทางทะเล คนสองฝั่งไปมาหาสู่กันใช้ชีวิตประจำวันค้าขาย รวมทั้งการท่องเที่ยว ซึ่งฝั่งตรงข้ามจ.ระนอง คือ จ.เกาะสอง ซึ่งข้อมูลพบว่าภายในหนึ่งวันมีเรือข้ามไปมา500-700 เที่ยว แต่ปัจจุบันไม่มีการข้ามไปมาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ตนจึงได้มาดูวิถีชีวิตคนสองฝั่งว่าจะทำอย่างไรให้อยู่ร่วมกันได้ เพราะอย่างไรก็ต้องพึ่งพาอาศัยกัน ซึ่งภารกิจของ กกล. เทพสตรี ดูแลปัญหาเรื่องภัยคุกคามด้านความมั่นคงเป็นหลัก โดยด้านนี้ไม่มีปัญหารุกล้ำแนวชายแดน เพราะสามารถพูดคุยกันได้ จะมีปัญหาแค่เรื่องยาเสพติด หลบหนีเข้าเมิองโดยผิดกฎหมาย ปัจจุบันปิดแนวชายแดนปัญหานี้ก็หมดไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัญหาใหญ่ในอนาคตถ้าเรายังอยู่ในลักษณะแบบนี้ ฝั่งเมียนมาร์ ไม่สามารถฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้ ฝั่งไทยก็ป้องกันเต็มที่ไม่ให้ลุกล้ำเข้าประเทศ ปัญหาเศรษฐกิจในพื้นที่จะเกิดผลกระทบ ระนองเป็นจังหวัดที่ดีจังหวัดหนึ่งและไม่มีปัญหาเรื่องโควิด-19 เป็นเรื่องของรัฐบาลที่ต้องพิจารณาว่า เมื่อสถานการณ์ในเกาะสองติดเชื้อจำนวนน้อย ตรวจพบแต่ 3 คน และทุกภาคส่วนช่วยกันดูแลในพื้นที่ ผมมีความเห็นว่าถ้าใช้จังหวัดนี้เหมือนภูเก็ตเปิดให้มีการผ่อนคลายได้ในระดับหนึ่งจะทำให้วิถีชีวิตคนสองประเทศดีขึ้น และหากดูจากข้อมูลโควิดแล้วคิดว่าน่าจะดูแลกันได้ ต้องพิจารณาว่าจะผ่อนคลายได้แค่ไหน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนฝ่ายความมั่นคงโดยเฉพาะฝายทหารจะสามารถอุดช่องโหว่ตามช่องทางต่างๆได้หรือไม่ พล.อ. ณรงค์พันธ์ กล่าวว่า ไม่มีอะไรร้อยเปร์เซ็นต์ แต่ส่วนใหญ่ช่องทางที่จะเข้ามาได้ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่นเส้นทางที่มีรถยนต์ขนส่ง หรือมีทางเดิน แต่ถ้าเป็นทางธรรรมชาติเองก็ลำบากเพราะไกลจากเส้นทางหลัก แต่ในเส้นทางประเทศเราเดินทางสะดวกทำให้การทำงานของเราสะดวกมากขึ้นและสามารถป้องกันได้ แม้แต่ทางน้ำ ในส่วนของเรามีการป้องกันได้ดีกว่า โดยเฉพาะเครื่องมือที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยเหนือทำให้การดูแลป้องกันสมบูรณ์มากที่สุด แต่จะให้บอกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์คงเป็นไปไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า ศบค.ทบ. จะเสนอข้อมูล คลายล็อค จ.ระนองให้รัฐบาลต่อไปมช่หรือไม่ พล.อ.ณรงค์พันธ์ กล่าวว่า เราจะรวบรวมข้อมูลส่งไปให้รัฐบาลพิจารณาเหมือนกับอำเภอแม่สอดจังหวัดตากถ้ามีความรุนแรงเราก็สั่งปิดด่านแล้วเมื่อสถานการณ์เบาบางลงเราก็เปิดด่านให้สามารถค้าขายและผ่านไปมาได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81620</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชายแดน, ผบ.ทบ, ระนอง, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201024/image_big_5f93d2bc213e4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
