<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>58603</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/03/2020 21:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/03/2020 21:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ลักเซมเบิร์ก&#039;บุกเบิกชาติแรก บริการขนส่งสาธารณะฟรี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ลักเซมเบิร์กเป็นประเทศแรกในโลกที่เริ่มให้บริการขนส่งสาธารณะฟรีตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา เพื่อแก้ปัญหาการจราจรและช่วยผู้มีรายได้น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลักเซมเบิร์ก ประเทศเล็กๆ ในยุโรปที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี เริ่มให้บริการขนส่งสาธารณะ ได้แก่ รถไฟ, รถรางและรถโดยสารประจำทางโดยไม่คิดค่าบริการตั้งแต่วันเสาร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้เก็บค่าตั๋วรายปีสำหรับบริการขนส่งสาธารณะอยู่ที่ 440 ยูโร หรือราว 15,290 บาท แต่สำหรับผู้ที่ต้องการใช้บริการขนส่งสาธารณะชั้น 1 คิดค่าบริการรายปีอยู่ที่ 660 ยูโร หรือราว 22,940 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฟรองซัวส์ เบาช์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมลักเซมเบิร์ก กล่าวว่า การยกเลิกเก็บค่าบริการขนส่งสาธารณะเป็นเรื่องที่มีความหมายมากกับผู้มีรายได้น้อย และเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลทำเรื่องนี้เพื่อต้องการให้การจราจรในประเทศมีคุณภาพที่ดีขึ้น เหตุผลข้างเคียงคือเรื่องของสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลักเซมเบิร์กมีประชากรมากกว่า 600,000 คน แต่มีผู้เดินทางจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งเยอรมนี, เบลเยียมและฝรั่งเศส ข้ามพรมแดนเข้ามาทำงานในลักเซมเบิร์กถึง 214,000 คน ทำให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดในชั่วโมงเร่งด่วน เนื่องจากส่วนใหญ่ใช้รถยนต์ส่วนตัว &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อเล็กซานเดอร์ ตูร์เกีย ผู้จัดการฝ่ายขายของกลุ่มโรงแรมแห่งหนึ่งที่ขับรถยนต์จากประเทศเพื่อนบ้านมาทำงานที่กรุงลักเซมเบิร์กเผยว่า เวลาเขาขับรถมาทำงานซึ่งควรใช้เวลาราว 30 นาที แต่รถติดทำให้ต้องใช้เวลาเพิ่มเป็น 1 ชั่วโมง แม้ลักเซมเบิร์กจะไม่เก็บค่าบริการขนส่งสาธารณะ แต่เขาก็ยังขับรถมาทำงานเพื่อความสะดวกเมื่อต้องไปพบลูกค้าที่อยู่ไกล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมีย มาเยอร์ พนักงานของบริษัทแอมะซอนเผยว่า เปลี่ยนจากขับรถยนต์มาใช้บริการรถโดยสารสาธารณะแล้ว เพื่อประหยัดเงินและเวลา ตอนขับรถยนต์ที่จราจรติดขัดบางครั้งต้องใช้เวลา 45-50 นาทีกว่าจะมาถึงที่ทำงาน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58603</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขนส่งสาธารณะฟรี, ระบบขนส่งมวลชน, ลักเซมเบิร์ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200301/image_big_5e5bc121b1aec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16585</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2018 10:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2018 10:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนข.เปิดแผนจัดระบบขนส่งสาธารณะเลี่ยงรถติดสร้างรถไฟฟ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สนข.เดินหน้าจัดการจราจรที่ผ่านพื้นที่ก่อสร้างรถไฟฟ้า และมาตรการช่วยเหลือการเดินทางของประชาชนที่จำเป็นต้องสัญจรด้วยระบบขนส่งสาธารณะ จัดรถเมล์วิ่งขึ้นทางด่วน-จัดชัตเติ้ลบัสแนวก้างปลาเชื่อมสถานีรถไฟฟ้า

1ส.ค.61-นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยถึงแนวทางและมาตรการในการแก้ไขปัญหาการจราจรบนถนนที่มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้แก่ แนวเส้นทางก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออก ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) รถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง และรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี เพื่อลดปริมาณการจราจรที่ผ่านพื้นที่ที่มีการก่อสร้างดังกล่าว รวมทั้งกำหนดมาตรการช่วยเหลือการเดินทางของประชาชนที่จำเป็นต้องสัญจรด้วยระบบขนส่งสาธารณะ

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า กำหนดแผนการดำเนินงานแผนระยะสั้น ได้แก่ 1.ปรับ-เพิ่มเส้นทางเดินรถโดยสารสาธารณะขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ให้ใช้เส้นทางทางด่วนและทางยกระดับ เพื่อหลีกเลี่ยงถนนที่มีการก่อสร้างรถไฟฟ้า และเป็นทางเลือกให้กับประชาชนที่ต้องการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางเดิมในช่วงเวลาเร่งด่วนเช้า &amp;ndash; เย็น โดยจะปรับเพิ่มบริการรถเมล์ใน 3 สาย ได้แก่ 1.สาย 168 สวนสยาม-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (ทางด่วน) โดยใช้มอเตอร์เวย์สาย 7 และสาย 9 เพื่อหลีกเลี่ยง ถนนรามคำแหงที่มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม 2.ปรับเพิ่มบริการรถเมล์สาย 145 อู่แพรกษา-หมอชิต 2 (ทางด่วน) โดยใช้ทางพิเศษสายฉลองรัช เพื่อหลีกเลี่ยงถนนลาดพร้าวที่มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเหลือง และ 3.ปรับเพิ่มบริการรถเมล์สาย 32 อู่ท่าอิฐ-วัดโพธิ์&amp;nbsp; (ทางด่วน) โดยใช้ทางพิเศษศรีรัช เพื่อหลีกเลี่ยงถนนติวานนท์ที่มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู รวมทั้งเพิ่มความถี่การเดินรถเมล์สาย 166 ศูนย์ราชการฯ-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และ 26 มีนบุรี-อนุสาวรีย์ชัยฯ

นายชัยวัฒน์ กล่าวด้วยว่า 2.จัดรถโดยสารพิเศษ (ชัตเติ้ลบัส) ในแนวก้างปลาจากถนนที่มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าเชื่อมกับสถานีรถไฟฟ้าที่ใกล้ที่สุด เช่น จากถนนรามคำแหง ไปสถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ลาดกระบัง สถานีบ้านทับช้าง จากสนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน เชื่อมกับสถานีรถไฟหัวหมาก และจากสถานีศูนย์วัฒนธรรมเชื่อมกับวัดเทพลีลา เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ และช่วยลดปริมาณการจราจรบนถนนที่มีการก่อสร้างรถไฟฟ้า

และ 3.เพิ่มเรือโดยสารด่วนพิเศษในคลองแสนแสบ โดยจอดเฉพาะท่าเรือที่เชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้า เช่น ท่าเรืออโศก ท่าเรือ มศว. ประสานมิตร เป็นต้น เพื่อลดระยะเวลาเดินทาง และเป็นทางเลือกให้กับประชาชน ส่วนแผนระยะต่อไปจะดำเนินการก่อสร้างตัดถนนที่เป็นทางตัน เช่น ถนนซอยรามคำแหง 118 เพื่อเชื่อมต่อกับกับถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า เป็นต้น รวมทั้งขยายเส้นทางบริการเรือโดยสารในคลองแสนแสบ และเส้นทางเดินเรือในคลองอื่นๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16585</URL_LINK>
                <HASHTAG>การจราจร, ชัยวัฒน์ ทองคำคูณ, ปรับเส้นทางรถเมล์, ระบบขนส่งมวลชน, สนข.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180821/image_big_5b7bc41af1b3b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8585</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/05/2018 12:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/05/2018 10:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ระยองลุยศึกษาระบบขนส่งมวลชนรับอีอีซี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ระยอง&amp;quot; ลุยศึกษาระบบขนส่งมวลชน รองรับประชาชน-นักท่องเที่ยว ฝันเป็นศูนย์กลางอาเซียน พร้อมอีอีซี ดันเศรษฐกิจโตคาดสร้างรายได้ 10% ของจีดีพีภายใน 3-5ปีข้างหน้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6พ.ค.61-เรือโทศตวรรษ อนันตกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เปิดเผยถึง การพัฒนาโครงข่ายการคมนาคมและการขนส่งภายในจังหวัดระยอง ถือเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากตลอดหลายปีที่ผ่านมา จังหวัดระยองได้มีการเติบโตและการพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่ระบบขนส่งต่างๆ กลับได้รับการพัฒนาช้ากว่าที่ควรจะเป็น ส่งผลให้ประชาชนชาวระยอง ได้รับผลกระทบด้านการขนส่งและการจราจร รวมทั้งปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนและการสูญเสียทางเศรษฐกิจอื่นๆ ซึ่งไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีกเป็นปริมาณมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายมนตรี ชนะชัยวิบูลวัฒน์ ที่ปรึกษานายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง กล่าวว่า ขณะนี้ จังหวัดระยองอยู่ระหว่างการว่าจ้างสถาบันการศึกษาของจังหวัดระยอง เพื่อศึกษาความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในระบบขนส่งมวลชนของจังหวัดระยอง ทั้งในเส้นทางหลัก และเส้นทางรองในหลายรูปแบบ เช้น รถประจำทางบีอาร์ที รถไฟรางเบา (แทรม) รถไฟรางเดี่ยว(โมโนเรล) รวมถึงรถไฟฟ้าด่วนพิเศษ เพื่อเป็นการรองรับการเดินทางของประชาชนในพื้นที่ และนักท่องเที่ยว ที่คาดว่าจะเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทั้งยังเป็นศูนย์กลางทางด้านอุตสาหกรรมต่างๆ และการขนส่งในภูมิภาคอาเซียนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมนตรี กล่าวอีกว่า สำหรับโครงการพัฒนาพื้นที่ อีอีซีนั้น จะช่วยสร้างมูลค่าทางด้านเศรษฐกิจของพื้นที่และประเทศเติบโตอย่างมหาศาล โดยในปัจจุบัน จังหวัดระยองสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยกว่า 7% ของจีดีพี อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าภายใน 3-5 ปีข้างหน้านี้ จังหวัดระยอง จะสร้างรายได้ถึง 10% ของจีดีพี โดยอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ จะเป็นด้านของปิโตรเคมี และเชื่อว่าอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างจะเติบโตตามด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8585</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขนส่ง, คมนาคม, ท่องเที่ยว, ระบบขนส่งมวลชน, ระยอง, เรือโทศตวรรษ อนันตกูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180506/image_big_5aee7111392df.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8184</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2018 19:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/04/2018 19:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนข.จับมือไจก้าศึกษาแผนแม่บททางรางระยะที่2</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สนข. จับมือไจก้าศึกษาจัดทำแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางราง &amp;nbsp;คาดปรับปรุงแผนแม่บทขนส่งมวลชนทางรางฯ ระยะที่ 2 ระยะ 2 ภายในปีนี้ &amp;nbsp;ก่อนเสนอ ครม. พิจารณาคาดเริ่มก่อสร้างปี 64&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 เม.ย. 61- นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนา&amp;rdquo;The Blueprint for the 2nd Bangkok Mass Rapid Transit Master Plan &amp;nbsp;(M-MAP 2)&amp;rdquo;แผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางรางในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (พื้นที่ต่อเนื่อง) ระยะที่ 2 (M-map2) ว่า สำหรับแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนระยะที่2 สำนักงานนโยบายแผนการขนส่งและจราจร( สนข.)และองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น(ไจก้า) &amp;nbsp;จะดำเนินการศึกษา สำรวจใหม่ทั้งหมด เนื่องจากบริบท ที่อยู่อาศัย จำนวนประชาชนกรความหนาแน่น มีความเคลื่อนไหวและเปลี่ยนจึงจำเป็นต้องสำรวจข้อมูลใหม่ โดยกำหนดกรอบระยะเวลาว่าจะต้องแล้วเสร็จภายใน3ปี เพื่อกำหนดแนวเส้นทางเบื้องต้น ซึ่งโครงข่ายที่ทำเพิ่มเติมจะต้องเชื่อมต่อกับสนามบิน เรือ และสถานีกลางบางซื่อเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ รวมถึงหามาตรการจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งมวลชนมากขึ้น การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสถานีรถไฟเช่นเดียวกับญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันไทยยังมีการพัฒนาไม่มากพอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การสำรวจข้อมูลเบื้องต้นโครงข่ายรถไฟฟ้าระยะที่ 2 จะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม นี้ จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการที่ 2 คือการกำหนดเส้นทาง และพื้นที่ โดยจุดหลักที่เป็นพื้นที่สำคัญ มีการเชื่อมต่อในหลายระบบ จะเร่งศึกษา คือ บางซื่อ มักกะสัน สถานีแม่น้ำ เป็นต้น เมื่อได้ข้อสรุปจะเสนอกระทรวงคมนาคมและคณะรัฐมนตรี(ครม)ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรอบระยะเวลาการดำเนินการในปี 62 ทำการสำรวจพื้นที่รายละเอียด ปี63 กำหนดแนวเส้นทาง แต่ละพื้นที่ สรุปข้อมูล ชัดเจนปี64-65 เริ่มต้นก่อสร้างโครงการ &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม จะเร่งดำเนินการวางแผนโครงการให้แล้วเสร็จในรัฐบาลชุดนี้ เพื่อส่งต่อให้กับรัฐบาลชุดต่อไป &amp;nbsp;โดยรถไฟฟ้าระยะที่ 2จะเป็นโครงข่ายย่อย ระบบฟีดเดอร์ มีทั้งโมโนเรล &amp;nbsp;รางเดี่ยว ระบบ เฮฟวี่เรล เช่น บีทีเอส MRT &amp;nbsp;ผู้รับผิดชอบอาจจะเป็นทั้งกรุงเทพมหานคร และการรถไฟฟ้าขนส่งมวชชนแห่งประเทศ รฟม.ซึ่งจะพิจารณาตามความเหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชิโระ ซะโดะชิมะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย กล่าวว่า รถไฟฟ้าในเมืองมีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากการเพิ่มจำนวนประชากรของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ดังนั้น จึงยินดีที่มีความคืบหน้าในการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าตามแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางราง ระยะที่ 1 (M-MAP 1) ซึ่งรัฐบาลไทยได้รับการออกแบบร่วมกับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (ไจก้า) ปี 2553 เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นยังกล่าวต่อว่าที่มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องนั้นจะช่วยเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าให้มากขึ้นและลดปัญหาการจราจรที่ติดขัดในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้ ทางญี่ปุ่นพร้อมที่จะแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเข้าถึงสถานีรถไฟได้อย่างง่ายดายและเปลี่ยนถ่ายการเดินทางไปยังระบบขนส่งสาธารณะอื่น ๆ ได้สะดวกมากขึ้นสำหรับทุกคนรวมทั้งผู้สูงอายุ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถตระหนักถึงสังคมเพื่อคนทั้งมวล &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามส่วนการจัดทำแผนแม่บทขนส่งมวลชนระบบรางในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลระยะที่ 2 นั้น ไจก้าร่วมสนับสนุนดำเนินการทบทวนศึกษาและเสนอทิศทางนโยบายการจัดทำแผนแม่บทฯ ระยะ 2 ให้กับ สนข. เพื่อให้สอดคล้องกับการเติบโตและรองรับทิศทางการพัฒนาเมืองในอนาคต โดยได้เริ่มดำเนินโครงการนี้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 60 ปัจจุบันมีความคืบหน้ากว่า80%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8184</URL_LINK>
                <HASHTAG>ระบบขนส่งมวลชน, ระบบราง, สนข., อาคม, ไจก้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180225/image_big_5a92aa60068a2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>3917</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/02/2018 15:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/02/2018 15:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จดหมายลาตาย&#039;สล้าง&#039;อาจทำให้คนไทยเข้าใจผิดต่อระบบขนส่งมวลชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รูป:เพจ logistic and development Thailand forum
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;26 ก.พ.61- เพจ logistic and development Thailand forum &amp;nbsp;เพจที่นำเสนอประเด็นเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ &amp;nbsp;ตั้งข้อสังเกตในจดหมายลาตายของพล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อดีตอธิบดีกรมตำรวจ &amp;nbsp;ที่เสียชีวิตจาการฆ่าตัวตายโดดจากชั้น 7 ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่าให้คัดค้านระบบขนส่งมวลชนการสร้างรางรถไฟรางคู่ ขนาด 1 ม. &amp;nbsp;รวททั้งสนับสนุนให้สร้างถนนออโต้บาห์น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพจดังกล่าวระบุว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;....เรื่องที่กำลังจะเป็นประเด็นในไม่ช้านี้ก็คงไม่พ้น 3 เรื่องหลัก ที่ได้ถูกเขียนไว้ในจดหมายของท่านได้แก่ การคัดค้านการสร้างรถไฟฟ้ายกระดับหลายสายในกรุงเทพมหานคร คัดค้านการสร้างรถไฟทางคู่ขนาดเมเตอร์เกจ และการสนับสนุนการสร้างซุปเปอร์ไอเวย์หรือ ออโตบาห์น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื้อความของจดหมาย หมายถึงอะไร และมีท่านมีความคลาดเคลื่อนด้านความเข้าใจอย่างไร โดยทางเรามีจุดประสงค์เพียงไขข้อสงสัยของสัย และให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้เข้าชมเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ร้านกาแฟชั้นบน เพื่อนๆลูกหลาน ที่รัก พ่ออยู่ได้ไม่เกิน 2 ปี ขอจากไปอย่างเกิดประโยชน์ ขอให้ทุกคนที่ทราบเรื่องช่วยกันคัดค้าน รางคู่ขนาน 1.000 ม. รถไฟฟ้ายกระดับ ผลักดันให้สร้างถนน AUTO BAHN ช่วยกันทำหนังสือนี้ แจกกันให้มากๆ พ่อนับ 1-1000 แล้ววิธีการนี้ จะเป็นประโยชน์ ขอให้คนที่รักทุกคนด้วย พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อย่าตำหนิ ขอให้ภูมิใจ ถ้าไม่ทำอย่างนี้ จะไม่มีใครรู้เรื่องเพราะสื่อ ช่วยกันปกปิดแล้วส่งเสริม&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในประเด็นที่ 1 &amp;ldquo; รถไฟทางคู่ขนาด 1 เมตรไม่เหมาะสม สมควรเปลี่ยนเป็นราง 1.435 หรือที่เรียกว่า standard gauge &amp;ldquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยได้กล่าวถึงความไม่เหมาะสมของรุปแบบโครงการรถไฟทางคู่ขนาด 1 เมตร ที่ปัจจุบัน กำลังก่อสร้างอยู่หลายสายรวมระยะทางเกือบ 900 กม. ได้แก่ ช่วงนครปฐม-หัวหิน,หัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์,ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร,ลพบุรี-ปากน้ำโพ,มาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ, ชุมทางถนนจิระ &amp;ndash; ขอนแก่น , ฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย ว่า เป็นเกจที่ไม่ได้มาตรฐาน และแคบเกินไป สมควรเปลี่ยนเป็นรางขนาด 1.435 หรือ standard gauge เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านความมั่นคง น้ำหนักบรรทุก และความเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ราง standard gauge เป็นเพียงชื่อสั้นๆของคำว่า European standard gauge เท่านั้น เพราะเป็นมาตรฐานที่ไดรับความนิยมในแถบยุโรปตะวันตก มิได้หมายถึงขนาดรางมาตรฐานสากลแต่อย่างใดเลย ในประเทศอื่นๆ ก้มีขนาดเกจแตกต่างกันมากกว่านี้อีกเช่น broad gauge 1.676 ของแถบเอเชียใต้ Three foot six inch gauge 1.067 ในญี่ปุ่น และไต้หวัน &amp;nbsp;และ meter gauge 1.000 ของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ราง meter gauge มีประสิทธิภาพทัดเทียมรางเกจอื่นๆ ถ้ามีการดุแลรักษาอย่างดีพอ ราง standard gauge ในหลายๆประเทศ สามารถทำความเร็วได้เพียง 50 กม.ต่อชั่วโมงเท่านนั้นเนื่องจากขาดการดูแลรักษา ในขณะที่ราง 1 เมตร 6เซนติเมตรของญี่ปุ่นสามารถให้บริการรถไฟด่วนด้วยความเร็ว 140 กม.ต่อชั่วโมงได้ ทั้งนี้ ถ้าหากประเทศไทยดำเนินโครงการรถไฟทางคู่บนเส้นทางสายหลักรวมถึงการจัดหารถไฟดีเซลรางใหม่เสร็จ รถไฟทางคู่ไทยนั้นจะสามารถรองรับความเร็วสูงสุดได้ถึง 160 กม.ต่อชม โดยให้บริการเฉลี่ยที่ 130 กม.ต่อชั่วโมง นอกจากนี้ ถึงประเทศไทยจะลงทุนมหาศาลเปลี่ยนไปใช้ราง standard gauge ก็จะทำความเร็วได้ไม่ถึง 180 กม.ต่อชั่วโมงอยู่ดี เนื่องจากหลายๆปัจจัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.รางเมตเตอร์เกจ สามารถทำให้ประเทศไทย เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านได้ เนื่องจาก ทุกประเทศรอบประเทศไทยนั้น ใช้ราง 1เมตรเหมือนกันทั้งสิ้น สามารถโอนถ่ายสินค้าและผู้โดยสารข้ามชายแดน โดยไม่ต้องเปลี่ยนขบวน ถ้าจู่ๆประเทศไทยใช้ราง 1.435 เมตรขึ้นมา โครงการที่จะให้รถไฟด่วน ETS ของมาเลเซ๊ยวิ่งขึ้นมาถึงหาดใหญ่ก็คงไม่มีวันเกิดขึ้นได้ เพราะใช้คนละเกจกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ขบวนรถไฟและอุปกรณ์แทบทุกอย่างสําหรับราง 1เมตรยังมีการผลิตขึ้นในสายการผลิตต่างๆทั่วโลก โดยยืนยันได้จากหัวรถจักร และตู้โดยสารใหม่จากประเทศจีน รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงจากประเทศญี่ปุ่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5. ในปัจจุบันประเทศไทยมีการพัฒานารถไฟทางคู่ขนาด 1.435 อยู่เช่นกัน แต่ไม่ใช่รถไฟทางคู่ธรรมดา แต่เป็นทางคู่แบบพิเศษรองรับรถไฟความเร็วสูงนั่นเอง (250 กม.ต่อชั่วโมง ) โดยจะสร้างขนานไปกับทางคู่เดิม โดยมี 1 โครงการที่ได้รับการอนุมัติแล้ว ( กรุงเทพ &amp;ndash; นครราชสีมา ) และอีกสองโครงการอยู่ในระหว่างการพิจารณาได้แก่ กรุงเทพ &amp;ndash; พิษณุโลก, กรุงเทพ &amp;ndash; ระยอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากทั้ง 5 ข้อนี้ จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมรัฐบาลถึงเร่งพัฒนา ทางคู่ทั้ง 2 รูปแบบไปพร้อมๆกัน โดยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปเปลี่ยน หรือไปยุ่งกับราง 1 เมตรเดิมให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมโดยไม่จำเป็น เพราะเราสามารถพัฒนาราง 1 เมตรได้อีกมากมาย และใช้ราง 1.435 ในการสร้างรถไฟความเร็วสูงโดยเฉพาะซึ่งจะมีประสิทธิภาพเหนือกว่าราง 1.435 ธรรมดาหลายเท่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในประเด็นที่ 2 การคัดค้านการสร้างรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนยกระดับ เนื่องจากบดบังทัศนียภาพ ในหัวข้อนี้ ไม่มีอะไรผิดไปจากความจริงเลย เว้นเสียแต่ว่าค่าใช้จ่ายในการสร้างรถไฟใต้ดินนั้นมีราคาสูงกว่าสร้างลอยฟ้าถึง 3 เท่าในระยะทางเท่าๆกันและยังรวมไปถึงการปิดช่องจราจร การวางปล่องระบายอากาศ จากการศึกษาต่างๆจากทั้งองค์กรทั้งในและนอกประเทศ จึงมีผลสรุปว่า การสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินในเขตเมือง และยกระดับในเขตชานเมือง เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด จนมีผลมาถึงการดำเนินโครงการต่างๆในปัจจุบัน ขออย่าให้เข้าใจผิดและคัดค้านโครงการเหล่านี้เลย ถ้าโครงการโครงการหนึ่งล่าช้าไปเพียง 5ปี การจราจรในกรุงเทพก็คงวิกฤติขึ้นจนน่ากลัว ทัศนียภาพจะเป็นเพียงปัญหาเล็กๆไป เมื่อถึงจุดนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในประเด็นที่ 3 การสนับสนุนการก่อสร้างถนนออโตบาห์น หรือ ซุเปอร์ไฮเวย์ ออโตบาห์น Autobahn มาจากคำว่า german auto bahn คือ ทางหลวงของเยอรมนีนั่นเอง โดยมีลักษณะเฉพาะคือ การทำความเร็วสูงสุดเท่าไหร่ก็ได้ โดยรองรับซุปเปอร์คาร์แทบทุกประเภท จนถึงรถบรรทุกขนสินค้า น้ำหนักหลายสิบตัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ถนนที่เป็นไฮเวย์คุณภาพสูงไม่จำเป็นต้องเป็น autobahn ณ ปัจจุบัน ประเทศไทยมีถนนที่สามารถเรียกได้ว่าติดมาตรฐานไฮเวย์สากลได้หลายสายอยู่แล้ว โดยเฉพาะมอเตอร์เวย์ระหว่างเมืองอย่าง กรุงเทพ &amp;ndash; ชลบุรี และ กรุงเทพ นครราชสีมาในอนาคต และยังมีโครงการมอเตอร์เวย์ต่างๆอีกหลายเส้นทาง เช่น บางใหญ่-กาญจนบุรี พัทยา-มาบตะพุด ที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ด้วยค่าบำรุงรักษาถึง 23 ล้านบาทต่อปีต่อ1กิโลเมตร การจะสร้างโครงข่าย ออโตบาห์นครอบคลุม เส้นทางหลักผ่านพื้นที่สำคัญของประเทศไทยระยะทางประมาณ 8400 กิโลเมตร นอกจากจะมีราคาสูงมากแล้ว ค่าบำรุงรักษาก็ย่อมสูงเช่นกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3. ประเทศไทยมิใช้ hub การผลิตรถยนต์ประเภท sport หรือ supercar รถยนต์บนถนนส่วนใหญ่ในไทยเป็นรถกระบะ และ SUV ที่ถูกออกแบบมาให้ทำความเร็วไม่มากอยู่แล้ว ดังนั้นการสร้าง autobahn เพื่อรองรับความเร็วสูง จึงแลดูเกินความจําเป็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จาก 3 ข้อนี้ เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะอธิบายได้ว่า ปัจจุบันมีการขยายทางหลวงพิเศษ ระหว่างเมืองอย่างต่อเนื่อง แต่การสร้างถนนในรูปแบบ auto bahn เพื่อความเร็วแบบไม่จำกัด ยังคงเกินความจำเป็นสำหรับประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บทสรุป จากจดหมายของท่าน ทําให้เราได้ทราบว่าท่านมีอุดมการณ์ในการพัฒนาระบบขนส่งและโลจิสติกส์ ของไทย แต่แนวคิดหลายๆเรื่องของท่าน &amp;nbsp;&amp;quot; ก็อาจนําความเข้าใจผิดด้านระบบขนส่ง หลายๆเรื่อง ไปสู่คนไทยเช่นกัน &amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เราคาดหวังว่า ในอนาคตถึงแม้แนวทางการพัฒนา อาจจะไม่ตรงกับที่ท่านหวังไว้ แต่ทุกโครงการ จะนําไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนของคนไทยแน่นอน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/3917</URL_LINK>
                <HASHTAG>AUTO BAHN., จดหมายสั่งเสีย, ถนนออโต้บาห์น, พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค, รถไฟรางคู่ขนาด 1ม., ระบบขนส่งมวลชน, สล้าง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180226/image_big_5a93c3d98a39a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
