<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117707</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2021 09:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2021 09:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมรางฯจับมือ 72 หน่วยงาน ลุยสร้างบุคลากรด้านรางชูนโยบายไทยเฟิร์ส  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ย.2564-นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ &amp;ldquo;การผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านระบบราง การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมด้านระบบราง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมระบบราง&amp;rdquo; ว่า ในปี&amp;nbsp;70&amp;nbsp;รถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะเปิดให้บริการรวม&amp;nbsp;14&amp;nbsp;เส้นทาง กว่า&amp;nbsp;500&amp;nbsp;กิโลเมตร (กม.) รวมถึงเปิดให้บริการรถไฟความเร็วสูง ตลอดจนรถไฟทางคู่สายต่างๆ จึงมีความจำเป็นต้องเตรียมพัฒนา และผลิตบุคลากรด้านระบบรางตั้งแต่วันนี้ เพื่อมารองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศไทย
&amp;nbsp;
สำหรับความร่วมมือระหว่าง 7 ภาคีเครือข่ายรวม 72 หน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบรางครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญสู่การพัฒนาด้านระบบรางของไทยอย่างยั่งยืน ในการผลิตและพัฒนาบุคลากร การสร้างสรรค์เทคโนโลยีและนวัตกรรม การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ ผ่านความร่วมมือกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ถือว่าเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่มีความร่วมมือทางวิชาการ โดยมีหน่วยงานที่ร่วมผนึกกำลังกันมากเช่นนี้ ซึ่งจะเป็นต้นแบบของความร่วมมือทางด้านวิชาการที่สามารถนำไปต่อยอดกับการคมนาคมขนส่งทางบก น้ำ และอากาศด้วย อันจะช่วยให้งานวิชาการของไทยในด้านการคมนาคมขนส่งก้าวหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
&amp;nbsp;
นายศักดิ์สยาม กล่าวอีกว่า ขอให้คณะกรรมการร่วมที่จะแต่งตั้งหลังจากนี้ ได้พิจารณาให้ความสำคัญว่าแต่ละปีจะต้องใช้บุคลากรด้านระบบรางในตำแหน่งๆ จำนวนเท่าใด และอย่างไร รวมทั้งให้พิจารณาค่าตอบแทนว่าจะทำให้บุคลากรเหล่านี้มีความมั่นคงได้อย่างไร เพื่อให้ลูกหลานในวันนี้ได้มีอาชีพที่ยั่งยืนในชีวิตการทำงานในอนาคต นอกจากนี้จะต้องส่งเสริมให้มีการผลิตชิ้นส่วน อุปกรณ์ และรถขนส่งทางราง โดยใช้วัสดุภายในประเทศ ตามนโยบาย&amp;nbsp;Thai First&amp;nbsp;ไทยทำ ไทยใช้ คนไทยต้องได้ก่อน ให้ไปสู่การปฏิบัติได้จริงด้วย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ และประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
ด้านานนายกิตติพันธ์ ปานจันทร์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง(ขร.) กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มีระยะเวลาความร่วมมือ&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปี (ปี&amp;nbsp;64-69)&amp;nbsp;ซึ่งภายหลังลงนามความร่วมมือแล้วภาคีทั้ง&amp;nbsp;7&amp;nbsp;ฝ่าย ประกอบด้วย ขร.,&amp;nbsp;สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ,&amp;nbsp;สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน),&amp;nbsp;หน่วยงานวิชาชีพและหน่วยงานวิจัยและรับรองด้านระบบราง,&amp;nbsp;สถาบันการศึกษาที่มีหลักสูตรด้านระบบรางระดับอุดมศึกษาภาครัฐและเอกชน,&amp;nbsp;สถาบันการศึกษาที่มีหลักสูตรด้านระบบรางระดับอาชีวศึกษาของรัฐและเอกชน และผู้ประกอบกิจการด้านระบบรางภาครัฐและเอกชน จะตั้งคณะกรรมการร่วม (Steering Committee)&amp;nbsp;มีอธิบดี ขร. เป็นประธาน เพื่อขับเคลื่อนดำเนินการตามวัตถุประสงค์ และขอบเขตของความร่วมมือต่อไป
&amp;nbsp;
สำหรับขอบเขตความร่วมมือ ได้แก่ 1.พัฒนาเนื้อหาหลักสูตรการเรียนการสอนและการฝึกอบรมด้านระบบรางระหว่างผู้ประกอบกิจการด้านระบบรางและสถาบันการศึกษาทั้งในระดับอุดมศึกษา และอาชีวศึกษา 2.สนับสนุนการเรียน การฝึกอบรม การฝึกงาน โครงการสหกิจศึกษา 3.ส่งเสริมการฝึกงานของนักศึกษาในระดับอุดมศึกษา และอาชีวศึกษา ตลอดจนการเพิ่มพูนความรู้และพัฒนาทักษะให้แก่ผู้ที่สำเร็จการศึกษาแล้ว 4.วิจัยและพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านระบบราง และการผลิต คิดค้นชิ้นส่วนหรือนวัตกรรมด้านระบบราง สนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการขนส่งทางรางระหว่างหน่วยงาน
&amp;nbsp;
5.สนับสนุนผู้เชี่ยวชาญในการบรรยาย และถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่บุคลากรด้านระบบราง 6.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานห้องปฏิบัติการในประเทศให้มีขีดความสามารถด้านการวิเคราะห์ทดสอบคุณภาพวัสดุชิ้นส่วน และผลิตภัณฑ์ระบบรางให้ครอบคลุมการขนส่งทางรางของประเทศ 7.จัดทำมาตรฐานด้านการขนส่งทางรางและมาตรฐานที่เกี่ยวเนื่องกับการขนส่งทางราง มาตรฐานชิ้นส่วนระบบรางและผลิตภัณฑ์ระบบราง เพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ระบบรางในประเทศ

8.สนับสนุน ส่งเสริมผู้ประกอบการในการผลิตชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content)&amp;nbsp;ทดแทนการนำเข้า 9.ใช้ทรัพยากร ชิ้นส่วน เครื่องมือ และอุปกรณ์ทดสอบและทดลองที่สามารถใช้ร่วมกันได้ 10.สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และ 11.ร่วมสร้างระบบนิเวศและโมเดลธุรกิจระบบราง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117707</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.คมนาคม, การสร้างงาน สร้างอาชีพ, ระบบราง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210914/image_big_614060407c742.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114346</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2021 12:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2021 12:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิษโควิดฉุดผู้โดยสารระบบรางลดลง 82.87%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ส.ค.2564 รายงานข่าวจากกรมการขนส่งทางราง (ขร.) เปิดเผยถึงจำนวนผู้โดยสารในระบบขนส่งทางราง ทั้งในระบบรถไฟฟ้า ใต้ดิน(MRT),บนดิน (BTS) ,แอร์พอร์ต ลิงก์ (ARL) และรถไฟระหว่างเมือง (SRT) ตั้งแต่ช่วงระยะเวลาที่เริ่มเกิดการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) ในประเทศไทย เดือนมกราคม 2563 จนถึงเดือนกรกฎาคม 2564 ปริมาณผู้โดยสารที่มีจำนวนมากกว่า 1 ล้านคนต่อวันในเดือนก่อนเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ลดลงตามสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับจำนวนผู้โดยสารที่ต่ำที่สุดเกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายน 2563 เหลือผู้โดยสารแค่ 245,795 คนต่อวัน และกลับมาถึงหลัก 1,009,522 คนต่อวัน ในเดือนพฤศจิกายน 2563 &amp;nbsp;แต่เมื่อเริ่มมีการระบาดระลอกที่ 2 เป็นต้นมา จำนวนผู้โดยสารกลับมาลดลงอีกครั้ง จนถึงเดือนล่าสุดในเดือน กรกฎาคม 2564 ที่การแพร่ระบาดยังคงทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ทำให้จำนวนผู้โดยสารกลับไปอยู่ในระดับ 261,503 คนต่อวันอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้พบว่าผู้โดยสารที่ใช้ระบบรางต่อวันลดลงจากช่วงก่อนการระบาดในช่วงปี 2562 มีผู้ใช้บริการระบบรางเฉลี่ยวันละ 1,228,822 คนต่อวัน &amp;nbsp;ในปี 2563 ช่วงที่มีเคอร์ฟิวและจำกัดกิจกรรมในปี 2563เฉลี่ยวันละ 417,914 คนต่อวัน โดยในปี 2564 ตั้งแต่พรก.ฉบับที่ 27ประกาศใช้ ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค. 2564 ถึงปัจจุบันมีผู้โดยสารเฉลี่ย 211,666 คนต่อวัน พบว่าทุกระบบผู้โดยสารลดลง 82.87% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา ขร. ได้มีการออกประกาศมาตรการพึงปฏิบัติการจัดการระบบขนส่งทางรางภายใต้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หลายฉบับเพื่อให้หน่วยงานผู้ให้บริการระบบขนส่งทางรางและผู้โดยสารปฏิบัติตามร่วมกัน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในระบบขนส่งทางราง และ ขร. หวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายในเร็ววันเพื่อให้ระบบขนส่งทางรางกลับมาเป็นระบบทางเลือกในการเดินทางของประชาชนอีกครั้ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114346</URL_LINK>
                <HASHTAG>จำนวนผู้โดยสาร, พิษโควิด, ระบบราง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210824/image_big_612481cecb0bc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99079</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2021 20:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2021 20:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กรมรางฯ’เผยตัวเลขผู้ใช้บริการระบบราง 9 เม.ย. 64 รวม 7.92 แสนคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 เม.ย.64 - รายงานข่าวจากกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ระบุว่า ขร.ได้สรุปผลการให้บริการระบบรางของวันที่ 9 เม.ย. 2564 พบว่า มีผู้โดยสารใช้บริการระบบราง รวม 792,450 คน ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับช่วงก่อนการระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ ลดลง 28.96% โดยจากข้อมูล แบ่งเป็น 1.รถไฟระหว่างเมืองของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มีผู้โดยสารเดินทาง 51,247 คน (ผู้โดยสารขาออก 28,824 คน และผู้โดยสารขาเข้า 22,423คน) ซึ่ง รฟท. ได้ดำเนินการพ่วงตู้เพิ่มไปกับขบวนรถปกติและจัดขบวนรถพิเศษช่วยการโดยสารรวม 4 ขบวน ซึ่งมีผู้ใช้บริการขบวนรถพิเศษช่วยการโดยสารรวม 1,609 คน (รวมใน 51,247 คน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยพบว่ามีผู้โดยสารใช้บริการสายใต้มากสุด 17,199 คน (ขาออก 8,694 คนและขาเข้า 8,505คน) รองลงมาสายตะวันออกเฉียงเหนือ&amp;nbsp; 15,175 คน (ขาออก 9,870 คนและขาเข้า5,305 คน) สายเหนือ 11,700 คน (ขาออก 6,742คน และขาเข้า 4,958 คน) สายตะวันออก 5,641 คน และสายแม่กลอง 1,532คน สำหรับวันนี้ (10 เม.ย. 2564) รฟท.จัดขบวนรถพิเศษช่วยการโดยสาร จำนวน 7 ขบวน (ขาออก3ขบวน เส้นทางกรุงเทพ-ศิลาอาสน์/อุบลราชธานี/อุดรธานี&amp;nbsp; และขากลับ4 ขบวน ในเส้นทางศิลาอาสน์/อุบลราชธานี/อุดรธานี/เชียงใหม่-กรุงเทพ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.รถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล รวม 741,203 คน ได้แก่ รถไฟฟ้า Airport Rail Link ให้บริการ 227 เที่ยว มีผู้โดยสารใช้บริการ 38,883 คน, รถไฟฟ้าสายเฉลิมรัชมงคล (สีน้ำเงิน) ให้บริการ 475 เที่ยว มีผู้โดยสารใช้บริการ 211,383 คน, รถไฟฟ้าสายฉลองรัชธรรม (สีม่วง) ให้บริการ 354 เที่ยว มีผู้โดยสารใช้บริการ 30,825 คน, รถไฟฟ้า BTS ให้บริการรวมเที่ยว มีผู้โดยสารใช้บริการ 460,112 คน (สายสีเขียว เส้นทางสุขุมวิท 597 เที่ยว, เส้นทางสีลม 445 เที่ยว และสายสีทอง 188 เที่ยว รวม 1,230 เที่ยววิ่ง) ทั้งนี้ หน่วยงานผู้ให้บริการรถไฟฟ้าได้เพิ่มความถี่ในชั่วโมงเร่งด่วนสามารถรองรับผู้โดยสารได้อย่างเพียงพอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับด้านความปลอดภัยไม่มีเหตุอันตรายทางรถไฟ ส่วนระบบรถไฟฟ้ามีเหตุขัดข้อง 1 ครั้ง ได้แก่ รถไฟฟ้าสายเฉลิมรัชมงคล (สีน้ำเงิน) เมื่อเวลา 20.49 น. ขบวนรถไฟฟ้าหมายเลข 30 เกิดเหตุระบบขับเคลื่อนรถไฟฟ้าอัตโนมัติขัดข้อง จำนวน 1 ขบวน กำลังออกจากสถานี จตุจักร ฝั่งขาขึ้น (สถานีปลายทางท่าพระ) ดำเนินการถอนรถออกจากการให้บริการ ล่าช้า 2 นาที.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99079</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปริมาณผู้ใช้บริการ, ระบบราง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210410/image_big_6071a6924aef5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64181</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/04/2020 08:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/04/2020 08:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศักดิ์สยามไล่บี้เพิ่มประสิทธิภาพขนส่งทางราง จี้เร่งร่างแผนให้เสร็จใน 1 เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 เม.ย.63-นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมการพัฒนาระบบรางเป็นรถไฟทางคู่ เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทางราง 30% และการสนับสนุนเอกชนร่วมบริการระบบรางว่า จากระบบโครงสร้างพื้นฐานทางรางที่มีอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงการพัฒนาในอนาคตของการรถไฟฯ นั้น เชื่อว่าเป็นโอกาสของการรถไฟฯ ที่จะเป็นระบบขนส่งหลัก พร้อมทั้งการพัฒนาระบบการขนส่ง โดยการนำสินค้าที่ขนส่งทางบกในปัจจุบัน เปลี่ยนมาขนส่งทางรางเพิ่มขึ้น 30% พร้อมทั้งการใช้ศักยภาพทางรางที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมดำเนินการ

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ไปจัดทำแผนปฏิบัตการ (Action Plan) กำหนดความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน และกรอบระยะเวลาในการดำเนินการ โดยจัดทำแล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ขณะที่การให้เอกชนเข้ามาร่วมดำเนินการทางรถไฟนั้น ในส่วนของพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ยังไม่ได้ออกกฎให้เอกชนสามารถเข้ามาร่วมดำเนินการได้ โดยตนจะนำเสนอเรื่องดังกล่าว ให้คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) โดยมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นปะธาน เร่งพิจารณา ก่อนที่จะดำเนินการต่อไป

&amp;ldquo;ศักยภาพของการรถไฟฯ ในขณะนี้ ยังไม่เต็มประสิทธิภาพ ถ้าให้เอกชนเข้ามาร่วมดำเนินการ จะช่วยเสริมประสิทธิภาพมากขึ้น มีการแข่งขันเป็นธรรม โดยจะเป็นประโยชน์ต่อคุณภาพการให้บริการ ขณะเดียวกัน หลังจากนี้ ผู้ประกอบการขนส่งทางบก ต้องมาเป็นพาร์ทเนอร์กับการรถไฟฯ เอาตู้คอนเทนเนอร์ เข้ามาอยู่บนแคร่ แล้วไปรอรับปลายทาง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการขนส่ง และเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งเร็วขึ้นด้วย โดยตอนนี้การรถไฟฯ เหมือนเป็นยักษ์หลับ เราต้องปลุกยักษ์หลับให้ตื่น ลุกขึ้นมาทำเรื่องนี้จริงจัง เพื่อเป็นยักษ์ใหญ่ด้านการขนส่งในอนาคต ทั้งในส่วนของสินค้า และผู้โดยสารที่ตอนนี้ ก็มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ประชาชนนจะเยอะในช่วงเทศกาลปีใหม่ แต่ในเวลาปกติ ประชาชนไม่ใช้ เพราะ สภาพรถเก่า บางคันมีอายุ 30 ปี เนื่องจากการรถไฟฯ ขาดทุน เป็นหนี้สะสมประมาณ 1.6 แสนล้าน น้องๆ การบินไทย 2.4 แสนล้าน&amp;rdquo; นายศักดิ์สยาม กล่าว

นายศักดิ์สยาม กล่าวต่ออีกว่า กระทรวงคมนาคมมีเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนให้มากขึ้น 30% หรือเพิ่มขึ้นเป็น 13.26 ล้านตัน ภายในปี 2564 จากในปี 2561 ขนส่งสินค้าทางรถไฟ 10.21 ล้านตัน ทั้งนี้ ในปัจจุบัน มีการเดินรถไฟสินค้า 156 ขบวนต่อวัน โดยในปี 2562 ภาพรวมการขนส่งสินค้าอยู่ที่ 10.50 ล้านตัน หรือคิดเป็น 1% เมื่อเทียบกับทุกระบบการขนส่ง ซึ่งถือว่าใช้ศักยภาพรางต่ำมาก จึงได้กำหนดแนวทางการพัฒนาเพื่อเพิ่มสัดส่วนการขนส่งสินค้าทางรถไฟ คือ จะต้องพัฒนาทางคู่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเดินรถ ทั้งเรื่องความจุทาง และความปลอดภัย รวมถึงการติดตั้งระบบควบคุมการเดินรถ โดยเร่งติดตั้งระบบควบคุมการวิ่งขบวนรถ และการหยุดรถอัตโนมัติ

นอกจากนี้ ต้องสนับสนุนภาคเอกชนเป็นผู้ร่วมให้บริการเดินรถ เพื่อเพิ่มความถี่ของบริการ เพิ่มประสิทธิภาพด้านการตลาด และให้เกิดการแข่งขันด้านการให้บริการและราคา รวมถึงส่งเสริมการใช้ประโยชน์ย่านกองเก็บตู้สินค้า (CY) พร้อมทั้งการใช้มาตรการทางการเงิน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของการขนส่งทางราง เช่น การให้ Carbon Credit แก่ผู้ประกอบการที่ใช้การขนส่งทางราง สามารถนำไปลดหย่อนภาษี อีกทั้ง จะต้องพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการเดินรถ เนื่องจากในปัจจุบัน บุคลากรขับรถไฟมีไม่เพียงพอ เช่นเดียวกันกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จึงได้สั่งการให้การรถไฟฯ ไปดำเนินการขยายโรงเรียนเพื่อพัฒนาบุคลากรด้านการเดินรถ อาทิ ช่างเครื่อง พนักงานขับรถ

สำหรับในปัจจุบัน ประเทศไทยมีทางรถไฟทางเดี่ยว ระยะทาง 4,044 กิโลเมตร (กม.) ครอบคลุมพื้นที่ 47 จังหวัด แบ่งเป็น สายเหนือ 781 กม., สายตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) 1,094 กม., สายตะวันออก 534 กม., สายแม่กลอง 65 กม. และสายใต้ 1,570 กม. ในส่วนโครงการพัฒนาระบบรถไฟทางคู่ ตามแผนพัฒนาทางคู่ ระยะที่ 1 รวม 9 เส้นทาง ระยะทางรวม 1,671 กม. นั้น ขณะนี้ ก่อสร้างแล้วเสร็จ พร้อมเปิดให้บริการไปแล้ว 2 เส้นทาง ได้แก่ 1. ช่วงฉะเชิงเทรา - คลองสิบเก้า &amp;ndash; แก่งคอย ระยะทาง 106 กม. และช่วงชุมทางถนนจิระ &amp;ndash; ขอนแก่น ระยะทาง 187 กม.

นอกจากนี้ ที่เหลืออีก 5 เส้นทาง อยู่ระหว่างก่อสร้าง คือ 3.มาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ ระยะทาง 132 กม.4.ช่วงลพบุรี - ปากน้ำโพ ระยะทาง 148 กม.5.นครปฐม-หัวหิน ระยะทาง 169 กม.6.ช่วงหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 84 กม.7. ช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ระยะทาง 167 กม. ขณะที่เส้นทางสายใหม่ 2 สายอยู่ระหว่างประกวดราคา คือ 8.เดินชัย-เชียงราย-เชียงของ ระยะทาง 323 กม.และ9. บ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม ระยะทาง 355 กม.

ขณะที่โครงการรถไฟทางคู่เฟส 2 จำนวน 7 สาย ระยะทางรวม 1,483 กม.วงเงิน 272,219.14 ล้านบาท อยู่ระหว่างเสนอขออนุมัติโครงการ ประกอบด้วย 1. สายขอนแก่น-หนองคาย ระยะทาง 176 กม.วงเงินก่อสร้าง 26,668.36 ล้านบาท2. สายชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี ระยะทาง308กม. วงเงิน 37,527.10 ล้านบาท3.สายปากน้ำโพ-เด่นชัย ระยะทาง285 กม.วงเงิน 62,859.74ล้านบาท 4.สายเด่นชัย-เชียงใหม่ ระยะทาง189 กม. วงเงิน 56,837.78 ล้านบาท 5.ชุมพร &amp;ndash; สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กม.วงเงิน 24,294 ล้านบาท, 6.สุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 321 กม.วงเงิน 57,375.43 ล้านบาท และ7.ชุมทางหาดใหญ่&amp;ndash;ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม.วงเงิน 6,661.37 ล้านบาท
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64181</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ, ระบบราง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200330/image_big_5e81f8be3c0a7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60307</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2020 21:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2020 21:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมจ่อออกประกาศผู้โดยสารใช้ระบบรางต้องใส่หน้ากากอนามัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 มี.ค.63-นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ในขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ของประเทศไทยยังอยู่ในระยะที่ 2 แต่ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมได้กำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมกรณีหากประเทศไทยประกาศสถานการณ์เข้าสู่ระยะที่ 3 เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสดังกล่าว โดยเฉพาะจากต่างประเทศเข้ามายังประเทศไทย ครอบคลุมทั้งทางอากาศ และทางน้ำ พร้อมทั้งบูรณาการร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ที่จะเข้ามาตรการในส่วนของทางบก และทางราง
&amp;nbsp;
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันและลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นั้น ล่าสุด กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างการจัดทำร่างประกาศฯ ให้ผู้โดยสารทุกคนที่จะเดินทางเข้าประเทศไทย จากทุกประเทศต้นทางทั่วโลก ทั้งทางอากาศ ทางน้ำ และทางบก จะต้องแสดงใบรับรองแพทย์ หากไม่สามารถนำมาแสดงได้ จะถูกปฏิเสธการเข้าประเทศไทยในทันที เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในการเดินทางเข้าไทย หลังจากวานนี้ (18 มี.ค. 2563) สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ได้ออกประกาศฉบับที่ 2 เพื่ออุดช่องว่างการเดินทางจากประเทศที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ประกาศเป็นประเทศที่มีการแพร่ระบาด COVID-19 ก่อนเดินทางเข้าประเทศไทย ว่าได้เดินทางมาจาก 4 ประเทศ และ 2 เขตปกครองตนเองพิเศษ ในระยะเวลาไม่เกิน 14 วันหรือไม่ โดยจะมีผลบังคับ ใช้‪ในวันที่ 21 มี.ค. 2563 เวลา 00.00 น.‬
&amp;nbsp;
นายศักดิ์สยาม กล่าวว่าขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุข อยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์ ก่อนที่กรมควบคุมโรคจะออกประกาศ ซึ่งคาดว่าจะออกประกาศภายในวันที่ ‪20 มี.ค.‬ นี้ &amp;nbsp;หรือภายในวันที่ ‪23 มี.ค.‬ นี้ จากนั้นกระทรวงคมนาคมจะมอบหมายให้ กพท. ที่ดูแลการขนส่งทางอากาศ และกรมเจ้าท่า (จท.) ที่ดูแลการขนส่งทางน้ำ ออกประกาศเพื่อควบคุมการเดินทางเข้าประเทศไทยต่อไป รวมไปถึงการควบคุมบริเวณด่านพรมแดน (ทางบก) โดยมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดของแต่ละจังหวัดไปดำเนินการ ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558
&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;ldquo;ยืนยันว่า การรักษาของประเทศไทย และกระทรวงสาธารณสุขของไทยอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก หรือติด Top 3 ของโลก ถึงแม้จะพบว่ามียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่เป็นการสะสมมาเรื่อยๆ เราจึงต้องใช้มาตรการทางการแพทย์ เพื่อสร้างความมั่นใจของประเทศไทย ผมเชื่อว่าถ้าเราทำอย่างสมบูรณ์ มีโอกาสที่เรื่องนี้จะจบ และเราไม่ได้ปิดประเทศ แต่คนที่เข้ามาไทยจะต้องตรวจ เพื่อขจัดการแพร่ระบาด&amp;rdquo; นายศักดิ์สยาม กล่าว
&amp;nbsp;
นายศักดิ์สยาม กล่าวต่ออีกว่า นอกจากนี้ยังได้มีการหารือกับนายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) เพื่อพิจารณาออกประกาศกรมรางฯ เพื่อกำหนดให้ประชาชนทุกคน ที่จะต้องเดินทางด้วยระบบรถไฟฟ้าจะต้องใส่หน้ากากอนามัย ทั้งนี้ ถึงแม้ว่า ในปัจจุบันจะมีการสแกนผู้โดยสาร พร้อมทั้งมีเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ รวมถึงเครื่องมือในการวัดอุณหภูมิ ว่าไม่ให้เกิน 37.5 องศาเซลเซียสอยู่แล้ว แต่จะเป็นการเพิ่มมาตรการเพิ่มเติมด้วย
&amp;nbsp;
นอกจากนี้ จะใช้มาตรการการใส่หน้ากากอนามัยบนรถเมล์ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และรถทัวร์ ของบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) โดยในขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาว่า กระทรวงฯ จะมีอำนาจมีกฎหมายดำเนินการได้อย่างไรบ้าง แต่ทั้งนี้ เชื่อว่าในส่วนของกรมรางฯ จะสามารถดำเนินการได้
&amp;nbsp;
นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า กรณีที่ประชาชนตั้งคำถามว่าไม่มีหน้ากากอนามัยจะทำอย่างไร ขณะนี้กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อยู่ระหว่างดำเนินการ เพื่อตั้งจุดจำหน่ายหน้ากากอนามัยให้กับประชาชนที่จะเดินทาง อย่างไรก็ตาม จะดำเนินการภายในสัปดาห์นี้ เมื่อทุกอย่างพร้อมก็จะออกประกาศต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60307</URL_LINK>
                <HASHTAG>#หน้ากากอนามัย, ระบบราง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190718/image_big_5d303dad94e40.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42542</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2019 12:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2019 12:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศักดิ์สยาม สั่งด่วนยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยระบบสาธารณะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2 ส.ค.62-นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงเหตุการณ์ระเบิดป่วนเมือง พร้อมกัน 3 จุดในช่วงเช้าที่ผ่านมาว่า &amp;nbsp;ขณะนี้ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมที่เกี่ยวกับระบบขนส่งสาธารณะทั้งหมดทางบก ทางอากาศ ทางน้ำ ระบบราง ให้ใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยระดับสูงสุดในการดูแลความปลอดภัย&amp;nbsp;ซึ่งตอนนี้การขนส่งระบบรางในเขตกรุงเทพและปริมณฑล มีประชาชนใช้เดินทางมากที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามมั่นใจว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบมีมาตรการต่างๆอยู่แล้วแต่เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากเกิดเหตุการณ์ให้เร่งเข้าพื้นที่ และเข้าแก้ไขอย่างเร่งด่วน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรวุฒิ มาลา รักษาการ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)เปิดเผยว่าภายหลังทราบเหตุขณะนี้การรถไฟอยู่ระหว่างประชุมผู้บริหาร เพื่อดูแลและสั่งการให้นายสถานีทุกพื้นที่เตรียมพร้อม เฝ้าระวัง และดูแลความปลอดภัยสถานีรถไฟทุกแห่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจิรศักดิ์ &amp;nbsp;เยาว์วัชสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ขนส่ง จำกัด หรือ บขส เปิดเผยว่าภายหลังทราบเหตุ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ในพื้นที่สถานีขนส่งหมอชิต 2 ทุกสถานี เข้มงวดในการดูแลกล้องวงจรปิด เพื่อเฝ้าระวังเหตุ การจัดกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเพื่อตรวจค้นคนเข้าออกพื้นที่สถานี &amp;nbsp;การวางสิ่งของ และตรวจสอบทั้งขยะทุกจุด การเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่เจ้าหน้าที่ รวมถึงประสานงานกับเจ้าที่ตำรวจในท้องที่ร่วมกันเฝ้าระวังเหตุตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42542</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการขนส่งทหารบก, ดูแลความปลอดภัย, รถไฟฟ้า, ระบบราง, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190802/image_big_5d43cb278ef58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32510</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2019 13:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2019 13:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนข. เปิดรับฟังความคิดเห็นแผนพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชนส่งเสริมระบบราง ครั้งที่2</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สนข.เปิดรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 2 ระดมความเห็นจากภาครัฐเอกชนและประชาชน เดินหหน้าโครงการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชนส่งเสริมระบบราง และพัฒนาศักยภาพเมืองในภาคเหนือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29 มี.ค.62 &amp;nbsp;-นายไพรินทร์ ชูโชติถาวรรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม &amp;nbsp;กล่าวว่า &amp;nbsp;แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของไทย &amp;nbsp;(พ.ศ. 2558-2565) มุ่งพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งทุกโครงข่าย ทั้งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และ ทางอากาศ ให้เชื่อมโยงกันเป็นหนึ่งเดียว (SeamlessMobility) เพื่อสร้างรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม เสริมสร้างความปลอดภัยในการเดินทางและขนส่ง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรางครั้งใหญ่ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแกนหลักในการเดินทางและขนส่งของประเทศ และทำให้เกิดสถานีขนส่งหรือจุดเปลี่ยนถ่ายการเดินทางที่มีศักยภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีขนส่งมวลชน (TOD) จึงเป็นหัวใจสำคัญ ในการชี้นำการพัฒนาเมือง ชุมชน และสภาพแวดล้อม ให้สอดคล้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ กระจายความเจริญไปยังภูมิภาคตามแนวสายทาง ตลอดจนเอื้อให้เกิดการพัฒนาพื้นที่พาณิชยกรรม แหล่งงาน แหล่งที่พักอาศัย และกิจกรรมการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเหมาะสม สร้างมูลค่าเพิ่มในการพัฒนาพื้นที่ ส่งเสริมการเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนและการเดินทางแบบไม่ใช้เครื่องยนต์ ลดการสิ้นเปลืองพลังงาน ส่งเสริมคุณภาพชีวิตกับประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ล่าสุดได้ ในงานสัมมนา&amp;ldquo;TODคมนาคมสร้างเมืองเมืองสร้างสุขสุขสร้างได้ครั้งที่ 2 ณโรงแรมเรือนแพรอยัลปาร์คจังหวัดพิษณุโลก &amp;nbsp;สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือสนข. ได้นำเสนอความก้าวหน้าของโครงการในภาคเหนือแนวคิดและแผนพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์โดยเฉพาะพื้นที่โดยรอบสถานีรถไฟความเร็วสูงรถไฟสายใหม่และรถไฟทางคู่ในพื้นที่ภาคเหนือพร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับปัญหาอุปสรรคข้อจำกัดในการพัฒนาขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองย่านหรือชุมประโยชน์ที่ท้องถิ่นจะได้รับและความท้าทายของการพัฒนาเมืองตามแนวคิดTODในภูมิภาคและในและท้องถิ่นภายในงานได้จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับโครงการอาทิแนวคิดการพัฒนาTODให้ประชาชนรู้จักว่าTODคืออะไรมีความหมายอย่างไรและประโยชน์ที่จะได้รับจากการพัฒนาTODเป็นต้น &amp;quot;นายไพรินทร์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายไพรินทร์ กล่าวว่ากระทรวงคมนาคมมีเป้าหมายในการพัฒนาเมืองโดยรอบแนวโครงข่ายเส้นทางรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่และจุดเปลี่ยนถ่ายการเดินทางที่มีศักยภาพของประเทศ เพื่อเป็นกรอบชี้นำการพัฒนาเมืองควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบคมนาคม มีระยะเวลาศึกษา 18 เดือน โดยภายหลังการสัมมนาครั้งนี้ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข. จะดำเนินการจัดสัมมนาขึ้นอีก 3 ครั้ง ในอีก 3 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคตะวันออก ที่ จ.ชลบุรี,ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ จ.ขอนแก่น และภาคใต้ ที่ จ.สงขลา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นอกจากการสัมมนารับฟังความคิดเห็นทั้ง 4 ครั้งนี้ สนข.ยังได้จัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเมืองผ่านช่องทางต่างๆ เช่น การประชุมกลุ่มย่อย การเก็บข้อมูลภาคสนามในพื้นที่ และการสัมภาษณ์เชิงลึกต่อไป เพื่อรวบรวมข้อมูลมาประกอบผลการศึกษา การจัดทำแผนแม่บทในการพัฒนาเมืองโดยรอบสถานีรถไฟความเร็วสูง สถานีรถไฟทางคู่ ศูนย์คมนาคมขนส่งในพื้นที่ที่มีศักยภาพทั่วประเทศต่อไป ผู้ที่สนใจสอบถามข้อมูลหรือดูรายละเอียดโครงการเพิ่มเติมได้ที่ www.thailandtod.com&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32510</URL_LINK>
                <HASHTAG>คมนาคม, รถไฟความเร็วสูง, รถไฟทางคู่, ระบบราง, สถานีขนส่งมวลชน, สนข., สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190329/image_big_5c9dbe2704912.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
