<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>51599</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/12/2019 16:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/12/2019 16:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;มอร็อกโก &quot;ดูงานบัตรทอง เอาจริงจัดตั้งระบบตามแบบไทย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
2 ธ.ค.62- สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถ.แจ้งวัฒนะ กทม. นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ.ณรงค์ สายวงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. ต้อนรับคณะผู้บริหารจากกระทรวงสาธารณสุข ราชอาณาจักรโมร็อกโก ดูงานการบริหารระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า ประเทศไทยมีระบบหลักประกันสุขภาพเพื่อประชาชน 3 ระบบหลักๆ คือ สวัสดิการข้าราชการและครอบครัว ดูแลประชาชน 5.13 ล้านคน ระบบประกันสังคมดูแลประชาชนที่เป็นกลุ่มแรงงานในระบบประมาณ 12.6 ล้านคน และระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติดูแลประชาชนส่วนที่เหลือที่ไม่มีสิทธิประกันสุขภาพใดๆ ประมาณ 48 ล้านคน โดย 2 ระบบแรกเกิดขึ้นก่อน และระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ สปสช.ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานบริหารจัดการเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2545 (ค.ศ.2002) ซึ่งทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้ประชาชน ขณะนี้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 18 แล้ว โดยไทยเป็นแหล่งเรียนรู้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่สำคัญในระดับโลก หลายปีที่ผ่านมามีหลายประเทศมาดูงานเพื่อนำไปรับใช้กับบริบทของประเทศตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการ สปสช. กล่าวต่อว่า สำหรับราชอาณาจักรโมร็อกโกนั้น ก่อนหน้านี้ได้มีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาศึกษาดูงานหลักประกันสุขภาพไทยที่ สปสช.มาแล้ว ทราบว่าโมร็อกโกอยู่ระหว่างการบรรลุหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในปี 2030 หรือ พ.ศ.2573 ตามปฏิญญาทางการเมืองที่ทั่วโลกให้คำรับรองร่วมกัน หรือที่เรียกว่า UHC 2030 สปสช.ยินดีถ่ายทอดความรู้ตลอดจนแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าร่วมกันเพื่อให้ทั่วโลกบรรลุเป้าหมาย UHC2030 ร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นพ.อับเดอไลลาห์ บูทาเลบ (Dr.Abdelilah Boutaleb) ปลัดกระทรวงสาธารณสุขราชอาณาจักรโมร็อกโก (Secretary General of Ministry of Health of the Kingdom of Morocco) กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขราชอาณาจักรโมร็อกโกเคยมาศึกษาดูงานหลักประกันสุขภาพของไทยแล้ว ครั้งนี้ระดับผู้บริหารสนใจมาศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกับไทย ซึ่งเราเห็นว่าไทยเริ่มต้นระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าตอนที่ประเทศไทยยังไม่ร่ำรวย และสามารถทำได้สำเร็จ ทำให้โมร็อกโกสนใจศึกษาดูงานเพื่อนำความรู้ ประสบการณ์ และบทเรียนที่ได้ไปปรับใช้กับโมร็อกโกซึ่งอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านระบบหลักประกันสุขภาพเพื่อให้บรรลุเป้าหมายถ้วนหน้าตามปฏิญญา UHC2030 โดยโมร็อกโกมุ่งเน้นการการปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพด้วยการส่งเสริมระบบบริการสุขภาพในระดับปฐมภูมิ การบริหารการเงินการคลังหลักประกันสุขภาพเพื่อความยั่งยืน ตลอดจนการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพ ซึ่งไทยมีความโดดเด่นในด้านนี้ โดยโมร็อกโกมีแผนที่จะลงนามความร่วมมือกับไทยเพื่อพัฒนาหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51599</URL_LINK>
                <HASHTAG>[บัตรทอง, มอร็อกโก, ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191202/image_big_5de4d658de874.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47425</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/10/2019 11:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/10/2019 11:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอเลี๊ยบ&quot;เผย &quot;หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า&quot; รัฐบาลทักษิณ คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญของมวลมนุษยชาติ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวลา 08.00 น.วันที่ 6 ต.ค.62 ที่ ประวัติศาสตร์&amp;quot;ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย&amp;quot; มหาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จัดงานรำลึก&amp;quot;ครบรอบ 43&amp;quot; ปี 6 ตุลาคม 2519 เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์และไว้อาลัยต่อวีรชนผู้สูญเสีย โดยมีผู้เข้าร่วมงานอาทิ น.พ.สุรพงษ์ สืบวงษ์ลี อดีตผู้นำนักศึกษาหลัง &amp;nbsp;&amp;ldquo;6 ตุลา พ.ศ. 2519&amp;rdquo; อดีตรองนายกรัฐมนตรี นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงค์ อดีตรัฐมนตรีช่วยกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ตัวแทนจากพรรคไทยรักไทย&amp;nbsp;
รองศาสตราจารย์เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีผู้แทนองค์กรต่างๆเข้าร่วมมหาลัยธรรมศาสตร์ ,มูลนิธิปรีดีพนมยงค์,คณะกรรมการญาติวีรชน 6 ตุลาคม,สมาคมญาติและวีรชน 14 ตุลาคม,การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อดีต 18 ผู้ต้องหา 6 ตุลาคม,ชมรมโดมรวมใจผู้แทนพรรคการเมือง, สหภาพและสหพันธ์แรงงานสมัชชาคน,จนมูลนิธินิคมจันทรวิทุรทูล, เครือข่ายเดือนตุลาคมในที่ 14 ตุลาคม,คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภาคม 35&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในงานรำลึก 43 ปี 6 ต.ค.ช่วงเช้ามีการตักบาตรพระสงฆ์ 19 รูป ต่อด้วยการ อ่านรายชื่อผู้วายชนม์ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม และพิธีวางพวงมาลาและดอกไม้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย รองศาสตราจารย์เกศินี วิฑูรชาติ &amp;nbsp;อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า แม้เหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519 จะผ่านมาแล้ว 43 ปีแต่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นยังคงส่งผลกระทบต่อสังคมไทยในหลายๆระดับ ซึ่งมหาลัยธรรมศาสตร์ ตระหนักดีถึงความสำคัญและยอมรับความจริงในบาดแผลทางประวัติศาสตร์จากเหตุการณ์ที่จะนำไปสู่ การสรุปบทเรียนเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าวขึ้นอีกในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราจะร่วมกันจดจำรำลึกสืบทอดวัฒนธรรมคุณความดีและจิตวิญญาณของผู้วายชนม์เหล่านี้ไว้ร่วมกับแปลความสูญเสียความโศกเศร้าให้เป็นพลังสร้างสรรค์และร่วมกันจุดความสว่างไสวให้กับสังคมไทย ทั้งในปัจจุบันและอนาคต&amp;quot; รองศาสตราจารย์เกศินีกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองศาสตราจารย์เกศินี กล่าวต่ออีกว่า นับตั้งแต่สถาปนามหาวิทยาลัยมาจนถึงปัจจุบัน ธรรมศาสตร์มีบทบาท ในการประสิทธิ์ประสาทปัญญาชนคนยุคใหม่ให้เป็นผู้นำทางสังคมและพัฒนาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ทั้งยังเป็นต้นกำเนิดของสายธารประชาธิปไตยผ่านเหตุการณ์สำคัญและความเปลี่ยนแปลงทางสังคมหลายยุคหลายสมัย ทั้งนี้การสร้างพื้นที่ประวัติศาสตร์ให้เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยจึงนับเป็นหนึ่งในภารกิจของธรรมศาสตร์ โดยที่ผ่านมามีการดำเนินการจัดสร้างชิ้นงานประติมานุสรณ์ 6 ตุลาคม 2519 ขึ้นในปี 2543 เพื่อเป็นอนุสรณ์ของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ซึ่งจะถ่ายทอดและสะท้อนความทรงจำ 6 ตุลา ให้แทรกอยู่ในทุกพื้นที่ทุกตารางนิ้วของมหาวิทยาลัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน น.พ.สุรพงษ์ อดีตผู้นำนักศึกษาหลัง&amp;quot;6 ตุลา พ.ศ.2519&amp;quot; ได้กล่าวปาฐกถารำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ว่า ตั้งแต่เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ชีวิตหนุ่มสาวเปลี่ยนแปลงเป็นหลายคน ซึ่งผมก็เช่นเดียวกัน เช้าวันที่ 5 ตุลาคม ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์นองเลือดครั้งใหญ่ เมื่อกลับมาจากมหาลัยมหิดลมาที่ท้องสนามหลวง ตรงข้ามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีผู้คนยืนมุงดูอยู่ประมาณ 100 คน ได้กลิ่นไหม้ของยางรถยนต์ เมื่อเดินเข้าไปใกล้ต้องเมินหน้าหนี พบร่าง 2-3 รายอยู่ที่กองยางรถยนต์ มองไปไกลอีกเล็กน้อยพบร่างถูกแขวนไว้ที่ใต้ต้นมะขาม โดยมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งยืนมุงดูอยู่ไม่ห่าง เวลา 15 นาทีที่สนามหลวงวันนั้นผมไม่เคยลืมจนถึงวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นได้กลับต่างจังหวัดหมกตัวอยู่แต่ในบ้านเป็นเดือน ไม่รู้จะทำยังไงต่อไปพยายามติดตามข่าวของผู้ร่วมชุมนุมแต่ก็ถูกปิดกั้นทั้งทางโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ มีแต่ข่าวพบอาวุธและอุโมงค์ที่ธรรมศาสตร์ และการติดตามจับกุมนิสิตนักศึกษา ต้นเดือนพฤศจิกายนมหาลัยเปิดแต่บรรยากาศในมหาลัยไม่เหมือนเดิม หม่นหมองเงียบเหงา แต่ละวันผ่านไปยังซึมเศร้า นักศึกษาเรียนเสร็จรีบกลับบ้านไม่มีการจับกลุ่มพูดคุยกันอีก หลังจากนั้นมีรุ่นพี่มาติดต่อว่าอยู่ที่เมืองไม่ปลอดภัยไปหลบที่ป่าดีไหม จึงตัดสินใจว่าการเป็นอยู่ในป่าเป็นหนทางเดียว จึงเตรียมกาย เตรียมใจ เตรียมความคิด ให้พร้อมเสมอเมื่อได้รับการนัดหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนกระทั่งได้รับแจ้งให้ออกเดินทางไปพร้อมเพื่อนนักศึกษาแพทย์อีกคนหนึ่ง แต่เมื่อถึงวันเดินทาง ผมละอายใจตัดสินใจไม่ร่วมเดินทางไปกับเขา ในใจยอมรับคำการวิจารณ์ แต่ผิดพลาด เขาก็บอกว่าไม่เป็นไร เข้าใจ แต่ขออย่างเดียว อย่าลืมเพื่อนของเราที่เสียชีวิตในวันที่ 6 ตุลาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.พ.สุรพงษ์ กล่าวต่อว่า จึงตัดสินใจว่าต่อจากนี้จะไม่ใช่แค่เรียนหนังสืออย่างเดียว ใช้เวลาที่เหลืออยู่ทำตามความฝันอย่างมุ่งมั่น หยุดซึมเศร้าและก้าวต่อไป ผู้ที่อยู่ในเมืองก็ทำตามเงื่อนไขของผู้ที่อยู่ในเมือง ผมนัดพบพูดคุยกับเพื่อน ที่อยู่ในเมือง มหาวิทยาลัย หรือไปตามบ้านของเพื่อน เริ่มเผยแพร่ความจริง 6 ตุลา และข้อเขียนของ ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ ทำหนังสือพิมพ์เผยแพร่ ให้กำลังใจกับผู้ต้องหาคดี 6 ตุลาคม เมื่อสถานการณ์ เริ่มผ่อนคลาย หลังรัฐประหารวันที่ 20 ตุลาคม 2520 เริ่มพบปะพูดคุยฟื้นบทบาท ของสโมสรนักศึกษา ติดต่อนัดหมายระหว่างเพื่อนต่างมหาวิทยาลัย อย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยท่ามกลางกระแสข่าวขัดแย้งของผู้ที่อยู่ในป่าเขา กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่ส่งต่อกันมา แต่เราไม่ได้สนใจ เพราะความใฝ่ฝันของพวกผมจะทำอย่างไรกลุ่มเพื่อนๆ จะได้กินดีอยู่ดีมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเลือกผู้บริหารของประเทศด้วยตัวเราเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากจบการศึกษาผมผ่านประสบการณ์หลากหลาย ไปเป็นแพทย์ ชนบท เป็นรัฐมนตรี เป็นผู้ต้องขังในเรือนจำ ชีวิตมีขึ้นมีลงหลายครั้ง สูงสุดคืนสู่สามัญ แต่ผมไม่เคยลืมภาพจำวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ทุกครั้งที่มีความทุกข์ความเศร้าเข้ามาเกาะกุมหัวใจ ผมไม่เคยท้อนึกถึงเพื่อนนึกถึงผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าว จากชีวิตสุขสบายไปอยู่ป่าเขา บางคนไม่ได้กลับมา จึงบอกกับตัวเองว่าต้องลุกขึ้นและก้าวต่อไป อย่างมีสติ และมีปัญญารู้เท่าทัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผ่านมาถึงวันนี้หลังจากการก้าวเดิน สรุปบทเรียน ได้ 6 ประการ 1. ไม่มีใครอยากตาย แต่มีบางคนพร้อมเผชิญหน้ากับความตาย เพื่อแลกกับอุดมการณ์ที่ตนใฝ่ฝัน 2. จงมีความสุขที่ได้ทำตามความฝัน และอยากให้ทุกคนยกย่องและจดชื่อจดจำตัวตนของเรา คนอาจจำได้ในสิ่งที่เราทำ โดยไม่ใส่ใจเลยสักนิดว่าใครทำ มีเรื่องราวอีกมากมายในบันทึกนี้โลกใบนี้ที่จดจำไม่หมดเพราะอีก 100ปี 1,000 ปีข้างหน้าก็จะไม่มีใครจดจำรายละเอียดนี้ได้ 3. ฝันที่ยิ่งใหญ่เดินไปทีละก้าว ใช้ชีวิตแต่ละวันอย่างมีความสุขทำตามความฝันไปเรื่อยๆไม่หยุดเหนื่อยก็พักหายเหนื่อยก็ลุกขึ้นมาใหม่ ใครคิดเก่งช่วยคิด ใครพูดเก่งช่วยพูด ใครมีแรงก็ช่วยแรง ใครมีเงินก็ช่วยเงิน ไม่สำเร็จไม่เป็นไรเดี๋ยวคนรุ่นหลังก็มาช่วยทำอีก &amp;nbsp;4.คำถามว่า โลกพระศรีอาริย์หรือยูโทเปียเป็นอย่างไร แล้วเป็นไปได้จริงหรือ ไม่มีผลต่อการไฝ่ฝันของผม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักวิชาการบางคนเคยบอกว่าประวัติศาสตร์สิ้นสุดแล้ว เรามีการเมืองประชาธิปไตยแล้ว เรามีสังคมอุดมคติแล้ว มาวันนี้นักวิชาการบางคนบอกว่า ประชาธิปไตยตายแล้ว เสรีนิยมล้มเหลว โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปตามอำนาจนิยม หุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์พลังงานสีเขียวและเทคโนโลยีมากมายกำลังเข้ามาเปลี่ยนชีวิตของเรา แต่สำหรับผม ไม่ว่าการพลิกผันมากเพียงใด เมื่อคิดย้อนกลับไปยังจุดตั้งต้น ขอให้เพื่อนร่วมสังคมกินดีอยู่ดีมีชีวิตเท่าเทียมกันมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเลือกผู้บริหารประเทศด้วยตัวของเราเอง ดังนั้นผมจึงเปิดใจกว้างรับทฤษฎีใหม่ๆ ไม่จำกัดเฉพาะความรู้ดังเดิมของตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อดีตผู้นำนักศึกษาหลัง 6 ต.ค. พ.ศ.2519 เผยต่อว่า 5.สรรพสิ่งล้วนเป็นอนิจจังทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลง เมื่อทุกอย่างพร้อมการเปลี่ยนแปลงก็จะเกิดขึ้น เช่นตัวอย่างเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่คือเรื่อง หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า วันที่ 6 มกราคม 2544 ด้วยปัจจัย 5 อย่างที่สะสมมาทีละเล็กทีละน้อยจนมาครบถ้วนในวันนั้นนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ระบบสาธารณสุข ที่ทะเยอทะยานครั้งหนึ่งที่สุดของมวลมนุษยชาติ ปัจจัยที่ 1 ผู้ศึกษาเรื่องประกันสุขภาพ ช่วยสร้างระบบประกันสังคมสุขภาพตั้งแต่ปี 2535 ปัจจัยที่ 2 รัฐธรรมนูญ ที่ประกาศใช้มาตั้งแต่ 2540 นำไปสู่ระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ที่ทำให้ระบบการเมืองเข้มแข็งรัฐบาลเข้มแข็ง ปัจจัยที่ 3 มีการเกิดขึ้นของพรรคไทยรักไทยหัวหน้าพรรคไทยรักไทยทักษิณ ชินวัตร ผิดหวังจากการปรับเปลี่ยนพรรคพลังธรรม จึงสร้างพรรคการเมืองแบบใหม่และเขามีภาวะผู้นำที่สั่งสมมาจาก ธุรกิจ ปัจจัยที่ 4 ระบบมาตรฐานในกระทรวงสาธารณสุข ที่ปลูกรากฐานมา 3 ทษวรรต บุคลากรส่วนใหญ่ของกระทรวงสาธารณสุขมีอุดมการณ์ เพื่อผู้ป่วยและณ.เวลานั้นมีปลัดกระทรวงคือนายแพทย์มงคล ณ.สงขลา มีการเปลี่ยนแปลงสาธารณสุขครั้งใหญ่ก่อนการเกษียณอายุ ปัจจัยที่ 5 อาจารย์ใจอึ้งภากรณ์ สานต่อความฝัน ของบิดา ด้วยการเตรียมพัฒนารณรงค์ประกันสุขภาพถ้วนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจัยทั้ง 5 ประการนี้มาบรรจบวันที่ 6 มกราคม 2544 แล้วนำไปสู่จุดที่ตัดที่สำคัญ คือเสียงของประชาชน ที่มาเลือกตั้งในระบบใหม่ตามรัฐธรรมนูญ 2540 ทำให้พรรคไทยรักไทยได้รับการเลือกตั้งถึง 248 ที่นั่ง มากเป็นประวัติการณ์ครั้งแรกของการเมืองไทย และได้รับฉันทานุมัติ ในการขับเคลื่อนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากวันนั้น วันที่ 6 มกราคม 2544 การสาธารณสุขไทยและการเมืองไทย ก็เปลี่ยนไปไม่มีวันจะกลับไปเหมือนเดิมได้อีกดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นอนิจจังการเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์ ดังนั้นผมสรุปกับตัวเองว่าสิ่งที่ตัวเองทำได้ทำไปเรื่อยๆทำไม่หยุด ณ.จุดตัดของกาลเวลาการแข่งขันของเราย่อมเป็นจริง 6.เรียนรู้จักสุภาษิตของทิเบตที่กล่าวว่า พรุ่งนี้หรือชาติหน้าไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะมาถึงก่อน วันนี้เรายังยังลืมตาอยู่แต่วันพรุ่งนี้เราอาจจะหลับไปตลอดกาล วันนี้เราจะอยู่อย่างมีสติ &amp;nbsp;เวลา 43 ปี อาจจะยาวนานสำหรับบางคนแต่พวกเราผมเชื่อว่าเหมือนผ่านไปเมื่อวานนี้เอง เราเสียใจเพื่อนอุดมการณ์ต้องจากไปก่อนวัยอันสมควรเราขอคาระวะความกล้าหาญ การเสียสละของเพื่อนที่จากไป ให้เพื่อนรับรู้ว่าเพื่อนยังอยู่ในใจของเรา ทำให้พวกเราก้าวมาถึงวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าขณะเดียวกัน ในงานรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ได้มีพิธีมอบรางวัล จารุพงษ์ทองสินธุ์เพื่อประชาธิปไตย ให้กลับ นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว ผู้ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย จนมีคดีติดตัวอยู่หลายคดีด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47425</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนเดือนตุลา, งานรำลึก&quot;ครบรอบ 43&quot; ปี 6 ตุลาคม 2519, น.พ.สุรพงษ์ สืบวงษ์ลี, ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า, สรุปบทเรียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191006/image_big_5d9969cc8f759.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26300</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/01/2019 13:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/01/2019 13:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีต รมว.สธ.ชี้ รัฐบาลชุดใหม่ต้องแก้ไขให้ระบบหลักประกันสุขภาพเกิดความยั่งยืน เพื่อความเท่าเทียม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ม.ค.62 ณ โรงแรมมิลาเคิลแกรนด์ &amp;nbsp;นพ.มงคล ณ สงขลา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในฐานะประธานเปิดงานรำลึก 11 ปี นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ฯ กล่าวว่า หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่มีอยู่เป็นรัฐสวัสดิการ ที่มีความจำเป็นสำหรับคนไทยทุกคนเพื่อให้มีความเสมอภาคในลักษณะความเท่าเทียมในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ดังนั้นการที่จะรักษาระบบเอาไว้สิ่งที่ต้องทำ 2 อย่าง คือ1.การสนับสนุน มีนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาล และ 2.ระบบการให้บริการจะต้องมีการปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย โครงสร้างของประชากร เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ซึ่งทั้ง 2ส่วนทั้งรัฐบาล &amp;nbsp;และผู้บริหารทางด้านสุขภาพของประเทศต้องปรับเปลี่ยนให้มีความเหมาะสมทั้งในเรื่องรัฐสวัสดิการและการรักษาพยาบาลถ้วนหน้า จะสามารถทำให้ระบบมีความมั่นคงและยั่งยืนต่อไปได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผู้สื่อข่าวถามเกี่ยวกับกระแสวิพากวิจารย์ว่าหากมีการใช้งบประมาณที่มากขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้ระบบล่มในที่สุด หรือไม่ นพ.มงคล กล่าวว่า จริง ๆคงไม่เป็นเช่นนั้นซะทีเดียว การที่มีค่าใช้จ่ายมากขึ้นเป็นเพราะว่าโครงสร้างประชากรมีความเปลี่ยนแปลง &amp;nbsp; เราต้องมีการปรับ เพราะเด็กและคนวัยทำงานน้อยลง ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเทคโนโลยีมีความเปลี่ยนแปลงไป แต่ในเรื่องสุขภาพยังไม่มีความเปลี่ยนแปลง ยังขาดการพัฒนา และการบริหารงบประมาณแผ่นดิน โดยเฉพาะเรื่องภาษีก็ยังไม่มีความเท่าเทียมเป็นธรรม เพราะฉะนั้นการที่จะปรับต้องปรับทั้งตัวรัฐบาลเอง ส่วนกลาง และปรับในเรื่องการบริหารจัดการ ซึ่งมีช่องทางที่ชัดเจนว่าจะต้องทำอย่างไร อยู่ที่ว่าเราจะทำกันจริงหรือไม่ ตนคิดว่าในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ใดก็แล้วแต่ยังตอบไม่ชัดเจนเลยว่าฝ่ายรัฐจะทำอย่างไร เพื่อให้เกิดการเปลี่ยรแปลงทางโครงสร้างหลักๆโดยเฉพาะเรื่องภาษีที่เป็นธรรมมาสร้างสวัสการเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทุกคนในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้พวเขาเหล่านี้มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งหากทำไม่ได้สิ่งต่างๆเหล่านี้จะส่งผลให้ระบบหลักประกันสุขภาพไม่ยั่งยืน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องมาแก้ไขเพื่อให้ระบบเกิดความยั่งยืน &amp;nbsp;ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ และคนไทยเองก็ควรจะเลือกรัฐบาลที่มีความสามารถในการปรับเปลี่ยน ในเรื่องโครงสร้างของรายได้และโครงสร้างการดูแลสุขภาพเพื่อให้ทุกคนที่เกิดมาในแผ่นดินไทยมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน&amp;rdquo;นพ.มงคล กล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26300</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.มงคล ณ สงขลา, บัตรทอง, ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190111/image_big_5c383dd24d2bd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
