<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101865</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/05/2021 17:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/05/2021 17:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.รับทราบการใช้ งบ.สปสช. 140,369 ล้านบาท ครอบคลุมประชาชน 99.85 %</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 พ.ค.64 - น.ส.ไตรศุลี&amp;nbsp;ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า&amp;nbsp;คณะรัฐมนตรี(ครม.)รับทราบรายงานการสร้างระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2563 โดยมีการเบิกจ่ายงบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)ให้กับหน่วยบริการจำนวน 140,369.81 ล้านบาท จากงบประมาณ 140,533.42 คิดเป็นร้อยละ 99.88&amp;nbsp;ผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติลงทะเบียนเลือกหน่วยบริการจำนวน 47.60 ล้านคน จากเป้าหมาย 47.68 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 99.85 มีหน่วยบริการขึ้นทะเบียนจำนวน 12,245 แห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลงานบริการของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินั้น ได้ให้บริการพื้นฐานในงบเหมาจ่ายรายหัว เช่น บริการสุขภาพทั่วไป โดยในส่วนของการใช้บริการผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในมีผลงานต่ำกว่าเป้าหมาย เนื่องจากช่วงเดือนมีนาคม-มิถุนายน 2563 รัฐบาลประกาศมาตรการเว้นระยะทางสังคมจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019(โควิด-19) ส่วนงานบริการเฉพาะกลุ่ม นอกงบเหมาจ่ายรายหัว เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี มีผลงานการใช้บริการสูงกว่าเป้าหมาย ผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง และผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังมีผลงานการใช้บริการต่ำกว่าเป้าหมาย ส่วนความท้าทายในการดำเนินงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่สำคัญ ได้แก่ ผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงจากการระบาดของโควิด-19 , ข้อจำกัดด้านงบประมาณในการบริหารจัดการกองทุน หากเศรษฐกิจถดถอยและชะลอตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน&amp;nbsp; 2562 ของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยพบว่า มีสินทรัพย์ 18,958.93 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2561 จำนวน 3,609.29 หนี้สิน&amp;nbsp; 14,380.55 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,468.98 ล้านบาท
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101865</URL_LINK>
                <HASHTAG>ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, สปสช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210505/image_big_60926e18ef73a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46490</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2019 15:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2019 15:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.โชว์แนวคิด&quot;บัตรทอง&quot;ในเวทีประชุมยูเอ็น ว่า&quot;สุขภาพคือการลงทุน&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
24ก.ย.62-นายแพทย์สำเริง แหยงกระโทก ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้รับมอบหมายจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;ให้ร่วมอภิปรายการประชุมระดับสูงว่าด้วยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (High-level Meeting on Universal Health Coverage &amp;ndash; UHC) ณ ห้องประชุมคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (ECOSOC Chamber) สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2562 โดยมีนพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมการประชุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทย์สำเริงกล่าวว่า ได้เข้าร่วมอภิปรายใน 2 หัวข้อ คือ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในฐานะผู้ผลักดันความเท่าเทียม การพัฒนาอย่างทั่วถึง ซึ่งประเทศไทยได้เปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ จากความเชื่อเดิมที่ว่า สุขภาพคือค่าใช้จ่าย มาเป็นสุขภาพคือการลงทุน โดยเริ่มจากประชากรกลุ่มชายขอบและเปราะบาง ทำให้หลักประกันสุขภาพของไทยจึงเริ่มจากประชากรที่มีรายได้น้อยก่อนในปี 2518 และขยายมายังกลุ่มแรงงานในระบบด้วยระบบประกันสังคมในปี 2533 ก่อนจะบรรลุหลักประกันสุขภาพได้อย่างถ้วนหน้าในปี 2545 โดยมีวิสัยทัศน์ ทุกคนบนผืนแผ่นดินไทยสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่จำเป็นโดยไม่มีอุปสรรคด้านการเงินมาขวางกั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหัวข้อการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนและผู้มีส่วนได้เสียในการลงทุนเพื่อบรรลุหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้น ประเทศไทย มีระบบการกำกับดูแลหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ &amp;nbsp;30 คน ประกอบด้วยตัวแทนร่วมจากกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียจากหลายภาคส่วน ทั้งภาคประชาสังคม (เป็นสตรี 4 ใน 5 คน) ผู้ให้บริการสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อดีตข้าราชการ และผู้เชี่ยวชาญอิสระ ร่วมกันกำกับดูแลแบบเข้มแข็งและมีส่วน ทำให้เกิดธรรมาภิบาล ความโปร่งใส ความรับผิดรับชอบ หลักนิติธรรม ความเป็นธรรมและความเพียงพอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทย์สำเริงกล่าวต่อว่า ได้หารือทวิภาคีนายแพทย์ซเวลลินิ แอล มไคซ์ (Dr.Zwelini L Mkhize) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประเทศแอฟริกาใต้ เกี่ยวกับความร่วมมือพัฒนาหลักประกันสุขภาพระหว่างประเทศ โดยแอฟริกาใต้ต้องการเรียนรู้บทเรียนการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยที่ประสบความสำเร็จและเป็นต้นแบบสาธารณสุขของโลก ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยเป็นที่ปรึกษาการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้กับหลายประเทศ ล่าสุดคือสาธารณรัฐเคนยา &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46490</URL_LINK>
                <HASHTAG>-นายแพทย์สำเริง แหยงกระโทก, ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, สหประชาชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190924/image_big_5d89d1d66c801.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19211</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/10/2018 09:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/10/2018 09:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อลหม่านรีดเงินสมทบบุหรี่ 2 บาท/ซอง รัฐยันจำเป็น เอกชนเต้นอยู่ไม่ได้!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีโคโฟกัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอีกครั้ง หลังมีข่าวว่ารัฐบาลจะเก็บเงินสมทบจากบุหรี่อีกซองละ 2 บาท ซึ่งแน่นอนว่าเงินสมทบที่ถูกเก็บเพิ่มขึ้นนี้ ต้องมีผลต่อราคาขายปลีกบุหรี่ในท้องตลาดแน่นอน นั่นเพราะผู้ประกอบการไม่สามารถทนแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ได้ จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ &amp;ldquo;ผู้บริโภค&amp;rdquo; จะถูกผลักภาระให้แบกจำนวนเงินที่ถูกเรียกเก็บเพิ่มนี้ไว้เอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ประชาชนก็ต่างออกมาแสดงความคิดเห็นในมุมที่แตกต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการเก็บเงินสมทบจากบุหรี่เพิ่มอีกซองละ 2 บาท เพื่อนำไปใช้รองรับในกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยมองว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสม ที่จะเก็บเงินจากผลิตภัณฑ์ที่ทำลายสุขภาพ เพื่อไปใช้ในการดูแลสุขภาพในรูปแบบต่าง ๆ กันออกไป ขณะที่บางกลุ่มก็มองว่าเป็นการซ้ำเติมผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้จำกัด และมุมมองต่าง ๆ อีกมากมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้องบอกว่า ขณะนี้กฎหมายดังกล่าวยังไม่ได้ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง แต่ก็แว่วว่าฝ่ายที่เกี่ยวข้องเตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบกฎหมายนี้เรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งยังมีการประเมินกันอีกว่า คงจะใช้เวลาไม่นานนักที่กฎหมายนี้จะมีผลบังคับใช้ในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ย้อนกลับมาจุดเริ่มต้นของประเด็นนี้ เมื่อกระทรวงการคลังได้เห็นชอบร่าง พ.ร.บ. จัดเก็บเงินสมทบเพื่อสนับสนุนการจัดบริการสาธารณสุขของหน่วยงานบริการภาครัฐในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งสาระสำคัญคือ การให้เก็บเงินจากบุหรี่อีกซองละ 2 บาท ให้กับกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งคิดเป็นเงินปีละประมาณ 3 พันล้านบาท ด้วยเหตุผลที่ว่า กองทุนฯ ดังกล่าว ได้รับเงินสนับสนุนจากงบประมาณปีละกว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอ จึงต้องหาแหล่งเงินเพิ่มเติม จนกลายเป็นเหตุผลที่ว่ากระทรวงการคลัง และกระทรวงสาธารณสุข ได้ทำการยกร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่เพียงเท่านี้ ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขยังได้มีการทำประชาพิจารณ์ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เรียบร้อยแล้ว และแน่นอนว่า เสียงตอบรับมีทั้งแง่บวก และแง่ลบ แต่ส่วนใหญ่จะเอนเอียงไปในทางไม่เห็นด้วยเสียมากกว่า นั่นเพราะมีการตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า &amp;ldquo;อะไรเป็นเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาว่าต้องเก็บเงินสมทบจากสินค้าบาป คือ บุหรี่ เพียงสินค้าเดียว ไม่รวมสินค้าบาปชนิดอื่น ๆ อาทิ สุรา เบียร์ และยาเส้น เหมือนกับการเก็บเงินภาษีเข้ากองทุนอื่น ๆ ที่มีการตั้งขึ้นมาก่อนหน้านี้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ทางฟากฝั่งกระทรวงสาธารณสุข ได้ยืนยันว่า ประเด็นการเก็บเงินสมทบจากสินค้าประเภทบุหรี่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะเป็นเรื่องที่กระทรวงการคลังเห็นชอบ!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในมุมของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมบุหรี่นั้น แน่นอนว่า ไม่มีใครเห็นด้วยกับเรื่องนี้อยู่แล้ว ส่วนหนึ่งให้เหตุผลว่า จากผลกระทบภายหลังการประกาศใช้ พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. 2560 ซึ่งมีการปรับอัตราภาษียาสูบใหม่ โดยจัดเก็บด้านปริมาณ อยู่ที่ 1.20 บาทต่อมวล ขณะที่ด้านมูลค่าสำหรับบุหรี่ที่ราคาไม่เกิน 60 บาทนั้น จะอยู่ที่ 20% ส่วนบุหรี่ที่ราคาสูงกว่า 60 บาท จะอยู่ที่ 40% และภายในเดือน ต.ค. 2562 จะมีการปรับภาษีในส่วนมูลค่าขึ้นเป็น 40% เท่ากันหมดทุกชนิดราคาบุหรี่ ตรงนี้ส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ &amp;ldquo;การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ทำให้ยอดขายหายวูบไปจาก 80% เหลือ 60% เท่านั้น และจากที่เคยมีกำไรซองละ 7 บาท ก็เหลือกำไรซองละไม่ถึง 1 บาทด้วยซ้ำ นั่นสะท้อนชัดเจนว่า หากรัฐบาลไฟเขียวเก็บเงินสมทบเพิ่มจากบุหรี่อีกซองละ 2 บาท จะทำให้ผู้ประกอบการประสบปัญหาขาดทุนยับเยิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าเรื่องนี้จะยังไม่ผ่านความเห็นชอบของ ครม. แต่ล่าสุด &amp;ldquo;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา&amp;rdquo; นายกรัฐมนตรี ก็ออกมาชี้แจงแล้วว่า &amp;ldquo;กำลังพิจารณาอยู่&amp;rdquo; &amp;nbsp;ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข ได้ระบุถึงประเด็นดังกล่าวว่า เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ เพราะไม่ได้ต่างไปจาก พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ที่กำหนดให้ อปท. รวมทั้งกรุงเทพมหานครจัดเก็บภาษีการค้าปลีกบุหรี่มวนละ 10 สตางค์ ซึ่งไม่ต่างกับกฎหมายที่กำลังดำเนินการอยู่ โดยเงินที่จัดเก็บเพิ่มก็นำมาช่วยกองทุนสุขภาพ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เกิดประโยชน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน &amp;ldquo;อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์&amp;rdquo; รมว.การคลัง ยอมรับว่า หากมีการเก็บเงินจากบุหรี่เพิ่มอีกซองละ 2 บาท จะกระทบกับอุตสาหกรรมบุหรี่ทั้งระบบ ไม่ได้กระทบเฉพาะ ยสท. แห่งเดียวเท่านั้น แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยว่ากระทรวงสาธารณสุขเองก็มีความจำเป็น เพราะเงินจากกองทุนฯ มีไม่พอใช้ ก็มีความจำเป็นจะต้องหาแหล่งเงินที่มีความมั่นคง และการเก็บเงินสมทบเพิ่มจากบุหรี่ ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ จึงน่าจะทำได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับข้อสังเกตที่ว่าง พ.ร.บ. จัดเก็บเงินสมทบฯ จะขัดกับ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง หรือไม่นั้น มีจุดที่ต้องพิจารณาคือ มาตรา 25 และมาตรา 26 หากเป็นเรื่องการเก็บภาษีกระทรวงสาธารณสุขจะต้องเสนอมาให้กระทรวงการคลังพิจารณา แต่ถ้าไม่ใช่การเก็บภาษี กระทรวงสาธารณสุขก็ไม่จำเป็นต้องส่งกฎหมายมาหารือ กับอีกประเด็นที่เป็นข้อข้องใจ ว่าเหตุใดจึงเก็บเงินสมทบจากบุหรี่เพียงสินค้าเดียว แต่ไม่เก็บจากสินค้าบาปชนิดอื่น ๆ รมว.การคลัง ชี้แจงว่า ยังไม่เห็นรายละเอียดว่ากระทรวงสาธารณสุขมีวัตถุประสงค์อะไรจึงเก็บเฉพาะบุหรี่เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องเงินสมทบจากบุหรี่ยังไม่จบดี ก็มีประเด็นให้ตามต่ออีกว่า กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างทบทวนโครงสร้างภาษียาสูบในภาพรวม โดยเฉพาะภาษียาเส้น ที่ยอมรับว่าปัจจุบันมีการจัดเก็บภาษีในอัตราต่ำมาก แม้ว่าจะมีการปรับอัตราใหม่ เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2560 ก็ตาม แต่ราคายาเส้นก็ยังต่ำกว่าราคาบุหรี่ซองอย่างมาก จึงเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ผู้บริโภคหันไปบริโภคยาเส้นมากขึ้น แม้จะทราบดีว่ายาเส้น &amp;ldquo;ทำลายสุขภาพมากกว่า&amp;rdquo; เพราะคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่างกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาษียาเส้นเคยมีการปรับอัตรามาแล้ว ซึ่งตอนนั้นมีการคิดแบบ 2 เทียร์ แต่โครงสร้างใหม่เหลือแค่เทียร์เดียว เช่น ยาเส้นปรุง เก็บ 10% ของมูลค่าและกรัมละ 1.20 บาท ซึ่งต่ำกว่าการเก็บภาษีบุหรี่ที่ 20-40% ตามมูลค่าและมวนละ 1.20 บาท ทำให้คนหันไปบริโภคยาเส้นมากขึ้น โดยกรมฯ ยอมรับว่าการปรับปรุงภาษียาเส้นจะต้องคิดให้รอบคอบ เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน อาจกระทบกับอาชีพของชาวบ้านได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19211</URL_LINK>
                <HASHTAG>การยาสูบแห่งประเทศไทย, นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์, ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, ราคาขายปลีกบุหรี่, รีดเงินสมทบบุหรี่ 2 บาท, อีโคโฟกัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180922/image_big_5ba5a837d4dbd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
