<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>85194</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/11/2020 09:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/11/2020 09:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุริยะเร่งเครื่องดันอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์-หุ่นยนต์เต็มสูบ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ย. 2563 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยในงานประจำปี OIE Forum ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ว่าแนวทางขับเคลื่อนการพัฒนาที่สำคัญของประเทศไทยหลังจากนี้ ได้แก่ มุ่งเน้นสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในประเทศและท้องถิ่น กระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่การผลิต &amp;nbsp;ที่พึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศมาพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานในประเทศเพิ่มขึ้น ส่งเสริมการผลิตและส่งออกสินค้าศักยภาพที่สร้างสายการผลิตและมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นในประเทศ รวมทั้งเร่งส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรภาคอุตสาหกรรม ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมที่ มีศักยภาพต้องขับเคลื่อนไปในทิศทางที่สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ ได้แก่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยพลิกฟื้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและช่วยเพิ่มศักยภาพของภาคเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมได้มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานในกระทรวง เดินหน้าผลักดันการดำเนินงานตามนโยบายสำคัญเหล่านี้ เพื่อพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสและขับเคลื่อนให้เกิดผลโดยเร็ว โดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพในสาขาที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ อุตสาหกรรมชีวภาพ และอุตสาหกรรมอาหาร อีกทั้งเร่งผลักดันมาตรการพัฒนาอุตสาหกรรมในสาขาอื่น ๆ เพื่อขยายผลการพัฒนาให้เกิดขึ้นอย่างครอบคลุมเช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ รวมถึงการผลักดันอุตสาหกรรมการผลิตที่เกี่ยวเนื่องกับเมกะโปรเจกต์ เช่น อุตสาหกรรมระบบราง เครื่องจักร อุปกรณ์ที่ใช้ในสนามบินและท่าเรือ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับภาคบริการ เช่น การท่องเที่ยว ก่อสร้าง และธุรกิจดิจิทัล&amp;rdquo; นายสุริยะกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85194</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยานยนต์ไฟฟ้า, ระบบอัตโนมัติ, สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.), สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, หุ่นยนต์, อุตสาหกรรมชีวภาพ, อุตสาหกรรมอาหาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201127/image_big_5fc06ac2b1f7d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74324</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2020 17:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2020 17:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอกชนวอนรัฐอัดโปรโมชั่นต่อมาตรการบีโอไอลดภาษีนิติบุคคล100%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
13 ส.ค. 2563 - นายสมหวัง บุญรักษ์เจริญ ผู้อำนวยการ สถาบันไทย-เยอรมัน เปิดเผยว่าเบื้องต้นได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ถึงการต่ออายุมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ที่จะสิ้นสุดลงวันที่ 31 ธ.ค.2563 เพื่อสนับสนุนการใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในประเทศให้มากขึ้น ทั้งการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 100% หากโครงการมีการใช้ระบบอัตโนมัติเชื่อมโยงในอุตสาหกรรมการผลิตของไทยไม่น้อยกว่า 30% ของเงินลงทุน และยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% ให้ผู้ซื้อระบบหรือนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ คาดว่าเร็วๆ นี้จะได้ข้อสรุป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยนำเข้าอุตสาหกรรมเครื่องจักรกล 4 แสนล้านบาท และส่งออกระบบ 2 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการนำเข้าและส่งออกหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ 10% คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 6 หมื่นล้านบาท ตั้งเป้าหมายให้ไทยเป็นผู้นำส่งออกหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในภูมิภาคอาเซียนภายใน 10 ปี โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ เกษตร และอาหาร รองรับการผลิตที่ตอบโจทย์ความต้องการ ส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์ต้องปรับตัวเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การผลิตยานยนต์แห่งอนาคตมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกัมปนาท ตันติพิทักษ์สิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรบอท ซิสเต็ม จำกัด กล่าวว่าภาคเอกชนต้องการเสนอให้รัฐบาลทำการโปรโมทมาตรการต่างๆ ที่สนับสนุนการใช้งานหุ่นยนต์ในประเทศให้มากขึ้น โดยเฉพาะมาตรการทางภาษี เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตดังกล่าว เนื่องจากผู้ประกอบการที่ต้องใช้งานหุ่นยนต์บางรายยังไม่รับทราบและเข้าไม่ถึงสิทธิประโยชน์ส่งเสริม รวมถึงระยะเวลาที่โครงการจะหมดอายุอาจจะทำให้การเตรียมเอกสารเพื่อขอยื่นนั้นไม่ทัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันต้องการให้รัฐบาลจัดตั้งหน่วยงานเพื่อคัดแยกหมวดหมู่การใช้ระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรมต่างๆ ให้เกิดความชัดเจน จากปัจจุบันมีการนิยามเหมารวมการใช้งานระบบอัตโนมัติเป็นเครื่องจักรกลทั้งหมด ทำให้หน่วยงานที่จะเข้ามาดูแลไม่สามารถเข้ามาช่วยเหลือได้ตรงจุด ที่สำคัญช่วยแก้ปัญหาการขอสินเชื่อให้ผู้ประกอบการที่ใช้ระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยต้องยอมรับว่าขณะนี้ผู้ประกอบการจำนวนมากตื่นตัวศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับกระบวนการผลิตมาใช้หุ่นยนต์มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 30-40% ในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 เป็นตัวเร่งให้ผู้ประกอบการปรับทัศนคติในการพัฒนากระบวนการผลิตในแบบเร่งด่วน เพื่อลดการพึ่งพาแรงงานคน เกิดความแม่นยำในการทำงานซ้ำๆ ด้วยแรงงานคน ช่วยแก้ปัญหาและอุปสรรคในการทำงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบันไม่เพียงแต่บริษัทขนาดใหญ่ที่สนใจนำเทคโนโลยี โรโบติกส์ และการใช้หุ่นยนต์ทดแทนในสายการผลิต โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กที่เริ่มพร้อมปรับตัวเพราะปัจจุบันราคาหุ่นยนต์ปรับลดลงและสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมอาหารที่ต้องลดการสัมผัสของมนุษย์และการสูญเสียของวัตถุดิบ ซึ่งประเมินว่าอาจเกิดการลงทุนด้านเครื่องจักรรองรับการผลิตรูปแบบดิจิตอลในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า&amp;rdquo;นายกัมปนาท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกัมปนาท กล่าวว่าในช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด-19 ถือเป็นจังหวะที่เหมาะสมสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องปรับกระบวนการผลิตไปสู่การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ในอุตสาหกรรมการผลิตอาหารและยา เครื่องดื่ม การเกษตร โลจิสติกส์มีแนวโน้มตื่นตัวมากที่สุด เพื่อทดแทนแรงงานที่มีข้อจำกัดและกำลังขาดแคลนในขณะนี้ สามารถทดแทนแรงงานที่จำเป็นต้องมีทักษะเฉพาะทางไปทำงานด้านอื่นที่คุ้มค่ากว่า หลังผู้ประกอบการมีการลดจำนวนแรงงาน และลดเวลาทำงานของแรงงาน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74324</URL_LINK>
                <HASHTAG>มาตรการบีโอไอ, ระบบอัตโนมัติ, ลดภาษีนิติบุคคล, สนับสนุนการใช้หุ่นยนต์, สมหวัง บุญรักษ์เจริญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200813/image_big_5f350f4d8e125.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44758</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เริ่ม1ก.ย.ติดกล้องไฮเทค30แยกจับรถฝ่าไฟ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; เริ่มแล้ว กล้องตรวจจับรถฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร 30 จุดตามแยกสำคัญทั่ว กทม. ปฏิบัติการด้วยระบบอัตโนมัติ บันทึกข้อมูลทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว ร่อนใบสั่งถึงเจ้าของรถภายใน 7 วัน เตือนใช้ป้ายทะเบียนปลอมก็ตรวจจับได้ แถมเพิ่มข้อหาร้ายแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า วันที่ 1 กันยายนนี้ เป็นวันเริ่มต้นโครงการปรับปรุงและพัฒนาระบบตรวจจับรถฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจรใหม่ (Red Light Camera System) ดำเนินการโดยกองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) ร่วมกับบริษัท จักรวาลคอมมิวนิเคชั่นซิสเท็ม จำกัด ติดตั้งกล้องตรวจจับผู้ขับรถฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจรตามแยกสำคัญต่างๆ รวม 30 จุด สามารถตรวจจับรถที่ฝ่าฝืนด้วยระบบอัตโนมัติ ตรวจจับรถได้ทุกประเภท ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ ผบก.จร. ชี้แจงว่า การทำงานของระบบนี้ เมื่อกล้องตรวจจับพบการกระทำความผิดจะมีการบันทึกข้อมูลทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว ผ่านระบบส่วนหน้า RLC (Red Light Camera Analytic) จากนั้นจะส่งภาพทั้งหมด และข้อมูลดังกล่าวกลับมายังศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร (บก.02) ซึ่งเป็นระบบส่วนหลัง RLCT (Red Light Camera Ticket) เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของทะเบียนรถ, ยี่ห้อ, รุ่น และสีของรถ หากถูกต้องครบถ้วนจะดำเนินการออกใบสั่งและส่งไปยังระบบ PTM (Police Ticket Management) ของธนาคารกรุงไทย เพื่อออกใบสั่งแบบอัตโนมัติ จากนั้นจะยืนยันความถูกต้องโดยเจ้าหน้าที่และผู้บังคับบัญชา เพื่อส่งไปยังผู้ครอบครองหรือเจ้าของรถภายใน 7 วัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีหากผู้ใช้รถบางรายดัดแปลงแก้ไขหมายเลขทะเบียนรถ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจจับ พล.ต.ต.นิธิธรกล่าวว่า กล้องที่ใช้ในการตรวจจับนั้นมีความละเอียดสูง สามารถตรวจสอบแผ่นป้ายทะเบียนรถได้อย่างชัดเจน ว่ามีการตกแต่งดัดแปลงแก้ไขตัวเลขหรือไม่ จากนั้นก็จะทำการเปรียบเทียบสีรถ ยี่ห้อ รุ่น หากพบว่าไม่ตรงตามความจริง ก็จะดำเนินการติดตามรถคันดังกล่าวมาตรวจสอบ เพราะถือว่ามีเจตนาส่อกระทำความผิดอย่างอื่นนอกเหนือจากกฎจราจร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พ.ต.อ.กิตติ อริยานนท์ รอง ผบก.จร. กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจรเพิ่มมากขึ้น ส่งผลทำให้เกิดอุบัติเหตุและปัญหาการจราจรติดขัดเป็นอย่างมาก ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลไทยแลนด์ 4.0 ได้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการเพิ่มความเข้มในมาตรการความปลอดภัยบนท้องถนน และมีนโยบายให้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับ ลดปัญหาการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และการโต้แย้งเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับประชาชน รวมทั้งป้องกันการทุจริตของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้มีการจัดทำโครงการดังกล่าวขึ้นมาเพื่อเป็นการบังคับใช้กฎหมาย ป้องกันการกระทำความผิด ลดอุบัติเหตุ และลดปัญหาการจราจรติดขัดจากพฤติกรรมดังกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44758</URL_LINK>
                <HASHTAG>กล้องตรวจจับรถ, ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร, ระบบอัตโนมัติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190901/image_big_5d6bc66391af3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
