<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112171</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 12:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2021 12:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ไพบูลย์’ปูดมีคนจ้องขวางแก้ไขระบบเลือกตั้ง  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ส.ค.2564 - นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่&amp;hellip;) แก้ไขมาตรา 83 และมาตรา 91 ว่าด้วยระบบเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีที่ยังมีข้อถกเถียงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระแรกว่า ในการประชุมจะมีการเสนอที่ประชุมตามข้อบังคับรัฐสภาข้อที่ 124 ซึ่งมีความชัดเจนอยู่แล้วว่า การที่จะขอแปรญัตติมาในเรื่องที่เป็นไปตามหลักการสามารถทำได้ โดยเฉพาะเรื่องแบ่งเขตการเลือกตั้งและการใช้บัตร 2 ใบ รวมถึงยังมีเรื่องที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งตามหลักการสามารถทำได้ เพราะข้อบังคับรัฐสภา ข้อที่ 124 มีความชัดเจนอยู่แล้ว เมื่อมีผู้แปรญัตติมาก็ถือเป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละคน ในส่วนของกรรมาธิการฯมีหน้าที่อย่างเดียวคือ นำคำแปรญัตติไปพิจารณาว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในคำแปรญัตติเหล่านั้น ส่วนการพิจารณาข้อบังคับที่มีฝ่ายโต้แย้งหากมีปัญหาที่ต้องตีความก็ต้องเป็นไปตามข้อบังคับข้อที่ 151 ที่เป็นอำนาจของรัฐสภาไม่ใช่เป็นอำนาจของ กมธ. สมาชิกที่มีความสงสัยจะต้องเข้าชื่อกันไม่น้อยกว่า 40 คน จากนั้นยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภา เพื่อพิจารณาในที่ประชุม หากเสียงที่ประชุมเกินกึ่งหนึ่งของเท่าที่มี ที่มีผู้ไม่เห็นด้วยและเห็นด้วยที่สุดแล้ว แต่ตีความก็ถือว่าจะเป็นไปตามนั้น แต่ในชั้น กมธ.จะมาตีความข้อบังคับเองนั้นทำไม่ได้ เพราะจะถือเป็นการก้าวล่วงอำนาจของรัฐสภาและเราจะไปตัดสิทธิ์ของผู้แปรญัตติโดยพละการไม่ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไพบูลย์กล่าวว่า ส่วนคำขอแปรญัตติที่มีกว่า 40 ฉบับนั้น ต้องมอบหมายให้มีคณะอนุกรรมาธิการฯ หรือคณะทำงานก็สุดแล้วแต่ ซึ่งจะต้องไปรวบรวมแล้วพิจารณาแล้วเสนอมา ถือเป็นเรื่องที่ทำกันมาปกติ การตั้งอนุ กมธ.ถือเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและวุ่นวาย เพราะการประชุมต้องมีเบี้ยประชุม ทั้งที่ทุกคนมีจิตเสียสละในการทำงานอยู่แล้ว เชื่อว่าหากตั้งเป็นคณะทำงานก็สามารถดำเนินการได้ รวมทั้งตอนนี้มีสถานการณ์โควิด แต่เราตระหนักดีว่า มาตรการที่ให้ทำงานที่บ้านหรืองานออนไลน์ต่างๆ แต่เรื่องการพิจารณากฎหมายไม่สามารถทำได้ การประชุมครั้งนี้ก็ไม่อยากประชุม แต่ว่ามีความจำเป็น และทุกคนก็ได้รับการฉีดวัคซีนเรียบร้อยแล้ว มีการป้องกันกันอย่างเต็มที่ และเราตระหนักในหน้าที่การเป็นสมาชิกรัฐสภา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ปมปัญหาที่เกิดขึ้นจะไม่เป็นเหตุทำให้การแก้บัตรเลือกตั้งสูญเปล่าใช่หรือไม่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มั่นใจว่าไม่มีปัญหา การแก้ไขครั้งนี้เป็นการแก้ไขรายมาตรา ไม่ได้มีปัญหาและไม่ได้เป็นการแก้ประเด็นที่ไปเกี่ยวเนื่องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ดังนั้นไม่ต้องไปประชามติเชื่อว่า ปัญหาน้อยและมีประเด็นเดียวที่เกี่ยวกับระบบเลือกตั้ง เราพยายามกระชับเวลา แต่ไม่ใช่เป็นการรวบรัดและไม่ใช่ว่าจะให้ใครไปเตะถ่วงหรือยืดเยื้อ ใช้เกณฑ์การเมืองต่างๆ กมธ.จะดำเนินการตามข้อบังคับที่เขียนไว้ว่า ต้องทำงานให้มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าตามไทม์ไลน์แล้วในวาระ 3 จะเสร็จทันสมัยประชุมนี้หรือไม่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า คิดว่าทันในวาระ 3 คือก่อนวันที่ 18 ก.ย. จะพิจารณาเสร็จในวาระ 3 จากนั้นสามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ และเชื่อว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะมีประเด็นไปส่งศาลรัฐธรรมนูญได้ เพราะเป็นเรื่องที่เสนอในการประชุมสภาเพื่อตีความในข้อบังคับเท่านั้น เว้นแต่ฝ่ายที่ไม่อยากให้แก้ระบบเลือกตั้ง และเสียผลประโยชน์ก็จะพยายามขัดขวางทุกวิถีทาง ถามว่าคิดว่าคนอื่นไม่รู้หรือว่า ตัวเองจะพยายามขัดขวางอย่างไร ยืนยันว่าเรื่องนี้ขัดขวางไม่ได้เพราะเราทำตามรัฐธรรมนูญ ส่วนจะเป็นใครขอให้ไปดูกันในสภา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมเป็นประชาธิปไตยจริงๆ แต่บางคนที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตย ถามว่าเป็นประชาธิปไตยจริงหรือไม่ เราไม่ใช่เสียงข้างมากลากไป เพราะพูดกันด้วยเหตุผล และทำตามรัฐธรรมนูญทุกประการทั้งนี้หากพิจารณาผ่านวาระ 3 แล้วก็จะมีการยื่นแก้ไข พ.ร.บ.การเลือกตั้งและพ.ร.บ.พรรคการเมือง ซึ่งจะอยู่ในช่วงปลายเดือนกันยายน จากนั้นต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 เพื่อรับฟังความคิดเห็นและคาดว่าจะบรรจุเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาของรัฐสภาได้ในสมัยประชุมต่อไป คือประมาณเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่ามีการคาดว่าเมื่อกฎหมายลูกเสร็จสิ้นจะมีโอกาสในการยุบสภาหรือนายกฯ ลาออกจากตำแหน่ง นายไพบูลย์ กล่าวว่า เป็นคนละเรื่อง เพราะการยุบสภาอยู่อีกสถานการณ์หนึ่งและอีกเหตุผลหนึ่งที่จะเกิดขึ้น ไม่ได้มีเขียนไว้ว่าจะเกิดขึ้นจากเหตุการแก้ไขรัฐธรรมนูญ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามย้ำว่า แต่มีการมองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เพื่อรองรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ นายยไพบูลย์ กล่าวว่า ในเร็ววันนี้คือปี 2566 ที่รัฐบาลจะครบวาระซึ่งรัฐบาลก็ต้องทำหน้าที่ให้ครบวาระ ส่วนการเรียกร้องต่างๆ ก็เป็นฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลที่อยากให้พวกตนเองได้เป็นรัฐบาล ถามว่าคนที่มาเรียกร้องนั้นมีกี่คน ทำไมไม่เคารพเสียงของคนหลายสิบล้านคน ขอให้รอการเลือกตั้งเพื่อมาพิสูจน์กัน ทำไมเสียงของคนนั้นคนนี้จะต้องมีความสำคัญมากกว่าเสียงของประชาชนทั่วไปเสมอ เพราะต่างคนต่างก็มีเสียงเท่ากัน ใครจะเสียงใหญ่กว่ากันไม่ได้และยิ่งบางคนไปแอบอ้างเป็นเพื่อนลูกสาวนายกฯ ใช้อภิสิทธิ์เรียกร้องต่างๆ เพื่อให้เสียงดังกว่าชาวบ้านและประชาชนคนอื่น บุคคลเหล่านั้นถือเป็นอภิสิทธิ์ชนไม่ใช่นักประชาธิปไตยที่จะต้องคำนึงถึงความเท่าเทียมกันและมีเสียงเท่ากันคือ 1 เสียงรวมถึงเคารพเสียงของคนอื่นด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่ามีการมองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะราบรื่นหากผู้มีอำนาจเอาด้วยเพื่อเตรียมปูทางสู่อำนาจใหม่ในอนาคต นายไพบูลย์ กล่าวว่า ถ้าผู้มีอำนาจหมายถึงสมาชิกรัฐสภา ถือว่าใช่เพราะมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ถ้าสมาชิกรัฐสภาเห็นด้วยการแก้ไขก็ผ่านและบังคับใช้ต่อไป ถามต่อว่าแต่ถ้าผู้มีอำนาจหมายถึง คสช.หรือฝ่ายบริหาร นายไพบูลย์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจเขาไว้ เพราะอำนาจเป็นของสมาชิกรัฐสภาที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติเท่านั้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าการออกมาชุมนุมของกลุ่มต่างๆ ในตอนนี้เป็นจำนวนมาก รัฐบาลจะอยู่ครบเทอมหรือไม่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า ไม่ได้มีการเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่า คนออกมาชุมนุมแล้วเราจะต้องทำตาม ซึ่งมันไม่มีผลอะไรแต่คนที่ออกมาชุมนุมต่างหากควรจะตระหนักไม่ทำผิดกฎหมาย ทั้งนี้เท่าที่ตนผ่านการชุมนุมมามาก ไม่เคยเห็นการชุมนุมอะไรที่กระจิ๊บกระจ้อยขนาดนี้ ก็เคารพสิทธิ์ทุกสิทธิ์ แต่หากจะมีการพูดอะไรก็ต้องเคารพสิทธิ์ของตนด้วย เพราะหนึ่งเสียงของตนคือไม่เห็นด้วยกับเขา เพราะทุกคนมีเสียงเท่ากัน เราเป็นประชาชนคนไทยต่างคนต่างมีหนึ่งเสียงเท่ากัน ไม่มีใครใหญ่กว่าใคร
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112171</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายไพบูลย์ นิติตะวัน, ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…), พปชร., พรรคพลังประชารัฐ, มาตรา 83, มาตรา 91, ระบบเลือกตั้ง, ส.ส.บัญชีรายชื่อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210618/image_big_60cc0c2fe3cea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112165</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 11:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2021 11:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘สุทิน’ชี้ยังไม่สะเด็ดน้ำปมแก้รธน.เรื่องระบบเลือกตั้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;04 ส.ค.2564 - นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่&amp;hellip;) แก้ไขมาตรา 83 และมาตรา 91 ว่าด้วยระบบเลือกตั้ง กล่าวถึงการประชุมว่า เป็นการประชุมวาระแรกเพื่อพิจารณาตามข้อบังคับรัฐสภา ข้อที่ 124 โดย กมธ.จะนำมาวิเคราะห์และตีความร่วมกันให้ได้ข้อยุติ เพราะโจทย์ตอนนี้ยังมีความเห็นต่างกันว่า การพิจารณาในชั้นแปรญัตติจะทำได้หรือไม่ จะทำให้ระบบการเลือกตั้งใหม่สมบูรณ์หรือไม่ เนื่องจากหลายคนมีความเห็นว่า ร่างที่ผ่านมาฉบับนี้ของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มีความไม่สมบูรณ์ ถ้าจะทำให้สมบูรณ์บางฝ่ายบอกว่าทำไม่ได้ แต่บางฝ่ายบอกว่าทำได้ คำตอบจะอยู่ที่ข้อบังคับรัฐสภาในข้อที่ 124 ว่าจะสามารถเดินหน้าได้หรือไม่ ถ้าสรุปแล้วสามารถเดินหน้าได้ก็เข้าสู่การพิจารณาคำแปรญัตติเลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;วันนี้ที่มี 48 คำแปรญัตติ ถือว่ามีมากพอสมควร นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธาน กมธ. พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฯ มีดำริจะตั้งคณะทำงานขึ้นมา คงขึ้นอยู่กับที่ประชุมจะยินยอมให้ตั้งหรือไม่ หากดูแล้วเชื่อว่าการทำงานของกมธ.ก็คงจะเดินหน้าต่อไปได้ ส่วนจะจบอย่างไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112165</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…), นายสุทิน คลังแสง, พท., พรรคเพื่อไทย, มาตรา 83, มาตรา 91, ระบบเลือกตั้ง, ส.ส.มหาสารคาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210717/image_big_60f2764aa461f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98330</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ก้าวไกล’เห็นต่าง‘พท.’ หันใช้บัตรเลือกตั้ง2ใบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; พรรคธนาธร &amp;quot;ก้าวไกล&amp;quot; แทงกั๊ก เอาด้วยหรือไม่รื้อระบบเลือกตั้งกลับไปใช้บัตรสองใบ หลังคนมองพรรคส้มได้ประโยชน์จากบัตรใบเดียว แต่เพื่อไทยที่ไม่ได้ปาร์ตี้ลิสต์แม้แต่คนเดียวหนุนเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง ซูเปอร์โพลเผยประชาชนมองพวกหวังแก้ รธน.เพราะต้องการเปิดช่องทุจริต โกง ในบางมาตรา ห่วงเล่นตุกติกแปรงบประมาณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความคืบหน้าการเสนอญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ของพรรคการเมืองต่างๆ โดยเมื่อวันที่ 4 เม.ย.2564 นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีนายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราว่า พรรคก้าวไกลได้พูดคุยกันถึงรายละเอียดในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่นายไพบูลย์ออกมาเสนอ มีหลายประเด็นที่ไม่เห็นด้วย อาทิ การขอแก้มาตรา 144 เรื่องที่ไม่ให้ ส.ส.แปรญัตติงบประมาณ โดยอ้างว่าเพื่อ ส.ส.จะได้มีงบลงไปช่วยประชาชน แต่เรามองว่าเรื่องอำนาจในการช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่ ควรมอบให้ท้องถิ่นเป็นสำคัญ ไม่ใช่ตัว ส.ส. หากแก้ไขไม่ให้ ส.ส.แปรญัตติงบได้จริง จะเปิดช่องให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน อย่างไรเสียพรรคก้าวไกลจะต้องเดินหน้าเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะรายมาตราหรือทั้งฉบับ แต่อยากให้แก้ไขเรื่องต่างๆ เพื่อเพิ่มอำนาจประชาชน ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ตัวเอง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิจารณ์กล่าวด้วยว่า ส่วนการขอให้แก้รัฐธรรมนูญเพื่อกลับไปใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เรื่องนี้ที่จริงไม่อยากออกตัวว่าควรแก้หรือไม่ เพราะมีหลายฝ่ายมองว่าพรรคก้าวไกลได้ประโยชน์จากการใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว แต่ยอมรับบัตรใบเดียวหรือระบบเลือกตั้งรัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้เกิดรัฐบาลผสมไร้ประสิทธิภาพ มีสูตรคำนวณ ส.ส.ที่ตลก คะแนน 3-4 หมื่นก็ได้เข้าสภาแล้ว การจะแก้เรื่องบัตรเลือกตั้ง จะต้องคุยถึงรายละเอียดว่าจะแก้อย่างไร กลับไปใช้ 2 ใบแบบปี 2540 ก็ใช่ว่าจะสะท้อนเสียงประชาชนทั้งหมด ยกตัวอย่างในการเลือกตั้งปี 2554 พรรคเพื่อไทยได้คะแนนป๊อปปูลาร์โหวต แบบแบ่งเขต 44 เปอร์เซ็นต์ แบบบัญชีรายชื่อ 48 เปอร์เซ็นต์ แต่กลับได้ ส.ส.ในสภา 57 เปอร์เซ็นต์ มันอาจจะไม่สะท้อนได้ดีพอ การกลับไปใช้บัตรสองใบแบบปี 2540 ใช่ว่าจะดีกว่าปัจจุบันทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในพรรคก้าวไกลมีการพูดถึงกรณีวงหารือของนักวิชาการที่ออกมาเเสดงความเห็นด้วยกับระบบการเลือกตั้ง ส.ส.แบบผสม ซึ่งอยู่ในร่างสมัยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เสนอไว้ในปี 2558 แต่สุดท้ายถูกคว่ำร่างทิ้งไป ระบบเลือกตั้งแบบ MMP วงนักวิชาการมองว่าได้รับการยอมรับกว่าของปี 2540 ในหลายประเทศใช้ เช่น ยุโรป อเมริกาใต้ สะท้อนเสียงประชาชน ใช้บัตร 2 ใบก็จริง แต่เอาคะแนนดิบบัญชีรายชื่อ มาคำนวณ ส.ส.พึงมี ซึ่งชัดเจนและตอบโจทย์เสียงประชาชน&amp;quot; รองหัวหน้าพรรคก้าวไกลระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ฝ่ายกฎหมาย กล่าวว่า เมื่อประชาชนทั้งประเทศได้เห็น พปชร.ยื่นญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อประธานรัฐสภาในวันที่ 7 เมษา. จะทำให้ประชาชนทั้งประเทศเชื่อมั่นในความจริงใจและจริงจังของ พปชร. ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นประโยชน์จริงๆ กับประชาชน เพิ่มสิทธิเสรีภาพ และแก้ไขปัญหาให้ ส.ส.สามารถให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ได้ และ พปชร.จะเป็นผู้นำในการแก้ไขระบบเลือกตั้งให้ใช้บัตร 2 ใบ ตามที่ประชาชนจำนวนมากต้องการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพบูลย์กล่าวต่อว่า การที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ออกมายอมรับว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านยังไม่ได้หารือเรื่องการแก้ไข รธน. ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญ จึงเห็นว่าหากพรรคเพื่อไทยมัวแต่ใช้เวลาคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญ ลดหรือแย่งอำนาจจากสมาชิกรัฐสภากลุ่มอื่น เพื่อมาเพิ่มอำนาจกลุ่มตนเอง ซึ่งสมาชิกรัฐสภากลุ่มที่ถูกลดหรือแย่งอำนาจย่อมมีสิทธิ์ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างนั้น เป็นการสร้างความขัดแย้งในสังคมและพรรคเพื่อไทย ไม่ยอมเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นประโยชน์กับประชาชนโดยตรงก่อน เพราะต้องการเอาประชาชนมาเป็นตัวประกันให้ได้ตามความต้องการของพวกตนก่อนใช่หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพบูลย์กล่าวว่า ขณะนี้ประชาชนอยากเห็นการพูดจริงทำจริงเพื่อประชาชนอย่างพลังประชารัฐมากกว่าการที่พรรคเพื่อไทยที่มีแต่คำพูดวาทกรรมสวยหรู แต่ไม่ทำอะไรจริงๆ จังๆ ให้เป็นประโยชน์กับประชาชนเลย หวังว่าพรรคเพื่อไทยจะเร่งร่วมยื่นญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นประโยชน์กับประชาชนอย่าง พปชร.โดยเร็วกว่านี้ ไม่ควรใช้เวลานานอย่างที่เป็นข่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า การประชุมร่วมรัฐสภาวันที่ 7-8 เม.ย.นี้ พรรคร่วมฝ่ายค้านจะมีการหารือเกี่ยวกับแนวทางการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในส่วนของพรรคเพื่อไทยเบื้องต้นมี 4 ประเด็นคือ การปรับเปลี่ยนหน้าที่และอำนาจของ ส.ว., การปรับเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง, บทบาทหน้าที่ขององค์กรอิสระ และเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ โดยจะประชุม ส.ส.วันที่ 6 เม.ย. เพื่อรับฟังความคิดเห็นหาบทสรุปแนวทางของพรรค ก่อนจะนำไปหารือกับพรรคร่วมฝ่ายค้านในวันที่ 7 เม.ย. เชื่อว่าแนวทางนี้ไม่ได้ล่าช้า และแนวทางนี้คิดว่ามีโอกาสเป็นไปได้มากกว่าดำเนินการเพียงพรรคเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่อง แก้รัฐธรรมนูญ ให้ประชาชนได้ กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 1,942 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 30 มีนาคม-3 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 94.8 มองว่าคนที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพราะต้องการเปิดช่องทุจริต โกง ในบางมาตรา และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 94.7 ห่วงนักการเมืองแก้ไขมาตราให้ดัดแปลงงบประมาณได้ง่าย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าเป็นห่วงคือส่วนใหญ่หรือร้อยละ 93.3 ระบุถ้าแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับจะเปิดช่องให้ไปสั่นคลอนสถาบันหลักของชาติ ในขณะที่ส่วนใหญ่เช่นกันหรือร้อยละ 93.2 เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่แตะหมวดพระมหากษัตริย์ เพราะจะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงบานปลายของคนในชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนพดลกล่าวต่อว่า ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 83.1 เห็นด้วยว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันให้เสรีภาพที่จำเป็นแก่ประชาชนแล้ว ในขณะที่ร้อยละ 16.9 ไม่เห็นด้วย นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 75.9 ระบุนักการเมืองเป็นตัวถ่วงความเจริญของประเทศและประชาชนมากกว่ารัฐธรรมนูญ ในขณะที่ร้อยละ 19.8 ระบุรัฐธรรมนูญเป็นตัวถ่วงความเจริญของประเทศและประชาชนมากกว่า และร้อยละ 4.3 ไม่มีความเห็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวว่า ประชาชนส่วนใหญ่มองความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ฝ่ายการเมืองได้ประโยชน์ เพื่อเป้าหมายทางการเมืองและประโยชน์ของแต่ละกลุ่มตระกูลและเครือญาติที่พยายามผูกขาดอำนาจและผลประโยชน์ส่งต่อสืบเนื่องกันมา มากกว่าประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศ เช่น แก้เพื่อได้เปรียบทางการเมือง แก้เพื่อเปิดช่องตักตวงประโยชน์ แก้เพื่อลดความเสี่ยงผิดกฎหมาย หรือแก้แม้กระทั่งเปลี่ยนสมดุลสู่การสั่นคลอนสถาบันหลักของชาติ ทั้งนี้ ข้อมูลข่าวสารยังไม่ปรากฏเชิงประจักษ์ให้เห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญมีประโยชน์อย่างไรต่อประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศ โดยรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันให้เสรีภาพที่จำเป็น มุ่งคุ้มครองและปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ และมิได้เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตปกติของประชาชน แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศและความเจริญของประชาชน กลับกลายเป็นนักการเมืองและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองบางคน ที่ปลายทางมักไม่พ้นอำนาจและผลประโยชน์ โดยพยายามลากปัญหาทุกเรื่องให้ผูกไว้กับการแก้รัฐธรรมนูญ หากลงลึกจริง ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันคือปัญหาใหญ่และเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งของคนในชาติ ที่จำเป็นต้องหาทางออกร่วมกัน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98330</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก้าวไกล, ระบบเลือกตั้ง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เปลี่ยนระบบเลือกตั้ง, แก้ รธน, แก้รัฐธรรมนูญ, ใช้บัตรสองใบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210404/image_big_6069d6b636cc7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98057</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชิงเสนอแก้รายมาตรา พปชร.ชงรื้อรธน.5ประเด็นโละบัตรเลือกตั้งไม่แตะสว.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;พปชร.&amp;rdquo; ชงเองกินเอง เตรียมเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 5 ประเด็น 13 มาตราของพรรคเข้าสภา 7 เม.ย.นี้&amp;nbsp; &amp;ldquo;ไพบูลย์&amp;rdquo; แย้มรื้อระบบเลือกตั้งจากบัตรใบเดียวเป็นบัตร 2 ใบ ไม่แตะอำนาจ ส.ว. เพราะกลัวมีปัญหา เชื่อผ่านฉลุยไม่ต้องทำประชามติได้ใน ก.ค.นี้ ส่วน &amp;quot;ปชป.&amp;quot; เผยร่างพรรคเสร็จแล้ว ยันแก้มาตรา 256-ตัดอำนาจโหวตนายกฯ กมธ.ประชามติย้ำผ่านแน่ หลังทุกฝ่ายประนีประนอม ให้ประชาชน 1 หมื่นชื่อชงประเด็น แต่สุดท้ายต้องให้ ครม.ตัดสินใจทำหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 เมษายน น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะโฆษกพรรค ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า พรรคได้ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พุทธศักราช.... ฉบับสมบูรณ์แล้ว โดยเตรียมยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราต่อรัฐสภา ในวันที่ 7 เม.ย.นี้
&amp;ldquo;พรรคในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาลจำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อกระบวนการที่ผ่านมาไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะอาจขัดรัฐธรรมนูญ แต่วันนี้พรรคก็พร้อมหาทางออกประเทศ ด้วยการเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราในทางที่ไม่ขัดกับกฎหมาย และสอดรับกับความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ&amp;rdquo; น.ส.พัชรรินทร์กล่าว
ด้านนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขาธิการพรรค พปชร. ยืนยันว่า พรรคจะเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา โดยจะยื่นต่อประธานสภาฯ ในวันที่ 7 เม.ย. ตามที่โฆษกพรรคระบุไว้ ขณะนี้ฝ่ายกฎหมายของพรรคอยู่ระหว่างหารือกับประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ส่วนจะเสนอแก้ไขกี่มาตรานั้น ยังไม่ได้ลงรายละเอียดถึงขั้นนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า? จะยื่นร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลที่เสนอยื่นแก้รายมาตราด้วยหรือไม่ นายอนุชาตอบว่า คงต้องพูดคุยกันบ้าง? ซึ่งพรรคยืนยันและจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ? ไม่มีประเด็นแอบแฝง ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหมก็สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด ไม่มีเรื่องอื่นที่เป็นข้อขัดแย้งหรือความคิดที่ไม่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพียงแต่เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของรัฐสภา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค พปชร. กล่าวถึงเนื้อหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราที่จะยื่นในวันที่ 7&amp;nbsp; เม.ย.ว่า ร่างแก้ไขเป็นของ พปชร.พรรคเดียว โดยจะใช้เสียง ส.ส. 100 คนยื่นแก้ไขทั้งหมด 5 ประเด็น 13 มาตรา ซึ่งคาดว่ารัฐสภาจะพิจารณา และเห็นชอบในวาระ 3 ในช่วงปลายเดือน ก.ค.นี้ได้โดยไม่ต้องทำประชามติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพบูลย์กล่าวถึงประเด็นที่แก้ไข มีอาทิ ระบบเลือกตั้งจากบัตรใบเดียวจะแก้ไขเป็นบัตร 2 ใบคือ ประกอบด้วย ส.ส.เขต 400&amp;nbsp; คน และบัญชีรายชื่อ 100 คน, มาตรา 29 เพิ่มสิทธิเสรีภาพในกระบวนการยุติธรรมให้แก่ประชาชน และสิทธิชุมชนจะให้รัฐจัดให้มีทนายความในการต่อสู้คดีกับภาครัฐ, มาตรา 144 ปรับปรุงเกี่ยวกับการเข้าไปใช้งบประมาณของประเทศให้ยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น โดยกลับไปใช้เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญ 2550, มาตรา 185 ผ่อนคลายให้ ส.ส.เข้าไปติดตามข้าราชการ และช่วยเหลือความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนเพิ่มขึ้น และมาตรา 270 ในบทเฉพาะกาล แก้ไขให้รัฐสภา โดย ส.ส. ส.ว.เข้าไปติดตาม เสนอแนะ เร่งรัดการปฏิรูปประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ จากเดิมที่ให้ ส.ว.ดำเนินการเพียงลำพัง
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคจะตอบโจทย์ของปัญหาของประเทศร่วมกัน และแก้ไขให้ประชาชนได้จริง ใช้เวลาสั้น ไม่ต้องเสียงบประมาณทำประชามติ ส่วนประเด็นเรื่องการตัดอำนาจ ส.ว. อาทิ ยกเลิก ส.ว.สรรหาหรืออำนาจการเลือกนายกฯ พปชร.ยังไม่แก้ไข เพราะหากไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็ทำให้เกิดความขัดแย้ง และไม่สามารถแก้ไขได้สำเร็จ&amp;quot; นายไพบูลย์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญว่า ทีมกฎหมายพรรคได้ยกร่างแก้ไขเสร็จแล้ว โดยมีทั้งประเด็นแก้ไขมาตรา 256 รวมไปถึงในเรื่องอำนาจการโหวตเลือกนายกฯ ของ ส.ว. และประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยในช่วงเปิดสภาสมัยวิสามัญในวันที่ 7-8 เม.ย.นี้ จะนำไปขอเสียงสนับสนุนจากพรรคร่วมรัฐบาลในเบื้องต้นต่อไป
วันเดียวกัน มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.... โดยนายวันชัย สอนศิริ ส.ว. ในฐานะโฆษก กมธ. แถลงผลประชุมว่า กมธ.ทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยเข้าใจอย่างดีต่อเป้าหมายที่ต้องการให้กฎหมายประชามติผ่านไปได้ สามารถใช้บังคับได้ ทุกคนพยายามหาทางออกร่วมกัน ลดประเด็นที่เป็นปัญหาให้มากที่สุด ทุกฝ่ายเห็นพ้องว่าข้อที่เสนอแก้ไขเข้ามาใหม่ในมาตรา 9-11 ยอมรับได้ ส่วนข้อวิตกจะก้าวก่ายอำนาจฝ่ายบริหารหรือไม่นั้น ข้อที่แก้ไขมาลดปัญหาดังกล่าวได้ มีเพียงประเด็นภาคประชาชนเท่านั้นที่กำลังถกแถลงกันอยู่ ภาพรวมน่าจะเป็นไปได้ด้วยความเรียบร้อย ดูแล้วไม่น่าจะมีปัญหา ทั้งเรื่องข้อวิตกกังวลว่ากฎหมายจะตกในวาระ 3 รวมถึงไม่มีประเด็นใดที่มีปัญหาขัดรัฐธรรมนูญส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา เป้าหมายของ กมธ. ทั้ง ส.ส.-ส.ว.ทุกคนเห็นตรงกันคือต้องการให้กฎหมายฉบับนี้ผ่าน โดยแก้ไขให้ดีที่สุด ให้กฎหมายนี้ใช้ได้อย่างดีที่สุด &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า เนื้อหาที่กฤษฎีกาปรับปรุงแก้ไขใหม่ ที่ระบุให้รัฐสภาและภาคประชาชนมีส่วนร่วมเสนอการจัดทำประชามติ แต่สุดท้ายแล้วอำนาจชี้ขาดในการให้ทำประชามติยังเป็นดุลยพินิจของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใช่หรือไม่ นายวันชัยตอบว่า การแก้ไขของกฤษฎีกายังยึดมาตรา 166 คือการจัดทำประชามติให้เป็นอำนาจของ ครม.พิจารณาเห็นสมควรให้ทำหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ประชุมรัฐสภามีมติส่งมาหรือภาคประชาชนเข้าชื่อ หรือกรณีตามที่กฎหมายกำหนดให้ออกเสียงประชามติ ประเด็นเหล่านี้ต้องให้ ครม.ใช้ดุลยพินิจอีกครั้ง โดยเป็นมติ ครม.เห็นชอบจะปฏิบัติตามหรือไม่ อาจไม่จำเป็นต้องทำตามที่เสนอมาก็ได้ ซึ่งเนื้อหาที่ปรับปรุงแก้ไขนี้ นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะ กมธ.วิสามัญฯ ซึ่งเป็นผู้เสนอให้แก้ไขมาตรา 9 ก็ไม่ได้ติดใจอะไร เพราะเห็นว่าเนื้อหาที่แก้ไขควรให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะรองประธาน กมธ. กล่าวว่า แม้อำนาจชี้ขาดการทำประชามติขึ้นอยู่กับ ครม.เหมือนเดิม แต่การแก้ไขมาตรา 9 ครั้งนี้ อย่างน้อยก็เปิดทางให้รัฐสภาและประชาชนเป็นผู้เสนอเรื่องทำประชามติได้ ซึ่งต่างจากของเดิมที่ให้อำนาจเฉพาะ ครม.เป็นผู้ริเริ่มเท่านั้น ส่วนถ้า ครม.ไม่ทำประชามติตามที่ประชาชนเข้าชื่อ ครม.ก็ต้องมีเหตุผลว่าทำไมถึงไม่เห็นด้วย นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือถึงจำนวนประชาชนที่จะเช้าชื่อ ซึ่งมีการเสนอตั้งแต่ 1 หมื่นคน 5 หมื่นคน และไม่จำกัดจำนวน ซึ่งที่สุดแล้วที่ประชุมลงมติเห็นชอบให้เข้าชื่อ 1 หมื่นคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ตอบข้อถามกรณี พล.อ.ประยุทธ์กำชับเรื่องกฎหมายสำคัญของรัฐบาล โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.ประชามติได้กำชับ ส.ส.พรรคหรือไม่ ว่าเรื่องนี้เป็นหน้าที่ ส.ส.อยู่แล้วที่ต้องเข้าประชุมรัฐสภาและลงมติ จึงไม่ต้องกำชับอะไร เพราะถ้าเป็นเรื่องของรัฐบาล และรัฐบาลเห็นพ้องต้องกันก็ต้องให้ความมั่นใจว่า ส.ส.จะสนับสนุน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า เชื่อมั่นว่าการโหวตจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ไปพูดคำนี้คงไม่ได้ เพราะ ส.ส.ทุกคนมีเอกสิทธิ์ แต่ต้องใช้ดุลพินิจอย่างละเอียด และลงมติในสิ่งที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง จะไปบังคับคงไม่ได้ ถ้าทำได้คงไม่มีการงดออกเสียง ย้ำว่าเคารพในเอกสิทธิ์ และทำอะไรไปแล้วต้องอธิบายได้ เพราะเราไม่ได้อยู่คนเดียว ส.ส.อยู่ในพรรค และพรรคอยู่ร่วมรัฐบาล อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองต้องทำ ดังนั้น ในส่วนร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ถ้าเป็นแนวทางของรัฐบาล พรรคต้องสนับสนุน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ร่าง พ.ร.บ.ประชามติจะถูกคว่ำไม่ได้ใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เป็นกฎหมายที่รัฐบาลเสนอ ดังนั้น ในนัยต้องสนับสนุน เพราะได้ผ่าน ครม.ไปแล้ว
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะเลขาธิการพรรค กล่าวในประเด็นนี้ว่า กฎหมายนี้เป็นกฎหมายสำคัญที่รัฐบาลเป็นผู้เสนอ มีความเกี่ยวโยงกับประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเป็นทางออกให้กับประเทศ ดังนั้นจึงเป็นกฎหมายที่รัฐบาลจะปล่อยให้ตกไปไม่ได้ จึงอยากเรียกร้องว่ารัฐบาลอย่าสร้างเงื่อนไขให้ พ.ร.บ.นี้ต้องตกไป หากเป็นเช่นนั้น รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ที่สำคัญเมื่อประชาชนผิดหวังกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาแล้ว หากกฎหมายนี้มีปัญหาอีก จะยิ่งตอกย้ำว่ารัฐบาลไม่จริงใจรับฟังเสียงเรียกร้องประชาชน และตั้งใจสืบทอดอำนาจของตัวเองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม.พรรค พท. ระบุเช่นกันว่า กฎหมายประชามติเป็นกฎหมายที่สะท้อนความต้องการที่แท้จริงของประชาชน ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีการแอบอ้างความต้องการของประชาชนจากหลายฝ่ายมาโดยตลอด จึงสำคัญอย่างยิ่งในการค้นหาความต้องการที่แท้จริงของประชาชน เพื่อนำประเทศออกจากความขัดแย้ง จะได้ไม่ต้องมีใครมาแอบอ้างความต้องการแทนประชาชนอีก
&amp;ldquo;ฝ่ายบริหารเป็นผู้เสนอกฎหมายนี้ ก็หวังเป็นอย่างยิ่งจะไม่มีใครมาขัดขวาง และคงไม่มีใครมายื้อเวลาเอาไปตีความให้ประชาชนต้องรอกันอีก และถ้าสุดท้ายเรื่องนี้เกิดสะดุดขึ้นมาจนประชาชนผิดหวังอีก รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบ เพราะประเทศที่เจริญแล้วหากกฎหมายสำคัญที่เสนอไปไม่ผ่าน เขาลาออกกันทั้งนั้น&amp;rdquo; น.อ.อนุดิษฐ์ระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98057</URL_LINK>
                <HASHTAG>พปชร., ระบบเลือกตั้ง, รื้อระบบเลือกตั้ง, ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เสนอแก้รายมาตรา, แก้ รธน, แก้รัฐธรรมนูญ, แก้รายมาตรา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210401/image_big_6065da9baa2db.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49087</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/10/2019 11:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/10/2019 11:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;โบว์&#039;ชี้เปรี้ยง!สาเหตุส้มหวานอพยพเพราะรัฐธรรมนูญฉบับคสช.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ต.ค.62- &amp;nbsp;โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา แนวรวมพรรคฝ่ายค้าน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก &amp;nbsp;Nuttaa Mahattana ว่าปัญหาของอดีตผู้สมัครส.ส.กับพรรคการเมืองที่เป็นประเด็นนั้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นปัญหาภายใน การสื่อสาร ความคาดหวังต่อกัน หรือแม้แต่ความเข้าใจผิด (หลายคนเพิ่งเคยเล่นการเมืองและคิดว่าพรรคการเมืองต่างๆจะดูแลผู้สมัครทุกคน ซึ่งไม่จริง การเมืองคืองานอาสาที่ไร้ความมั่นคงในอาชีพ นอกจากจะเป็นเจ้าหน้าที่พรรคที่เหมือนเป็นพนักงานประจำของบริษัท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่อีกมุมหนึ่งก็สะท้อนปัญหาในระบบเลือกตั้งที่เกิดจากรธน.60 ด้วย เมื่อ 1 กากบาทของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งถูก &amp;ldquo;เหมา&amp;rdquo; ให้เป็นทั้งของคนและของพรรค ซึ่งถูกนำไปรวมกันเพื่อคำนวณส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ #ไม่อาจจะสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างตรงไปตรงมา ว่ากากบาทนั้นเพราะอยากได้คน หรือชอบพรรค ผู้สมัครจึงมีสิทธิจะคิดว่าคะแนนนั้นคือ &amp;ldquo;ผลงาน&amp;rdquo; ของตน และมีส่วนสำคัญในความสำเร็จของพรรคที่ถูกแปลเป็นที่นั่งส.ส. แต่ตนกลับไม่ได้มีส่วนร่วมในการทำงานหลังจากนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความคิดนั้นอาจถูกหรือไม่ก็ได้ เช่นเดียวกับที่ผู้ลงคะแนนอาจเลือกกากบาทเพราะพรรคหรือตัวบุคคลก็ได้ แต่เราไม่อาจรู้ได้เลยในระบบการเลือกตั้งที่พิศดารแบบที่เป็นอยู่ และในบางกรณีปัญหาที่เกิดก็ส่งผลเป็นความอ่อนแอของภาคการเมือง ไม่ว่าจะมีการแสดงออกให้เห็นสู่สาธารณะหรือไม่ ไม่เป็นผลดีต่อประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่เป็นเพียงหนึ่งในสถานการณ์ ที่สะท้อนปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับคสช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49087</URL_LINK>
                <HASHTAG>ระบบเลือกตั้ง, รัฐธรรมนูญคสช., สมาชิกลาออก, อนาคตใหม่, โบว์ อยากเลือกตั้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191029/image_big_5db7ba2b27c2e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40583</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2019 07:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2019 07:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;มาร์ค-ปริญญา&#039;ประสานเสียง วิพากษ์ยับรัฐธรรมนูญ 2560</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.ค.62 - ในงานงานเสวนาหัวข้อ &amp;ldquo;การเมืองไทยภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ถอยหลังหรือเดินหน้า&amp;rdquo; &amp;nbsp;ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วานนี้โดยมีนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหารศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมเสวนาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าการเมืองจะเดินหน้าหรือถอยหลังขึ้นอยู่กับเป้าหมายเราคืออะไร มองว่าเป้าหมายคือ 1.การกำหนดอนาคตทิศทางของประเทศต้องอยู่ในมือประชาชน 2.ทำให้คนที่ใช้อำนาจยึดหลักนิติรัฐนิติธรรมสุจริตตรวจสอบได้ นี่จึงเป็นเกณฑ์ชี้วัด เมื่อมองจากมุมนี้ต้องฟันธงว่า รัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้การเมืองถอยหลัง อย่างรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ได้บอกเป็นฉบับปฏิรูป แต่มีการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ถามว่าเป้าหมายของรัฐธรรมนูญ 2560 คืออะไร กระบวนการจัดทำไม่เคยพูดชัดว่า การจัดวางโครงสร้างทำไปเพื่ออะไร มีเพียง 2 คำคือ 1.การปฏิรูป แต่บทบัญญัติมากมาย ไม่ได้ส่งผลให้เกิดขึ้นอย่างที่คนคาดหวังเลย เช่นเดียวกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ก็ไปส่งเสริมรัฐราชการ 2.ปราบโกง แต่ถามว่า มีอะไรที่ปราบโกงมากกว่าฉบับอื่น แต่เป็นการวางเส้นทาง วางวัตถุประสงค์ทางการเมือง ถอยหลังไปถึงรัฐธรรมนูญ 2521&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ความเป็นจริงวันนี้ยิ่งชัด ถามว่าประชาชนมีความรู้สึกแค่ไหนว่า เจตนารมณ์ที่แสดงออกมาผ่านการเลือกตั้ง ได้สะท้อนออกมาในรัฐบาลชุดต่อไป ถ้าไม่มี 250 ส.ว.มาเลือกนายกฯ รัฐบาลที่จะเกิดขึ้นจะประกอบด้วย 19 พรรคแบบนี้ มันไม่เป็นแบบนั้น แต่เป็นเพราะ 250 คนที่ถูกตั้งมาแล้วเลือกไปในทิศทางเดียวกันหมด ส.ส.รัฐบาลให้สัมภาษณ์ชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญออกมาเพื่อพวกเรา&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่าปัญหาที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น ความขัดแย้งทางการเมืองยังสูงมาก หากมีการใช้อำนาจอย่างเป็นธรรมยังพอเห็นโอกาสว่าบ้านเมืองจะไปข้างหน้า แต่มีปัญหาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง มีการใช้เงินรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง ซื้อเสียงกันอย่างโจ่งแจ้ง ละเอียด ถี่ รวมถึงการใช้ทรัพยากรรัฐ ชัดเจนว่ามีการใช้อย่างโจ่งแจ้ง ส.ส.ทุกคนในสภาฯ ยืนยันได้ ไม่เพียงกติกาที่ออกแบบมาเอื้อฝ่ายหนึ่งแล้ว พฤติกรรมก็ยิ่งไปตอกย้ำสิ่งที่เกิดขึ้น มาถึงสูตรคำนวณ พรรคที่ได้คะแนน 30,000 กลับได้ ส.ส. แต่พรรคคะแนนหลักแสนไม่ได้ ต้องเอะใจได้แล้วว่ามันมีปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขา กล่าวว่าการร้องเรียนน่าจะชัดเจนมาก เพราะมีเทคโนโลยีคอยช่วยดู แต่กลับแจกใบส้มเพียงหนึ่งใบ จึงคาดว่าไม่น่าจะมีเลือกตั้งซ่อม ที่จะกระทบดุลอำนาจของรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำในสภาฯ จะเดินไปข้างหน้าอย่างไร คำตอบส่วนหนึ่งต้องกลับมาที่รัฐธรรมนูญ แต่เราก็ยังไม่เคยนำปมความขัดแย้งมาคลี่ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ยังปล่อยให้การเมืองเดินเหมือนเดิม ท่ามกลางความขัดแย้งที่สูงขึ้น และเสถียรภาพรัฐบาล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สิ่งที่น่ากลัวคือการเอาชนะกัน สุดท้ายหนีไม่พ้นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญด้วย ปัญหาคือ มันยากจนแทบเป็นไปไม่ได้ ถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องให้เดินไปตามเส้นทาง ยิ่งลากไปความขัดแย้งก็ยิ่งสูงขึ้น ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ได้แก้ เลือกตั้งใหม่ก็เป็นแบบนี้อีก ถ้าผู้มีอำนาจใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของตนเอง มันจะยาว ปัญหาคือสังคมจะยอมรับได้แค่ไหน ถ้าไม่ได้ แล้วรัฐธรรมนูญแก้ไม่ได้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ไม่ใช่ฉบับสุดท้ายของประเทศไทย ต้องเริ่มกันใหม่อีก ต้องช่วยสร้างแรงกดดันให้ผู้อำนาจเห็น เพื่อคลายอำนาจเสีย ให้บ้านเมืองเดินหน้า&amp;quot;นายอภิสิทธิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายปริญญา &amp;nbsp;กล่าวว่าตนไม่สบายใจนักเมื่อทราบว่าท่านมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานกรรมาธิการยกร่าง จากเหตุการณ์นองเลือดปี 2535 ซึ่งเป็นผลสะท้อนจากการร่างรัฐธรรมนูญปี 2534 ที่ล้มเหลว สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้นมองว่า ระบบเลือกตั้ง ส.ส. ทั้งแบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ แต่การเลือกตั้งมีแบบแบ่งเขตอย่างเดียว ที่นำคะแนนทั้งหมดมาคิดเป็นที่นั่งแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในส่วนของตัวผู้สมัครรับเลือกตั้ง ในปี 2554 แม้จะมีเขตมากกว่า แต่ผู้สมัครแบบแบ่งเขตมีเพียง 2,422 คน เฉลี่ยเขตละ 7-8 คน แต่การเลือกตั้งที่ผ่านมามีถึง 11,128 คน เช่นเดียวกับจำนวนพรรคการเมืองที่เพิ่มขึ้น จึงมีการส่งสมาชิกไปในหลายเขต ที่ทำให้มีปัญหาสำหรับคนที่ต้องการเลือก ส.ส.แบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อ คนละพรรคกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อผู้สมัครมากขึ้น และแต่ละเขตมีการจับเบอร์ใหม่ ยิ่งทำให้ประชาชนสับสนเรื่องเบอร์ของผู้สมัคร ต่างกันไปในแต่ละเขต ซึ่งผลลัพธ์คือ การเลือกตั้งครั้งนี้มีบัตรเสียมากที่สุดในประวัติศาสตร์ กรณีต่อมาคือ การคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ที่สามารถคำนวณในรูปแบบที่เห็นต่างกันได้อีก ทำให้กว่า กกต.จะประกาศผลการเลือกตั้งต้องใช้เวลาถึง 45 วัน จากเดิมที่ใช้เพียงไม่เกิน 30 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปริญญา กล่าวว่านอกจากนี้ ตอนที่ยังไม่ประกาศผลการเลือกตั้ง คิดว่าโอกาสที่ พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นนายกฯ นั้นลำบาก เพราะอีกฝ่ายรวมเสียงได้แล้วเกิน 250 เสียง จนมีการตีความสูตรคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีตามมาตรา 270 จนทำให้เป็นรัฐบาล 19 พรรค และกลายเป็นรัฐบาลที่มีพรรคการเมืองร่วมมากที่สุด เช่นเดียวกับการตั้ง ครม.ที่เรียกได้ว่าเปลี่ยนทุก 3 วัน เนื่องจากมีเพียง 35 เก้าอี้ ที่เป็นปัญหาตลอดทั้งสมัย เพราะทุกพรรคก็อยากมีส่วนร่วม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขณะที่ระบบการได้มาซึ่ง ส.ว. ที่มีการตั้งงบไว้ 1,300 ล้าน แต่ใช้จริงเพียง 600 ล้านบาทนั้น แม้จะบอกว่า ส.ว.เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย แต่ คสช.เป็นคนเลือกมา แล้วเราจะพูดได้อย่างเต็มปากหรือไม่ว่าเป็นตัวแทนของประชาชน รวมทั้งมีสิทธิ์เลือกนายกรัฐมนตรี ร่วมกับนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ที่มาของนายกรัฐมนตรี หลังเหตุการณ์พฤษภา 35 เป็นต้นมา เรามีการแก้รัฐธรรมนูญให้นายกฯ ต้องมาจาก ส.ส. เพราะเราต้องการกันทหารออกไปจากการเมือง หากผู้นำเหล่าทัพประสงค์มีอำนาจต่อ ต้องลงมาเลือกตั้ง จนรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ก็ได้ถอดหลักการนี้ทิ้งไป ก่อนใส่มาตรา 88 ที่ระบุว่าสามารถให้พรรคการเมืองที่มีที่นั่งมากกว่า 25 ที่นั่ง เสนอชื่อได้ แต่กรณีที่ต้องติดตามดู คือการเป็นหัวหน้า คสช.นั้นเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมมองว่าตัวแทนทั้งที่มาและไม่มาจากประชาชน อย่าง คสช.ควรจะถูกตรวจสอบด้วยเช่นกัน จากทั้งศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 องค์กรต้องผ่านการรับรองจากสมาชิกวุฒิสภา คำถามคือ ส.ว.มาจากใคร แล้วพวกเขาเหล่านี้จะถูกศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระตรวจสอบหรือไม่&amp;quot;นายปริญญา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40583</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปริญญา เทวานฤมิตรกุล, ระบบเลือกตั้ง, รัฐธรรมนูญปี2560, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190710/image_big_5d2534847622c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
