<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111891</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซุ่มผุดศูนย์คุมเฟกนิวส์ โพลหนุนปชช.วิจารณ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ศบค.&amp;quot; ตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านสื่อสาร มี &amp;quot;เลขาฯ กสทช.&amp;quot; เป็นหัวหน้าดูแลข้อมูลข่าวสาร &amp;quot;โพล&amp;quot; ชี้ ปชช.ส่วนใหญ่หนุนการแสดงความคิดเห็น บอกเป็นสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย แต่ขอให้เคารพสิทธิคนอื่น ชี้รัฐบาลไม่ควรฟ้องดำเนินคดีใคร &amp;quot;หญิงหน่อย&amp;quot; ดักคอห้ามฉีดวัคซีนไฟเซอร์คนอื่นนอกจากบุคลากรทางการแพทย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 1 ส.ค. มีรายงานว่า ในการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ครั้งที่ 11/2564 ผ่านระบบการประชุมทางไกล (Video Conference) โดยมีรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าประชุม ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผอ.ศบค.เป็นประธาน ที่ประชุมได้เห็นชอบจัดตั้งสำนักงาน กสทช.เป็นศูนย์ปฏิบัติการภายในโครงสร้าง ศบค.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีสาระสำคัญเพื่อให้การดำเนินการตามข้อกำหนดฉบับที่ 29 เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเหมาะสม ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันที่มีความละเอียดอ่อนและมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารอย่างรวดเร็ว จึงเห็นควรจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารในอินเทอร์เน็ตภายในโครงสร้าง ศบค. โดยมีเลขาธิการ กสทช.เป็นหัวหน้าศูนย์ และให้ผู้ปฏิบัติงานในศูนย์ดังกล่าวเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณี &amp;ldquo;การแสดงความคิดเห็นของประชาชนในยามวิกฤติ โควิด-19&amp;rdquo; กลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,121 คน (สำรวจทางออนไลน์) ระหว่างวันที่ 26-29 ก.ค.64 พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 91.71 เห็นว่าสถานการณ์โควิด-19 ระบาดอย่างรุนแรง ผู้เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น รองลงมาร้อยละ 87.71 ระบุประชาชนทำมาหากินลำบาก สภาพจิตใจย่ำแย่ ร้อยละ 80.81 บอกประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน ร้อยละ 70.72 ระบุวิกฤติมาก มองไม่เห็นทางออก และร้อยละ 69.49 บอกประชาชนออกมาแสดงความคิดเห็นกันมากขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงประชาชนมีอิสระในการแสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์บ้านเมืองมากน้อยเพียงใด พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 33.64 ระบุไม่ค่อยมีอิสระ ร้อยละ 24.76 บอกมีอิสระมาก ร้อยละ 21.25 มีอิสระพอสมควร และร้อยละ 20.35 มองว่ามีอิสระน้อย อย่างไรก็ดี ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 79.02 ระบุการแสดงความคิดเห็นของประชาชนถือเป็นสิทธิของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย ร้อยละ 68.44 ระบุสะท้อนการทำงานทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ร้อยละ 67.77 ระบุต้องการเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหา ร้อยละ 58.90 เป็นการระบายความอัดอั้นตันใจวิธีหนึ่ง และร้อยละ 56.34 มองว่าอาจมีผู้ไม่หวังดีสร้างกระแสโจมตีกัน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า การแสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์บ้านเมืองในยามวิกฤติโควิด-19 นี้ควรทำอย่างไร พบว่าร้อยละ 73.38 ให้เคารพสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของผู้อื่น ร้อยละ 66.24 ใช้สิทธิของตนเองอย่างเหมาะสม ร้อยละ 65.04 เน้นสร้างสรรค์ เสนอแนะวิธีการแก้ปัญหา ร้อยละ 58.47 ไม่ยั่วยุ สร้างความแตกแยก และร้อยละ 57.22 แสดงความคิดเห็นในขอบเขตที่สามารถแสดงได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าประชาชนเห็นด้วยหรือไม่กับการที่ศิลปินดารา/อินฟลูเอนเซอร์ออกมาแสดงความคิดเห็นในช่วงนี้ พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 68.88 เห็นด้วย มีเพียงร้อยละ 16.22 ไม่เห็นด้วย และ 14.90 ไม่แน่ใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.พรพรรณ บัวทอง นักวิจัยสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต บอกถึงผลสำรวจดังกล่าวว่า การที่ผลโพลมองว่าประชาชนยังไม่มีอิสระในการแสดงความคิดเห็นเท่าใดนัก ทั้งๆ ที่เป็นสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกของประชาชนที่อยากระบายความอัดอั้นตันใจและส่งเสียงให้รัฐบาลได้ยินมากขึ้น เพราะในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ประชาชนทุกกลุ่มทุกอาชีพไม่ว่าจะเป็นคนดังหรือคนธรรมดา ก็ย่อมมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นเพื่อให้รัฐบาลนำไปปรับปรุงแก้ไขปัญหา จึงขึ้นอยู่กับรัฐบาลแล้วว่าจะอยากรับฟังความคิดเห็นของประชาชนหรือไม่ &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.พัชราพรรณ นาคพงษ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เสริมว่า การออกมาแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ในส่วนนี้พิจารณาได้ว่าการกระทำใดจะเป็นความผิดหรือไม่ ต้องดูว่าในขณะที่กระทำได้มีบทกฎหมายตัวใดหรือไม่ที่ระบุว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด หรือต้องรับโทษจากการกระทำนั้น เช่น การโพสต์ข้อมูลเท็จ หรือบิดเบือนข้อมูลอาจเข้าข่ายความผิดได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การต่อสู้ของคนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาโดยอาศัยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ก็คงต้องบอกว่าเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ ด้วยการกล่าวอ้างสิทธิในการวิพากษ์วิจารณ์ แสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 34, 35 และเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งอยู่ในวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ ตาม ป.อาญามาตรา 329 (3) และไม่สมควรที่จะถูกรัฐบาลฟ้องหรือดำเนินคดีใดๆ เพราะจะแสดงให้เห็นว่ารัฐได้ปิดกั้นเสรีภาพและปิดกั้นการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ&amp;quot; นักวิชาการผู้นี้ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนายสุรพล นิติไกรพจน์ ประธานคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ถามถึง ครม.ไปไหน บริหารประเทศแบบ WFH พร้อมจี้ตั้งวอร์รูมลุยหน้างานว่า หากนายสุรพลมีจิตใจที่บริสุทธิ์ ไม่มีอคติกับใครนั้น จะเห็นว่านายกฯ และรัฐมนตรีทุกคนทำงานอย่างไร ทั้งรัฐมนตรีด้านสาธารณสุขที่ได้ลงพื้นที่ดูแลพี่น้องประชาชน และบุคลากรทางการแพทย์ หามาตรการต่างๆ ในการนำผู้ป่วยรักษา มีรัฐมนตรีด้านแรงงานที่ดูแลผู้ใช้แรงงาน รวมถึงรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจในการเยียวยาประชาชน โดยไม่มีใครที่ไม่ทำงาน และทำทุกอย่างในการช่วยเหลือประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเสกสกลกล่าวว่า การที่นายกฯ ต้อง WFH นั้นก็ไม่ได้หมายความว่านายกฯ ไม่ทำงาน แต่ต้องทำให้เป็นตัวอย่างกับหน่วยงาน เพราะเป็นผู้ออกมาตรการนี้มา และถือว่าเป็นมาตรการที่ดีที่จะช่วยป้องกันการแพร่ระบาดได้ ทั้งนี้การติดตามสั่งการแก้ไขปัญหา online ยังมีความรวดเร็วกว่า และถึงแม้จะมีบางเรื่องที่จะต้องแก้ไขปัญหาที่แทรกซ้อนตามมา แต่รัฐบาลก็ทำตลอดทุกเรื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การออกมาพูดซ้ำเติมทำลายขวัญกำลังใจกันในภาวะนี้ คงไม่เป็นผลดี มีแต่จะทำร้ายจิตใจคนตั้งใจทำงานมากกว่า ถ้ามีคนออกมาพูดทำลายจิตใจศาสตราจารย์สุรพลบ้าง ท่านก็คงผิดหวังหมดกำลังใจเช่นกัน คำพูดอะไรที่จะให้กำลังใจกันในยามแม่ทัพออกรบในสมรภูมิสงครามมีค่ายิ่ง คงไม่อยากให้สงครามครั้งนี้ประเทศไทยพ่ายแพ้นะครับ&amp;quot; ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรีระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงมาตรการล็อกดาวน์ว่า ขอเสนอให้ ศบค.ดำเนินการ 4 มาตรการสำคัญ ดังนี้ 1.ไม่ควรล็อกดาวน์ยาวแบบไม่มีกำหนดระยะเวลา ควรกำหนดระยะเวลา ถ้าสถานการณ์ไม่ดีขึ้นค่อยขยายเวลาออกไป 2.เมื่อ ศบค.เลือกล็อกดาวน์รอบใหม่ ควรลดมาตรการควบคุมที่ไม่เกิดผลมากนัก 3.ควรใช้มาตรการเชิงรุกที่จริงจังมากขึ้น เข้าชุมชนแออัดให้ทั่วถึงเพื่อตรวจหาเชื้อ ฉีดวัคซีน และวางแนวทางป้องกันผู้สูงอายุและผู้ป่วยเรื้อรังไม่ให้ติดเชื้อ เพราะถ้าคนกลุ่มนี้ติดเชื้อมักจะมีอาการหนักอยู่ในกลุ่มสีเหลืองหรือสีแดง จะหาเตียงรักษาลำบาก และ 4.ระดมทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนให้ความช่วยเหลือผู้ติดเชื้อที่ดูแลตนเองอยู่ที่บ้าน และไม่สามารถทำงานหาเลี้ยงครอบครัวและตัวเองได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย โพสต์เฟซบุ๊กตอนหนึ่งระบุว่า วัคซีนไฟเซอร์ที่ได้รับบริจาค 1.5 ล้านโดสจากอเมริกาต้องให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ด่านหน้าทุกคน โดยต้องไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น ตามหลัก autonomy ประชาชนมีสิทธิ์เลือกวิธีการรักษา มีสิทธิ์เลือกยาที่ใช้ เพราะฉะนั้นต้องคุ้มครองบุคลากรทางการแพทย์ทั้งหมด ไม่ว่าจะฉีด 1 เข็ม 2 เข็มหรือยังไม่ฉีดก็ตาม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์ที่ได้รับบริจาคมานี้ต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส โดยมีข้อสังเกต การจัดวัคซีนครั้งนี้มีการกันวัคซีนไว้บางส่วนโดยไม่มีเหตุผลที่ชัดแจ้ง อันอาจจะมีการนำไปฉีดให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่เป้าหมาย ควรเปิด Open data เพื่อให้ตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส อย่าให้ประชาชนต้องตั้งคำถามว่าเก็บไฟเซอร์ไว้ให้ใครอีกเลย&amp;quot; คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111891</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านสื่อสาร, นายกรัฐมนตรี, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ระบอบประชาธิปไตย, หญิงหน่อย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210716/image_big_60f11c945d20a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111391</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/07/2021 12:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/07/2021 12:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตรองอธิการบดีมธ.ชำแหละการเมืองสไตล์ไทยแลนด์โอนลี่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ค.2564 - รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า ยิ่งวันยิ่งไม่แน่ใจว่า ระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตย แบบรัฐสภา เป็นระบอบการปกครองที่เหมาะสมกับประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อมีการชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลทักษิณ ประท้วงขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ เพื่อนสนิทของผมคนหนึ่ง ซึ่งเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่มีชื่อเสียงมาก มีความเห็นว่า &amp;nbsp;การขับไล่รัฐบาลออกไป คนที่มาใหม่ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเลวร้ายพอกัน ดังนั้นหากจะประท้วงควรประท้วงสิ่งที่รัฐบาลทำไม่ถูกต้องเป็นเรื่องๆไป เช่นการประท้วงการผ่าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับเหมาเข่งหรือฉบับสุดซอย เป็นสิ่งที่ควรกระทำ และจะเห็นว่ามีมวลชนออกมาร่วมชุมนุมเป็นหลักล้าน แต่เมื่อรัฐบาลยอมถอย ก็ควรปล่อยให้เขาบริหารประเทศต่อไป เพราะเขาได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนมา ให้ประชาชนได้เรียนรู้เอง ในที่สุดในการเลือกตั้งครั้งต่อๆไป ประชาชนก็จะเลือกแต่คนดีๆเข้าสภา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลักการข้างต้น ฟังดูก็น่าจะเป็นหลักการที่ถูกต้อง แต่เมื่อคิดว่า ประเทศไทยมีการปกครองแบบประชาธิปไตยครั้งแรกตั้งแต่ปี 2475 &amp;nbsp;แม้จะมีการยึดอำนาจกันไปมา และมีปกครองแบบเผด็จการหลายยุคหลายสมัย แต่เวลา 89 ปีก็เป็นเวลาที่นานพอที่ประชาชนจะเกิดการเรียนรู้ในทางการเมืองได้ หากจะบอกว่า สาเหตุของปัญหาอยู่ที่การเข้าถึงข้อมูลของผู้ที่อยู่ในชนบท ปัจจุบัน อินเตอร์เน็ตมีให้ใช้ค่อนข้างทั่วถึง อุปกรณ์ราคาไม่แพง คนที่ใช้เทคโนโลยีเป็นทั้งในเมืองและในชนบท สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ไม่ยาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในทางกลับกัน ความไม่ยากของการเข้าถึงข้อมูล เช่นใน social media กลับเป็นช่องทางที่ได้ผลของการสร้างข่าวเท็จ ปั่นกระแส สร้างภาพ และครอบงำความคิด ความเชื่อ เพื่อผลทางการเมือง &amp;nbsp;กลุ่มการเมืองที่สามารถใช้ social media ได้ดี จึงสามารถครอบงำความคิด สร้างแนวร่วม กระทั่งสาวก ที่มีความภักดี(loyal)อย่างหัวปักหัวปำได้ไม่ยากเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะต้องรออีกกี่ปี ประชาชาชนคนไทยจึงจะเรียนรู้ รู้ทัน และเลือกแต่คนดีเข้าสภา เพื่อประเทศเราจะได้มีนายกรัฐมนตรีที่เป็นคนเก่งจริง ดีจริง และมีคณะรัฐมนตรีที่ดี ทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง&amp;nbsp;
ขอบอกว่า ตราบใดระบบการเมืองยังเป็นดังเช่นที่เป็นอยู่ ปรากฏการณ์ข้างต้นเกิดขึ้นได้ยาก กระทั่งเป็นไปไม่ได้&amp;nbsp;
สาเหตุเป็นเพราะตัวคนไทยเราเอง ไม่ใช่ใครที่ไหน คนไทยเราเวลาจะตัดสินใจลงคะแนนเลือกตั้ง ไม่ได้ตัดสินใจเลือกคนเก่งจริง คนดีจริง &amp;nbsp;แต่จะเลือกคนที่เป็นพรรคพวก เป็นฝ่ายเดียวกับตน หรือคนที่เข้ามาแล้วเป็นประโยชน์ต่อตัวเองเป็นอันดับแรก ชุมชนตัวเอง จังหวัดตัวเอง เป็นลำดับถัดมา และประเทศชาติโดยรวม เป็นลำดับสุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งในระดับไหน ล้วนเป็นเช่นนี้ ด้วยเหตุนี้จึงยากยิ่งที่จะทำให้คนดีจริง เก่งจริง อย่าว่าแต่ได้รับเลือกตั้ง แต่แค่ตัดสินใจเข้าสู่การเมือง ก็มีน้อยกว่าน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลองดูตัวอย่างการเมืองในระดับมหาวิทยาลัยของรัฐ การตั้งอธิการบดี คณบดี และตำแหน่งที่เทียบเท่า มักใช้วิธีการที่จะขอเรียกว่า &amp;quot;กึ่งเลือกตั้ง&amp;quot; นั่นคือใช้วิธีสรรหาโดยการซาวเสียงจากบุคลากรทั้งหมด รวมทั้งนิสิต นักศึกษา หรือบางแห่งใช้วิธีให้บุคลากรจากทุกหน่วยงานให้เสนอชื่อผู้เหมาะสม แล้วนับเสียงที่ได้รับการเสนอชื่อของแต่ละคน จากนั้นคณะกรรมการสรรหา ก็จะให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อแถลงแนวทางการบริหารมหาวิทยาลัยต่อประชาคม สุดท้ายกรรมการสรรหาจะคัดกรองผู้เหมาะสมไม่เกิน 3 คน เพื่อเสนอต่อสภามหาวิทยาลัยพิจารณาเป็นขั้นสุดท้าย ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ หรือมีคะแนนเสียงมากที่สุด แม้ไม่ใช่ทุกคน แต่ส่วนใหญ่จะได้รับการแต่งตั้งจากสภามหาวิทยาลัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่จะมีโอกาสเข้าสู่กระบวนการสรรหา จึงต้องได้รับการเสนอชื่อ หรือมีคะแนนจากการซาวเสียงมากพอ ทำให้มีการหาเสียงกันด้วยวิธีการต่างๆ ต้องมีหัวคะแนนไปขอให้เสนอชื่อตัวเองไม่เว้นแม้แต่การใช้วิชามาร เช่น การวางตัวให้คนของตัวเองได้รับเลือกเป็นกรรมการสรรหา ไปจนถึงออกบัตรสนเท่ห์โจมตีคู่แข่งด้วยข้อมูลจริงและเท็จ เพื่อให้ตัวเองได้รับการเสนอชื่อ ก็มีมาแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยระบบการสรรหา ที่บางทีอาจเรียกว่าเป็นวิธีการประชาธิปไตยเช่นนี้ &amp;nbsp;ผู้ที่มีความสามารถสูง และเป็นคนดี แต่ไม่ต้องการเล่นการเมืองน้ำเน่า จึงไม่มีโอกาสแม้แต่จะเข้าสู่กระบวนการสรรหา อย่าว่าแต่ได้รับเลือก นี่คือความมจริงของการเมืองในมหาวิทยาลัยของรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการเมืองระดับประเทศ ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา เป็นประชาธิปไตยแบบตัวแทน ประชาชนเลือกผู้แทน ผู้แทนไปเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีวิธีคิด(mind set)ว่า นายกรัฐมนตรีต้องยึดโยงกับประชาชน จึงต้องเลือกมาจากผู้ที่เป็น ส.ส. รัฐมนตรีก็ควรต้องเลือกมาจาก ส.ส. จึงจะเรียกว่า เป็นประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวิธีคิดในการเลือกผู้แทนของคนไทยเราเป็นเช่นข้างต้น กล่าวคือเอาพวกพ้อง หรือผลประโยชน์ของตนเองมาก่อนส่วนรวม พรรคการเมืองหากต้องการเสียงข้างมากเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ก็จะต้องรวบรวมคนที่มีโอกาสจะได้เป็นส.ส.มากที่สุด ไม่ใช่คนที่ดีที่สุดเข้าพรรค คนที่จะมีโอกาสเป็น ส.ส.มากที่ก็คือผู้ที่เคยได้รับเลือกเป็น ส.ส.มาแล้ว มีฐานเสียงอยู่แล้ว ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอิทธิพลของแต่ละจังหวัด เมื่อเข้าพรรคก็จะไม่ใช่มาคนเดียว แต่จะมาเป็นกลุ่ม และจะกลายเป็นกลุ่มย่อยๆ ที่เรียกกันว่ามุ้งเล็กมุ้งใหญ่ภายในพรรคที่เข้าสังกัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อ ส.ส.เข้าไปอยู่ในสภาก็จะมีบทบาทในการผ่านหรือไม่ผ่านร่างกฎหมายต่างๆที่สำคัญ เช่นพ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี และกฎหมายอื่นๆทั้งที่สำคัญ และไม่สำคัญ การผ่านร่างกฎหมายเพื่อนำไปเสนอโปรดเกล้าฯเพื่อนำไปบังคับใช้ จำเป็นต้องอาศัยเสียงข้างมากในสภา หากกฎหมายที่สำคัญไม่ผ่าน รัฐบาลถ้าไม่ลาออกก็ต้องประกาศยุบสภา อันเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กฎหมายแต่ละฉบับจะผ่านหรือไม่ผ่าน ไม่ใช่อยู่ที่การร่างกฎหมายกระทำด้วยความพิถีพิถันหรือไม่ หรือกฎหมายฉบับนั้นเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า ส.ส.ในสภาจะยกมือผ่านให้หรือไม่ เช่นเดียวกัน ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลโดยพรรคฝ่ายค้าน รัฐบาลจะได้รับความไว้วางใจหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ว่า รัฐบาลบริหารประเทศหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า ส.ส.ในสภาจะยกมือให้ไว้วางใจหรือไม่ และไม่ว่ารัฐบาลจะบริหารประเทศได้ดีเพียงใด พรรคฝ่ายค้านก็จะให้ ส.ส.ทุกคนยกมือไม่ไว้วางใจ เพื่อคว่ำรัฐบาลให้ได้เสมอ การกระทำเช่นนี้ ในระบบการเมืองไทย ดูเหมือนจะเป็นประเพณีปฏิบัติไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุนี้ พรรคที่เข้าร่วมรัฐบาล และมุ้งต่างๆภายในพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค จึงมีอำนาจต่อรอง ที่จะขอโควต้าให้หัวหน้ามุ้ง และสมาชิกในมุ้งเป็นรัฐมนตรี ดูเหมือนว่าตำแหน่งรัฐมนตรี หากไม่ใช่นายกรัฐมนตรี จะเป็นยอดปรารถนาของนักการเมืองทุกคน ยิ่งตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงที่จัดว่าเป็นเกรด A ยิ่งแย่งกันอย่างน่าเกลียด โดยไม่ได้มองดูความสามารถตัวเองเลย ที่ร้ายกว่านั้น เมื่อตัวเองเป็นรัฐมนตรีไม่ได้ด้วยเหตุผลบางประการ เช่น มีคุณสมบัติต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ แทนที่จะมองหาคนที่มีความสามารถเหมาะสม กลับนำโควต้าไปยกให้ภรรยาบ้าง สามีบ้าง พี่บ้าง น้องบ้าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือการเมืองไทย กรุณาติดตามตอนต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111391</URL_LINK>
                <HASHTAG>การปกครอง, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร, ระบอบประชาธิปไตย, อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล, เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210512/image_big_609b3ba5a48f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90562</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2021 15:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2021 15:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศธ.จับมือ กกต.ผลักดัน ความรู้ความเข้าใจระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ขึ้นเป็นวาระแห่งชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21ม.ค.64-นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) กล่าวภายหลังการประชุมการประสานงานระดับส่วนราชการเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ร่วมกับ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (เลขาฯ กกต.) ว่า ในที่ประชุมสำนักงาน กกต. ได้นำเสนอแนวทางการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สู่การผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ ผ่านศูนย์ส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตย (ศส.ปชต.) ซึ่งการดำเนินงานที่ผ่านมาได้ร่วมมือกับ กศน. จัดตั้ง ศส.ปชต. เป็นศูนย์กลางขับเคลื่อนกิจกรรมส่งเสริมวิถีชีวิตประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง จำนวน 7,517 แห่งทั่วประเทศ และยังมีเครือข่ายองค์กรต่าง ๆ มาร่วมดำเนินกิจกรรม เช่น ลูกเสืออาสา กกต. รด.จิตอาสา ดีเจประชาธิปไตย หมู่บ้านรณรงค์ไม่ขายเสียง เป็นต้น สำหรับการสร้างความรู้ความเข้าใจในสถานศึกษา มีการจัดหลักสูตร 4 ช่วงชั้น (ปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อุดมศึกษา) จัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนการสอน และหลักสูตรวิชาบังคับของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างพลเมืองคุณภาพ ทั้งนี้ สำนักงาน กกต.ต้องการร่วมมือกับ ศธ.เพื่อจัดหลักสูตรให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงบรรจุในวิชาลูกเสือ และสนับสนุนการพัฒนาความรู้ด้านประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างถูกต้องให้แก่สภานักเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุภัทร กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำลังดำเนินการปรับปรุงหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐานทั้งหมดอยู่ ทั้งด้านเนื้อหาและรูปแบบวิธีการ ดังนั้นสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.) และ สพฐ.จะร่วมกันปรับหลักสูตรให้เหมาะสมตามที่สำนักงาน กกต.นำเสนอ พร้อมทั้งขอผู้แทนจากสำนักงาน กกต. มาร่วมกันหาช่องทางที่ดีที่สุดในการถ่ายทอดเนื้อหาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาคุณภาพเด็ก อันมีผลต่อการดำรงชีวิตและการอยู่ร่วมกันในสังคม สำหรับเนื้อหาที่ต้องการให้บรรจุในวิชาลูกเสือนั้น ขณะนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติขึ้นแล้ว และจะนำเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาต่อไป ส่วนการสนับสนุนการพัฒนาความรู้ให้แก่สภานักเรียน ที่ทางสำนักงาน กกต.กำลังดำเนินการอยู่นั้น ศธ.ไม่มีข้อขัดข้อง พร้อมแนะนำให้จัดกิจกรรมโดยไม่กระทบต่อการเรียนการสอนของครูและนักเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90562</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ศธ., &#039;กกต.&#039;, จรุงวิทย์​ ภุมมา, ระบอบประชาธิปไตย, วาระแห่งชาติ, สุภัทร จำปาทอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210121/image_big_600938c8d0f72.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87942</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/12/2020 07:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/12/2020 07:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นักเขียนซีไรต์&#039;สุดทนประเทศไทยไม่ควรมีนักการเมืองแบบนี้เสียดายเงินเดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
25 ธ.ค.63 - นายวิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนซีไรต์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยไม่ควรมี​นักการเมืองอย่างนี้ เสียดายเงินเดือน
ซ้ำทำให้คนหมดความเชื่อถือต่อระบอบประชาธิปไตย
และจะทำให้คนคิดว่าระบอบอะไรก็ได้ที่สร้างประโยชน์ได้จริงแก่ส่วนรวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้นายวิมลได้แชร์ภาพข้อความของนักการเมืองบางคนที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลแบบไร้เหตุผลและใช้ถ้อยคำหยาบคายด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87942</URL_LINK>
                <HASHTAG>ระบอบประชาธิปไตย, วิมล ไทรนิ่มนวล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180531/image_big_5b0fc4027507e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69025</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2020 08:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2020 08:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พงศกร รอดชมภู&#039; ติวเข้มตำราว่าด้วยประชาธิปไตย &#039;ฝ่ายซ้าย-ขวา&#039; ปะทะกัน ระบบราชการอย่าจุ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 มิ.ย.63 - พล.ท.พงศกร รอดชมภู อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ และอดีตรองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ตำราว่าด้วยประชาธิปไตย ธรรมชาติของประชาธิปไตยหากวัดกันแบบยุโรปคือซ้ายสุดเป็นคอมมิวนิสต์ ขวาสุดเป็นฟาสซิสต์ เป็นนาซี ประชาธิปไตยจะไม่ไปสุดทางทั้ง ๒ ด้าน คือจะไม่มีการใช้อำนาจรัฐมากในการบังคับประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุดมการณ์ทางการเมืองซ้ายสุดจะเป็นความเห็นว่าให้รัฐควบคุมทุกอย่างเพื่อกระจายสินค้า และบริการให้เท่าเทียมกัน คำว่าเท่าเทียมกันหรือเสมอภาคเท่ากันเป๊ะ ๆ คือแนวคิดของมาร์กซิส เพื่อนใกล้ชิดกับคอมมิวนิสต์คือสังคมนิยมและยังคงต้องการให้รัฐบริหารทรัพยากรให้ประชาชนเช่นกัน ทั้งการกำหนดเวลาทำงาน อัตราภาษี ต่างๆ ที่สูงมาก เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุดมการณ์ทางการเมืองขวาสุดก็ใช้รัฐเช่นกัน แต่ให้ทำตามผู้นำ มีรัฐคอยชี้นำประชาชนให้เดินตาม เพื่อนใกล้ชิดกับฟาสซิสต์ที่สุดและไปไกลกว่ามาก ๆ คืออนาธิปไตย (anarchism) ที่ถือคติว่า พวกของตัวเองถูกต้อง เป็นที่ตั้ง อยากทำอะไรก็ได้เช่นทำจลาจล ทำลายข้าวของ บางกลุ่มอย่างเสรีแบบสุดขั้วจะพยายามหนีจากอำนาจรัฐไปสร้างชุมชนของตน สมัยก่อนเรียกกันว่าพวกฮิปปี้ (libertarianism) เพื่อนที่อยู่ใกล้ประชาธิปไตยเข้ามาคือ ระบอบกษัตริย์ เพราะแม้จะมีอำนาจเด็ดขาดเหมือนเผด็จการทหารหรือฟาสซิสต์ นาซี แต่จะถูกจำกัดไว้ด้วยประเพณีบางอย่าง เช่น ไม่โกหก ไม่คืนคำเป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาที่เราควรต้องรู้จักจริง ๆ คือประชาธิปไตย ตามแกนสองมิติ จะพบว่าขวาสุดหรืออนุรักษ์นิยม จะไม่นิยมให้รัฐเข้ามาครอบงำประชาชน ปล่อยให้ระบบทุนนิยมทำงานไปเองจะมีประสิทธิภาพที่สุด แนวทางนี้คือรีพับลิกันของสหรัฐฯที่เรียกว่าเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม การเมืองแบบประชาธิปไตย มาตรงกลางคือรัฐมีการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจบางส่วนโดยไม่ทำให้กลไกตลาดบิดเบือน เรียกว่าระบบเศรษฐกิจแบบผสม การเมืองแบบประชาธิปไตย ด้านมาทางซ้ายเรียกว่า สังคมนิยมประชาธิปไตย ซึ่งไม่ใช่รัฐแบบสังคมนิยม ยังคงเป็นการเมืองแบบประชาธิปไตย ส่วนเศรษฐกิจนั้นรัฐจะเข้ามาจัดการเก็บภาษีแพงเพื่อสร้างสวัสดิการให้ประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การพูดถึงประชาธิปไตย ก็ต้องเข้าใจแนวทางเศรษฐกิจทั้ง ๓ แนวทางนี้ด้วย แต่หากเมื่อใดเรียกร้องให้รัฐเข้ามาจัดการประชาชน นั่นคือแนวคิดแบบไม่เผด็จการขวาจัดก็เผด็จการคอมมิวนิสต์แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นเราจะพบว่าฝรั่งจะไม่พยายามพึ่งพารัฐ บางคนสมัครใจเป็นผู้ไร้บ้าน แม้รัฐจะจัดการดี มีการขึ้นทะเบียน มีที่พักและอาหารให้ เขาก็ยังพยายามออกไปทำงานหาเงินเอง เพราะการไม่พึ่งพารัฐหมายถึงอิสรภาพด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทีนี้ลองมาดูความสัมพันธ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจแบบ ๓ มิติ เอามาวางไว้ ๒ รูป สรุปได้ว่า มีการถ่วงดุลระหว่างความมั่นคงและอิสรภาพ ทั้งในแง่การเมืองและเศรษฐกิจ อุดมการณ์ทางการเมืองจะเป็นแบบใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าต้องการอิสระทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ ก็จะเป็น อนาธิปไตย ถ้าต้องการความมั่นคง (รัฐเข้ามามาก ๆ) ก็เป็นเผด็จการฟาสซิสต์หรือคอมมิวนิสต์ คือถ้าเน้นเศรษฐกิจให้รัฐจัดการมาก ๆ ก็เป็นคอมมิวนิสต์ ถ้าเน้นรัฐดูแลควบคุมคนมากกว่าเศรษฐกิจก็เป็นเผด็จการทหารหรือฟาสซิสต์ไป หรือหากคุมทั้งคน คุมทั้งเศรษฐกิจของทุกคนก็เป็นทรราช&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนประชาธิปไตยอยู่ตรงกลาง ๆ ถ้าเน้นปล่อยเศรษฐกิจตามกลไกตลาดก็คือรีพับลิกัน ถ้าให้รัฐดูแลเศรษฐกิจมากหน่อยก็เป็นเดโมแครต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย จะดูแลเศรษฐกิจ ดูแลสวัสดิการของแรงงานมากหน่อย คนเสียภาษีมาก แต่ก็มีบำนาญและการดูแลที่ดีกว่าการปล่อยไปตามกลไกตลาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอเข้าใจกลไกทางการเมืองและเศรษฐกิจแล้ว ก็จะขอแนวการมองการเมืองแบบอเมริกันมาให้ศึกษาต่อกันเลยว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวอเมริกันมองว่าการเมืองวัดกันตรงที่รัฐเข้ามายุ่งกับเศรษฐกิจมากแค่ไหน ถ้าไม่ยุ่งเลยเป็นขวาสุดคือ อนาธิปไตย ใครใคร่ทำอะไรก็ทำไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซ้ายสุดคือการที่รัฐใช้อำนาจปกครองประชาชนเต็มรูป ซึ่งจัดให้คอมมิวนิสต์และฟาสซิสต์อยู่ในกลุ่มเดียวกันคือซ้ายสุด ไม่น่าเชื่อว่าพรรคนาซี ก็เป็นคำย่อมาจากพรรคสังคมนิยมชาตินิยมนั่นเองคือตั้งใจคุมการเมืองและเศรษฐกิจทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการมองการเมืองแบบอเมริกัน เราจะพบว่าด้านขวาสุดคือพวกอนาธิปไตยนั้นไร้กฎเกณฑ์ ไม่ถือว่าเป็นประชาธิปไตย พอ ๆ กับด้านซ้ายสุดที่อำนาจรัฐปกครองประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถัดจากขวาสุดมาคือแบบของสหรัฐฯ ที่เรียกว่าสาธารณรัฐเป็นแนวทางของพรรครีพับลิกัน ใช้คติแบบโปเตสแตนท์คือผู้ทำงานได้บุญ รัฐจะแทรกแซงกลไกต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจน้อยมาก ถัดมาทางซ้ายคือเดโมแครตที่ชอบให้รัฐเข้ามาจัดสวัสดิการให้ผู้เสียโอกาส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถัดมาทางซ้ายคือ Oligarchy หมายถึงมีชนชั้นนำน้อยรายควบคุมระบบเศรษฐกิจไว้แทนคนทั้งประเทศ แนวทางนี้เห็นทีจะเหมาะสำหรับสังคม นายทุน-ขุนนาง-ขุนศึกแบบไทย ๆ เรา อย่างไรก็ตามแนวทางนี้ยังอยู่ในกรอบประชาธิปไตยด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุปก็คือ วิถีทางประชาธิปไตยมีการให้เสรีภาพในการแสดงออก โดยมีแนวทางด้านเศรษฐกิจอยู่ใหญ่ๆ ๓ ทางคือ รัฐไม่ยุ่งปล่อยภาคเอกชนเดินหน้า หรือรัฐยุ่งบ้างไม่มากนักด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นแนวทางของพรรคเดโมแครตของสหรัฐฯ หรือพรรคแรงงานของอีกหลายประเทศ และในสังคมนิยมประชาธิปไตยแบบของสแกนดิเนเวีย ซึ่งมีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขที่เข้มแข็ง ประชาชนแม้ทำงานหนัก ภาษีแรง แต่สวัสดิการดีเยี่ยม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่เป็นปัญหาของไทยคือ ปากพูดว่าเป็นประชาธิปไตย แต่เนื้อหาที่เสนอไม่เป็นแบบคอมมิวนิสต์ก็เป็นแบบฟาสซิสต์หรือนาซีไป จะรู้ตัวหรือไม่เท่านั้น ซึ่งทั้ง ๒ แนวทางหมายถึงการใช้กำลังเข้าปะทะกันเสียมากกว่าจะได้ประชาธิปไตยจริงๆเกิดขึ้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเห็นว่าการพึ่งพาระบบราชการรวมศูนย์ การขอให้รัฐเข้ามาช่วยจัดการโน่น นี่ นั่นนั้น อันตรายสำหรับประชาธิปไตยครับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69025</URL_LINK>
                <HASHTAG>คอมมิวนิสต์, นาซี, พล.ท.พงศกร รอดชมภู, ระบอบประชาธิปไตย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200107/image_big_5e13dfd7a45b8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68646</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2020 13:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2020 13:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นิพิฏฐ์&#039;ลั่นโควิดเจือจางถึงเวลาคิดบัญชีองค์กรอิสระ(บางองค์กร)แล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 มิ.ย.63-นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง &amp;quot;ประเทศนี้เรามีองค์กรอิสระไว้ทำไม?&amp;quot; ระบุว่า อธิบายง่ายๆ คือ มาจากหลักคิดที่ว่า ระบอบประชาธิปไตย มีแนวโน้มจะกลายเป็นเผด็จการเสียงข้างมาก จึงมีองค์การอิสระมาเสริมการทำหน้าที่ของรัฐธรรมนูญ ให้มีองค์กรอิสระเป็นเครื่องมือของเสียงข้างน้อยตรวจสอบเสียงข้างมาก และตรวจสอบการทุจริตของนักการเมืองและข้าราชการระดับสูง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า องค์กรอิสระ มีทางเลือก 2 ทาง คือ 1.ตรวจสอบอย่างจริงจัง ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต สมตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2.เป่าคดี ช่วยฟอกคนทุจริต จากดำให้เป็นขาว องค์กรอิสระเมืองไทย ปฏิบัติหน้าที่อย่างไร แล้วแต่ใคร จะเข้าไปสัมผัส หากปฏิบัติดี ถูกต้อง ก็เท่ากับรักษาระบอบประชาธิปไตยให้มั่นคง แต่หากปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุจริต เราจะเห็นรังสีอำมหิตแผ่ซ่านมาโอบอุ้มคนชั่วอย่างชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แต่... ช้าก่อน องค์กรอิสระก็ถูกฟ้องได้ เพียงแต่ปัจจุบันเราไม่มีคนกล้าที่จะลุกขึ้นมาต่อกรกับองค์กรอิสระ(บางองค์กร) เรายอมเป็นลูกไล่ขององค์กรอิสระ(บางองค์กร) ยอมศิโรราบกราบกราน ก้มหัว เราหน่อมแน้มเกินไป หรือเราเป็นคนสีดำหรือสีเทาเราจึงกลัวไม่กล้าตรวจสอบองค์กรอิสระ บ้านเมืองเลยเละเทะ &amp;nbsp;โควิด-19 เจือจางแล้ว ถึงเวลาที่จะคิดบัญชีกับองค์กรอิสระ(บางองค์กร)แล้ว!!&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68646</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ, ระบอบประชาธิปไตย, องค์กรอิสระ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200614/image_big_5ee5be095eed3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57677</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2020 08:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/02/2020 08:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อัษฎางค์&#039; ตอก &#039;ปิยบุตร&#039; ถนัดพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว อ้าง ส.ส.มีความชอบธรรมเหนือกว่าอำนาจตุลาการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.พ.63 - นายอัษฎางค์ ยมนาค นักประวัติศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;quot;สส. Vs รัฐบาล Vs ศาล ใครใหญ่กว่ากัน&amp;quot; การพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว เป็นงานถนัดของปิยบุตรและพลพรรคอนาคตใหม่เสมอ โดยมีเนื้อหาดังนี้ การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ประกอบด้วยผู้มีอำนาจ 3 ฝ่าย ที่ต่างคานอำนาจซึ่งกันและกัน เริ่มจากผู้ที่อยู่เบื้องหลังของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงคือ ประชาชน ซึ่งประชาชนไม่ได้ใช้อำนาจนั้นโดยตรง แต่จะใช้อำนาจนั้นเลือก &amp;ldquo;ผู้แทนของราษฎร&amp;rdquo;(สส.) เข้าไปใช้อำนาจนั้นแทนตน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และอำนาจที่ฝ่ายนิติบัญญัติ(สส.) หรืออำนาจของ สส.ในสภา ที่มีอำนาจเหนือกว่าอีก 2 ฝ่าย อันได้แก่ อำนาจบริหาร (รัฐบาล) และอำนาจตุลาการ (ศาล) คือเมื่อประชาชนได้เลือกผู้แทนของราษฎร (สส.) เข้าไปทำงานในสภา รัฐสภาโดย สส.ก็เป็นผู้เลือกฝ่ายบริหาร โดยเป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรี หรืออาจกล่าวได้ว่า รัฐสภา หรือ สส. เป็นผู้เลือกรัฐบาล แทนประชาชน รวมทั้งสภาเป็นผู้เลือกผู้พิพากษาและตุลาการ เข้ามาทำงานในศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนอำนาจที่ฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลมีเหนือกว่ารัฐสภาคือ นายกรัฐมนตรีสามารถยุบสภาได้ และอำนาจตุลาการมีอำนาจเหนือกว่าฝ่ายบริหาร(รัฐบาล) และฝ่ายนิติบัญญัติ(สภา) คือ เป็นผู้พิจารณาพิพากษาและลงโทษ คนในรัฐบาลหรือคนในรัฐสภาที่กระทำผิดกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ปิยบุตร รองศาสตราจารย์ดอกเตอร์ทางด้านกฏหมาย บอกว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้อยู่เหนือรัฐสภานั้นถูกต้อง แต่ที่บอกว่า สส. มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย เหนือกว่าศาล เพราะได้เลือกตั้งมาจากประชาชนนั้น ก็นับว่ายังไม่ค่อยถูกต้องเท่าไหร่นัก เพราะ สส.ได้รับเลือกตั้ง(ทางตรง)มาจากประชาชน แต่ศาล ก็ได้รับเลือกตั้ง(ทางอ้อม) มาจากประชาชนเช่นกันโดยผ่านทาง สส.ในสภาอีกที การพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว เป็นงานถนัดของปิยบุตรและพลพรรคอนาคตใหม่เสมอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุป..สิทธิและความชอบธรรมทางประชาธิปไตยของทั้ง 3 ในฝ่ายนั้น มีศักดิ์และสิทธิเท่าเทียมกัน สส.ในสภา ไม่ได้สูงส่งและมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยสูงกว่า รัฐบาล และ ศาล แต่อย่างใด (ถ้าขี้เกียจอ่านยาวๆ แค่อ่านมาถึงบรรทัดนี้ ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว แต่ถ้าอยากได้รายละเอียดเพิ่มเติม ก็ให้อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมด้านล่างต่อไปนี้)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; อำนาจนิติบัญญัติ เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา มีอำนาจหน้าที่โดยทั่วไป ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. อำนาจหน้าที่ในการออกกฎหมาย
2. เสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐอมนตรี
3. ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลตามที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา
4. ให้ความเห็นชอบในกิจกรรมสำคัญของประเทศตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; อำนาจบริหาร ใช้ผ่านทางคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นคณะบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; อำนาจตุลาการ เป็นอำนาจของศาลทุกประเภท ศาลทุกประเภทมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีความต่าง ๆ ตามอำนาจของศาลนั้น ๆ เพื่อให้ความยุติธรรมแก่ประชาชนภายใต้พระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การถ่วงดุลอำนาจในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การแบ่งแยกอำนาจมิได้หมายความว่า องค์กรผู้ใช้อำนาจทั้งสาม คือ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการจะต้องมีอำนาจเท่าเทียมกัน โดยอำนาจใดอำนาจหนึ่ง อาจอยู่เหนืออีกอำนาจหนึ่งได้ และอีกฝ่ายหนึ่งก็มีขั้นตอนในการลดอำนาจของอีกฝ่าย ตามที่รัฐธรรมนูญได้ให้ไว้ แปลว่า การถ่วงดุลอำนาจมักเป็นเรื่องของอำนาจนิติบัญญัติกับอำนาจบริหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวอย่างของการถ่วงดุลอำนาจระหว่างอำนาจนิติบัญญัติกับอำนาจบริหาร มีดังนี้ 1.กรณีฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจเหนือฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจเหนือฝ่ายบริหาร หมายถึง อำนาจที่สภาผู้แทนราษฏรเปิดประชุมเพื่ออภิปรายลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล เมื่อรัฐบาลบริหารประเทศเกิดความผิดพลาดเสียหาย หรือมีการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งเมื่อมีการลงมติภายหลังการอภิปราย หากรัฐบาลได้รับเสียงสนับสนุนหรือไว้วางใจน้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขณะนั้น ก็จะมีผลให้รัฐบาลต้องลาออก เพื่อให้มีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.กรณีฝ่ายบริหารมีอำนาจสูงสุดเหนือฝ่ายนิติบัญญํติ กรณีฝ่ายบริหารมีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติ หมายถึง การใช้อำนาจของคณะรัฐมนตรีอันมีนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าคณะรัฐมนตรี มีอำนาจที่จะยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ อันมีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดต้องพ้นสภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ส่วนฝ่ายตุลาการเป็นอำนาจที่เป็นอิสระเฉพาะ เนื่องจากการพิจารณาคดีความต่าง ๆ ย่อมต้องเป็นกลางและเป็นไปตามตัวบทกฎหมาย ภายใต้พระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ จึงอาจกล่าวได้ว่าฝ่ายตุลาการเป็นฝ่ายที่มิได้มีการถ่วงดุลหรือคานอำนาจกับฝ่ายใด จึงเห็นได้ว่า ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารต่างมีอำนาจที่จะถ่วงดุลซึ่งกันและกันให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุป อำนาจอธิปไตยแบ่งออกเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ อำนาจทั้งสามฝ่ายจะมีการถ่วงดุลกันอยู่ เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น มีประสิทธิภาพ มิให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้อำนาจจนเกินขอบเขต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อำนาจอธิปไตยทั้งสามฝ่าย คือ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ มีการถ่วงดุลอำนาจกันไม่ให้อำนาจใดมีอำนาจมากเกินไปหรืออ่อนแอ เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่มา : http://www.trueplookpanya.com/&amp;hellip;/cms_deta&amp;hellip;/knowledge/2154-00/&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;............................................................................
ศาลรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญคนหนึ่งกับและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีก 8 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาจากบุคคลต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อำนาจหน้าที่ที่สำคัญของศาลรัฐธรรมนูญ คือ การพิจารณาวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่างข้อบังคับการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร ของวุฒิสภา หรือของรัฐสภา ที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา แล้วแต่กรณี ให้ความเห็นชอบแล้ว แต่ยังมิได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่ หรือพิจารณาวินิจฉัยว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญโดยที่ศาลเห็นเอง หรือคู่ความโต้แย้ง และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ตลอดจนพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นเด็ดขาดและมีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญเป็นระบบไต่สวน ศาลมีอำนาจไต่สวนหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ ซึ่งแตกต่างจากวิธีพิจารณาที่ใช้ในคดีทั่วไปของศาลยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57677</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายปิยบุตร แสงกนกกุล, ระบอบประชาธิปไตย, อัษฎางค์ ยมนาค, อำนาจ 3 ฝ่าย, อำนาจตุลาการ, อำนาจนิติบัญญัติ, อำนาจบริหาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200121/image_big_5e2652f497e4c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
