<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>77418</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2020 18:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2020 18:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;โควิด&quot;ถ้ามารอบ 2 รองรับผู้ป่วยได้ 1-2 หมื่นคน  สธ.แถลงความพร้อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
14 ก.ย.63- &amp;nbsp;ที่ศูนย์ปฏิบัติการด้านข่าวโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี &amp;nbsp;นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) นพ. วิทูรย์ อนันกุล ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขฉุกเฉิน และนพ. ธเนศ ดุสิตสุนทรกุล รักษาการผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน ร่วมกันแถลงข่าว &amp;ldquo;การบริหารจัดการสถานการณ์โควิด 19&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ. สุรโชค กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับโควิด 19 สถานการณ์ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 โดยตั้งคณะทำงานด้านการกระจายทรัพยากรและอุปกรณ์ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อระหว่างผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งช่วงแรกอาจยังไม่เพียงพอต่อการใช้งาน เนื่องจากกำลังการผลิตหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ในประเทศยังไม่เพียงพอ ปัจจุบันมีการบริหารจัดการ และมีโรงงานที่ผลิต 45 โรงงานและมีการนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้มีอุปกรณ์และเวชภัณฑ์ต่างๆ เพียงพอรับมือกับโรคโควิด 19 และสำรองไว้ใช้ได้นานถึง 3 เดือน โดยหน้ากาก N95 มีสำรอง 2,430,189 ชิ้น อยู่ที่ส่วนกลาง 1,916,050 ชิ้น ชุด PPE สำรองไว้ 1,471,131 ชิ้น อยู่ที่ส่วนกลาง 607,494 ชิ้น หน้ากากอนามัยสำรองไว้ 43,414,478 ชิ้น อยู่ที่ส่วนกลาง 300,000 ชิ้น กำลังการผลิต 3,418,400 ชิ้นต่อวัน ซึ่งถือว่าเพียงพอ เนื่องจากประชาชนสามารถใช้หน้ากากผ้าควบคู่ไปด้วยได้ ขณะที่ยาฟาวิพิราเวียร์ มีสำรอง 590,680 เม็ด และยาเรมเดซิเวียร์ ขนาด 50 มิลลิกรัมจำนวน 65 ขวด และขนาด 100 มิลลิกรัม จำนวน 330 ขวด รองรับผู้ป่วยได้ 33 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ. สุรโชค กล่าวต่อว่า สำหรับจังหวัดที่มีพื้นที่ติดชายแดนประเทศเมียนมา จำนวน 10 จังหวัด ได้แก่ &amp;nbsp;ตาก แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และระนอง มีการสำรองเวชภัณฑ์เพื่อรับมือกับโรคโควิด 19 ดังนี้ หน้ากาก N95 จำนวน 29,872 ชิ้น หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ จำนวน 3,831,938 ชิ้น ชุด PPE จำนวน 28,704 ชุด และชุด Surgical Gown จำนวน 15,645 ชุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านนพ. วิทูรย์ อนันกุล ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขฉุกเฉิน กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้มีระบบติดตามสถานการณ์ผู้ป่วยโรคโควิด 19 แบบเรียลไทม์ ซึ่งนำข้อมูลดังกล่าวมาบริหารจัดการทรัพยากร อุปกรณ์ และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ได้ทันที ทำให้สามารถรับมือกับโรคโควิด 19 ได้ นอกจากนี้ ในภาพรวมของประเทศมีศักยภาพรองรับผู้ป่วยได้ประมาณ 1-2 หมื่นคน บุคลากรทางการแพทย์ทุกคนมีความพร้อม และยังคงความเข้มข้นของสถานที่เฝ้าระวังที่รัฐจัดให้ในหลายรูปแบบ เพื่อไม่ให้คนไทยติดเชื้อจากผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนนพ.ธเนศ ดุสิตสุนทรกุล รักษาการผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน กล่าวว่า สถานการณ์โควิด 19 กระทรวงสาธารณสุขได้รับพระมากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานรถเก็บตัวอย่างตรวจเชื้อชีวนิรภัยพระราชทานในการลงพื้นที่ตรวจค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุก นอกจากนี้ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับทุกภาคส่วนในสถานการณ์โควิด 19 ทำให้ให้มีผู้ติดเชื้อน้อยลงตามลำดับ ขณะนี้ได้จัดสรรทรัพยากรให้ลงถึงพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นจังหวัดตะเข็บชายแดนประเทศเพื่อนบ้านที่มีการระบาดของโรค ทั้งเครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจหาเชื้อ รวมทั้งเร่งรัดเบิกจ่ายค่าเสี่ยงภัยเป็นขวัญกำลังใจบุคลากร และงบประมาณที่จำเป็นสำหรับใช้ในช่วงสถานการณ์ดังกล่าว &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77418</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, นพ.ธเนศ ดุสิตสุนทรกุล, นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์, ระบาดระลอก2, วิฑูรย์ อนันกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200914/image_big_5f5f4fcd43bce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77059</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2020 16:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2020 16:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอสุขุม&quot; เผยโควิดรอบ 2 มาได้ตลอดเวลา ทำให้สธ.ต้องเตรียมเพิ่มทีมสอบสวนโรค3-5เท่า </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.ย.63- &amp;nbsp;ที่โรงแรมริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี นพ. สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ปาฐกถาพิเศษเรื่อง &amp;ldquo;อนาคตสาธารณสุขไทย หลังโควิด 19&amp;rdquo; ในพิธีปิดการประชุมวิชาการกระทรวงสาธารณสุข ประจำปี 2563 ว่า ประเทศไทยมีการเตรียมความพร้อมรับมือกับโรคระบาดมาตั้งแต่กรณีเกิดโรคซาร์ส ทำให้เมื่อเกิดโรคโควิด 19 เราบริหารจัดการสถานการณ์ด้วยการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วนรวมถึงประชาชน อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งคิดว่าเราปลอดภัย เพราะอาจเกิดการระบาดระลอก 2 ได้เสมอ เนื่องจากอาจมีผู้ติดเชื้ออยู่ในประเทศ และการลักลอบเข้าประเทศตามแนวชายแดน แต่กระทรวงสาธารณสุขพร้อมจะดูแลพี่น้องคนไทยให้ปลอดภัย มีการตั้งปราการป้องกันผู้ป่วยจากต่างประเทศ มี State quarantine ดูแลผู้เข้าประเทศ ขณะที่กรมควบคุมโรคได้กระจายทีมลงไปตรวจค้นหาผู้ติดเชื้อในประเทศ และผู้ป่วยจากต่างประเทศที่อาจมีการลักลอบเข้าประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;นพ. สุขุมกล่าวว่า ประเด็นสำคัญคือ ยังต้องคงมาตรการด้านสาธารณสุขและชีวิตวิถีใหม่ สวมหน้ากากผ้า/หน้ากากอนามัย ล้างมือ เว้นระยะห่าง ลดความแออัด ซึ่งจะทำให้สามารถควบคุมการระบาดได้ หากมีผู้ป่วยรายใหม่ไม่เกินวันละ 50-100 รายศักยภาพของระบบสาธารณสุขจะสามารถรองรับได้ รวมถึงต้องมีการจัดการความเสี่ยง เพื่อให้สถานการณ์กลับมาอยู่ในระดับที่ไม่มีผู้ป่วยหรือมีผู้ป่วยในวงจำกัด โดยต้องเน้นการดำเนินงานทั้งการป้องกัน ค้นหา รักษา และควบคุม โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่หากติดเชื้อจะมีอาการรุนแรง เพิ่มศักยภาพให้ตรวจวินิจฉัยและรักษาพยาบาลได้มากขึ้น เพิ่มจำนวนทีมสอบสวนโรคอีก 3-5 เท่า ซักซ้อมศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน เพื่อตอบโต้ภาวะฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว พัฒนาระบบบัญชาการเหตุการณ์ทั้งส่วนกลางและภูมิภาค ระบบการจัดการข่าวสารและการสื่อสารความเสี่ยง ยกระดับการป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล มีระบบสำรองเวชภัณฑ์อย่างเหมาะสม การใช้อุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อส่วนบุคคลอย่างเหมาะสม ออกแบบแผนกหอผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยนอก (OPD) เพื่อลดโอกาสสัมผัสเชื้อ ลดความแออัดในโรงพยาบาล นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเสริมศักยภาพ และยกระดับห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ทั้งนี้ ภายในงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขยังได้มอบโล่รางวัลผลงานวิชาการ R2R ดีเด่น หรือการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย จำนวน 55 รางวัล มอบโล่รางวัลบูธนิทรรศการดีเด่นระดับกรมและเขตสุขภาพ 6 รางวัล&amp;nbsp;
มอบโล่รางวัลนวัตกรรม Green &amp;amp; Clean Hospital ระดับประเทศ จำนวน 11 รางวัล โดยการประชุมวิชาการกระทรวงสาธารณสุขตั้งแต่วันที่ 8-10 กันยายน 2563 มีผู้เข้าร่วมงานรวม 2,500 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77059</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สธ., #โควิด-19, ทีมสอบสวนโรค, นพ.สุขุม กาญจนพิมาย, ระบาดระลอก2</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200910/image_big_5f59f3bca33e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75153</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2020 18:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2020 18:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอยง&quot;ชี้ไทยมีโอกาสเจอระบาดระลอก 2 แน่ เหตุทั่วโลกยังป่วน อาจป่วยสูงถึง 50 ล้าน  ย้ำการ์ดอย่าตก .</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
21ส.ค.63-ที่ศูนย์ปฏิบัติการด้านข่าวโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี &amp;nbsp;ศาสตราจารย์นายแพทย์ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า &amp;nbsp; ที่ผ่านมาประเทศไทยสามารถควบคุมการระบาดของโรคโควิด 19 ได้ดีมาก เป็น 1 ใน 7 ประเทศที่องค์การอนามัยโลกให้ความชื่นชมการควบคุมการระบาดแต่ละประเทศมีนโยบายการบริหารจัดการ การควบคุมโรคไม่เหมือนกัน ประเทศไทยมีความร่วมมือที่ดีจากทุกภาคส่วนทำให้ควบคุมโรค ไม่พบการติดเชื้อภายในประเทศนานกว่า 85 วันแล้ว ผู้ป่วยที่พบมาจากต่างประเทศและกักตัวสังเกตอาการใน State quarantine&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีโอกาสพบการระบาดได้ เนื่องจากสถานการณ์ผู้ติดเชื้อทั่วโลกยังมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ย 4 วัน ต่อ 1 ล้านราย และคาดการณ์ว่าภายในสิ้นปี 2563 อาจพบผู้ป่วยทั่วโลกสูงถึง 50 ล้านคน และมีเสียชีวิตถึง 1.5 ล้านคน แต่ขณะนี้ระบบสาธารณสุขของเรามีความพร้อม จากประสบการณ์ที่เคยมีผู้ติดเชื้อสูงถึงวันละ 100 กว่าราย ก็สามารถรับมือได้ ที่สำคัญผู้ติดเชื้อ 100 คน จะมีผู้ที่มีอาการมากเพียง 20 คน ในจำนวนนี้ มีเพียง 3-5 คนที่มีอาการวิกฤต ต้องเข้า ICU นอกจากนี้ ต่อไปยังมียารักษาโรค และวัคซีนที่มีอย่างน้อย 6 ชนิด อยู่ในขั้นตอนการทดลองระยะ 3 คาดว่าจะสามารถผลิตได้ในสิ้นปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับกรณีพบหญิงไทยเดินทางจากต่างประเทศ และตรวจพบเชื้อหลังกลับเข้าไทย 75 วัน และ 50 วันนั้น เป็นร่องรอยที่บ่งบอกว่าเคยติดเชื้อจริง แต่ที่พบเป็นชิ้นส่วนไวรัสที่มีปริมาณน้อยมาก ไม่สามารถแพร่เชื้อได้ แต่เพื่อความปลอดภัยกระทรวงสาธารณสุขได้ส่งทีมสอบสวนผู้สัมผัสอย่างรวดเร็ว ผลตรวจขณะนี้ไม่พบผู้ติดเชื้อ &amp;nbsp;เรามีหลักฐานยืนยันในผู้ที่หายป่วยตั้งแต่ 35 วัน จนถึง 105 วัน และมาบริจาคพลาสมาให้กับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย และการศึกษาร่วมกับกทม. จำนวน 217 คน พบว่า 13 คน ตรวจพบชิ้นส่วนไวรัสและผู้ที่สัมผัสกับคนเหล่านี้ ไม่มีใครติดเชื้อเลย และขอเชิญชวนให้ผู้ติดเชื้อที่เดินทางกลับจากต่างประเทศที่หายแล้ว มาร่วมกันบริจาคพลาสมา ขณะนี้มีแล้ว 300 หน่วย รักษาได้ร่วม 300 คน เก็บได้นาน 1 ปี จะช่วยลดอัตราการตายได้หากให้ตั้งแต่ระยะแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ศ.นพ.ยงกล่าวต่อว่า การระบาดระลอก 2 หมายถึงมีการแพร่กระจายเชื้อภายในประเทศ และติดเชื้อมากกว่า 3 คนขึ้นไป และเป็นกลุ่มก้อน แต่หากมีผู้ติดเชื้อภายในประเทศเพียง 1 ราย จะไม่ถือว่าเป็นการระบาด เป็นเพียงการพบผู้ป่วยรายใหม่เท่านั้น สำหรับประเด็นการกลายพันธุ์ เป็นเรื่องของวิวัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด รวมถึงเชื้อโควิด 19 ด้วย ซึ่งสายพันธุ์ไม่ได้บ่งบอกถึงความรุนแรงของโรค และไม่ได้บอกว่าวัคซีนจะช่วยป้องกันไม่ได้ แต่มีประโยชน์ในทางระบาดวิทยาที่จะบอกถึงต้นตอถิ่นกำเนิดว่ามาจากแหล่งเดียวกันหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การต่อสู้ครั้งนี้จะประสบความสำเร็จดีมาก ทุกคนต้องช่วยกัน ทั้งรัฐ เอกชน ประชาชนต้องรักษาระเบียบวินัย รณรงค์ให้ล้างมืออย่างน้อย 20 วินาที หรือการใช้เจลแอลกอฮอล์ &amp;nbsp;ป้องกันเขาป้องกันเรา ด้วยการสวมหน้ากากผ้า/หน้ากากอนามัย เมื่อออกจากบ้านและเข้าในที่ชุมชน รวมถึงการรักษาระยะห่าง ไม่อยากเห็นการรวมคนหมู่มาก หากทำได้จะช่วยลดการแพร่กระจายและลดการแพร่ระบาดของโรคได้ ขอให้อดทนถ้าคนไทยร่วมมือกัน เราจะผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน&amp;rdquo; ศ.นพ.ยงกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75153</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ระบาดระลอก2, หมอยง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200821/image_big_5f3fae56760ab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71258</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/07/2020 07:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/07/2020 07:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอยง&#039;เตือนสายพันธุ์Gระบาดทั่วโลก แพร่เชื้อง่ายมาก แนะป้องโควิดรอบ2ในไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ค. 63 - ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ในหัวข้อ &amp;quot;โควิด-19 แพร่กระจายโรคได้ง่ายขึ้น&amp;quot; ว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ปีการศึกษาและเผยแพร่ในวารสาร cell มีข้อมูลที่น่าสนใจ แต่เดิมสายพันธุ์ของ โควิด-19 เริ่มต้นจากประเทศจีนเป็นสายพันธุ์ S และสายพันธุ์ L&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สายพันธุ์ L แพร่กระจายได้ง่ายในนอกประเทศจีน แต่สายพันธุ์ที่ระบาดในประเทศไทยใน wave แรก เป็นสายพันธุ์ S มีลักษณะจำเพาะ ในตำแหน่ง 829 บน spike โปรตีน หรือหนามแหลมที่ยื่นออกมา มีการเปลี่ยนแปลงเป็น Threonine (T829) เลยอยากเรียกว่าเป็นสายพันธุ์ T&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สายพันธุ์ T เป็น ลูกสายพันธุ์ S ตอนนี้น่าจะหมดไปแล้ว เพราะเกิดเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น สายพันธุ์ L&amp;nbsp; เมื่อไประบาดนอกประเทศ โดยเฉพาะในยุโรป ได้ออกลูกหลาน เป็นสายพันธุ์ G และ V&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสายพันธุ์ G&amp;nbsp; มีการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่ง 614 บนหนามแหลมที่ยื่นออกมา (spike) โดยเปลี่ยนแปลงจาก Aspartate (D)&amp;nbsp; ไปเป็น Glycine (G) หรือเรียกว่าสายพันธุ์ G614&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สายพันธุ์ G นี้แพร่กระจายได้ง่ายมาก ออกลูกหลานมาเป็น สายพันธุ์ GH และ GR&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่าสายพันธุ์ G นี้ แพร่ระบาดได้ง่าย (ในวารสาร cell) เพราะพบว่าผู้ที่ติดเชื้อสายพันธุ์ G จะมีปริมาณเชื้อที่ลำคอค่อนข้างมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่นได้ง่าย ทำให้ระบาดได้ง่ายกว่าสายพันธุ์อื่น แต่สายพันธุ์ G นี้ไม่ได้ทำให้โรครุนแรงขึ้น ยังคงเหมือนเดิม เพียงทำให้มีการแพร่กระจายไปทั่วโลกได้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นขณะนี้สายพันธุ์ที่แพร่ระบาดใหญ่ทั่วโลก จึงเป็นสายพันธุ์ G มากที่สุด สายพันธุ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศและมาตรวจพบ ใน state quarantine ของประเทศไทย จึงมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นสายพันธุ์ G&amp;nbsp; แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเชื่อว่าถ้ามีการระบาดในระลอก 2&amp;nbsp; สายพันธุ์ที่จะระบาดจะต้องเป็นสายพันธุ์ G&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ย้อนกลับมาจากประเทศทางตะวันตก และในเอเชียอยู่ขณะนี้ ไม่น่าจะเป็นสายพันธุ์ S ที่เคยระบาดอยู่ในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้ทางศูนย์ ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากสำนักงานควบคุมโรคเขตเมือง สปคม&amp;nbsp; ในการศึกษาสายพันธุ์ที่พบอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะที่อยู่ใน state quarantine เพื่อเก็บไว้เป็นข้อมูลพื้นฐาน และถ้ามีการระบาดเกิดขึ้นในประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราก็สามารถศึกษาย้อนกลับ ว่าสายพันธุ์ที่ระบาดน่าจะมาจากประเทศใด ในการศึกษานี้เราจะดูตำแหน่ง ที่มีการเปลี่ยนแปลงของไวรัสทั้งหมด 6 ตำแหน่ง ทำได้ไม่ยากและรวดเร็ว เพื่อเก็บไว้เป็นข้อมูลสำหรับประเทศไทยต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าสายพันธุ์ G&amp;nbsp; แพร่ได้ง่ายกว่าสายพันธุ์ S ตามที่ได้มีการศึกษาไว้ การระบาดระลอก&amp;nbsp; 2&amp;nbsp; ก็จะต้องป้องกันอย่างเต็มที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามสายพันธุ์ที่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงของโรค เป็นการติดตามการระบาดวิทยา และเกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดโรคได้ง่ายหรือยาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะสายพันธุ์ G&amp;nbsp; เจริญเติบโตได้ดีในทางเดินหายใจจึงมีปริมาณไวรัสมากกว่า&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71258</URL_LINK>
                <HASHTAG>ระบาดระลอก2, สายพันธุ์G, หมอยง, แพร่ระบาดได้ง่าย, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200608/image_big_5edd89e61feb9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70762</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2020 14:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/07/2020 14:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอแก้ว&quot;ตัดพ้อคนไทย ไม่กลัวโควิดแล้ว แถมยังมีพฤติกรรมเชิญชวนให้กลับมาระบาดอีก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7ก.ค.63-นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ &amp;nbsp;รองอธิบดีกรมควบคุมโรค โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งนับเป็นการตัดพ้อ ที่คนไทยการ์ดเริ่มตก ในการป้องกันไวรัสโควิด-19 ความว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถาม: &amp;nbsp;คนไทยรู้มั้ยว่าเรามีโอกาสที่โควิด จะกลับมาระบาดอีก
ตอบ: รู้
.
ถาม: คนไทยกลัวมั้ย ถ้าโควิด จะกลับมาระบาดอีก
ตอบ: รู้สึกว่าคนไทยจะไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่นะ สังเกตได้จากการปฏิบัติตัว
.&amp;nbsp;
ถาม: เมืองไทยพร้อมแล้วยังถ้าโควิดจะกลับมาระบาดอีก
ตอบ: พร้อมแล้วครับ
.&amp;nbsp;
ถาม: ดูได้จากอะไร
ตอบ: &amp;nbsp;ดูจากการที่คนไทยทุกคนช่วยกันทำให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงขึ้น
ร้านค้าไม่คัดกรอง
ร้านค้าให้ความสำคัญกับเงินมากกว่าการป้องกัน
ร้านค้าไม่ใส่ใจที่จะไม่ยอมให้คนไม่ใส่หน้ากากเข้าร้าน
ร้านค้าไม่ยอมบอกให้ลูกค้าใส่หน้ากาก
ลูกค้าก็มีความสุขที่จะไม่ต้องใส่หน้ากาก
.
โควิดจะกลับมาอีกหรือไม่ล้วนขึ้นอยู่กับคนไทย
และผมก็รู้สึกว่า
คนไทยไม่กลัวโควิดแล้ว และ
อยากให้มันกลับมาอีก
ทั้งยังเชิญชวนให้มันกลับมาระบาดอีกด้วย
.
สำหรับผม ผมคิดว่าเหล่านี้ล้วนเป็นความคิดและการกระทำที่น่ากลัวมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อยากให้คนไทยเที่ยว และกลับมาช่วยกันดูแลธุรกิจของทุกคนให้สามารถพอเดินไปได้.....อย่างมีสติ
.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70762</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ธนรักษ์ ผลิพัฒน์, ระบาดระลอก2</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200428/image_big_5ea81f78637cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67803</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2020 10:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2020 14:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอธีระวัฒน์&quot;แนะ 3 ขั้นตอนรับมือระบาดระลอก 2 เน้นตรวจภูมิคุ้มกันกลุ่มเสี่ยงไม่แสดงอาการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 มิ.ย.63-ศ.นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได่โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก &amp;quot; Thiravat Hemachudha&amp;quot; เกี่ยวกับการรับมือการระบาดโควิดระลอก 2 ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ขั้นตอน&amp;rdquo; เตรียมการป้องกันโควิด-19 ระลอก 2&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การประเมินความเสี่ยงที่จะมีการติด &amp;ndash; แพร่ &amp;ndash; จนถึงระบาด&amp;hellip;หรือไม่?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ. นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา
ดร. ภก. อนันต์ชัย อัศวเมฆิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรักษาวินัย เพื่อป้องกันไม่ให้มีการติดเชื้อและการแพร่กระจายเชื้อระหว่างบุคคลจนเป็นลูกโซ่ พร้อมด้วยศักยภาพในการการประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็วและทันถ่วงที โดยต้อง&amp;hellip;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1. สามารถระบุยืนยันตัวและกักตัวผู้ติดเชื้อที่มีอาการได้อย่างครบถ้วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งที่มีอาการแบบปกติ (ไข้ ไอ อ่อนเพลีย) และไม่ปกติ เช่น แสดงอาการออกไปทางระบบอื่น รวมถึงผู้ที่มีความเสี่ยงสูงและทำงานให้บริการสาธารณะ เช่น คนขับรถประจำทาง ซึ่งมีโอกาสติดเชื้อและแพร่กระจายเชื้อต่อได้สูง แนะนำการตรวจแยงจมูกด้วยวิธี PCR&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. การตรวจคัดกรอง (Screening)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจมีความจำเป็นอย่างยิ่ง แม้บุคคลนั้นๆ จะไม่มีการแสดงอาการผิดปกติใดๆ ก็ตาม แต่ก็มีโอกาสที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมในพื้นที่จำกัดหรือมีผู้คนอยู่ด้วยกันจำนวนมากเป็นเวลาหลายชั่วโมง เช่น สถานศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในกรณีเช่นนี้ บุคคลดังกล่าวจะต้องระวังตัวสูงสุด 4 วันก่อนหน้า ที่จะทำกิจกรรม เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้รับเชื้อเข้ามา และ ณ วันที่ทำกิจกรรม บุคคลนั้นจะต้องได้รับการประเมินสถานะการติดเชื้อก่อน (นั่นคือ มีการติดเชื้อมาก่อนหน้า 4 วันนี้หรือนานกว่านั้นหรือไม่) ด้วยการ &amp;ldquo;เจาะเลือดตรวจภูมิคุ้มกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เนื่องจากภูมิคุ้มกันลำดับที่หนึ่ง ที่เรียกว่า IgM จะปรากฎตัวขึ้นหลังจากการติดเชื้อแล้วประมาณ 4-6 วัน โดยถ้าตรวจพบ IgM แล้ว บุคคลนั้นจะต้องเฝ้าระวังต่อไปว่าอาการจะรุนแรงหรือไม่ ซึ่งช่วงนี้จะเป็นช่วงที่สามารถแพร่กระจายเชื้อได้มาก ดังนั้นจึงควรได้รับการตรวจยืนยันด้วยวิธีแยงจมูก (PCR) ด้วย และจะต้องถูกกักตัว 14 วันเพื่อยืนยันว่า จะไม่มีการแพร่กระจายเชื้อต่อ แล้วจึงสามารถกักตัวที่บ้านต่ออีก 14 วัน เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีเชื้อกระจายออกมาอีก
ในกรณีที่เจาะเลือด แล้วผลออกมาเป็นภูมิคุ้มกันลำดับที่สองที่เรียกว่า IgG แสดงว่ามีการติดเชื้อมาแล้วระยะหนึ่ง อย่างน้อย 12-14 วัน แม้ว่าความเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตจะน้อยกว่า แต่ยังสามารถแพร่กระจายเชื้อได้ ในกรณีนี้ อาจจำเป็นต้องให้กักตัวที่บ้านเพื่อเฝ้าระวังการแพร่เชื้อ 14 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลักษณะของภูมิลำดับที่สองนี้เป็นภูมิที่สำคัญ ควรมีการตรวจหาว่า ภูมิ IgG นี้มีความสามารถในการยับยั้งเชื้อ (Neutralizing antibody) ได้มากน้อยเพียงใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ ยังไม่มีการศึกษาบอกว่าภูมินี้จะอยู่ได้นานเพียงใด และ &amp;ldquo;ระบบภูมิคุ้มกันความจำ&amp;rdquo; (Memory immune) ของร่างกายจะทำงานได้ดีเพียงใด ซี่งถ้าระบบภูมิคุ้มกันความจำทำงานได้ดี แม้ว่าจะมีการติดเชื้อซ้ำ ร่างกายก็จะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันมาสู้กับไวรัสได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลักษณะของการตรวจเช่นนี้ อาจต้องมีการประเมินเป็นระยะ เพื่อสะท้อนให้เห็นระบบและระเบียบวินัยในการป้องกันโรคว่ายังคงเข้มแข็งอยู่หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. การประเมินภาพรวมทั้งประเทศว่ามีการติดเชื้อมากมายเพียงใดแล้วซึ่งเป็นประโยชน์ในการวางแผนการฉีดวัคซีนในคนที่ไม่เคยมีประวัติการติดเชื้อมาก่อน ด้วยวิธีการเจาะเลือดตรวจหาภูมิคุ้มกัน หรือใช้วิธีแยงจมูก 10 คนและตรวจผลเพียงครั้งเดียว (Sample pooling PCR) เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายด้วยกรณีที่การติดเชื้อที่กำลังแพร่ อยู่ในระดับไม่สูงมาก ประมาณ 1-2%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(คณะทำงาน ศูนย์โรคติดต่ออุบัติใหม่คณะแพทยศาสตร์สภากาชาดไทยโรงพยาบาลจุฬา . วารสาร j Med Virol 2020 )&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;https://www.thunkhaochannel.com/news01030663/&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67803</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, การตรวจคัดกรองโควิด, ตรวจหาภูมิคุ้มกัน, นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา, ระบาดระลอก2</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190116/image_big_5c3e9bbd237d0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67557</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2020 18:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2020 18:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอแก้ว&quot; ย้ำการระบาดโควิดในไทยยังเป็นระยะที่ 1 แต่ถ้าขะล่าใจการ์ดตกวูบ อาจเกิดระลอก 2 หรือระดับวิกฤต  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1 มิ.ย.63- ที่ศูนย์ปฏิบัติการด้านข่าวโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค นพ.บัญชา ค้าของ รองอธิบดีกรมอนามัย แถลงข่าว กิจกรรมและมาตรการผ่อนคลายระยะที่ 3 ว่า ประเทศไทยไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ถ้าเราเผลอ มีการรวมตัวกันของผู้คนเป็นจำนวนมากและมีผู้ป่วยหลุดเข้าไป ก็จะมีโอกาสกลับมาพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นได้อีก โดยสถานการณ์การแพร่ระบาดแบ่งเป็น 3 ระยะ ระยะแรกก็คือระยะที่โรคยังมีการแพร่ระบาดแบ่งเป็น 3 ระดับ ระดับที่ 1 ไม่มีผู้ป่วยหรือมีผู้ป่วยในวงจำกัด ระดับ 2 การแพร่ระบาดต่อเนื่อง และระดับ 3 การแพร่ระบาดระดับวิกฤติ ระยะที่ 2 คือ หลังจากที่สามารถสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคได้ด้วยวัคซีน ระยะที่ 3 ระยะฟื้นฟู เตรียมความพร้อมสำหรับการระบาดของโรคใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ขณะนี้ไทยยังอยู่ในระยะที่ 1 คือระยะที่โรคนี้ยังมีการแพร่ระบาดในระดับต่ำสุด บางจังหวัดไม่เคยพบโรคนี้ บางจังหวัดพบในระดับต่ำมากๆ แต่หากเราหย่อนการป้องกันตัวเอง จะมีโอกาสที่จะเริ่มมีการแพร่ระบาดต่อเนื่อง และหากไม่ระวังและควบคุมโรคไม่ดี ก็จะมีโอกาสแพร่ระบาดในระดับวิกฤติ มีผู้ป่วยมากกว่าจำนวนเตียงโรงพยาบาล ซึ่งพิจารณาสถานการณ์ในระยะต่อไปจะพิจารณาเป็นรายจังหวัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ในการผ่อนปรนมาตรการทางสังคมภาคบังคับจะต้องไม่เพิ่มความเสี่ยงการแพร่ระบาด โดยดำเนินการใน 3 มาตรการเพื่อให้สถานการณ์โรคอยู่ระดับต่ำต่อไป คือ มาตรการทางสาธารณสุข ได้แก่ การป้องกัน ค้นหา รักษา และควบคุม ในส่วนของการค้นหา กระทรวงสาธารณสุขยังคงให้ความสำคัญกับการค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก แม้ว่าช่วงหลังผู้ป่วยน้อยลงแต่จำนวนตัวอย่างที่ตรวจไม่ได้น้อยลง ในสัปดาห์ที่ผ่านมาตรวจได้ 45,076 ตัวอย่าง รวมสะสมตรวจได้ 400,000 กว่าตัวอย่าง และยังเฝ้าระวังโรคในพื้นที่เฉพาะกับประชากรกลุ่มเสี่ยงอีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
มาตรการระดับบุคคล ยังขอความร่วมมือให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็น กลุ่มเสี่ยงพักอยู่กับบ้าน หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้อื่น หลีกเลี่ยงการพบปะหรือการชุมนุมกันเป็นกลุ่มก้อน ที่สำคัญคือสวมหน้ากากทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน ไม่ใส่เฟซชิลด์โดยไม่สวมหน้ากาก และหมั่นล้างมือบ่อยๆ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่วนมาตรการระดับองค์กร ขอความร่วมมือผู้บริหารองค์กรต่าง ๆ รักษาระดับความเข้มขนของมาตรการต่อไป ทั้งการทำงานที่บ้าน เหลื่อมเวลาการทำงาน ธุรกรรมออนไลน์ ลดแออัดในที่ทำงาน ดูแลระบบระบายอากาศ ปรับระบบงาน เช่น การคัดกรองพนักงาน ประชุมออนไลน์ รวมถึงส่งเสริมให้พนักงาน ลูกค้า และผู้ที่มาติดต่อสวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย และล้างมือบ่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.บัญชา ค้าของ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ข้อมูลสำคัญ 3 ส่วนที่จะบ่งบอกความเสี่ยงการระบาดในระลอก 2 หลังจากการผ่อนคลายคือ ข้อมูลของพฤติกรรมประชาชน ข้อมูลการปฏิบัติของผู้ประกอบการ และข้อมูลการควบคุมโรคโควิด 19 ในประเทศไทย หากข้อมูลการปฏิบัติส่วนหนึ่งส่วนใดทำได้ไม่ดีจะเริ่มมีความเสี่ยง ซึ่งจากการสำรวจพฤติกรรมประชาชนในช่วงเดือนเมษายน พบประชาชนสวมหน้ากากลดลงเหลือร้อยละ 84 ส่วนข้อมูลสถานประกอบการกว่า 40,000 แห่งที่ลงทะเบียนเข้าร่วมประเมินมาตรฐานกรมอนามัย Thai Stop Covid ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 79 และข้อมูลการควบคุมโรคโควิด 19 ในประเทศไทย อาทิ ยังงดการเดินทางเข้าประเทศ คนไทยที่กลับจากต่างประเทศต้องกักตัวในสถานที่รัฐจัดไว้ ความเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดได้ ในวันที่ 1 กรกฎาคมจะเปิดภาคเรียน หากพ่อแม่ไปรวมกลุ่มสังสรรค์ในสถานประกอบกิจการต่างๆ อาจแพร่เชื้อไปสู่ลูก และจากลูกไปสู่โรงเรียนและครอบครัวอื่น ๆ ที่น่าห่วงคือผู้สูงอายุที่ติดจากเด็กซึ่งส่วนใหญ่มีอาการน้อยหรือไม่แสดงอาการ ดังนั้น ประเทศไทยคลายล็อคสำเร็จหรือไม่ ขึ้นกับวินัยใหม่ของคนไทยทุกคนร่วมกันป้องกันไม่ให้โรคแพร่กระจายในกิจการ บ้าน และโรงเรียน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67557</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, การ์ดอย่าตก, ผ่อนปรนคลายล๋อก, ระบาดระลอก2</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200601/image_big_5ed4e807419e7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
