<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116285</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2021 16:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2021 15:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสก.3 จ.ระยอง ขยายผลสร้างเครือข่ายศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ภาคตะวันออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สสก.3 จ.ระยองเดินหน้าขยายผล เฝ้าระวัง ป้องกัน และจัดการแมลงศัตรูพืชอย่างเป็นระบบ เปิดแนวทางการบริหารจัดการแบบเข้าถึงจากนักส่งเสริมสู่เกษตรกร จัดตั้ง ศจช. 236 ศูนย์ ครอบคลุมพื้นที่ 9 จังหวัดภาคตะวันออก ภายใต้แนวคิด ชุมชนจะเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ต้องปฎิบัติโดยเกษตรกรเพื่อเกษตรกร &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายปิยะ สมัครพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ( สสก. 3 ) เปิดเผยว่า&amp;nbsp;จากสถานการณ์การระบาดของศัตรูพืชในปัจจุบันมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทั้งชนิด และปริมาณ และมีการแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ยากต่อการป้องกันและกำจัด ซึ่งการระบาดของศัตรูพืชเหล่านี้สร้างความเสียหายให้กับผลผลิตทางการเกษตร เป็นจำนวนมาก &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เกษตรกรต้องสูญเสียโอกาสที่จะมีรายได้จากการขายผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ กรมส่งเสริมการเกษตร จึงส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการจัดตั้งศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) เพื่อลดความเสี่ยงของการระบาดศัตรูพืชแก่เกษตรกร ทั้งเป็นจุดเฝ้าระวังและแจ้งเตือนการระบาดของศัตรูพืช ให้มีการจัดตั้ง ศจช. ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อเป็นศูนย์กลางการป้องกันกำจัดศัตรูพืช และถ่ายทอดความรู้ เทคโนโลยีด้านการจัดการศัตรูพืชอย่างถูกต้องเหมาะสม ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;ชุมชนจะเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ต้องปฏิบัติโดยเกษตรกรเพื่อเกษตรกร&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ในพื้นที่ความรับผิดชอบของ สสก.3 จ.ระยอง นั้นได้มีการจัดตั้งศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) ขึ้นซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อจัดการศัตรูพืชในพื้นที่ของตนเองและชุมชน โดยสมาชิกศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนจะได้รับการถ่ายทอดความรู้จากเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร และนำความรู้ไปดำเนินการจัดการศัตรูพืชด้วยตนเอง ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรจะใช้ ศจช. เป็นกลไกและเครือข่ายของการจัดการศัตรูพืช ในการแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรจากการระบาดของศัตรูพืชและเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเกษตรกร ชุมชน และท้องถิ่น เพื่อให้สามารถจัดการศัตรูพืชได้ด้วยตนเอง อย่างครบวงจรและยั่งยืน&amp;rdquo; นายปิยะ สมัครพงศ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ( สสก. 3 ) เปิดเผยเพิ่มเติมด้วยว่าจะมีการใช้เทคโนโลยีการควบคุมศัตรูพืชที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาใช้ ซึ่งจะนำไปสู่ความเข้มแข็งในอาชีพเกษตรกรรม และรักษาสมดุลของระบบนิเวศทางการเกษตร พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดีขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง เป็นหน่วยปฏิบัติการขับเคลื่อน ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ในการเชื่อมโยงเครือข่ายการดำเนินงานด้านการจัดการศัตรูพืช เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์การระบาดของศัตรูพืชในระดับภูมิภาค เชื่อมโยงเครือข่ายในการดำเนินงาน 9 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ระยอง สมุทรปราการ สระแก้ว และจังหวัดตราด ซึ่งมีการจัดตั้ง ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) ทั้งหมดกว่า 236 ศูนย์ โดยล่าสุดทางกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สสก.3 จ.ระยอง &amp;nbsp;ได้ดำเนินการสัมมนาเครือข่ายคณะกรรมการศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ระดับเขต ปี 2564 ขึ้นในระหว่างวันที่ 26 &amp;ndash; 27 สิงหาคม 2564&amp;nbsp; ที่ผ่านมา โดยผ่านระบบออนไลน์ (Zoom Meeting) เพื่อสรุปผล พร้อมทบทวนการดำเนินงานการพัฒนา และขับเคลื่อนศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน และแลกเปลี่ยนความรู้ มีการเชื่อมโยงเครือข่ายการดำเนินงานด้านการจัดการศัตรูพืช และเครือข่ายการเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์การระบาดของศัตรูพืชในระดับภูมิภาค และให้สมาชิก ศจช. ตลอดถึงเจ้าหน้าที่ ได้มีการสื่อสารระหว่างกันแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านอารักขาพืช ทำให้เกิดเครือข่าย ศจช. ที่มีการเชื่อมโยงการติดต่อสื่อสารในระดับภูมิภาคที่ชัดเจน ทั้งนี้เพื่อการเฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์การระบาดของศัตรูพืชที่มีประสิทธิภาพในระดับภูมิภาค &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เป็นการติดอาวุธ เสริมความรู้เรื่องการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน (Integrate Pest Management : IPM) และโรคแมลงศัตรูพืชสำคัญและการป้องกันกำจัด โดย อาจารย์สุเทพ สหายา ผู้ที่มีความชำนาญเฉพาะด้านการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน สารป้องกัน กำจัดแมลงและไรศัตรูพืช ซึ่งผลการสัมมนาเครือข่าย ศจช. ระดับเขต ปี 2564 ครั้งนี้ ได้ช่วยให้ผู้เข้าร่วมสัมมนา ฯ ได้รับความรู้และร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ถึงวิธีการป้องกัน เทคนิควิธีการกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน รวมถึงการวินิจฉัยโรคพืช&amp;rdquo; นายปิยะ สมัครพงศ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้พืชที่วิทยากรนำมาประกอบการบรรยายในการสัมมนาครั้งนี้ประกอบด้วย&amp;nbsp; ไม้ผล ไม้ยืนต้น ข้าวและพืชผัก เช่นทุเรียน มะม่วง มะพร้าว ข้าว พืชผัก มันสำปะหลัง และลำไย ฯลฯ ซึ่งเป็นพืชที่มีการปลูกกันมากในพื้นที่ภาคตะวันออก และมีจำนวนหนึ่งที่เป็นแปลงพยากรณ์แมลงศัตรูพืชของ ศจช. นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนผลการดำเนินงาน และแนวทางการพัฒนา ศจช. เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนในระดับเขตขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดการเชื่อมโยงการทำงาน ตลอดถึงการกำหนดแผนการพัฒนา ศจช. พื้นที่ภาคตะวันออกร่วมกันต่อไปอีกด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116285</URL_LINK>
                <HASHTAG>Integrate Pest Management : IPM, กรมส่งเสริมการเกษตร, การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน, จัดการแมลงศัตรูพืช, นักส่งเสริม, นายปิยะ สมัครพงศ์, ระยอง, ศจช. 236 ศูนย์, ศัตรูพืช, ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.), สสก.3, สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3, อาจารย์สุเทพ สหายา, เกษตรกร, เดินหน้าขยายผล, เฝ้าระวัง ป้องกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210910/image_big_613b2090c64c1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115287</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2021 14:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2021 14:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทม.ยังหนักต่อเนื่องติดเชื้อ 3,732 ราย &#039;ระยอง-อยุธยา&#039; พุ่งไม่หยุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ก.ย.64 - พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์ตอนหนึ่งว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่&amp;nbsp;14,802&amp;nbsp;ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ&amp;nbsp;14,580&amp;nbsp;ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ&amp;nbsp;12,892&amp;nbsp;ราย มาจากการค้นหาเชิงรุก&amp;nbsp;&amp;nbsp;1,688&amp;nbsp;ราย และมาจากเรือนจำ&amp;nbsp;217&amp;nbsp;ราย เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ราย​ ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสมยืนยันตั้งแต่ปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;1,219,531&amp;nbsp;ราย หายป่วยเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;18,996&amp;nbsp;ราย​ ทำให้มียอดหายป่วยสะสมตั้งแต่ปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;1,040,768&amp;nbsp;ราย อยู่ระหว่างรักษา&amp;nbsp;166,922&amp;nbsp;ราย อาการหนัก&amp;nbsp;4,917&amp;nbsp;ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ&amp;nbsp;1,040&amp;nbsp;ราย​&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เสียชีวิตเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;252&amp;nbsp;ราย เป็นชาย&amp;nbsp;130&amp;nbsp;ราย หญิง&amp;nbsp;122&amp;nbsp;ราย เป็นผู้เสียชีวิตที่มีอายุ&amp;nbsp;60&amp;nbsp;ปีขึ้นไป&amp;nbsp;166&amp;nbsp;ราย มีโรคเรื้อรัง&amp;nbsp;60&amp;nbsp;ราย เป็นหญิงตั้งครรภ์ 1 ราย โดยพบผู้เสียชีวิตมากสุดใน กทม.&amp;nbsp;80&amp;nbsp;ราย ทำให้มียอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;11,841&amp;nbsp;ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนยอดผู้ได้รับวัคซีนของประเทศไทยเมื่อวันที่&amp;nbsp;31&amp;nbsp;ส.ค. มีการฉีดวัคซีนเพิ่มเติม&amp;nbsp;828,182&amp;nbsp;โดส รวมยอดฉีดวัคซีนสะสมตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;28&amp;nbsp;ก.พ.&amp;nbsp;&amp;nbsp;มีจำนวนรวมทั้งสิ้น&amp;nbsp;32,600,001&amp;nbsp;โดส ขณะที่สถานการณ์โลก มียอดผู้ติดเชื้อใหม่&amp;nbsp;218,541,072&amp;nbsp;ราย เสียชีวิตสะสม&amp;nbsp;4,533,622&amp;nbsp;ราย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พญ.อภิสมัย กล่าวอีกว่า สำหรับ&amp;nbsp;10&amp;nbsp;จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่สูงสุด วันที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ก.ย. ได้แก่ กทม.&amp;nbsp;3,732&amp;nbsp;ราย สมุทรปราการ 1,284 ราย ชลบุรี 879 ราย สมุทรสาคร 864 ราย ระยอง 547 ราย พระนครศรีอยุธยา 492 ราย ราชบุรี 417 ราย นครราชสีมา 333 ราย ฉะเชิงเทรา 331 ราย นราธิวาส 313 ราย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115287</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., พระนครศรีอยุธยา, ระยอง, ศบค., โควิดวันนี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210901/image_big_612f2c2f256ad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115164</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2021 16:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2021 16:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คปภ. ตั้งศูนย์ช่วยเหลือประกันภัยเหตุน้ำท่วมฉับพลันในชลบุรี สมุทรปราการ และระยอง พบรถเสียหายอื้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ส.ค. 2564 นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีฝนตกหนักในหลายจังหวัดทางภาคตะวันออกของประเทศไทยและเกิดน้ำท่วมฉับพลัน จนสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน บ้านเรือน และรถยนต์ ของประชาชนเป็นจำนวนมากในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ชลบุรี และระยอง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2564 ในเบื้องต้น ได้สั่งการให้สายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ บูรณาการร่วมกับสายส่งเสริมและประกันภัยภูมิภาค สำนักงาน คปภ. ภาค 6 (ชลบุรี) และสำนักงาน คปภ. จังหวัดชลบุรี สำนักงาน คปภ. จังหวัดสมุทรปราการ และสำนักงาน คปภ. จังหวัดระยอง เร่งให้ความช่วยเหลือด้านประกันภัยและสำรวจความเสียหายอย่างเร่งด่วนผ่าน Platform การรายงานข้อมูลกรณีอุบัติภัยกลุ่มหรือรายใหญ่ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ และลงพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกด้านประกันภัยให้กับผู้ได้รับความเสียหาย รวมทั้งติดตามและตรวจสอบข้อมูลด้วยว่าบ้านเรือน รถยนต์ และทรัพย์สินอื่น ๆ ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุน้ำท่วมในครั้งนี้ มีการทำประกันภัยรองรับไว้ หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ได้รับรายงานจากสำนักงาน คปภ. จังหวัดในพื้นที่ที่ได้ตรวจสอบข้อมูลความเสียหายและข้อมูลการทำประกันภัย ณ วันที่ 30 สิงหาคม 2564 พบว่า มีรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์น้ำท่วม เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี และมีประกันภัยคุ้มครอง รวมประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้น 6,642,800 บาท กับ 12 บริษัท ดังนี้ 1) บมจ. วิริยะประกันภัย 3,038,000 บาท 2) บมจ. กรุงเทพประกันภัย 243,300 บาท 3) บมจ. ทิพยประกันภัย 158,500 บาท 4) บมจ. ธนชาตประกันภัย อยู่ระหว่างประเมินความเสียหาย 5) บมจ. โตเกียวมารีนประกันภัย 1,770,000 บาท 6) บมจ. เทเวศประกันภัย 18,000 บาท 7) บมจ. แอกซ่าประกันภัย 1,110,000 บาท 8) บมจ. ไอโออิ กรุงเทพ ประกันภัย 115,000 บาท 9) บมจ. เมืองไทยประกันภัย 40,000 บาท 10) บมจ. แอลเอ็มจี ประกันภัย 90,000 บาท 11) บมจ. กรุงไทยพานิชประกันภัย 30,000 บาท และ 12) บมจ. ไทยศรีประกันภัย&amp;nbsp; 30,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ และมีประกันภัยคุ้มครอง รวมประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้น 2,970,100 บาท กับ 5 บริษัท ดังนี้ 1) บมจ. ทิพยประกันภัย 244,400 บาท 2) บมจ. ไอโออิ กรุงเทพ ประกันภัย 154,000 บาท 3) บมจ. อาคเนย์ประกันภัย 2,497,000 บาท 4) บมจ. กรุงเทพประกันภัย 74,700 บาท และ 5) บมจ. แอลเอ็มจี ประกันภัย อยู่ระหว่างประเมินความเสียหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดระยอง และมีประกันภัยคุ้มครอง รวมประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้น 2,425,000 บาท กับ 5 บริษัท ดังนี้ 1) บมจ. วิริยะประกันภัย 2,150,000 บาท 2) บมจ. ธนชาตประกันภัย 180,000 บาท 3) บมจ.ทิพยประกันภัย 40,000 บาท 4) บมจ. เทเวศประกันภัย 50,000 บาท และ 5) บมจ. นำสินประกันภัย 5,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในส่วนของความเสียหายที่เกี่ยวกับบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย พืชผลทางการเกษตร และทรัพย์สินอื่น ๆ ประชาชนอยู่ระหว่างตรวจสอบความเสียหายและข้อมูลการทำประกันภัย โดยมอบหมายให้สำนักงาน คปภ. ภาค 6 (ชลบุรี) ตั้งศูนย์เฉพาะกิจด้านประกันภัยในพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนในการเคลมประกันน้ำท่วม มีผู้อำนวยการภาคอาวุโส สำนักงาน คปภ. ภาค 6 (ชลบุรี) เป็นหัวหน้าศูนย์เฉพาะกิจฯ หมายเลขโทรศัพท์ 093-129-9462 สำหรับในส่วนเสียหายของรถยนต์ที่มีประกันภัยคุ้มครองและแจ้งเคลมความเสียหายกับบริษัทประกันภัยแล้ว จะติดตามเพื่อให้การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เอาประกันภัยเป็นไปโดยเร็วและเป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การตั้งศูนย์เฉพาะกิจฯ ในครั้งนี้ หวังว่าพี่น้องประชาชนจะได้รับความสะดวก รวดเร็ว ในการเคลมประกันน้ำท่วมมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ภัยธรรมชาติและภัยพิบัติรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น ได้สร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นจำนวนมาก จึงขอให้พี่น้องประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญและทำประกันภัยให้มากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อเป็นเครื่องมือในการรองรับความเสี่ยงภัยต่าง ๆ ให้กับตนเอง ครอบครัว รวมทั้งทรัพย์สินต่าง ๆ ด้วย หากมีข้อสงสัยด้านประกันภัยสอบถามได้ที่สายด่วน คปภ. 1186 หรือ Add Line Official@oicconnect&amp;rdquo; เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สายด่วน คปภ. 1186 หรือเว็บไซต์ www.oic.or.th หรือ กลุ่มงานสื่อสารองค์กร โทรศัพท์ 02-515-3998-9 ต่อ 8307 โทรสาร 02-513-1437 http://www.facebook.com/PROIC2012&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115164</URL_LINK>
                <HASHTAG>คปภ., จ.สมุทรปราการ, ชลบุรี, น้ำท่วม, ระยอง, ศูนย์เฉพาะกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210831/image_big_612defda5da44.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113408</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2021 19:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2021 09:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เร่งเพิ่มทักษะแรงงานลุยเมกะโปรเจ็กต์ รองรับลงทุน&quot;อีอีซี&quot;หลังโควิดคลี่คลาย      </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นโยบายส่งเสริมเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ถือเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของภาครัฐที่ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในระยะยาว ซึ่งเป็นการต่อยอดมาจากโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก หรืออีสเทิร์นซีบอร์ด เพื่อดึงดูดนักลงทุนและเปลี่ยนพื้นที่จังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา จากพื้นที่เกษตรกรรมและประมงสู่พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
จะเห็นว่าในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานั้น ภาครัฐจะโหมประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง และดูเหมือนโครงการจะเดินหน้าไปอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อรองรับการลงทุน แต่การแพร่ระบาดของไวรัฐโคโรนา-19 หรือโควิด-19 นั้นได้ส่งผลกระทบไปทุกภาคส่วน ดังนั้นการลงทุนของภาคเอกชนจะเป็นเครื่องยนต์ที่สำคัญในการฟื้นฟูประเทศหลังโควิด-19 รัฐบาลมีการตั้งเป้าหมายว่า ในช่วงแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 (2566-2570) การลงทุนของประเทศจะต้องอยู่ที่ประมาณ 6 แสนล้านบาทต่อปี โดยการลงทุนส่วนใหญ่ยังอยู่ในพื้นที่อีอีซีโดยตั้งเป้าปีละประมาณ 5 แสนล้านบาทต่อปี&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
ในเรื่องนี้ นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสด้านนโยบายเศรษฐกิจส่วนรวมและเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า การลงทุนในอีอีซีถือเป็นความพยายามที่ดี แต่ในช่วงที่เกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 สิ่งที่ต้องรีบดำเนินการเพิ่มเติมคือ ต้องหากิจกรรมมาเสริมในส่วนของอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบและมีความล่าช้า อย่างเช่น อุตสาหกรรมการบิน เพราะฉะนั้น หลักๆ เลยต้องคิดว่าจะสามารถนำกิจกรรมใดมาเสริมได้หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขณะเดียวกัน ต้องเร่งที่จะลงทุนโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน (อินฟราสตรักเจอร์) เนื่องจากสิ่งเหล่านี้กว่าจะเห็นผลได้ต้องใช้เวลานานเป็นปีๆ โดยต้องหารือกับภาคเอกชนเพื่อที่จะดำเนินการในเรื่องของอินฟราฯ ให้เสร็จทัน พร้อมใช้ พร้อมสร้างรายได้ มองว่าภายใน 4-5 เดือนที่ภาครัฐสามารถคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้แล้ว ก็จะทำให้เริ่มโครงการได้ เช่น การสร้างโรงงาน และการสร้างถนน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะต้องเร่งผลักดันให้ได้ในขณะนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ อยากให้ภาครัฐเปิดมุมมองว่าไม่ควรจะจำกัดการลงทุนเฉพาะในพื้นที่อีอีซี หากชาวต่างชาติหรือคนไทยต้องการที่จะลงทุนในพื้นที่ใดก็ตาม ก็ควรจะได้รับการสนับสนุน แต่ต้องยอมรับสำหรับความพร้อมในระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่ของอีอีซีที่มากกว่าพื้นที่อื่น ดังนั้นหากนักลงทุนมีความต้องการที่จะเข้าไปลงทุนในพื้นที่อื่น เช่น จังหวัดนครราชสีมา ลำพูน หรือจังหวัดอื่น ก็ต้องปล่อยให้มีการลงทุนได้ ไม่ควรปิดโอกาสที่จะเกิดการลงทุนในพื้นที่อื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เตรียมพร้อมบุคลากร
นายนณริฏ กล่าวว่า จากการประมาณการเศรษฐกิจของไทยในอีก 20 ปีข้างหน้านั้น หากโครงการอีอีซีสามารถเดินหน้าสำเร็จ จะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 3-5% แต่ถ้าไม่สำเร็จหรือมีความล่าช้า โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน และการชักชวนนักลงทุนเข้ามาลงทุนในอีอีซี การเติบโตทางเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จากปี พ.ศ.2568 ที่คาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ยที่ 3.3% จนกระทั่งเหลือเพียง 1.76% เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยโตเฉลี่ย 3% หากจะเพิ่มการเติบโตให้ได้ 5% ต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อไม่ให้เราติดกับดักเชิงโครงสร้าง ด้วยการเพิ่มการลงทุน เพราะปัจจุบันมีบริษัทที่เป็นการลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมน้อย สังเกตจากบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ก็เป็นบริษัทที่เป็น Old Economy เช่น หุ้น น้ำมัน โรงกลั่น สินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซีที่มีความพร้อมเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน แต่ต้องเตรียมความพร้อม อาทิ เตรียมคน ต้องเร่งรัด ฝึกทักษะอาชีพที่จำเป็นเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเป้าหมายด้วย ซึ่งต้องเร่ง เพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้ทันทีที่โควิดคลี่คลายลง&amp;quot; นายนณริฏ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
หนุนแลนด์บริดจ์-คลองไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนณริฏ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้รัฐบาลควรเตรียมความพร้อมในการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจ็กต์) โครงการอื่นๆ เพื่อเพิ่มโอกาสให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตมากขึ้น โดยเป็นโครงการใหม่ที่เชื่อมโยง มีความเกี่ยวข้องในด้านต่างๆ เกี่ยวกับโครงการอีอีซี ซึ่งพื้นที่ที่เหมาะสมที่จะมีการลงทุนโครงการใหม่ๆ โดยส่วนตัวมองว่ามีโครงการที่รัฐบาลอยู่ระหว่างศึกษาและตัดสินใจว่าจะลงทุน ได้แก่ โครงการเชื่อมโยงระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (แลนด์บริดจ์) โครงการคลองไทย และโครงการเชื่อมรถไฟไทย-จีน มองว่าโครงการเหล่านี้เป็นโครงการที่จะทำให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่และสนับสนุนธุรกิจการขนส่งและโลจิสติกส์ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;เราต้องมีการเตรียมความพร้อม ตอนนี้ถ้ารอดชีวิตไปได้ ได้รับการฉีดวัคซีน หลังจากโควิด-19 คลี่คลายลง แน่นอนว่าสิ่งที่ทุกคนต้องการคือการเดินทางไปพักผ่อนหลังจากได้มีการทำงานและกักตัวมาโดยตลอด มองว่าหากสถานการณ์คลี่คลายจะมีดีมานต์เกิดขึ้นมหาศาล ดังนั้นทำยังไงที่จะสามารถรองรับความต้องการหลังจากผ่านวิกฤติโควิด-19 ไปได้&amp;quot; นายนณริฏกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังคงรุนแรง และส่งผลกระทบกับภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อ และหลายคนคาดการณ์ว่าการลงทุนน่าจะปรับลดลง ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ได้แจ้งว่า ภาวะการส่งเสริมการลงทุนในช่วง 6 เดือนแรก (ม.ค.-มิ.ย.) ปี 2564 มีโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 801 โครงการ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 14% มูลค่าเงินลงทุน 386,200 ล้านบาท ในจำนวนนี้การขอรับการส่งเสริมนพื้นที่อีอีซีจำนวน 232 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 126,640 ล้านบาท จังหวัดระยอง มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 64,350 ล้านบาท รองลงมาเป็นจังหวัดชลบุรี มูลค่าเงินลงทุน 40,860 ล้านบาท และจังหวัดฉะเชิงเทรา มูลค่าเงินลงทุน 21,430 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ลงทุนกว่า 1.6 ล้านล้านบาท
ด้าน นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กล่าวว่า จากการดำเนินตามแผนการพัฒนาอีอีซี โครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ในโครงการลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) การบูรณาการ และการดึงการลงทุนเข้ามาของอุตสาหกรรมเป้าหมายตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา จากที่ได้กำหนดเป้าหมายการลงทุนในพื้นที่อีอีซีไว้ 1.7 ล้านล้านบาท ซึ่งขณะนี้รวมการลงทุนที่ได้อนุมัติไปแล้ว 1,594,282 ล้านบาท หรือประมาณ 94% ถือได้ว่าเป็นความสำเร็จอย่างมาก ทั้งการลงทุนโครงการร่วมลงทุนรัฐ-เอกชน ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งได้ผู้ลงทุน 4 โครงการหลัก มูลค่ารวม 633,401 ล้านบาท งบบูรณาการ ปี 2561-2564 อนุมัติไปแล้ว 82,000 ล้านบาท การออกบัตรส่งเสริมการลงทุน 878,881 ล้านบาท และอีกทั้งยังเหลือการลงทุนอีกไม่น้อยกว่า 600,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;จากแผนเดิมจะมีการลงทุนอยู่แล้วปีละ 300,000-400,000 ล้านบาท แต่ขณะนี้มี 4 อุตสาหกรรมใหม่ที่เริ่มเข้ามาแล้ว ที่จะช่วยเพิ่มการลงทุนได้อีกปีละอย่างน้อย 100,000 ล้านบาท ประกอบด้วย การลงทุนด้านเทคโนโลยี 5 จี อุตสาหกรรมทางการแพทย์แม่นยำ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่จะพลิกโฉมใหม่ และการลงทุนเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (บีซีจี) ทำให้แผนที่ปรับใหม่ สามารถเพิ่มการลงทุนได้ถึงปีละ 500,000 ล้านบาท โดยขอไปปรับปรุงแผนให้ชัดเจนก่อน และขอให้การแพร่ระบาดของโควิด-19 จบหรือคลี่คลายได้ภายในปีนี้ เมื่อไปรวมกับเศรษฐกิจในภาคอื่นๆ ก็จะผลักดันจีดีพีรวมของประเทศไทยขยายตัวได้ปีละ 4-5% หลังจากที่การระบาดของโควิด-19 ได้ทำให้เศรษฐกิจปีที่ผ่านมาและปีนี้สะดุดลง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ไฮสปีด-สนามบินอีอีซีคืบ
นายคณิศ กล่าวว่า โครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่อีอีซีขณะนี้มีความคืบหน้าอย่างมาก เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ระยะทาง 220 กม. วงเงิน 224,544 ล้านบาท ขณะนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. ได้ส่งมอบพื้นที่ให้กับบริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด (กลุ่มกิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร) หรือ CP ไปแล้วกว่า 86% และพร้อมส่งมอบทั้งหมดภายในเดือน ก.ย.2564 คู่ขนานไปกับการยกระดับแอร์พอร์ตเรลลิงก์โฉมใหม่ ที่ผู้โดยสารจะได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขณะที่ โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก วงเงิน 290,000 ล้านบาท ที่บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด หรือ UTA ประกอบด้วย บมจ.การบินกรุงเทพ, บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ เข้าพื้นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งเข้าสำรวจพื้นที่โครงการพร้อมก่อสร้างรั้วมาตรการเขตการบิน ความยาว 4.9 กิโลเมตร แล้วเสร็จ 95%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โครงการท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 ส่วนของท่าเทียบเรือ F วงเงิน 84,361 ล้านบาท ระยะเวลาสัมปทาน 35 ปี มีการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เป็นหน่วยงานเจ้าของโครงการ และมีกลุ่มกิจการร่วมค้า GPC เป็นเอกชนคู่สัญญา ปัจจุบันตัวร่างสัญญาอยู่ระหว่างการพิจารณาโดยอัยการสูงสุด
โดยในการประชุมคณะกรรมการคัดเลือกเมื่อวันที่ 20 เม.ย.2564 ได้มีมติให้กลุ่มกิจการร่วมค้า GPC เป็นผู้ผ่านการประเมินข้อเสนอซองที่ 4 ซึ่งได้เสนอผลประโยชน์ตอบแทนทางการเงินที่ภาครัฐได้รับ ตามที่ มติ ครม.ได้อนุมัติไว้ หลังจากล่าช้ามา 3 ปี ในขั้นตอนฟ้องร้องต่อศาล ขณะนี้ได้ข้อตกลงในร่างสัญญาร่วมลงทุนกับเอกชนเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุด โดยจะเร่งนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาและลงนามสัญญาในเดือน ส.ค.นี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113408</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, นณริฏ พิศลยบุตร, ระยอง, สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ), อีสเทิร์นซีบอร์ด, เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี), เมกะโปรเจ็กต์, โครงสร้างพื้นฐาน, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210815/image_big_61190ca8275cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110206</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2021 16:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2021 16:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พัฒนาศักยภาพของชุมชน  การสร้างอาชีพเพิ่มรายได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มประมงเรือเล็กในพื้นที่จ.ระยอง ที่ผ่านมานั้นประมงเรือเล็กตากวน-อ่าวประดู่ จ.ระยอง ก็มักจะประสบปัญหาเรื่องค่าน้ำมันแพงในการออกหาปลาแต่ละครั้งก็ต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก ดังนั้น บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด (BLCP) ให้ความสำคัญต่ออาชีพดังกล่าว จึงได้หารือกับกลุ่มประมงเรือเล็ก และริเริ่มโครงการ &amp;ldquo;เพาะเลี้ยงหอยแมลงภู่แบบแขวน&amp;rdquo; ตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 ถึงปีปัจจุบัน (พ.ศ.2564) รวม 17 ปีต่อเนื่อง โดยบริษัทได้ว่าจ้างผู้ชำนาญการมาฝึกอบรมและสอนวิธีเพาะเลี้ยงหอยแมลงภู่ด้วยตนเอง เพื่อให้ชาวประมงมีองค์ความรู้จากการทำแพเพาะเลี้ยงหอยแมลงภู่ นำไปสู่การสร้างอาชีพและรายได้อย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันชาวประมงผู้ประกอบอาชีพแพเพาะเลี้ยงหอยแมลงภู่แบบแขวน ประกอบด้วย กลุ่มประมงเรือเล็กตากวน-อ่าวประดู่ จำนวน 73 ราย กลุ่มประมงพื้นบ้านปากคลองตากวน จำนวน 11 ราย และกลุ่มประมงเรือเล็กหาดแสงเงิน จำนวน 7 ราย รวมจำนวน 91 ราย ถือเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงหอยแมลงภู่รายใหญ่ที่สำคัญของ จ. ระยอง โดยเฉพาะบริเวณตากวน-อ่าวประดู่ สามารถผลิตหอยแมลงภู่ โดยเฉลี่ย 5 ตัน/ราย/รอบการผลิต ในแต่ละปีสามารถผลิตหอยแมลงภู่ รวมประมาณ 350 ตัน/ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นจากประสบการณ์และความชำนาญที่เพิ่มมากขึ้น กลุ่มวิสาหกิจชุมชนประมงเรือเล็กตากวน-อ่าวประดู่ ได้เพิ่มมูลค่าหอยแมลงภู่ โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์หอยแมลงภู่แปรรูป อุตสาหกรรมระดับครัวเรือน เพื่อต่อยอดอาชีพและสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง โดยมีรสชาติที่อร่อยถูกปาก เก็บไว้ได้นาน เป็นของทานเล่น เป็นกับแกล้ม หรือนำไปปรุงอาหาร เช่น ยำหอยแมลงภู่อบแห้ง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม สามารถสั่งซื้อได้ที่ : กลุ่มวิสาหกิจชุมชนประมงเรือเล็กตากวน-อ่าวประดู่ จ.ระยอง คุณนิตยา ไทยวงษ์ โทร.08-9831-2954 หรือ Facebook : Mrs.Hoi หอยแมลงภู่ทอดกรอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรงไฟฟ้าบีแอลซีพีมุ่งมั่นในการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาศักยภาพของชุมชนในพื้นที่ประกอบกิจการ เป็นพันธกิจหลัก และ BLCP จะเดินหน้าจัดทำโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110206</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มประมงเรือเล็กตากวน-อ่าวประดู่, กลุ่มวิสาหกิจชุมชนประมงเรือเล็ก, ประมง, ระยอง, หอยแมลงภู่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210718/image_big_60f3f02c88557.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109362</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2021 16:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2021 07:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>NPC S&amp;E ศูนย์ควบคุมภาวะฉุกเฉิน ฝึกอบรมสร้างบุคลากรยุคใหม่รองรับอีอีซี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในกรณีของเหตุระเบิดและไฟไหม้ที่บริษัท หมิงตี้เคมีคอล จำกัด ที่ตั้งอยู่ที่ ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ถือเป็นสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง เพราะเป็นการระเบิดของสารเคมีสไตรีนโมโนเมอร์ ของบริษัท หมิงตี้เคมีคอล ถือว่าเป็น 1 ใน 2 ของผู้ประกอบการที่ผลิตเม็ดโฟม EPS หรือ Expendable Polystyrene รายใหญ่ของประเทศ นอกจากจะสร้างความสูญเสียต่อชีวิต ทรัพย์สิน และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจนต้องระดมทุกสรรพกำลังควบคุมเหตุเพลิงไหม้แล้ว บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ถือว่าเป็นหนึ่งในผู้ร่วมการปฏิบัติการในครั้งนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่ง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. กล่าวว่า กลุ่ม ปตท.มีความห่วงใยในสถานการณ์ดังกล่าว จึงระดมความช่วยเหลือ โดยส่ง&amp;nbsp; บริษัท เอ็นพีซี เซฟตี้ แอนด์ เอ็นไวรอนเมนทอล เซอร์วิส จำกัด หรือ NPC S&amp;amp;E&amp;nbsp;ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม ปตท. มีความเชี่ยวชาญด้านการจัดการสารเคมีและระงับเหตุ และยังมีความเชี่ยวชาญด้านการดับเพลิง กู้ภัย และระงับเหตุฉุกเฉิน เข้าไปร่วมดำเนินการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังได้สนับสนุนโฟมดับเพลิง รถดับเพลิง และได้ส่งผู้เชี่ยวชาญพร้อมเจ้าหน้าที่ร่วมปฏิบัติการ เพื่อให้คำปรึกษาและช่วยเหลือการดับเพลิง พร้อมอุปกรณ์หัวฉีดน้ำดับเพลิงแบบ Fix Monitor หุ่นยนต์ดับเพลิงและโฟมดับเพลิง 3000 ลิตร อีกทั้งโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ปตท. พร้อมกลุ่มความร่วมมือช่วยเหลือกรณีฉุกเฉิน (EMAG: Emergency Mutual Aid Group) ซึ่งเป็นการรวมตัวของทีมตอบโต้เหตุฉุกเฉินในกลุ่มโรงงานนิคมอุตสาหกรรมพื้นที่มาบตาพุดและใกล้เคียง จ.ระยอง ได้ร่วมปฏิบัติการด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม หลายคนคงยังไม่รู้ว่าบริษัท NPC S&amp;amp;E มีบทบาทอย่างไรในกลุ่ม ปตท. ซึ่ง นายวรพงษ์ นาคฉัตรีย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารความยั่งยืน ปตท. กล่าวว่า NPC S&amp;amp;E นั้นเป็นบริษัทในกลุ่มของ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2548 ดำเนินธุรกิจให้บริการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมที่ทันสมัยอย่างครบวงจร ได้แก่ บริการฝึกอบรมด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมทุกประเภท บริการที่ปรึกษาด้านการจัดทำระบบมาตรฐาน การจัดการระบบคุณภาพและระบบความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม รวมถึงงานบริการบุคลากรดูแลงานด้านความปลอดภัย อาทิ พนักงานดับเพลิง เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยเพื่อปฏิบัติงานในหน่วยงานหรือโรงงานต่างๆ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงยังให้บริการจัดจำหน่ายและให้เช่าอุปกรณ์ทางด้านความปลอดภัย และอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลทุกชนิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา NPC S&amp;amp;E ได้รับความไว้วางใจจากภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ น้ำมันและยานยนต์ ส่งเจ้าหน้าที่มาเข้าอบรมมากกว่า 26,000 คนต่อปี รวมแล้วกว่า 4,700 บริษัท ด้วยวิสัยทัศน์ของบริษัทที่จะเป็นผู้นำในการให้บริการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมที่ทันสมัยอย่างครบวงจร จึงมุ่งพัฒนาบุคลากร คิดค้นและพัฒนาหลักสูตรใหม่ที่รองรับความต้องการของลูกค้า สรรหาอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย ตลอดจนสร้างสถานีฝึกอบรมที่สามารถจำลองเหตุการณ์เสมือนจริง เพื่อให้ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการได้รับความรู้อย่างพึงพอใจสูงสุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ปกติ ปตท. กับหน่วยงานภาครัฐจะทำงานร่วมกันหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะในเรื่องของความมั่นคงปลอดภัยของพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นมาบตาพุด หรือ จ.ชลบุรี จะมีการประสานงานอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งหน่วยงานที่เกี่ยวกับบรรเทาสาธารณภัย ได้มีการประสานงานกับ NPC S&amp;amp;E เพื่อร่วมกันทำงานและฝึกซ้อมเมื่อเกิดเหตุ และเมื่อ ปตท.ได้รับการประสานงานก็จะเร่งเข้าไปช่วยเหลือ ดังนั้น NPC S&amp;amp;E ถือว่ามีความชำนาญเฉพาะในด้านความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นด้านการผจญเพลิง การดูแลด้านความปลอดภัยทั่วไป&amp;quot; นายวรพงษ์ กล่าว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐธัญ ละอองทอง ผู้จัดการส่วนบริหารภาวะฉุกเฉิน NPC S&amp;amp;E กล่าวว่า นักดับเพลิงทั่วไปจะไม่คุ้นเคยกับสารเคมี แต่กลุ่ม ปตท.มีความคุ้นเคยกับปิโตรเคมีว่ามีคุณสมบัติอย่างไร มีความพร้อมในด้านอุปกรณ์ที่สามารถดำเนินการได้ทันที และยังมี ศูนย์ควบคุมภาวะฉุกเฉิน ซึ่งมีพนักงานถึง 210 คน เป็นทีมดับเพลิงโดยเฉพาะ ทำให้สามารถตอบโต้เหตุฉุกเฉินได้ทันที ที่ผ่านมานั้นได้เข้าไปช่วยมาแล้วหลายประเทศ เช่น ดับเพลิงบ่อขยะเมียนมา อย่างไรก็ตามเราฝึกอบรมบุคลากรอยู่ตลอดเวลา ทั้งทางด้านความรู้และสภาพร่างกายและจิตใจเพื่อความพร้อมในการเผชิญเหตุตลอด &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐธัญ กล่าวในพื้นที่ภาคตะวันออกที่มีโรงงานปิโตรเคมีและโรงกลั่นน้ำมันของ ปตท.เป็นจำนวนมาก บริษัทได้เตรียมความพร้อมไว้หลายด้าน นอกจากแผนฉุกเฉินแล้ว การคาดการณ์ด้วยโปรแกรมต่างๆ พร้อมทั้งคำนวณความเสียหายและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หากเกิดอุบัติเหตุหรือระเบิด &amp;nbsp;ซึ่งสามารถบอกได้ถึงระยะทางที่จะได้รับผลกระทบ ส่วนอุปกรณ์ต่างๆ ก็จะมีการเตรียมพร้อม และยังได้ลงทุน 500 ล้านบาทเพื่อสร้าง ศูนย์ควบคุมภาวะฉุกเฉิน ตั้งอยู่ที่มาบตาพุด ซึ่งเป็นศูนย์ฝึกดับเพลิงที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็วๆ นี้ NPC S&amp;amp;E ได้ร่วมมือกับสถาบันไทย-เยอรมัน หรือ TGI และคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรืออีอีซี ดำเนินการจัดฝึกอบรมหลักสูตร EEC Model Type B เป็นหลักสูตรระยะสั้น โดยโครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างบุคลากรยุคใหม่ เรียนรู้-พัฒนาทักษะจากประสบการณ์จริงด้วยการศึกษา และการฝึกอบรมยุคใหม่ พัฒนาทักษะบุคลากรแบบตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการในเขตพื้นที่อีอีซี หรืออีอีซี โมเดล (EEC Model)
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สำหรับโครงการนี้ โดยจะเป็นการฝึกอบรมเป็นหลักสูตรระยะสั้นรุ่นที่ 1 ระหว่างวันที่ 14 มิ.ย.-23 ก.ค.64 ประกอบไปด้วย 4 กลุ่มหลักสูตร เช่น Injection Moulding Machine (Smart Production), CNC Machine &amp;amp; Robotics, Industrial IoT และ Industrial Robot &amp;amp; Automation System โดยจะมีการฝึกอบรม ณ สถาบันไทย-เยอรมัน ศูนย์ชลบุรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐธัญ กล่าวถึงงานดับเพลิงที่บริษัท หมิงตี้เคมีคอล ว่า ถือเป็นงานที่ไม่ง่าย เมื่อเดินทางไปถึงหน้างานก็รู้ทันที่ว่ามีความรุนแรง เพราะเพลิงไหม้ลักษณะนี้เป็นลักษณะพิเศษ ไหม้ปิโตรเคมี ไม่ใช่เพลิงไหม้ทั่วไป มีความซับซ้อน มีสารเคมีมาเกี่ยวข้อง มีอันตรายและส่งผลกระทบซึ่งมีความเสี่ยงอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ดังนั้น กระบวนการและขั้นตอนการควบคุมต้องทำให้สงบอย่างรวดเร็ว และจะปลอดภัยได้อย่างไรนั้นต้องมองที่ปัญหาของหน้างาน ซึ่งที่มองเห็นคือ ระบบการควบคุมสั่งงานยังไม่ลงตัว ไม่มีการบูรณาการร่วมกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งก็เป็นปัญหาทั่วไปเมื่อเกิดเหตุก็จะมีการโกลาหล วุ่นวาย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109362</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชลบุรี, ณัฐธัญ ละอองทอง, ดับเพลิง, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท., บริษัท เอ็นพีซี เซฟตี้ แอนด์ เอ็นไวรอนเมนทอล เซอร์วิส จำกัด หรือ NPC S&amp;E, มาบตาพุด, ระยอง, วรพงษ์ นาคฉัตรีย์, ศูนย์ควบคุมภาวะฉุกเฉิน, สารเคมี, อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210711/image_big_60eab7f4d4c9b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108431</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2021 18:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2021 18:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฟผ. จับมือ ปตท. ลงทุนโครงการ แอลเอ็นจี เทอร์มินอล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ค.2564 -นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. ได้ร่วมกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ในการร่วมลงทุนโครงการก่อสร้างคลังจัดเก็บและแปรสภาพก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี เทอร์มินอล) แห่งที่ 2&amp;nbsp;ตำบลหนองแฟบ จังหวัดระยอง เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่และเสริมความมั่นคงพลังงานไฟฟ้าในประเทศ โดยที่ปรึกษา กฟผ. จะเร่งดำเนินการประเมินมูลค่าโครงการดังกล่าวเพื่อกำหนดเงินการลงทุนในส่วนของ กฟผ. ให้มีความที่ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในปี 2564 ก่อนเสนอขออนุมัติจาก ครม. ต่อไป โดยคาดว่าจะจัดตั้งบริษัทร่วมทุนได้ภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ซึ่งการลงนามครั้งนี้สืบเนื่องมาจากมติในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เห็นชอบแนวทางการส่งเสริมการแข่งขันในกิจการก๊าซธรรมชาติ ระยะที่ 2 และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติเพื่อรองรับโครงการโรงไฟฟ้าตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า PDP 2018 (Rev.1) ระบบท่อส่งก๊าซฯ และแอลเอ็นจี เทอร์มินอล โดยให้ กฟผ. ปรับรูปแบบการลงทุนจากโครงการคลังลอยน้ำ(FSRU) ในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน (F-1) เป็นการร่วมลงทุนกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สัดส่วน 50 : 50 ในโครงการดังกล่าว ขนาด 7.5 ล้านตันต่อปี (MTPA) คาดการณ์เงินลงทุนเบื้องต้น ประมาณ 20,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กฟผ. จะเข้าร่วมลงทุนในสัดส่วน 50 : 50 และจัดตั้งบริษัทร่วมทุนร่วมกัน ทำให้ขยายขีดความสามารถในการนำเข้าแอลเอ็นจี ของประเทศไทย จากเดิม 11.5 ล้านตันต่อปี เพิ่มเป็น 19 ล้านตันต่อปี นับเป็นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าของประเทศในอนาคต พร้อมทั้งเป็นศูนย์กลางการซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลวในภูมิภาคอาเซียน (ฮับ แอลเอ็นจี) ตามนโยบายของรัฐบาล&amp;quot;นายบุญญนิตย์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108431</URL_LINK>
                <HASHTAG>การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), ระยอง, หนองแฟบ, แอลเอ็นจี เทอร์มินอล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210702/image_big_60defac8e48a4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
