<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>72434</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทหารไทย6นายติดโควิด ‘ระยอง’โล่ง!14วันไร้เชื้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ศบค.โล่งปิดเคสระยองกักตัวครบ 14 วันปลอดเชื้อทุกราย พบทหารไทยติดโควิด 6 นาย หลังกลับจากฝึกร่วมสหรัฐ&amp;nbsp; สั่ง ศธ.-สธ.หามาตรการช่วย 4,532 รร.กลับมาเรียนปกติ จ่อทบทวนเปิด 91 จุดผ่านแดน ปลื้่มบลูมเบิร์กยกไทยติดอันดับ 4 จัดการโควิดได้ดี ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติชี้ ศก.ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ใช้เวลาฟื้นตัว 2 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม เวลา 11.30 น. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงว่า สรุปกรณีของจังหวัดระยองที่ครบ 14 วัน โดยผู้สัมผัสที่มีความเสี่ยงสูง 12 ราย อยู่ในสถานที่กักตัวของรัฐครบ 14 วัน มีการตรวจซ้ำครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 23 ก.ค. ทุกรายผลการตรวจล่าสุดไม่พบเชื้อทั้งหมด และเมื่อครบเวลา 15.00 น. ของวันที่ 24 ก.ค. ทุกคนจะครบ 14 วันเต็ม และให้ออกจากสถานที่กักตัวของรัฐในวันที่ 25 ก.ค. ทั้งนี้ ทุกคนสุขภาพแข็งแรงดี ส่วนกว่า 7,000 รายที่เป็นผู้สัมผัสมีความเสี่ยงน้อย ผลไม่พบเชื้อทุกรายเช่นกัน ดังนั้น จ.ระยองกลับมาเป็นปกติ ไม่ใช่เป็นวิกฤติของการระบาด สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงวิกฤติในเชิงของงานการข่าวที่หน่วยงานต้องสื่อสารกับประชาชนที่ต้องวางแผนให้ดียิ่งขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น 10 ราย ในสถานที่กักตัวของรัฐ ทำให้มียอดผู้ป่วยสะสม 3,279 ราย หายป่วยสะสม 3,107 ราย ผู้ป่วยรักษาในโรงพยาบาล 114 ราย ยอดผู้เสียชีวิตสะสมคงที่ 58 ราย สำหรับผู้ป่วยรายใหม่รายที่ 1 หญิงไทยอายุ 23 ปี เป็นนักศึกษา กลับจากซูดาน เดินทางถึงไทยวันที่ 10 ก.ค. เข้าพักในสถานที่กักตัวของรัฐ จ.ชลบุรี ตรวจพบเชื้อวันที่ 21 ก.ค., รายที่ 2 จากปากีสถาน เป็นนักเรียนหญิงไทย อายุ 18 ปี เดินทางถึงไทยวันที่ 12 ก.ค. เข้าพักในสถานที่กักตัวของรัฐ กรุงเทพฯ ตรวจพบเชื้อวันที่ 21 ก.ค., รายที่ 3 จากเยอรมนี เป็นนักเรียนชายไทยอายุ 18 ปี เดินทางถึงไทยวันที่ 16 ก.ค. เข้าพักในสถานที่กักตัวของรัฐ จ.ชลบุรี ผลตรวจพบเชื้อวันที่ 22 ก.ค., รายที่ 4 จากเนเธอร์แลนด์ เป็นหญิงไทยอายุ 37 ปี อาชีพค้าขาย เดินทางถึงไทยวันที่ 18 ก.ค. เข้าพักในสถานที่กักตัวของรัฐ จ.ชลบุรี ตรวจพบเชื้อวันที่ 22 ก.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนรายที่ 5-10 ทั้งหมดเป็นทหารชายไทย อายุระหว่าง 20-32 ปี กลับจากฝึกทหารที่ฐานทัพฮาวาย เดินทางถึงไทยวันที่ 22 ก.ค. โดยผ่านการคัดกรอง ณ ด่านควบคุมโรค พบว่ามีอาการเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค (pui) ไข้ ไอ มีน้ำมูก ถ่ายเหลว จึงตรวจหาเชื้อวันที่ 22 ก.ค. ผลตรวจพบเชื้อ ขณะนี้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนสถานการณ์โลกยอดผู้ติดเชื้อเพิ่ม 278,295 ราย ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อรวม 15,651,911 ราย รักษาหายแล้ว 9,535,342 ราย เสียชีวิต 636,470 ราย ทั้งนี้ ประเทศไทยวันนี้ปรับอันดับลงมาอยู่อันดับที่ 104 จำนวนผู้ติดเชื้อ 3,279 ราย สำหรับเที่ยวบินเข้าประเทศวันเดียวกันนี้ 582 ราย ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าคนที่อยู่ในสถานที่กักตัวมีเพศสัมพันธ์กัน เกิดการใกล้ชิดกันและถ่ายทอดเชื้อ ทำให้ตัวเลขการแพร่เชื้อขึ้นมาใหม่อีกรอบ นำเรียนว่าเราไม่ได้กล่าวหาอะไรกับใคร แต่ศึกษาจากสิ่งที่เป็นไปของโลกนี้ การจะเกิดติดเชื้อขึ้นมาในรูปแบบใดก็แล้วแต่ เราเรียนรู้เสร็จแล้วจะมาป้องกันตรงนี้ได้อย่างไร
ติดอันดับ 4 ปราบโควิดดีสุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ขอบคุณองค์การอนามัยโลก (WHO) เลือกประเทศไทยเป็น 1 ใน 2 ประเทศในการถ่ายทำสารคดี โดยอีกประเทศหนึ่งคือนิวซีแลนด์ เป็นการถ่ายทำสารคดีเกี่ยวกับการจัดการโควิด-19 ซึ่งจะเผยแพร่ไปทั่วโลกที่เรามีอะไรดีๆ มากมาย คนต่างชาติ องค์กรระหว่างประเทศจะชื่นชมกับเรา ซึ่งที่สำคัญคือประชาชนที่ให้ความร่วมมือจนถึงทุกวันนี้ นอกจากนี้ยังมีการชื่นชมผ่านสำนักข่าวบลูมเบิร์กจัดอันดับให้ไทยจัดการโควิดได้ดีที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลกในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนา จาก 75 ประเทศ โดยอันดับที่ 1 เป็นของไต้หวัน 2.บอตสวานา 3.เกาหลีใต้ 4.ไทย และ 5.จีน ทั้งนี้ การจัดอันดับโดยใช้ตัวชี้วัดคืออัตราผู้เสียชีวิตเปรียบเทียบกับการดำเนินกิจกรรมของประชาชนเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนโควิด และการดำเนินนโยบายของภาครัฐในการลดความเสียหายที่เกิดขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกข่าวหนึ่งในบางประเทศที่มีข่าวเรื่องความใกล้ชิดการมีเพศสัมพันธ์อันเป็นเหตุของการแพร่เชื้อ ซึ่งญี่ปุ่นก็มีเหตุนี้ด้วย จึงต้องให้ผู้ให้คำปรึกษาด้านสาธารณสุขตั้งกฎเกี่ยวกับสถานบันเทิงและบาร์ที่เป็นหนึ่งในสถานที่ระบาดในกลุ่มอายุ 20-30 ปี กฎนั้นคือไม่มีการจูบ จะจูบได้เฉพาะแฟนของตัวเองเท่านั้น รวมถึงหลีกเลี่ยงการจูบอย่างลึกซึ้งด้วย ต่อจากนี้รัฐบาลจะตรวจสอบธุรกิจสถานบันเทิงยามค่ำคืนเข้มงวดขึ้น แต่ทั้งนี้ของเรายังไม่เกิดเหตุอะไรขึ้นในภาคธุรกิจด้านบันเทิง ต้องขอบคุณผู้ประกอบการที่ทำดี และให้ทำดีต่อไป ไม่ให้เกิดการระบาดมาจากกลุ่มนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ขณะนี้ไม่มีผู้ติดเชื้อภายในประเทศนานแล้ว เมื่อไหร่นักเรียนจะสามารถไปโรงเรียนได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ โฆษก ศบค. กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นที่รัฐให้ความห่วงใย รับทราบว่าโรงเรียนหลายหมื่นแห่งเปิดร้อยเปอร์เซ็นต์ไปหมดแล้ว แต่มี 4,532&amp;nbsp; โรงเรียนที่สลับกันเรียน เพราะพื้นที่เล็กและมีจำนวนเด็กมาก ยังไม่สามารถใช้วิธีปกติได้ ซึ่งที่ประชุม ศบค.ชุดเล็กได้มอบกระทรวงศึกษาธิการและสาธารณสุขเจาะลงไปว่ามีมาตรการใดหรือมีปัจจัยอื่นมาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่านี้หรือไม่ เพราะปลอดเชื้อมาพอสมควร จะมีวิธีการอย่างไรให้กลับมาเรียนปกติ และให้เสนอกลับมาที่ ศบค.ชุดเล็กโดยด่วน เพื่อที่จะได้ผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ให้เด็กนักเรียนและคุณครู
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการเสนอให้เปิดจุดผ่านแดนถาวรและจุดผ่อนปรนทุกจุดของประเทศ โดยให้เริ่มตั้งแต่เดือน ส.ค.นั้น หน่วยงานที่จะพิจารณาอนุญาตเป็นหน่วยงานใด แล้วต้องผ่านความเห็นชอบศบค.หรือไม่ นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ศบค.ต้องเป็นผู้อนุญาต แต่หน่วยงานประสานและนำเสนอมาตรการข้อปฏิบัติคือกระทรวงมหาดไทย ในที่ประชุมได้มีการหารือประเด็นนี้ และมอบให้กระทรวงมหาดไทยไปดูความเหมาะสม สถานที่ ปริมาณ จำนวนคน กำลังเจ้าหน้าที่ โดยมี 91 จุดจะถูกทบทวนในมาตรการและข้อปฏิบัติ เพื่อนำมาสู่ข้อเสนอมาตรการเชิงปฏิบัติ โดย ศบค.จะต้องมองรอบด้าน รวมทั้งมุมของสาธารณสุข แรงงาน และอีกหลายๆ มุมด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกรณีนายจ้างที่เตรียมรับแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ยืนยันมีความพร้อมสำหรับสถานที่กักตัวแรงงาน และจากนี้จะต้องขออนุญาตหน่วยงานใดบ้าง นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า การหาพื้นที่กักตัวของนายจ้าง จะเป็นพื้นที่ที่หน่วยงานของภาครัฐหรือเอกชนจัดขึ้นมา เพื่อให้คนที่จะเดินทางเข้ามาจากต่างประเทศมาอยู่รวมกัน วัตถุประสงค์คือควบคุมโรค ลดค่าใช้จ่ายในการกักตัว 14 วัน ซึ่งพบว่าแรงงานถูกกฎหมายกลับมากว่า 60,000 ราย และยังรอการเข้ามาอีกกว่า 40,000 ราย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.ณฐพนธ์ ศรีสวัสดิ์ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กองทัพบก (ศบค.ทบ.) กล่าวว่า ทหารไทย 6 รายที่กลับจากการฝึกในสหรัฐอเมริกาที่ติดเชื้อโควิด-19 ยืนยันไม่มีปอดอักเสบ อาการไม่หนัก ไม่ได้ออกนอกค่าย แต่จากการสอบสวนโรคคาดว่าน่าจะเกิดจากการฝึกในพื้นที่บางแห่งที่ไม่ปลอดเชื้อ โดยมี 4 นายแยกไปฝึกในสถานที่เสี่ยง ทำให้เพื่อนอีก 2 นายที่ใกล้ชิดติดไปด้วย แต่ไม่วางใจและจะมีการสอบสวนโรคอย่างละเอียดกับกำลังพลทั้งหมด
สั่งสอบที่มาทหารติดเชื้อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนี้ สำหรับทหาร 5 นายที่เหลือที่เข้าตรวจหาเชื้อในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จะส่งไปกักตัวพื้นที่กักกันโรคที่โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ซิตี้ จอมเทียน พัทยา โดยในวันที่ 25 ก.ค. จะมีการตรวจสวอปทหารทั้งหมดที่กลับจากสหรัฐอีกครั้ง และเมื่อครบการกักตัว 14 วันแล้วจะมีการสวอปอีกครั้งในวันที่ 3 ส.ค. ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารบกทราบเรื่องแล้ว และแสดงความห่วงใย พร้อมทั้งให้สอบสวนที่มาของการติดเชื้อว่าเกิดจากจุดใด และที่สำคัญคือให้รักษากำลังพลที่ติดเชื้อให้หายขาด อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถยกเลิกการส่งทหารไปฝึกในต่างประเทศได้ เพราะเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างกองทัพบกไทย-สหรัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีรัฐบาลมีการทุ่มงบประมาณจำนวน 600 ล้านบาท โดยมอบให้ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร อดีต รมว.สาธารณสุข ไปเจรจาขอซื้อวัคซีนโควิด-19 จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดว่า รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณ 3,500 ล้านบาท เพื่อใช้ในการสนับสนุนในเรื่องวัคซีน ตั้งแต่การค้นคว้า วิจัย พัฒนา และลงทุนในประเทศ โดยมอบหมายให้สถาบันวัคซีนแห่งชาติเป็นผู้ดูแล ดังนั้นการใช้งบประมาณจำนวน 600 ล้านบาท ในการจองวัคซีนโควิด-19 ถือเป็นเรื่องจำเป็นที่ประเทศไทยต้องทำ ซึ่ง นพ.ปิยะสกลเป็นผู้เสนอ และนายกรัฐมนตรีเห็นชอบ&amp;nbsp; กระทรวงสาธารณสุขจึงรับมาดำเนินการ ทั้งนี้ นอกจากวัคซีนของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ไทยต้องดูว่ายังมีวัคซีนโควิด-19 ที่มีความเป็นไปได้และใกล้เคียงที่สุดตัวอื่นๆ อีกหรือไม่ รวมถึงดูวัคซีนที่ไทยได้ทำเอ็มโอยูไว้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ศบค.จัดเสวนา &amp;quot;หยุดโควิด แต่ไม่หยุดเศรษฐกิจไทย&amp;quot; โดย พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวว่า การประชุม ศบค.วันนี้ เป็นการผ่อนคลายให้นำชาวต่างชาติเข้ามามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ นักท่องเที่ยว รวมถึงกองถ่ายทำภาพยนตร์และแรงงานต่างด้าว เพื่อการสร้างงานและนำรายได้เข้าสู่ต่างประเทศ&amp;nbsp; แต่ต้องเข้ามาโดยมีระบบที่เข้มข้น ไม่นำเชื้อจากภายนอกนำสู่ไทย เชื่อว่าเรามีการวางมาตรการที่เข้มข้นพอสมควร ซึ่งในการผ่อนคลายตั้งแต่ระยะแรกจนถึงปัจจุบัน มั่นใจว่าไม่มีการติดเชื้อจากการผ่อนมาตรการดังกล่าว เข้าใจดีว่าความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญ แต่เศรษฐกิจก็สำคัญเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวเป็นรายได้หลักของประเทศ ขณะนี้ได้ทำการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ โดยมีการเสนอนายกรัฐมนตรีว่าต้องทำการท่องเที่ยวแบบ Medical and wellness program plus คือการท่องเที่ยวเพื่อการเสริมสวยหรือรักษาโรค ยกเว้นรักษาโรคโควิด-19&amp;nbsp; มารักษาพยาบาลในประเทศไทย 14 วัน ซึ่งจะถูกกักตัวในโรงพยาบาลที่รับการรักษา หลังจากนั้นก็จะมีโปรแกรมการท่องเที่ยวพร้อมผู้ติดตามจำนวน 3 คน แม้ปริมาณนักท่องเที่ยวจะไม่ได้มาก แต่คุณภาพและเม็ดเงินที่จะเข้ามาจะมีความใกล้เคียงกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า คิดว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ถ้าไม่มีการระบาดรุนแรงกลับมาใหม่ โดยช่วงไตรมาสที่ 2 เศรษฐกิจลงไปต่ำสุด เพราะหลายอย่างชะงักงันไปหมด โควิดกระแทกทุกคนแรงมาก ส่วนเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวได้เมื่อไหร่นั้น คิดว่านับจากนี้ไปน่าจะใช้เวลาเกือบๆ 2 ปี เพราะเราต้องยอมรับความจริงว่าสถานการณ์โควิดจะอยู่กับเราไปอีกระยะหนึ่ง อีกทั้งหลายๆ ประเทศที่เป็นคู่ค้ากับเราก็ยังมีการระบาดอยู่จึงต้องใช้เวลา ดังนั้นสถานการณ์การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจึงค่อยเป็นค่อยไป และใช้เวลา และอีกด้านหนึ่งของเศรษฐกิจไทยเราพึ่งพิงต่างประเทศค่อนข้างมาก.
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72434</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด, ทหารไทยติดโควิด 6 นาย, ระยองกักตัวครบ 14 วัน, ศบค., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200724/image_big_5f1aea337929b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
