<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>98406</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2021 17:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2021 17:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดยุทธศาสตร์”เคทีซี”ปี2564    เร่งรุกขยายธุรกิจมุ่งสู่การเป็นสินเชื่อครบวงจร  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โควิด-19 เข้ามาเร่งหลายปัจจัยให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเรื่องของเทคโนโลยีและการปรับตัวของธุรกิจให้ทันต่อสถานการณ์ โดยความไม่แน่นอนหลายอย่างทำให้ภาคธุรกิจต้องวางแผนงานให้รัดกุม และเน้นสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนมากขึ้น สำหรับ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp; หรือเคทีซี ก็ประกาศเตรียมพร้อมที่จะรุกขยายขอบเขตธุรกิจสินเชื่อ หวังสร้างโอกาสสู่ผู้นำธุรกิจสินเชื่อเบ็ดเสร็จครบวงจร&amp;nbsp; ควบคู่ไปกับการเตรียมศึกษาโมเดลธุรกิจใหม่ สินเชื่อมีหลักประกันหลังการเข้าถือหุ้นใหญ่เคทีบี ลีสซิ่ง ที่จะมุ่งเน้นกำไรโตแบบค่อยเป็นค่อยไป และสานต่อการพัฒนาคน กระชับองค์ความรู้แน่นให้คนกับเทคโนโลยีทำงานร่วมกัน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความสำเร็จเดียวกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เปิดยุทธศาสตร์เดิมเกมปี 64&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายระเฑียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือเคทีซี เปิดเผยว่า&amp;nbsp; สถานการณ์เศรษฐกิจในปีที่ผ่านมามีความผันผวนค่อนข้างมาก เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 มีผลข้างเคียงค่อนข้างรุนแรงในหลายๆ กลุ่ม โดยเฉพาะภาคของการท่องเที่ยวและโรงแรมที่ประสบปัญหาอย่างหนัก รวมถึงธุรกิจร้านอาหารและซัพพลายเชนทั้งหมด ที่ต้องเจอปัญหาค่อนข้างมากไม่แตกต่างกัน ภาครัฐพยายามบรรเทาความเดือดร้อนธุรกิจระดับหนึ่ง แต่หากธุรกิจไปไม่ได้ก็คือไปไม่ได้ จะเห็นได้ว่าบางกลุ่มรายได้หายไป อย่างเช่นนักบินที่เคยเป็นที่ต้องการอย่างมาก ก็ต้องถูกเลิกจ้าง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกเทลและเอสเอ็มอีเองก็มีผลกระทบหนักไม่แตกต่างกัน แน่นอนว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ต้องทำหลายอย่างที่แตกต่างไปจากอดีต โดยปกติหากมีความเสี่ยงสูง อัตราดอกเบี้ยจะสูง แต่กลับลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อแบ่งช่วยภาคธุรกิจและคนที่ได้รับผลกระทบ เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ไม่คาดหมายและหวังว่าจะเกิดมาก่อน ทำให้แต่ละที่ต้องปรับตัว&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากวิกฤติที่รุนแรงของโควิด-19 และมาตรการต่างๆ ที่ปรับเปลี่ยนต่อเนื่อง เป็นตัวกระตุ้นให้แผนยุทธศาสตร์ของเคทีซีในปี 2564 นี้ ต้องเร่งเปลี่ยนแปลงองค์กรแบบก้าวกระโดด สร้างโอกาสธุรกิจใหม่ให้เคทีซีเติบโตได้มากขึ้นและเร็วขึ้น คู่ขนานไปกับการทำธุรกิจเดิม เน้นทำกำไรแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อสร้างคลื่นใต้น้ำจนเป็นพลังคลื่นลูกใหญ่รับเกมธุรกิจที่ไม่มีวันสิ้นสุด หรือที่เรียกว่า Infinite Game โดยจะมุ่งขยายขอบเขตธุรกิจสินเชื่อมีหลักประกันที่หลากหลาย เพื่อให้เคทีซีเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักในตลาดที่ผู้บริโภคมองหา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเข้าถือหุ้นในบริษัท กรุงไทยธุรกิจลีสซิ่ง จำกัด หรือเคทีบี ลีสซิ่ง 75.05% จะทำให้เคทีซีสามารถทำธุรกิจเช่าซื้อและลีสซิ่งทุกประเภท ต่อยอดธุรกิจสินเชื่อมีหลักประกันได้อย่างครบวงจร และยังได้ใช้ประโยชน์จากสาขาและฐานลูกค้าที่มีอยู่เดิม&amp;nbsp; โดยบริษัทจะเข้าไปศึกษาระบบในเคทีบี ลีสซิ่ง และคาดว่าจะเริ่มออกแบบโมเดลธุรกิจได้หลังจากผ่านการประชุมผู้ถือหุ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เดินหน้าเต็มสูบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียนรถเคทีซี พี่เบิ้ม แม้จะเป็นธุรกิจน้องเล็กที่เพิ่งเข้ามาเมื่อปลายปี 2563 แต่บริษัทคาดหวังจะมุ่งขยายตลาดเป็นหลักในปี 2564 ด้วยความที่เป็นสินเชื่อมีหลักประกันซึ่งมีความสี่ยงต่ำ และให้ผลตอบแทนรวดเร็วสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยจะเน้นทำการตลาดผ่านระบบออนไลน์ มีทีมงาน &amp;ldquo;พี่เบิ้ม Delivery&amp;rdquo; ติดต่อประสานงานกับลูกค้าเป้าหมายโดยตรง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ยังมีแผนขยายพื้นที่ให้บริการไปยังต่างจังหวัดมากขึ้น เริ่มต้นที่ภาคตะวันออก ภาคเหนือตอนบน และภาคใต้ตอนบน อีกทั้งร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจและธนาคารกรุงไทยขยายฐานสมาชิกและออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อใหม่ ตลอดจนร่วมมือกับเคทีบี ลีสซิ่ง เพื่อหาโอกาสต่อยอดและสนับสนุนธุรกิจสินเชื่อทะเบียนรถร่วมกัน เพื่อให้ครอบคลุมความต้องการกลุ่มเป้าหมาย และสร้างประสบการณ์ที่ดีด้วยเป้าหมายยอดสินเชื่อในปี 2564 ประมาณ 1,000 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนธุรกิจเดิมซึ่งเป็นบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล บริษัทจะมุ่งรักษาคุณภาพพอร์ตลูกหนี้ที่ดี เน้นรักษาฐานสมาชิกปัจจุบันด้วยการสร้างประสบการณ์ที่ดีผ่านกิจกรรมส่งเสริมการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ รวมทั้งให้ความสำคัญกับระบบปฏิบัติการและระบบไอทีที่มีเสถียรภาพ เพื่อให้สมาชิกเกิดความมั่นใจและได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยทุกครั้งที่ทำรายการธุรกรรม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กลยุทธ์หลักในการทำตลาดธุรกิจบัตรเครดิต จะยังใช้คะแนน KTC FOREVER ขับเคลื่อนกิจกรรมการตลาด เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการใช้จ่ายผ่านบัตร อีกทั้งรักษาและขยายความแข็งแรงของเครือข่ายพันธมิตรคู่ค้า เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านบัตร และสนับสนุนการเติบโตของพันธมิตรด้วยผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ของเคทีซี เน้นส่งเสริมการตลาดในลักษณะออนไลน์มากขึ้น ตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้บัตรของผู้บริโภคปัจจุบัน ที่เปลี่ยนจากใช้เงินสดมาจ่ายผ่านบัตรเครดิต รวมถึงสร้างคอนเทนต์ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีผ่านช่องทางสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ โดยตั้งเป้าหมายยอดใช้จ่ายในปี 2564 เติบโต 8% หรือประมาณ 210,000 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สร้างแบรนด์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ธุรกิจสินเชื่อบุคคลจะใช้กลยุทธ์การตลาดสร้างความผูกพันกับฐานสมาชิกเดิม วางตัวเป็นบัตรกดเงินสดใบแรกที่ลูกค้านึกถึงเมื่อจำเป็นต้องใช้เงิน โดยออกแคมเปญแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและส่งเสริมให้สมาชิกมีวินัยการชำระเงิน อีกทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใช้บริการทางออนไลน์มากขึ้น ด้วยจุดเด่น &amp;ldquo;รูด โอน กด ผ่อน&amp;rdquo; ภายในบัตรเดียว กับบริการเบิกเงินสดออนไลน์ผ่านแอป KTC Mobile 24 ชั่วโมงแบบเรียลไทม์เข้าบัญชีธนาคารได้ถึง 13 ธนาคาร และบริการเพิ่มวงเงินฉุกเฉิน หรือขอรหัสเบิกถอนเงินสดที่ทำรายการได้เองตลอด 24 ชั่วโมง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จะเดินหน้าสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับลูกค้าอย่างยั่งยืน ผ่านการจัดสัมมนาให้ความรู้การเงิน และคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์ในรูปแบบของสื่อที่เข้าใจง่าย รวมทั้งเวิร์กช็อปสัมมนาพารวยที่เน้นการนำไปประกอบอาชีพสร้างรายได้เสริม พร้อมคำแนะนำด้านการคำนวณต้นทุนและวิธีหาช่องทางขายเพื่อสร้างรายได้ในอนาคต โดยตั้งเป้ารักษายอดลูกหนี้สินเชื่อบุคคลในปี 2564 ให้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพิ่มออนไลน์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายระเฑียร กล่าวว่า กลยุทธ์การขยายฐานสมาชิกบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดเคทีซี พราว จะให้ความสำคัญกับการคัดกรองผู้สมัครมากขึ้น เพื่อให้ได้กลุ่มลูกค้าคุณภาพที่ต้องการสินเชื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและมีวินัยทางการเงิน ลดความเสี่ยงจากสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน และอัตราหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง ผ่าน 4 ช่องทางหลัก คือ ธนาคารกรุงไทย ผู้แนะนำผลิตภัณฑ์ทางการเงินเคทีซี (อิสระ) ทั่วประเทศ เคทีซี ทัช ทุกสาขา และเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายทางโทรศัพท์ โดยในปี 2564 ตั้งเป้าหมายจำนวนสมาชิกใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา คือ บัตรเครดิต 235,000 ใบ และสมาชิกบัตรกดเงินสดเคทีซี พราว 135,000 ราย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของการขยายฐานร้านค้ารับบัตรเคทีซี จะเน้นช่องทางออนไลน์มากขึ้น ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร ทั้งธนาคารกรุงไทยและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร&amp;nbsp; เพื่อเข้าถึงร้านค้าขนาดกลาง ร้านค้าขนาดเล็ก และร้านค้าออนไลน์ รองรับการทำธุรกรรมอีคอมเมิร์ซ และโซเชียล คอมเมิร์ซ รวมถึงเพิ่มช่องทางรับชำระค่าสินค้าและบริการผ่าน Link Pay และสแกน QR Code ที่ลูกค้าสามารถทำรายการธุรกรรมได้ง่ายด้วยตนเอง รวดเร็วและสะดวกทุกที่ทุกเวลา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พัฒนาศักยภาพองค์กร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัทยังคงเดินหน้าสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ในองค์กรต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาคนเคทีซีให้เตรียมพร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลงและการขยายธุรกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น ส่งเสริมให้คนทำงานร่วมกับเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อก้าวไปกับองค์กรทุกสถานการณ์ ทั้งเรื่องของดิจิทัล การรีสกิลและอัพสกิลในเนื้องาน โดยพนักงานสามารถเลือกเรียนรู้ได้เองตามความสมัครใจผ่านอีเลิร์นนิ่งและการเข้าคอร์สเรียน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความไม่แน่นอนของการแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้บริษัทยังต้องประเมินผลกระทบต่อเนื่องเป็นระยะ โดยคาดว่าสภาพคล่องส่วนเกินในตลาดยังมีอยู่ และอัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับต่ำ บริษัทมีแผนจัดสัดส่วนเงินกู้ยืมระยะสั้นมากขึ้น และระดมเงินกู้ยืมระยะยาวไม่เกิน 12,000 ล้านบาท ในช่วงอายุที่สั้นลงจากเดิม เพื่อรองรับหุ้นกู้ที่ครบกำหนดในปี 2564 และการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อบริษัท โดยจะเน้นการบริหารต้นทุนทางการเงินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ภายใต้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้เป็นสำคัญ และบริหารพอร์ตลูกหนี้โดยรวมให้มีคุณภาพที่ดี โดยคาดว่าในปี 2564 บริษัทจะมีอัตราการเติบโตของกำไรในระดับที่ยอมรับได้และดีกว่าปีที่ผ่านมา&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ผลประกอบการเคทีซีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2563 กำไรสุทธิ 5,332 ล้านบาท เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้และดอกเบี้ย ค้างรับรวมเท่ากับ 90,149 ล้านบาท NPL ต่อเงินให้สินเชื่อรวมเท่ากับ 1.8% ฐานสมาชิกรวม 3.4 ล้านบัญชี แบ่งเป็นธุรกิจบัตรเครดิต 2,575,684 บัตร สินเชื่อลูกหนี้บัตรเครดิตรวม 60,235 ล้านบาท NPL ต่อเงินให้สินเชื่อลูกหนี้บัตรเครดิต 1.3% ธุรกิจสินเชื่อบุคคลมีจำนวนทั้งสิ้น 814,329 บัญชี ยอดลูกหนี้สินเชื่อบุคคลรวม 29,915 ล้านบาท NPL ต่อเงินให้สินเชื่อลูกหนี้สินเชื่อบุคคลเท่ากับ 2.7%.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98406</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงไทยธุรกิจลีสซิ่ง, บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน), ระเฑียร ศรีมงคล, เคทีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210405/image_big_606ae0415a2dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52514</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/12/2019 13:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/12/2019 13:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผ่ากลยุทธ์เคทีซีโตสวนเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เป็นปีที่ประเมินได้ยาก คาดว่าธุรกิจบัครเครดิตโตไม่ต่ำกว่าอุตสาหกรรม แต่สินเชื่อส่วนบุคคลมีการแข่งขันมากขึ้น ไม่ใช่แค่นอนแบงก์ แต่แบงก์เองก็ลงมาด้วย เราจะโตได้แต่อัตราการเติบโตอาจไม่เท่ากับที่ผ่านมา จึงจำเป็นต้องเพิ่มผลิตภัณฑ์ และจะเน้นโตทางด้านมาร์เก็ตแชร์ ที่ผ่านมาจะบอกว่าโตกำไร 10% สบายๆ เราเลือกจะโตมีคุณภาพ และเห็นว่าตลาดตอนนี้เป็นจังหวะที่ดีของการเติบโตมาร์เก็ตแชร์&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ผ่ากลยุทธ์เคทีซีโตสวนเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลายธุรกิจคาดการณ์กันว่าเศรษฐกิจหลังเปิดศักราชใหม่ 2563 คงเป็นอีกหนึ่งปีที่ท้าทายอยู่ไม่น้อย ทั้งโจทย์หนักที่เกิดขึ้นภายในประเทศ และปัจจัยจากต่างประเทศ ซึ่งแม้จะเข้าสู่ช่วงเดือนสุดท้ายของปี 2562 ก็ยังแทบไม่เห็นสัญญาณบวกของกำลังซื้อที่จะฟื้นตัวเท่าไหร่นัก ทำให้ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือเคทีซี เตรียมหาผลิตภัณฑ์ใหม่เข้ามาตอบสนอง โดยกลยุทธ์ปีนี้ต้องการเพิ่มมาร์เก็ตแชร์ ควบคู่ไปกับการสร้างผลกำไรให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เป้าการเติบโตที่ท้าทาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายระเฑียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือเคทีซี กล่าวว่า เศรษฐกิจในปีหน้าคาดการณ์ว่าคงไม่มีหน้า ไม่คิดว่าจะดีเท่าไหร่ แน่นอนว่าบริษัทยังคงมีกลยุทธ์ที่จะสร้างการเติบโตทางธุรกิจ แต่การจะบรรลุได้ตามตัวเลขที่วางไว้นั้น ก็คงไม่ง่าย แม้จะเชื่อว่าสามารถทำได้ แต่ก็คงยากกว่าที่ผ่านมา&amp;nbsp; ขณะเดียวกัน การที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ก็ต้องมีแรงกดดันที่ต้องโต แต่สถานการณ์ปัจจุบันหากเติบโตโดยไม่ระวังอาจส่งผลกระทบต่อบริษัทได้ เพราะฉะนั้นจึงเข้มงวดกับการอนุมัติสินเชื่อและบัตรมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็วางเป้าหมายของบัตรให้สูงขึ้น นับเป็นความท้าทายเป็นอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เป็นปีที่ประเมินได้ยาก คาดว่าธุรกิจบัครเครดิตโตไม่ต่ำกว่าอุตสาหกรรม แต่สินเชื่อส่วนบุคคลมีการแข่งขันมากขึ้น ไม่ใช่แค่นอนแบงก์ แต่แบงก์เองก็ลงมาด้วย เราจะโตได้แต่อัตราการเติบโตอาจไม่เท่ากับที่ผ่านมา จึงจำเป็นต้องเพิ่มผลิตภัณฑ์ และจะเน้นโตทางด้านมาร์เก็ตแชร์ ที่ผ่านมาจะบอกว่าโตกำไร 10% สบายๆ เราเลือกจะโตมีคุณภาพ และเห็นว่าตลาดตอนนี้เป็นจังหวะที่ดีของการเติบโตมาร์เก็ตแชร์&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เจาะลึกผู้บริโภคขยายฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นางพิทยา วรปัญญาสกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร-ธุรกิจบัตรเครดิต บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาจะชะลอตัว แต่ก็พบว่า 9 เดือนยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีสามารถเติบโตได้ถึง 10% หรือประมาณ 150,000 ล้านบาท&amp;nbsp; และคาดว่าสิ้นปีจะสามารถรักษาสัดส่วนการเติบโตของยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตโดยรวมได้ที่ประมาณ 10% &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับปี 2563 แนวคิดการทำตลาดบัตรเครดิตเคทีซีที่กำหนดไว้คือ &amp;ldquo;Everyone, everyday, and everywhere&amp;rdquo;หรือต้องการให้บัตรเคทีซีเป็นบัตรที่สมาชิกเลือกใช้ทุกวันและทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นการจับจ่ายผ่านช่องทางออนไลน์หรือการใช้จ่ายที่ร้านค้าในประเทศหรือต่างประเทศก็ตาม โดยนอกจากการมุ่งเน้นความคุ้มค่าผ่านคะแนน KTC FOREVER แล้ว เคทีซีจะให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ที่ดีกับสมาชิก ทั้งสร้างความมั่นใจ ความสะดวกและความปลอดภัยในการใช้บัตร รวมถึงการสร้างความพึงพอใจให้กับสมาชิก โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลในการเรียนรู้พฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าแต่ละราย เพื่อนำเสนอสิ่งที่สมาชิกบัตรชื่นชอบ รวมทั้งจะใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยควบคู่ไปกับความรู้และประสบการณ์ของทีมการตลาดเพื่อสรรสร้างสิ่งที่แตกต่าง ทั้งนี้ เคทีซีจะยังคงให้ความสำคัญกับการขยายเครือข่ายพันธมิตรร้านค้าให้ครอบคลุมไลฟ์สไตล์ของสมาชิกมากที่สุด อีกทั้งจะมีการเพิ่มประสิทธิภาพของช่องทางการสื่อสารมากขึ้น เพื่อให้สมาชิกบัตรได้รับทราบข้อมูลที่ตรงใจ มีประโยชน์ และไม่พลาดโปรโมชั่นดีๆ จากเคทีซี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ยึด 4 กลยุทธ์ดันสินเชื่อฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นางสาวพิชามน จิตรเป็นธรรม ผู้อำนวยการ-ธุรกิจสินเชื่อบุคคล เครดิต บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แผนกลยุทธ์ธุรกิจสินเชื่อบุคคลในปีหน้าคือมุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยจะเพิ่มปริมาณสินเชื่อพร้อมกับการสร้างคุณภาพหนี้ที่ดีขึ้น ใน 4 แกนหลัก คือ 1.หาสมาชิกใหม่ที่มีความต้องการสินเชื่อเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต เนื่องจากการใช้วงเงินอย่างมีวัตถุประสงค์ แสดงถึงการวางแผนเพื่อความก้าวหน้าในชีวิต และวินัยทางการเงินที่ดี โดยตั้งเป้าเพิ่มปริมาณลูกค้าและพันธมิตรในกลุ่มสินเชื่อเพื่อการศึกษาให้มากขึ้น 2.มุ่งรักษาฐานสมาชิกปัจจุบันให้มีความผูกพันกับเคทีซีและเป็นบัตรที่ลูกค้านึกถึงเป็นใบแรก โดยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายสมาชิกที่มีวินัยการชำระเงินที่ดี ผ่านแคมเปญที่โดนใจสมาชิกตลอดกาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วน 3.พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อสร้างความพึงพอใจขั้นสูงสุด ด้วยบริการใหม่ เพิ่มวงเงินฉุกเฉินที่สามารถทำรายการด้วยตนเองตลอด 24 ชั่วโมง อนุมัติรับวงเงินทันทีเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของลูกค้าให้มากขึ้น พัฒนาบริการเบิกเงินสดออนไลน์ผ่านแอป &amp;ldquo;KTC Mobile&amp;rdquo; ตลอด 24 ชั่วโมงแบบเรียลไทม์ 4.สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ลูกค้า เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน และเติบโตไปพร้อมกัน โดยสร้างวินัยทางการเงินผ่านกิจกรรมสัมมนาให้ความรู้ รวมทั้งต่อยอดการจัดกิจกรรมเวิร์กช็อปแบ่งปันความรู้เพื่อประกอบอาชีพ พร้อมให้คำแนะนำด้านการลงทุนเพื่อนำไปสร้างรายได้ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ชูดิจิทัลแพลตฟอร์ม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายปิยศักดิ์ เตชะเสน รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส-ช่องทางจัดจำหน่ายและธุรกิจร้านค้า บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปีหน้าน่าจะเป็นความท้าทายและสร้างโอกาสที่ดีให้กับเคทีซี ด้วยผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่มีความหลากหลายและครบวงจรมากขึ้น จะทำให้สามารถนำเสนอทางเลือกของผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้ารายย่อยได้อย่างครอบคลุม&amp;nbsp; โดยตั้งเป้าหมายสมาชิกบัตรเครดิตใหม่ 350,000 ใบ และบัตรกดเงินสดเคทีซี พราว 210,000 ใบ รวมทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด &amp;ldquo;สินเชื่อเคทีซีพี่เบิ้ม&amp;rdquo; ซึ่งประกอบด้วย สินเชื่อทะเบียนรถยนต์ สินเชื่อทะเบียนรถจักรยานยนต์และสินเชื่อเงินสด สำหรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักของเคทีซีจะยังเป็นพนักงานที่มีรายได้ประจำตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกัน จะมุ่งเน้นช่องทางการรับสมัครผ่านทางออนไลน์มากขึ้น และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับสมาชิกทุกรายที่สนใจสมัครผลิตภัณฑ์เคทีซี ส่วนช่องทางหลักในการสรรหาสมาชิกสินเชื่อผ่านธนาคารกรุงไทย และผู้แนะนำผลิตภัณฑ์ทางการเงินเคทีซีอิสระ จะเน้นการเพิ่มจำนวนและศักยภาพตัวแทนขายให้สูงขึ้น ซึ่งเคทีซีให้ความสำคัญในการพัฒนาบุคลากรทางการขายที่มีคุณภาพมาโดยตลอด เพื่อให้มั่นใจได้ว่านอกเหนือจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์ได้อย่างถูกต้องชัดเจนแล้ว จะช่วยเสริมสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับสมาชิกต่อไปอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับกลยุทธ์การขยายพันธมิตรร้านค้าในปี 2563 จะมุ่งนำเสนอบริการรับชำระที่เหมาะสมและตอบโจทย์ความต้องการของร้านค้าในกลุ่มธุรกิจต่างๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีในการใช้บริการ และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับบริษัท โดยจะให้ความสำคัญกับตลาดการผ่อนชำระ &amp;ldquo;KTC FLEXI&amp;rdquo; ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงการขยายฐานร้านค้าในกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะร้านค้าอาลีเพย์ ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อรองรับการจับจ่ายของกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เข้ามาในประเทศไทย และกลุ่มชาวจีนที่พักอาศัยในไทย รวมทั้งจะนำเสนอเพย์เมนต์โซลูชั่นใหม่ๆ เพื่อรุกเข้าธุรกิจร้านค้าออนไลน์ โดยเน้นความปลอดภัยในการทำธุรกรรมที่ได้มาตรฐานสากลและความสะดวกรวดเร็วเป็นสำคัญ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52514</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปิยศักดิ์ เตชะเสน, พิชามน จิตรเป็นธรรม, พิทยา วรปัญญาสกุล, ระเฑียร ศรีมงคล, อีโคโฟกัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191215/image_big_5df5d19b05583.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14251</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/07/2018 09:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/07/2018 09:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ขุนคลังรื้อบอร์ด&#039;ยาสูบ&#039; ไม่ปลื้มทำงานไม่เข้าเป้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครม. สั่งรื้อบอร์ด กยท. พร้อมส่งนักการเงินมือดี &amp;ldquo;ระเฑียร&amp;rdquo; นั่งประธานคุมแก้ปัญหาการดำเนินงานครั้งใหญ่ เชื่อ กยท. ยังมีศักยภาพแข่งขันได้ แต่ติดฝ่ายบริหารปรับตัวช้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรล่าสุดได้เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอการแต่งตั้งคณะกรรมการการยาสูบแห่งประเทศไทย (กยท.) ชุดใหม่ โดยให้นายระเฑียร ศรีมงคล อดีตผู้บริการ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นประธานกรรมการ &amp;nbsp;พร้อมทั้งตั้งนายลวรณ แสงสนิท และนายยุทธนา หยิมการุณ ผู้ตรวจกระทรวงการคลัง เป็นกรรมการ ผู้แทนกระทรวงการคลัง &amp;nbsp;โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ &amp;nbsp;17 ก.ค. 2561เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นายอภิศักดิ์ ต้องการให้นายระเฑียร เข้าไปแก้ไขปัญหาการดำเนินการของ กยท. ครั้งใหญ่ เป็นการเร่งด่วน หลังจากแปลงสภาพเป็นนิติบุคคล และที่ผ่านมามีการปรับเพิ่มอัตราภาษีบุหรี่สูงขึ้น ทำให้ยอดขายบุหรี่ลดลง จนทำให้ผลกำไรที่เคยมีจำนวนมากกลายเป็นขาดทุนในอนาคต&amp;rdquo; แหล่งข่าว กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าว กล่าวอีกว่า นายอภิศักดิ์ เชื่อว่า กยท. ยังมีศักยภาพที่จะแข่งขันได้ แต่ที่ผ่านมาผ่ายบริหารยังปรับตัวช้า และมีผู้บริหารและพนักงานบางส่วนไม่ยอมปรับตัว และพยายามกดดันให้กระทรวงการคลังแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีสรรพสามิตให้กลับไปเก็บภาษีแบบเดิม หรือขยายเวลาการขึ้นภาษีรอบใหม่ในปีหน้า ซึ่งนายอภิศักดิ์ ไม่เห็นด้วยจึงได้มีการขอ ครม. เปลี่ยนคณะกรรมการใหม่ทั้งชุด และส่งนายระเฑียร เข้าไปเป็นประธานเพื่อดูเรื่องการปรับโครงสร้างทางการเงินและการตลาดของ กยท. ทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัจจุบันภาษีบุหรี่ตามกฎหมายสรรพสามิตใหม่ปี 2560 เก็บตามปริมาณ 1.20 บาทต่อมวน และตามมูลค่า 20% สำหรับบุหรี่ราคาซองละไม่เกิน 60 บาท และ 40% สำหรับบุหรี่ที่ราคาเกินซองละ 60 บาท และในวันที่ 1 ต.ค. 2562 จะเก็บตามมูลค่าเป็นอัตราเดียวกันหมดที่ 40% ซึ่งหาก กยท. ไม่เร่งปรับโครงสร้างการบริหาร การเงิน และการตลาดเสียใหม่ตั้งแต่วันนี้จะทำให้เกิดปัญหาขึ้นในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ที่ผ่านมานายอภิศักดิ์ ยังไม่พอใจการทำงานของผู้บริหาร กยท. ที่ประกาศไม่รับซื้อใบยาสูบจากชาวไร่ จนมีการรวมตัวประท้วงและไปยื่นหนังสือที่ศูนย์ดำรงธรรม ทำให้กระทรวงการคลังต้องสั่้ง กยท. บริหารสต๊อกยาสูบและรับซื้อใบยาจากชาวไร่ตามปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันที่ผ่านมา กยท. ได้แจ้งว่ามีผลการดำเนินงานปี 2560 กำไร 9 พันล้านบาท &amp;nbsp;และคาดว่าในปี 2561 จะขาดทุน 1.5 พันล้านบาท ซึ่งไม่สอดคล้องกับผลประกอบการจริงในรอบครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2561 ที่มีกำไร 588 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 88% ที่มีกำไร 4.72 พันล้านบาท แม้ว่า กยท. จะมีส่วนแบ่งตลาดถึง 60% &amp;nbsp;แต่ได้รับผลกระทบจากการที่กำไรต่อซองลดลง จากเดิม 7 บาท เหลือเพียง 10 สตางค์ ทำให้รายได้ส่วนใหญ่หายไปถึงเกือบ 6 พันล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามล่าสุด กยท. ยังได้ทำเรื่องขอกระทรวงการคลังจ่ายโบนัสให้กับพนักงานสำหรับผลการดำเนินปี 2560 ที่ผ่านมาถึง 4 เดือน เพื่อแลกเปลี่ยนกับการรับซื้อใบยาสูบจากชาวไร่ ทำให้นายอภิศักดิ์ ไม่พอใจ เพราะเห็นว่าเป็นคนละเรื่องกันไม่ควรน่ามาผสมรวมกันทำให้การบริหารงานขององค์กรไม่มีประสิทธิภาพ และไม่เป็นผลดีกับประเทศในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายกฤษณ์ ผาทอง นายาสมาคมผู้บ่ม และผู้ค้าใบยาสูบ จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า หากภายในสิ้นเดือนนี้ กยท. ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการซื้อใบยาจากชาวไร่ ทางตัวแทนจะรวมตันกันเพื่อขอพบผู้บริหาร กยท. เพื่อขอคำชี้แจงในเรื่องดังกล่าว เพราะจะต้องเริ่มกระบวนการเพราะปลูกแล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14251</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยท., ครม., นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์, บอร์ดยาสูบ, ระเฑียร ศรีมงคล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180627/image_big_5b3399039afab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
