<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>83914</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/11/2020 17:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/11/2020 17:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แกนนำ3นิ้วฮึ่ม!หากร่างแก้รธน.ไอลอว์โดนตีตกเจอแอคชั่นแน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 พ.ย.63-น.ส.จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ แกนนำเยาวชนปลดแอก กล่าวถึงการนัดชุมนุมของกลุ่มราษฏร ที่หน้าอาคารรัฐสภาวันที่ 17 พ.ย.นี้ว่า เป็นการนัดชุมนุมเพื่อติดตามการพิจารณารับหลักการร่างรัฐธรรมนูญของสมาชิกรัฐสภา โดยจะเป็นการปักหลักจนกว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของภาคประชาชน ที่เสนอโดยไอลอว์ได้รับการพิจารณา ใม่ใช่ถูกตีตกเหมือนที่ผ่านมา ขณะเดียวกันย้ำจุดยืนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องทำได้ทุกมาตรา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่าจะมีการยกระดับการชุมนุมหากหรือไม่หากร่างของไอลอว์ถูกตีตก น.ส.จุฑาทิพย์ กล่าวว่า ขอให้รอติดตามจากทางเพจเยาวชนปลดแอกและกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เพราะตอนนี้ยังไม่สามารถตอบได้ เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนนาทีต่อนาที แต่ยืนยันว่าจะมีแอคชั่นจากผู้ชุมนุมอย่างแน่นอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การชุมนุมครั้งนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมจะไปดักทุกทางเข้าออกของรัฐสภา ทั้งทางเรือ ทางบก ทางอากาศ เพราะเมื่อวันที่ 24 กันยายนจะเห็นว่า สมาชิกวุฒิสภาใช้เส้นทางอื่นในการเดินทางออกจากสภา ไม่มาพูดคุยกับประชาชน ดังนั้นครั้งนี้ เราจึงจะไปดักทุกช่องทางเพื่อดูว่าจะทำอย่างไรกันต่อไป บอกได้คำเดียวว่าจัดหนักจัดเต็มแน่นอน เราไม่ต้องการไปคุกคามใคร เราไปยังสันติ ไปตามหลักการ เราก็อยากเห็นเหมือนกันว่า จะเกิดอะไรขึ้น และเราก็ทราบ สว.ชัดนี้ไม่ได้มาตามระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แต่สว.มาจากช่องโหว่ของกฎหมาย แต่เมื่อเข้ามาเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศแล้ว เขาก็ต้องทำงานรับใช้ประชาชน&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.จุฑาทิพย์ ยังกล่าวถึงกรณีที่จะมีกลุ่มไทยภักดีมาชุมนุมในพื้นที่เดียวกันด้วยว่ากลุ่มผู้ชุมนุมฝ่ายประชาธิปไตย ไม่ใช่ฝ่ายที่จะไปปะทะแน่นอน ยังยึดมั่นในหลักของสันติ ประกอบกับอีกกลุ่มมาชุมนุมคนละช่วงเวลา น่าจะไม่มีปัญหา แต่หากชุมนุมพร้อมกันก็จะอยู่ในพื้นที่ของตนเอง ไม่มีความรุนแรงเกิดจากฝั่งของตนเองแน่นอน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83914</URL_LINK>
                <HASHTAG>การชุมนุม, น.ส.จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์, ม็อบ3นิ้ว, รั, รัฐสภา, ร่างรัฐธรรมนูญ, ไอลอว์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200821/image_big_5f3fd3375f177.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34576</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/04/2019 17:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/04/2019 11:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;มาชิน&#039;โจมตีศาลฝ่ายตุลาการรับใช้อำนาจเผด็จการ หรือว่าจะให้แผ่นดินลุกเป็นไฟและพินาศบรรลัย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 เม.ย.62-นายนคร มาฉิม อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่าอำนาจตุลาการของไทยเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายเผด็จการและเป็นเครื่องจักรสังหารฝ่ายประชาธิปไตยหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อ 24 มิถุนายน 2475 สงครามการแย่งชิงอำนาจปกครองประเทศของ 2 ระบอบ คือ ประชาธิปไตย กับ เผด็จการ มีการต่อสู้กันต่อเนื่องยาวนานถึงวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติบางยุคสมัยระบอบประชาธิปไตยชนะมีสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ก็จะออกกฎหมายที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่า สภาเผด็จการที่มาจากการยึดอำนาจของคณะรัฐประหาร ซึ่ง เขาก็จะออกกฎ กติกา เอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายเผด็จการ มีกฎหมายที่ ริดรอน สิทธิเสรีภาพของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อำนาจฝ่ายบริหารก็เช่นกัน ช่วงเวลาที่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลจะใส่ใจดูแลประชาชนมากกว่ารัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจที่ไม่แคร์ต่อความเป็นอยู่ของประชาชนสงคราม 2 ระบอบผลัดกันแพ้ ชนะล้มลุกคลุกคลานมา 87 ปีแต่ส่วนใหญ่ฝ่ายเผด็จการจะชนะและปกครองประเทศยาวนานมากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนอำนาจตุลาการ แทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ยังคงยึดติดกับระบอบเดิมแบบตั้งรับ มีกรอบ วัฒนธรรม แบบอนุรักษนิยมเดิม คนที่ได้ทำงานเป็นตุลาการผู้พิพากษาคดี ได้รับเกียรติสูงในสังคมไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ด้วยอำนาจศาลตุลาการไม่ยึดโยงกับประชาชน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบเดิม มาเป็นระบอบประชาธิปไตยภายใต้สงครามระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการ เป็นที่น่าเสียใจอย่างยิ่งที่การถ่วงดุลอำนาจ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการเสียดุลไป ฝ่ายตุลาการไม่เคยปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและอำนาจอธิปไตยให้ประชาชนเลย ศาลและอำนาจฝ่ายตุลาการกลับไปรับใช้อำนาจเผด็จการ ทุกครั้งที่มีการยึดอำนาจปล้นอำนาจของประชาชนโดยคณะรัฐประหาร ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน เริ่มต้นจากการที่ศาลฎีการับรองความชอบธรรมให้คณะรัฐประหารว่า เมื่อยึดอำนาจได้สำเร็จ กฎ กติกา คำสั่งของคณะรัฐประหาร หรือ กฎที่ออกมาจากสภาเผด็จการ ถือเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับกับคนไทยทุกคน และศาลอื่นๆที่มีขึ้นมาภายหลังก็ยึดถือแนวทางปฏิบัติแบบเดียวกันตลอดมาโดยอำนาจตุลาการไม่ได้คำนึงถึงที่มาว่า อำนาจที่ได้มาจากการยึดอำนาจไม่มีความชอบธรรมมาแต่ต้น ในทางทฤษฎีทางอาญาคณะรัฐประหารก็คือโจรกบฏ เท่ากับว่า ศาลและอำนาจตุลาการ นำเอากฎของโจรกบฏมาใช้เป็นกฎหมายเพื่อกดขี่ข่มเหงปกครองประเทศและประชาชน โดยไม่เคยพิจารณาทบทวนแนวทางที่จะปกป้องคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพและอำนาจของประชาชนเลยจนทุกวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการศึกษาวิเคราะห์ วิจัยในทางวิชาการ ทั้งในและต่างประเทศ มีความเห็นในทิศทางว่า หากเป็นคดีทางการเมือง โดยเฉพาะนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ที่ถูกกล่าวหา ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ศาลและกระบวนการยุติธรรมจะพิจารณาเเบบมีอคติ มองนักการเมืองและพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยเลวร้าย พิจารณาพิพากษาเพื่อทำลายฝ่ายประชาธิปไตย สกัดกั้นการเติบโตฝ่ายประชาธิปไตย เช่นการยุบพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคไทยรักษาชาติ และอีกหลายๆพรรค คดีนักการเมืองเช่น อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรี หรือแม้แต่อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เป็นผู้นำฝ่ายประชาธิปไตย เช่น นายกทักษิณ นายกยิ่งลักษณ์ จะถูกไล่ล่า ตั้งธงเอาผิดให้จงได้ ทุกวิถีทาง โดยเฉพาะกฎหมายที่ออกมาจากสภาเผด็จการ ที่ให้พิจารณาคดีลับหลังจำเลย หรือแม้เอผิดย้อนหลัง ที่สากลโลกไม่ยอมรับ ขัดกับหลักนิติธรรม ผู้ถูกกล่าวหาฟ้องร้องก็ยากมากที่จะอธิบายให้สังคมเข้าใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักวิชาการหลายคนมองว่าบางคดีควรจะเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร ที่จะตัดสินใจให้เป็นไปตามนโยบาย เพื่อพัฒนาประเทศ และ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ เช่นกรณีการที่ธนาคารส่งออกและนำเข้าหรือ Exim Bank ปล่อยกู้ให้ประเทศเมียนม่า เป็นลักษณะการช่วยเหลือระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล และรัฐบาลไทยก็ไม่เสียหาย ได้รับเงินคืนทั้งเงินต้น และดอกเบี้ย ครบถ้วน แต่ก็ถูกพิพากษาลงโทษจำคุก อดีตนายกรัฐมนตรีถึง 3 ปี จึงเกิดความกังวลใจ ว่าอำนาจฝ่ายตุลาการมีอำนาจเหนือกว่าฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาประเทศ เป็นเครื่องมือฝ่ายเผด็จการทำลายฝ่ายประชาธิปไตย ทักษิณ ยิ่งลักษณ์ เจอสภาพการณ์ทำลายทุกรูปแบบมาแล้ว เพราะถือธงนำฝ่ายประชาธิปไตย ที่ลุกขึ้นมาท้าทายระบอบเผด็จการ ธนาธร ปิยบุตร และอีกหลายคนกำลังประสบชะตากรรมแบบเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนฝ่ายเผด็จการที่ปล้นอำนาจยึดอำนาจประชาชนไป ส่วนใหญ่จะนิรโทษกรรมให้ตัวเองและไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ต่อการยึดอำนาจ การบริหารประเทศไม่ว่าจะเกิดความเสียหายมากเพียงใด เช่น นายพลบางคนที่อ้างว่าแหวนเพชรเป็นของมารดา นาฬิกา 25 เรือนยืมเพื่อนที่ตายแล้วมาใส่ หรือแม้แต่การถูกตั้งคำถามว่ามีเงินซุกซ่อนในประเทศสิงคโปร์ มากถึง 75,000 ล้านบาท ก็ไม่มีใครกล้าพูดถึง ต่างขลาดกลัว สยบยอมก้มหน้ารับชะตากรรมกันหมด แม้แต่สื่อเองก็ขลาดกลัวที่จะพูดถึงเรื่องดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาล และกระบวนการยุติธรรมของไทย จึงถูกสังคมโลกมองว่า ไม่มีความเป็นธรรม มีอคติกับนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย และเป็นเครื่องมือของฝ่ายเผด็จการ เป็นเครื่องจักรสังหารนักการเมืองและพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ทำลายพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยรับใช้เผด็จการมาตลอด จนทุกวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความสงสัยนี้จึงนำมาซึ่งความเสื่อม ความไม่ไว้วางใจ ไม่ยอมรับ คำพิพากษาของศาล ไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมของไทย ทั้งคนไทยและชาวต่างประเทศจำนวนไม่น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาล และกระบวนการยุติธรรมของไทยจึงต้องพิสูจน์ตัวเอง ให้ได้ว่า การพิจารณาพิพากษาคดีนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ไม่มีอคติไม่เป็นเครื่องมือฝ่ายเผด็จการเพื่อใช้กฎหมายทำลายล้างอีกฝ่ายหนึ่ง แล้วนำความเชื่อมั่น ศรัทธากลับคืนมา หรือว่าจะให้แผ่นดินนี้ต้องลุกเป็นไฟ และพินาศบรรลัย เพราะศาลและกระบวนการยุติธรรม ไร้ความยุติธรรม เป็นเครื่องมือรับใช้เผด็จการ ใช้กฎหมายทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม อันจะเป็นชนวนกลียุคจากอำนาจตุลาการที่เปลี่ยนตัวเองมารับใช้เผด็จการเสียแล้ว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34576</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ต่อต้านเผด็จการ, นคร มาฉิม, รั, รัฐประหาร, ศาลรับใช้เผด็จการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181210/image_big_5c0e3c400aa6e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20101</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2018 13:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2018 13:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กแดง&#039;ยันเป็นทหารอาชีพ ลั่น!รัฐประหารมีอีกหรือไม่อยู่ที่นักการเมือง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ต.ค.61- พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก วาระพิเศษว่า สถานการณ์ในอนาคตข้างหน้า กองทัพบกจะต้องเผชิญกับสถานการณ์หลายอย่างตามปฏิทินการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปีหน้านั้น กองทัพบกเตรียมการทำความเข้าใจของกำลังพล ที่สำคัญที่สุดผู้บังคับหน่วยจะต้องแยกแยะภารกิจให้ออก เราในฐานะกองทัพบกและเป็นทหารของชาติทหารของประชาชน มีหน้าที่อยู่แล้วที่จะสนองต่อนโยบายของรัฐบาล ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลก็ตาม นี่คือหน้าที่ของกองทัพ กองทัพต้องทำงานให้กับรัฐบาล เพราะฉะนั้นในการเลือกตั้งที่กำลังจะมีเกิดขึ้น ตนได้ประชุมผู้บังคับหน่วยและเน้นย้ำในส่วนที่เป็นกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.)ได้ให้แนวทางว่าต้องใช้ความระมัดระวัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จากนี้ไปก็ต้องถูกจับตา จับจ้องจากนักการเมืองยอมรับว่า ทหารขาดประสบการณ์เรื่องการเมือง&amp;nbsp;
อาชีพทหาร เราอยู่ในกรม กอง โอกาสพบกับประชาชนมีน้อยมาก นอกจากออกไปช่วยเหลือประชาชนเมื่อเดือดร้อนและประสบภัยต่างๆเพราะฉะนั้นวิสัยทัศน์ที่จะไปเผชิญกับโลกภายนอกวิถีทางการเมืองลำบาก ผมจึงให้แนวทางของกองทัพ โดยเฉพาะ กกล.รส.เนื่องจาก เราสวมหมวก 2 ใบ คือ ในฐานะกองทัพบกและในฐานะที่เป็น คสช.จากการเดินต่อไปนี้ต้องระมัดระวัง ไม่ให้การเมืองเข้ามาใช้ประโยชน์ จากการช่วยเหลือประชาชนยืนยันว่า กองทัพช่วยเหลือประชาชนเราไม่ได้หาเสียง&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.อภิรัชต์ ยืนยันว่า ทหารไม่มีความจำเป็นต้องหาเสียง เพราะไม่รู้จะหาเสียงไปเพื่ออะไร การช่วยเหลือประชาชนถือเป็นหน้าที่เป็นอาชีพของทหาร ไม่ได้ต้องการช่วยเหลือเพื่อให้ได้เสียงมา เราช่วยเหลือประชาชนมาโดยตลอดในทุกภารกิจ ในทุกครั้งที่ประชาชนเดือดร้อน นี่คือหน้าที่ของทหาร โดยอาชีพ โดยจิตสำนึก และจิตอาสา ในทางกลับกันตนอยากให้กำลังพลระมัดระวังการฉกฉวยโอกาสที่มองว่าการไปช่วยเหลือประชาชนของทหารนั้นเป็นการหาเสียง ขอย้ำว่าเราทำมานานแล้วและอยากให้ประชาชนได้รู้ว่าทหารช่วยเหลือประชาชนด้วยอาชีพด้วยใจ ไม่ได้หวังผลไม่ได้ต้องการ ให้มาเลือกคนที่ไปช่วยเหลือ แต่ช่วยเหลือตามแนวทางของรัฐบาล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลใดเราก็ต้องดำเนินการตามแนวทางที่รัฐบาลที่ได้กำหนดไว้ เช่น ปัจจุบันรัฐบาลได้ต่อยอดโครงการประชารัฐเป็นโครงการไทยนิยมยั่งยืนซึ่งก็มี 3 หน่วยงานหลัก ตั้งแต่ กระทรวงมหาดไทย ฝ่ายปกครอง กระทรวงการคลัง โดยแบ่งเป็น 2 หมวดด้วยกันซึ่งก็คงทราบกันดีอยู่แล้วการสร้างความมั่นคงยั่งยืนเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ 10 ประการทั้งหมด ซึ่งทหารต้องสนับสนุนให้เดินควบคู่ไป เห็นว่าโครงการไทยนิยมยั่งยืนนั้นเป็นโครงการที่รัฐบาลมีความตั้งใจจริงต้องการให้เกิดความมั่นคงสอดคล้องสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ 20 ซึ่งกรมการปกครองได้แจกจ่ายคู่มือมาให้กับกองทัพบก เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;จากนี้ไปถูกจับตามองแน่ เพราะกองทัพและ คสช.ก็คือเนื้อเดียวกัน ขณะนี้รัฐบาลก็คือรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ยืนยันว่าไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลเราก็ต้องทำ ผมก็ต้องทำ ไม่ว่าใคร พรรคการเมืองใดมาเป็นรัฐบาล ไม่ต้องห่วง ผมยืนยันและจุดยืนในการทำงานของผมในการกำหนดทิศทางๆให้กำลังพลในกองทัพบก ได้ดำเนินการ ผมทำงานร้อยเปอร์เซ็นต์และเกินร้อยอยู่แล้ว ไม่ว่าใครมาเป็นนายผม&amp;quot; ผบ.ทบ.กล่าวและว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการวางตัวเป็นกลางในสถานการณ์ข้างหน้านั้นเราเป็นทหารอาชีพ และตนผ่านวิกฤตทางการเมืองและการทหารมาทุกยุคทุกสมัยประสบการณ์ที่ตนเก็บเกี่ยวตลอดระยะเวลาที่รับราชการมาตั้งแต่สมัยเด็กๆและมาจาก พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด และหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ซึ่งเป็นคุณพ่อของตน จนมายืนเป็นผู้บัญชาการทหารบก ในทุกวันนี้ ความเป็นกลางนั้นขึ้นอยู่กับคนมอง บางครั้งเราทำเรามั่นใจว่าสิ่งที่เราทำเป็นกลาง แต่มุมมองของคนอื่นมองว่าเราไม่เป็นกลางถามว่าจะเอาอะไรมาตัดสินหรือเป็นเครื่องวัดว่ากองทัพอยู่ตรงไหนแต่ขอให้มั่นใจว่า กองทัพเป็นกลางและอยู่เคียงข้างประชาชนจะดำเนินการทุกอย่างให้ประชาชน อยู่ดีกินดีช่วยเหลือประชาชนทุกโอกาส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ย้ำว่ากองทัพบกเป็นมืออาชีพ เป็นทหารอาชีพ คำว่าทหารอาชีพกับอาชีพทหารแตกต่างกัน ขอความเป็นธรรมด้วย ตั้งแต่เริ่มต้นว่า เรากองทัพบกจะวางตัวเป็นกลางเราในฐานะทหารอาชีพ ใครมาเป็นรัฐบาลต้องสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า อุปสรรคในการทำหน้าที่และการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น มีอะไรน่าห่วงหรือไม่ พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า อุปสรรคของกองทัพในขณะนี้ตนคิดว่าสิ่งที่ยากที่สุดคือการที่ทำให้ประชาชนมีความเข้าใจบทบาทหน้าที่ของกองทัพ ว่ากองทัพออกไปช่วยเหลือประชาชนด้วยความบริสุทธิ์ใจ และ การทำความเข้าใจกับกำลังพลในการลงไปปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งกำลังพลนั้นบางครั้งมุมมองหรือการทำงานของเขา เป็นอุปสรรคในตัวเอง &amp;nbsp;ถามว่าโครงการไทยนิยมยั่งยืน จะจบเมื่อไหร่ สมมุติว่าทหารเข้าไปแนะนำชาวบ้านตามคู่มือโครงการไทยนิยมยั่งยืน แต่โครงการไทยนิยมยั่งยืนอยู่ในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ แล้วจะบอกว่าเราสนับสนุนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์หรืออย่างไร ซึ่งถือเป็นเรื่องลำบากขอให้แยกแยะอยากให้ประชาชนได้เข้าใจและให้ความเป็นธรรมกับเราด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.อภิรัชต์ ย้ำว่า อย่าลืมในช่วงสมัยรัฐบาลรักษาการเมื่อปี 2552 และ 2553 เกิดวิกฤติการณ์ก่อนการเลือกตั้ง ทหารก็ต้องดำเนินการตามรัฐบาลที่รักษาการเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นอุปสรรคก็คือการทำงานและความเข้าใจของทั้งสองฝ่ายทั้งผู้ปฏิบัติและผู้ที่เราเข้าไปช่วยเหลือ ส่วนการเตรียมการการเลือกตั้งนั้น
ในปัจจุบันให้หน่วยได้มีความเข้าใจตรงกันว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นในปฏิทินการเลือกตั้งตามโรดแมปตั้งแต่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าลงพระปรมาภิไธยใน พรป.ประกอบการเลือกตั้ง ที่มาของ สส.และสว. ซึ่งตนได้แจกจ่ายรายละเอียดให้กับ ผบ.หน่วย เพื่อให้หน่วยมีความเข้าใจว่าจากนี้ไป 90 วันจะเกิดอะไรขึ้นอีก &amp;nbsp;150 วันและการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อใด หากผู้บังคับหน่วยเข้าใจตรงกันไปในทางเดียวกัน เราก็จะมาดูในแต่ละเรื่องการทำงานกองทัพควรจะดำเนินการอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า สถานการณ์ในอนาคตเกิดวิกฤติกองทัพจะปฏิวัติอีกหรือไม่ เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วงเป็น ผบ.ทบ.ยืนยันมาตลอดไม่ปฏิวัติ แต่ก็ปฏิวัติ &amp;nbsp;พล.อ.อภิรัชต์ นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในประเทศไทย สื่อได้มีการบันทึกภาพในทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่าให้เป็นเพียงแต่ภาพที่เกิดขึ้น ให้บันทึกอยู่ในสมองในความทรงจำ เช่นเดียวกับคนไทยทุกคนที่เคยเห็นภาพต่างๆที่เคยเกิดขึ้นเมื่อบ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย ทำอะไรก็ลำบาก ค้าขายก็ลำบาก ถนนถูกบล็อก คนไทยออกมาตีกัน ยิงกัน ฆ่ากัน &amp;nbsp;วันนั้น ทหารยืนอยู่ตรงไหน เราถูกรัฐบาลสั่งการให้ออกมาควบคุมความสงบเรียบร้อย เราทำด้วยหัวใจ ที่ไม่ได้คิดแบบนักการเมืองว่าเราจะเข้ามาบริหารประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;และผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้คิดอยากช่นเดียวกัน แต่ความที่ท่านต้องเสียสละ ถามว่าในวันนั้นจะเกิดอะไรขึ้น ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ตัดสินใจทำรัฐประหาร ยอมรับว่าผมมีความคุ้นเคยกับ พล.อ.ประยุทธ์แต่ไม่มีเรื่องส่วนตัวกับท่าน เพราะท่านใช้ผมทำงานมาโดยตลอด เดือนหนึ่งได้เจอกัน 5 ถึง 10 นาทีก็เต็มที่แล้ว ผมถึงบอกว่าความเป็นกลางก่อนผมในฐานะที่เป็นผู้บัญชาการทหารบก ผมเจอท่านในเวลาสั้นๆถือว่าเก่งแล้วในชีวิตนี้เคยนั่งคุยกับท่านไม่เกิน 1 ชั่วโมง แต่ได้เห็นความรัก ความรู้ ความทุ่มเทในการทำงานของท่าน ซึ่งเป็นแบบอย่างหนึ่งของผมในการดำเนินงานด้านราชการและถ้าวันนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ตัดสินใจบ้านเมืองจะเกิดอะไรขึ้น ผมว่าการตัดสินใจไม่ได้อยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์แต่อยู่ที่ประชาชน &amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผบ.ทบ.กล่าวว่าหวังใจเป็นอย่างยิ่งว่าเหตุการณ์รุนแรงในบ้านเมืองเช่นนี้คงไม่เกิดขึ้นอีก ที่ผ่านมามีเหตุการณ์อะไรขึ้นมาก็ไม่เคยขนาดนี้ เพราะมีการแย่งแก่งแย่ง ชิงการเมือง การเอาชนะ ไม่รู้จักแพ้ไม่รู้จักชนะ แล้วคนที่แพ้ก็คือประเทศ ยืนยันว่ากองทัพไม่มีวันชนะประชาชน แต่ประชาชนที่ออกมาสร้างความเดือดร้อน ยั่วยุให้จุดไฟเผา มีการประกอบระเบิด นั่นคือท่านแพ้ ท่านเป็นประชาชนที่ทำให้ประเทศแพ้ แทนที่เราจะแข่งขันทางการค้า แล้วต้องใช้เวลากี่ปีฟื้นฟูประเทศ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย หลังจากเกิดเหตุการณ์เมื่อ 4 ปีที่แล้ว มีการยกเลิกการนำเข้าส่งออกของประเทศต่างประเทศเป็นเงินมหาศาลกว่าจะฟื้นฟูกลับมาได้ใช้เวลาเท่าไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จุดไฟเผาในเมือง เกิดกลียุค ปีเดียวสิ่งปลูกสร้างทำได้ แต่ในทางการค้าไม่ใช่ ความมั่นใจของต่างชาติในการลงทุนต้องใช้เวลานานกว่านั่น แต่วันนี้ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น อาจจะเห็นผลช้า ไม่ทันใจ &amp;nbsp;ผมเชื่อว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ทำทุกอย่างอย่างรอบคอบ สิ่งที่สื่อถามว่าจะมีปฏิวัติหรือไม่ ผมหวังใจเป็นอย่างยิ่งว่าการเมืองอย่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความขัดแย้งของคนในชาติอีก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมมั่นใจว่า ถ้าการเมืองไม่เป็นต้นเหตุแห่งการจราจล ก็ไม่มีอะไร ประเทศไทยเคยมีปฏิวัติมา 10 กว่าครั้ง แต่ไม่เหมือนสมัยก่อนแล้ว เพราะช่วงหลังเกิดจากการเมืองทั้งสิ้น ผมไม่ได้บอกว่านักการเมืองดีหรือไม่ดี แต่เชื่อว่า นักการเมืองที่ดีก็มี และนักการเมืองที่ไม่ดีก็มี แต่ปัจจุบันคนไทยเป็นอย่างไร ผมเสียใจในหลายๆเรื่องที่เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมถูกละเมิด การตัดสินคดีในหลายคดีกับคนทำความผิด บอกว่าไม่เป็นธรรมและประเทศชาติจะอยู่ตรงไหน อะไรเป็นกกลาง อะไรคือจุดยืนของประเทศ ในเมื่อบอกคนนี้ผิด ก็แย้งว่าไม่ผิดถูกแกล้ง แล้วจะอยู่อย่างไรตนก็ไม่เข้าใจเหมือนกันจะให้คนไทยอยู่กันอย่างไรโดยไม่มีกฎระเบียบวินัย&amp;quot;ผบ.ทบ.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20101</URL_LINK>
                <HASHTAG>จลาจล, นักการเมือง, บิ๊กแดง-พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์, ผบ.ทบ., รั, รัฐประหาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181017/image_big_5bc6d29fc593b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
