<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105458</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/06/2021 19:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/06/2021 19:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘สภาลมหายใจเชียงใหม่’ สรุปบทเรียนการทำงาน 1 ปีแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันในเมือง “ม.แม่โจ้” โชว์ผลงานหนุนชาวบ้านเพาะเห็ดป่าแก้ปัญหาเผาป่า  20,000 ไร่  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;ผู้เข้าร่วมประชุมสภาลมหายใจเชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เชียงใหม่/ &amp;lsquo;สภาลมหายในเชียงใหม่&amp;rsquo; จัดประชุมสรุปบทเรียนการทำงาน 1 ปีแก้ปัญหาไฟป่าและกลุ่มควัน ม.แม่โจ้โชว์ผลงานเด็ด สนับสนุนชาวบ้านเพาะเห็ดป่าช่วยรักษาป่า&amp;nbsp; 20,000 ไร่&amp;nbsp; นำใบไม้ชนวนเชื้อเพลิงมาทำจานชาม กระถางเพาะต้นไม้&amp;nbsp; ลดการเผาไม้&amp;nbsp; ลดการใช้พลาสติค นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอดึงบริษัทผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันจากการเผาซากพืชไร่&amp;nbsp; จัดระบบขนส่งสาธารณะไฟฟ้า-ส่งเสริมการขี่จักรยานในเมืองเพื่อลดฝุ่นควัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะ &amp;ldquo;เรามีลมหายใจเดียวกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;lsquo;สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;rsquo; เป็นองค์กรภาคประชาสังคม&amp;nbsp; จัดตั้งขึ้นมาในเดือนกันยายน 2562 เพื่อรณรงค์และร่วมมือกับทุกภาคส่วนหาทางแก้ไขปัญหาฝุ่นควันในจังหวัดเชียงใหม่ที่มีปัญหาต่อเนื่องยาวนานกว่า 15 ปี &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยสภาฯ มีองค์ประกอบที่หลากหลาย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; นักวิชาการ&amp;nbsp; ข้าราชการ&amp;nbsp; ศิลปิน&amp;nbsp; สื่อมวลชน&amp;nbsp; นักการเมือง&amp;nbsp; นักธุรกิจ&amp;nbsp; ภาคเอกชน&amp;nbsp; นักพัฒนา&amp;nbsp; ตัวแทนภาคประชาชน&amp;nbsp; กำนัน&amp;nbsp; ผู้ใหญ่บ้าน&amp;nbsp; ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีเป้าหมายเพื่อให้สังคมมีอากาศสะอาดทุกฤดูกาล &amp;nbsp;ภายใต้แนวคิด &amp;nbsp;&amp;ldquo;เรามีลมหายใจเดียวกัน&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสาเหตุของปัญหาฝุ่นควันในจังหวัดเชียงใหม่มีหลากหลายสาเหตุ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ฝุ่นควันจากในเมืองเกิดจากการใช้ยานพาหนะในการเดินทางและขนส่ง&amp;nbsp; ฝุ่นควันจากการก่อสร้าง&amp;nbsp; การทำอาหาร&amp;nbsp; ปิ้งย่าง&amp;nbsp; โรงงานอุตสาหกรรม&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ฝุ่นควันจากพื้นที่เกษตรกรรม&amp;nbsp; จากการเผาไหม้เศษซากพืชไร่และไฟป่าที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี&amp;nbsp; โดยเฉพาะในช่วงเข้าสู่ฤดูแล้ง &amp;nbsp;ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม-จนถึงเดือนพฤษภาคม&amp;nbsp; ทำให้ฝุ่นควันกระจายไปทั่ว&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมทั้งฝุ่นควันจากประเทศเพื่อนบ้านที่ขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อส่งออก&amp;nbsp; เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วก็จะเผาไร่เพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูกรอบใหม่&amp;nbsp; ประกอบกับเชียงใหม่มีสภาพภูมิศาสตร์เป็นแอ่งกระทะ&amp;nbsp; ทำให้อากาศระบายได้ไม่ดี&amp;nbsp; ฯลฯปัญหาฝุ่นควันที่มีสาเหตุหลากหลายเหล่านี้จึงกลายเป็นวงจรที่ไม่รู้จบ&amp;nbsp; ส่งผลกระทบด้านระบบนิเวศน์&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ผลกระทบด้านการท่องเที่ยว&amp;nbsp; และสุขภาพของประชาชน &amp;nbsp;รวมทั้งการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการดับไฟป่าด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top: 0in; margin-right: 0in; margin-bottom: 7.5pt; text-align: center;&quot;&gt;ฝุ่นควันจากไฟป่า-ภาพจากกลุ่มพารามอเตอร์ จ.เชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะด้านสุขภาพ เนื่องจากฝุ่นควันจากการเผาไหม้ทำให้เกิดก๊าซอันตรายต่างๆ เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ และที่สำคัญคือ &amp;nbsp;ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือ PM 2.5 (ค่ามาตรฐานของฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์&amp;nbsp; โดยใช้ค่า Particulate Matters : PM) &amp;nbsp;ซึ่งนอกจาก PM 2.5 จะเข้าไปในปอดทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจและเป็นมะเร็งได้แล้ว &amp;nbsp;ยังสามารถเข้าสู่ถุงลมปอดและเส้นเลือดได้ด้วย ทำให้เกิดการอักเสบและการอุดตันของเส้นเลือดในระบบต่าง ๆ เช่น&amp;nbsp; หัวใจและสมอง &amp;nbsp;นอกจากนี้ PM 2.5&amp;nbsp; ยังลอยอยู่ในอากาศได้เป็นเวลานานและลอยไปได้ไกล &amp;nbsp;จึงมีโอกาสที่จะถูกสูดเข้าไปในร่างกายก่อนที่จะตกลงสู่พื้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่เปิดเผยว่า &amp;nbsp;จำนวนผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศจังหวัดเชียงใหม่ &amp;nbsp;ตั้งแต่เดือนมกราคม - 5 มีนาคม 2564 &amp;nbsp;พบผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลรัฐ &amp;nbsp;ประกอบด้วยกลุ่มโรคทางเดินหายใจ &amp;nbsp;กลุ่มโรคหัวใจ &amp;nbsp;หลอดเลือด &amp;nbsp;และสมองอุดตันขาดเลือด &amp;nbsp;กลุ่มโรคตาอักเสบ และกลุ่มโรคผิวหนังอักเสบ โดยในเดือนมกราคม &amp;nbsp;มีจำนวนผู้ป่วย 22,554 คน &amp;nbsp;เดือนกุมภาพันธ์ &amp;nbsp;จำนวนผู้ป่วย 9,084 คน &amp;nbsp;และเดือนมีนาคม (ณ วันที่ 5 มีนาคม) จำนวน 150 คน &amp;nbsp;&amp;nbsp;รวมผู้ป่วยทั้งหมด 31,788 &amp;nbsp;คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สรุปบทเรียนการทำงานรอบ 1 ปี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ (6 มิถุนายน)&amp;nbsp; ระหว่างเวลา 9.00-15.00 น.&amp;nbsp; ที่กรีนเลค&amp;nbsp; รีสอร์ท จ.เชียงใหม่ &amp;nbsp;สภาลมหายใจเชียงใหม่เปิดเวทีสรุปบทเรียนการทำงาน 1 ปี (พฤษภาคม 2563-พฤษภาคม 2564) และวางแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงานของสภาลมหายใจในช่วงต่อไป&amp;nbsp; โดยมีนายรัฐพล &amp;nbsp;นราดิศร &amp;nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ &amp;nbsp;เป็นประธาน&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ &amp;nbsp;ผู้แทนจากสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; จ.เชียงใหม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;นักวิชาการจากมหาวิทยาลัย เชียงใหม่&amp;nbsp; &amp;nbsp;ม.แม่โจ้ &amp;nbsp;สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จ.เชียงใหม่ &amp;nbsp;ภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; ผู้แทนสภาองค์กรชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;มูลนิธิเพื่อลมหายใจเชียงใหม่&amp;nbsp; และคณะกรรมการและสมาชิกสภาลมหายใจเชียงใหม่ &amp;nbsp;เข้าร่วมประมาณ &amp;nbsp;50 คน &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังประชุมออนไลน์ผ่านระบบ Zoom ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ทั้งนี้ในช่วง 1 ปีที่ผ่าน&amp;nbsp; สภาลมหายใจเชียงใหม่ได้จัดกิจกรรมและโครงการต่างๆ ทั้งในเมืองเชียงใหม่&amp;nbsp; และพื้นที่เกษตรกรรมในชนบท&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 6 แผนงาน&amp;nbsp; 10&amp;nbsp; โครงการ&amp;nbsp; มีอาสาสมัครทำงานกว่า 100 คน&amp;nbsp; ยึดหลักการทำงานแบบ &amp;ldquo;ล่างขึ้นบน&amp;rdquo; (เปลี่ยนจากระบบสั่งการแบบราชการ &amp;ldquo;บนลงล่าง&amp;rdquo;) โดย &amp;ldquo;ใช้ชุมชนเป็นตัวตั้ง&amp;nbsp; ใช้ท้องถิ่น (อปท.) เป็นกลไกสนับสนุนการขับเคลื่อนงาน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;กิจกรรมที่จัดในเมืองเชียงใหม่&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การจัดเวทีเสวนาวิชาการ&amp;nbsp; &amp;nbsp;จัดกิจกรรมรณรงค์ลดการใช้รถยนต์หันมาปั่นจักรยานในเมือง ลดการใช้พลาสติก&amp;nbsp; ลดการเผาขยะ&amp;nbsp; สร้างพื้นที่สีเขียวในเมือง&amp;nbsp; &amp;nbsp;กิจกรรมระดมทุนสู้ฝุ่นควัน&amp;nbsp; ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ส่วนพื้นที่นอกเมืองเชียงใหม่ ซึ่งมีทั้งหมด 24 อำเภอ &amp;nbsp;รวม&amp;nbsp; 204 ตำบล&amp;nbsp; ประมาณ 2,066 หมู่บ้าน&amp;nbsp; สภาลมหายใจฯ&amp;nbsp; ได้ใช้พื้นที่สภาองค์กรชุมชนตำบลที่มีการจัดตั้งและเป็นองค์กรของชาวบ้านในพื้นที่อยู่แล้วเป็นพื้นที่ดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นควันในจังหวัดเชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ นำข้อมูลที่ได้มาศึกษาเพื่อเสนอเป็นทางออกให้แก่ชาวบ้านและชุมชน โดยศูนย์วิจัยเห็ดป่า มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดอบรมการเพาะเชื้อเห็ดป่า เช่น เห็ดถอบ (เห็ดเผาะ)&amp;nbsp; เห็ดฮ้า (เห็ดตับเต่า) ให้แก่ชาวบ้านในตำบลต่างๆ &amp;nbsp;เนื่องจากชาวบ้านมีความเชื่อว่าการเผาป่าในช่วงฤดูแล้งจะทำให้เห็ดป่าออกดอกได้ดี&amp;nbsp; ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดไฟไหม้ป่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0in 0in 7.5pt; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;อบรมการเพาะเห็ดป่าที่บ้านแม่กำปอง&amp;nbsp; จ.เชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;ฝึกอบรมการทำถ่านไบโอชาร์ (Biochar) หรือถ่านชีวมวลจากใบไม้  กิ่งไม้  หญ้า  ฟางข้าว  เหง้ามันสําปะหลัง  ซังและต้นข้าวโพด  โดยสำนักงานพลังงานจังหวัด เพื่อนำถ่านไบโอชาร์มาใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงดิน  ช่วยเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตร  ลดระยะเวลาการปลูก  ใช้เป็นวัสดุเพาะต้นกล้า ช่วยทำให้พืชเติบโตได้ดี  &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;นอกจากนี้ยังส่งเสริมการทำวนเกษตร ปลูกพืชยืนต้น หรือพืชหลายชนิดแทนพืชเชิงเดี่ยว เช่น กาแฟ ไผ่ นำฟางข้าว กิ่งลำไย&amp;nbsp; ใบไม้ต่างๆ มาบดย่อยทำปุ๋ยอินทรีย์ การทำแปลงสาธิตเปรียบเทียบการชิงเผา-ไม่เผาเพื่อเป็นแนวป้องกันไฟป่า&amp;nbsp; ฯลฯ นำวัสดุทางการเกษตร เช่น นำใบไม้&amp;nbsp; ใบตองตึงนำมาทำจานใส่อาหารทดแทนการใช้พลาสติก และลดการเผาใบไม้ ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน&amp;nbsp; สภาลมหายใจได้จัดกิจกรรมระดมทุนต่างๆ&amp;nbsp; และเปิดรับบริจาค&amp;nbsp; เพื่อนำสิ่งของ &amp;nbsp;อุปกรณ์ในการดับไฟ&amp;nbsp; มอบให้ตำบลต่างๆ เพื่อใช้ในการป้องกันและดับไฟป่า&amp;nbsp; โดยในปี 2563&amp;nbsp; มอบสิ่งของไปแล้ว 140 หมู่บ้าน&amp;nbsp; 17 อำเภอ&amp;nbsp; 90 ตำบล ส่วนในปี 2564 ส่งมอบอุปกรณ์ไปเมื่อกลางเดือนมกราคมให้กับ 35 ตำบล &amp;nbsp;และ 1 ผืนป่านำร่องในพื้นที่รอบดอยสุเทพ &amp;nbsp;&amp;nbsp;รวม 295 หมู่บ้าน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่น&amp;nbsp; เครื่องเป่าลม 250 เครื่อง &amp;nbsp;เครื่องพ่นน้ำ 30 เครื่อง &amp;nbsp;ถังฉีดน้ำ 100 ถัง &amp;nbsp;เครื่องตัดหญ้า 100 เครื่อง &amp;nbsp;เลื่อยยนต์ตัดไม้ 20 เครื่อง &amp;nbsp;ถังเปล่า&amp;nbsp; 200ลิตร 100 ถัง&amp;nbsp; ไม้ตบไฟ 800 อัน &amp;nbsp;คราดมือเสือ 1,000 อัน&amp;nbsp; ไฟฉายคาดหัว 800 อัน &amp;nbsp;กล้องส่องทางไกล 100 ตัว &amp;nbsp;และวิทยุสื่อสาร 120 เครื่อง &amp;nbsp;รวมมูลค่า 2,300,000 บาท &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ชาวบ้านช่วยกันทำแนวป้องกันไฟ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;เชียงใหม่โมเดล&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;nbsp; ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันโดยใช้แนวทาง &amp;ldquo;เชียงใหม่โมเดล&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเปลี่ยนแนวทางการทำงานแบบราชการที่ใช้ระบบ &amp;ldquo;จากบนลงล่าง&amp;rdquo;&amp;nbsp; เป็น &amp;ldquo;จากล่างขึ้นบน&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย &amp;ldquo;ใช้ชุมชนเป็นตัวตั้ง&amp;nbsp; ใช้ท้องถิ่น (อปท.) เป็นกลไกสนับสนุนการขับเคลื่อนงาน&amp;rdquo;&amp;nbsp; โดยเน้นการบูรณาการการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน&amp;nbsp; ทั้งหน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; ภาคเอกชน&amp;nbsp; ประชาสังคม&amp;nbsp; และชุมชน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยให้ชุมชนเป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; หน่วยงานต่างๆ ในท้องถิ่น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; อบต.&amp;nbsp; เทศบาล&amp;nbsp; และสภาองค์กรชุมชนผนึกกำลังร่วมกัน&amp;nbsp; โดยใช้มาตรการเชิงป้องกันการเผาไหม้แทนการไล่ดับไฟเหมือนที่ผ่านมา&amp;nbsp; และใช้ข้อมูล&amp;nbsp; ข้อเท็จจริง&amp;nbsp; ความรู้ด้านวิชาการ&amp;nbsp; และเทคโนโลยีมาสนับสนุน &amp;nbsp;ถือเป็นนวัตกรรมใหม่&amp;nbsp; และเป็น &amp;lsquo;เชียงใหม่โมเดล&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีหลักการทำงานที่สำคัญ&amp;nbsp; คือ ใช้พลังความเชื่อมโยงของทุกภาคส่วนที่มีวิธีคิด&amp;nbsp; ความชำนาญ&amp;nbsp; หรือประสบการณ์ที่แตกต่างกันมาร่วมกันทำงาน&amp;nbsp; เปลี่ยนจากการทำงานแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า&amp;nbsp; เป็นการแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน&amp;nbsp; เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน&amp;nbsp; และทำงานร่วมกันโดยใช้ฐานข้อมูลที่เป็นจริงทางวิชาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการทำงานของสภาลมหายใจเชียงใหม่ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; ภาคีเครือข่ายที่ทำงานร่วมกันได้สะท้อนมุมมองออกมา&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;&amp;ldquo;การทำงานของสภาลมหายใจทำให้เกิดความตื่นตัวในภาคประชาชนมากขึ้น &amp;nbsp;จากเดิมที่เป็นบทบาทของภาครัฐในการดำเนินการเพียงอย่างเดียว &amp;nbsp;เช่น การประกาศห้ามเผา ซึ่งทำให้เกิด feed back ที่แข็ง &amp;nbsp;แต่พอมีสภาลมหายใจเข้ามา กลายเป็นตัวแทนของภาคประชาชนที่ให้ความรู้กันเอง &amp;nbsp;สามารถกระตุ้น สร้างความร่วมมือดีขึ้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สภาลมหายใจมีส่วนช่วยในการประสานงานกับภาคประชาชน ภาคเอกชน มูลนิธิต่าง ๆ รวมถึง เป็นตัวแทนของจังหวัดในการรับบริจาค และประชาสัมพันธ์กับประชาชน ทำให้เกิดการลดปัญหาฝุ่นควันและการป้องกันไฟได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;ขณะที่ ชัชวาลย์&amp;nbsp; ทองดีเลิศ &amp;nbsp;ประธานคณะกรรมการอำนวยการ&amp;nbsp; สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;nbsp; กล่าวก่อนหน้านี้ว่า &amp;ldquo;เมื่อก่อนชาวบ้านรู้สึกว่าตัวเองเป็นจำเลยในเรื่องปัญหาฝุ่นควัน &amp;nbsp;แต่ตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าภาพ &amp;nbsp;ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ&amp;nbsp; เพราะจะทำให้เกิดพลังขับเคลื่อนมากขึ้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยชาวบ้านจะมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ปัญหา &amp;nbsp;วางแผน &amp;nbsp;ปฏิบัติการ&amp;nbsp; และร่วมสรุปบทเรียน&amp;nbsp; ซึ่งจะเป็นพลังพื้นฐานที่สำคัญและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาให้ประสบผลสำเร็จต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แปรใบไม้&amp;nbsp; กิ่งไม้&amp;nbsp; ขยะอินทรีย์เป็นรายได้สร้างเศรษฐกิจชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร. สุมิตร &amp;nbsp;อธิพรหม &amp;nbsp;ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเห็ดป่าแม่โจ้ &amp;nbsp;ม.แม่โจ้&amp;nbsp; จ.เชียงใหม่&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; ศูนย์วิจัยฯ ได้จัดอบรมและส่งเสริมการเพาะเห็ดป่าให้แก่ชาวบ้านทั้งในจังหวัดเชียงใหม่และใกล้เคียงไปแล้วประมาณ 200 ชุมชน&amp;nbsp; โดยใช้เศษวัสดุต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ฟาง&amp;nbsp; ใบไม้&amp;nbsp; ลำไม้ไผ่&amp;nbsp; กิ่งไม้ผุ&amp;nbsp; มาเป็นวัสดุในการเพาะเห็ด&amp;nbsp; แล้วใส่เชื้อเห็ดป่า&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เห็ดตับเต่า &amp;nbsp;เห็ดถอบลงไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใช้ฟางหรือลังกระดาษคลุมกองเห็ด&amp;nbsp; หมั่นรดน้ำให้ชุ่ม&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่นานก็จะได้เห็ดนำมากินหรือขาย&amp;nbsp; สร้างรายได้ให้ชาวบ้านโดยไม่ต้องเผาป่า&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้ชาวบ้าน&amp;nbsp; 50 ชุมชน&amp;nbsp; นำใบไม้ที่ร่วงหล่นมาขึ้นรูปอัดเป็นจาน&amp;nbsp; ชามใบไม้&amp;nbsp; เอาไว้ใส่อาหาร&amp;nbsp; และทำเป็นกระถางเพาะต้นไม้&amp;nbsp; ช่วยลดการใช้ถุงพลาสติค &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;ดร.สุมิตรกับเห็ดตับเต่าที่เพาะได้ขนาด 3 กิโลกรัม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากการคำนวณ&amp;nbsp; เราพบว่าการเพาะเห็ดป่าโดยไม่เผาป่า&amp;nbsp; จะช่วยป้องกันการเผาป่าในพื้นที่ป่าชุมชน 200 ชุมชน&amp;nbsp; ได้ประมาณ 20,000 ไร่&amp;nbsp; ลดการเกิดจุด Hot&amp;nbsp; Spot&amp;nbsp; (จุดความร้อน) ได้ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์&amp;nbsp; และช่วยปลูกต้นไม้ได้ประมาณ 100,000 ต้น&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังนำใบไม้ที่จะเป็นเชื้อเพลิงน้ำหนัก 1 กิโลกรัมมาทำกระถางเพาะต้นไม้ได้ 10 ใบ&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.สุมิตร&amp;nbsp; ยกตัวอย่างการลดปัญหาฝุ่นควัน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขาบอกว่าการส่งเสริมให้ชาวบ้านลดปัญหาการเผา&amp;nbsp; เป็นการจัดการปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำ&amp;nbsp; กลางน้ำ&amp;nbsp; แต่จะต้องช่วยกันส่งเสริมทางปลายน้ำ&amp;nbsp; หรือด้านการตลาด&amp;nbsp; การประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนช่วยกันอุดหนุนผลผลิตเหล่านี้ด้วย&amp;nbsp; จะทำให้ชาวบ้านมีรายได้&amp;nbsp; และเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศิรินันท์&amp;nbsp; โซเมอร์แดค&amp;nbsp; แม่หลวง หรือผู้ใหญ่บ้านห้วยอ่าง&amp;nbsp; ต.แม่โป่ง&amp;nbsp; อ.ดอยสะเก็ด บอกว่า&amp;nbsp; หมู่บ้านของเธอได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์การทำแนวกันไฟจากสภาลมหายใจ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เครื่องเป่าพ่นลม&amp;nbsp; เพื่อเป่าเศษใบไม้ไม่ให้มากองรวมกัน&amp;nbsp; พร้อมทั้งใช้คราดกวาดไปไม้ออกไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำเป็นแนวป้องกันไฟให้มีความกว้างประมาณ 6-8 เมตร&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระยะทางเกือบ 10 กิโลเมตรหากเกิดไฟไหม้ป่าในจุดใดก็จะทำให้ดับไฟได้ง่าย&amp;nbsp; และไฟจะไม่ลามไปอีกฝั่งหนึ่ง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม่หลวงบ้านห้วยอ่างบอกว่า&amp;nbsp; ในปีนี้ตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา&amp;nbsp; ชาวบ้านในหมู่บ้านช่วยกันทำแนวป้องกันไฟ&amp;nbsp; และช่วยกันดูแลพื้นที่ป่าชุมชนประมาณ 690 ไร่ไม่ให้มีการจุดเผาป่า&amp;nbsp; จึงทำให้ป่าชุมชนบ้านห้วยอ่างไม่เกิดปัญหาไฟไหม้ป่า&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังนำใบตองตึงมาทำเป็นจานชามขาย&amp;nbsp; โดยผลิตได้วันละประมาณ 500 ใบ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราขายใบละ 3 บาท&amp;nbsp; 20 ใบราคา 50 บาท&amp;nbsp; รายได้จะเอามาเข้ากลุ่มและเป็นทุนผลิตต่อไป&amp;nbsp; โดยรับซื้อใบตองตึงจากชาวบ้าน&amp;nbsp; ราคา 6 ใบต่อ 1 บาท&amp;nbsp; คนที่มาช่วยงานก็จะมีรายได้วันละ 100 บาทขึ้นไป&amp;nbsp; ตอนนี้มีคนมาช่วยประมาณ 6-7 คน&amp;rdquo;&amp;nbsp; แม่หลวงบอก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;จานชามที่ทำจากใบตองตึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีมีอีกหลายพื้นที่ที่ชาวบ้านช่วยกันลดการเผาเศษใบไม้&amp;nbsp; กิ่งไม้แห้ง&amp;nbsp; รวมทั้งขยะเปียก&amp;nbsp; โดยนำมาทำปุ๋ยอินทรีย์&amp;nbsp; โดยนำเอาสิ่งเหล่านี้มาใส่ในเครื่องบดย่อยเพื่อนำไปทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์&amp;nbsp; จากการคำนวณพบว่า&amp;nbsp; ขยะอินทรีย์ 100 ครัวเรือน&amp;nbsp; จะมีน้ำหนักประมาณ 18 ตัน&amp;nbsp; เมื่อนำมาบดย่อยทำปุ๋ยอินทรีย์จะได้ 4 ตัน&amp;nbsp; ราคาขายตันละ 1,000 บาท&amp;nbsp; จะทำให้ชุมชนมีรายได้ 4,000 บาท&amp;nbsp; และหากมี 1,000 ครัวเรือน&amp;nbsp; จะมีรายได้ 40,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเสนอและทิศทางการทำงานปี 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การประชุมในช่วงบ่าย&amp;nbsp; ที่ประชุมได้มีการระดมความคิดเห็นเพื่อนำมาประมวลและจัดทำเป็นแผนการทำงานระยะเร่งด่วน 6 เดือน&amp;nbsp; แผน 1 ปี&amp;nbsp; และ 3 ปีต่อไป&amp;nbsp; โดยที่ประชุมได้เสนอความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง&amp;nbsp; เช่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การลดฝุ่นควันในเมือง &amp;nbsp;เนื่องจากการฝุ่นควันจากพื้นที่เกษตรกรรมหรือชนบทส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงฤดูแล้ง&amp;nbsp; ตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤษภาคม โดยการเผาซากพืชไร่&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์&amp;nbsp; ส่วนในเมืองจะต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นควันตลอดปี&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ประมาณ 60 % &amp;nbsp;จะมีสาเหตุมาจากการใช้รถยนต์หรือการจราจรในเมือง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งในเมืองเชียงใหม่จะมีปริมาณการใช้รถยนต์และมอเตอร์ไซค์ประมาณ 600,000 คันต่อวัน&amp;nbsp; จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหาฝุ่นควันและควันพิษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ดังนั้นจึงจะต้องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ขนส่งจังหวัด&amp;nbsp; เพื่อลดการใช้รถยนต์&amp;nbsp; หันมาใช้จักรยานในเขตเมืองเก่า&amp;nbsp; การบริการรถโดยสารไฟฟ้า&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; รถราง&amp;nbsp; หรือรถบัสไฟฟ้า&amp;nbsp; ซึ่งเริ่มมีการใช้แล้วในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่&amp;rdquo;&amp;nbsp; ข้อเสนอจากที่ประชุมระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;บรรยากาศในห้องประชุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุดม&amp;nbsp; อินจันทร์ &amp;nbsp;ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนจังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; เสนอว่า&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบลในจังหวัดเชียงใหม่เป็นพื้นที่ทำงานของสภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;nbsp; มีทั้งหมดประมาณ 207 ตำบล&amp;nbsp; และมีประมาณ 1,100 หมู่บ้านที่อยู่ติดกับพื้นที่ป่า&amp;nbsp; ซึ่งจะมีปัญหาเรื่องไฟป่าและฝุ่นควันจากการเกษตร&amp;nbsp; และจะต้องมีการทำแนวกันไฟ&amp;nbsp; แต่ที่ผ่านมาสภาลมหายใจสามารถสนับสนุนอุปกรณ์การทำแนวป้องกันไฟและดับไฟป่าได้ประมาณ 300 หมู่บ้าน&amp;nbsp; โดยเฉพาะเครื่องพ่นลมซึ่งมีเพียงหมู่บ้านละ 1 เครื่องซึ่งถือว่ายังไม่เพียงพอ&amp;nbsp; ขณะที่อีกหลายร้อยหมู่บ้านยังขาดอุปกรณ์เหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอจากผู้เสนออื่นๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ควรให้บริษัทที่รับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; ควรมีหน่วยยุทธศาสตร์พิเศษ &amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อวางแผนการเคลื่อนงานแบบก้าวหน้า กระตุ้นการทำงานภาครัฐ หรือทีมล็อบบี้ ผลักดันปัญหา &amp;ldquo;ฝุ่นควัน&amp;rdquo; ไปสู่ประเด็นวิชาการ&amp;nbsp; (นโยบายการวิจัย) ระดับประเทศ &amp;nbsp;ผลักดันให้ อปท.ทุกแห่งจัดทำแผนงานด้านฝุ่นควันและงบประมาณ&amp;nbsp; ติดตามเรื่องงบประมาณเพื่อนำมาสนับสนุนท้องถิ่น&amp;nbsp; ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายเหตุ : เรื่องและภาพโดยสำนักพัฒนานวัตกรรมชุมชน&amp;nbsp; จัดการความรู้และสื่อสาร&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และสภาลมหายใจเชียงใหม่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105458</URL_LINK>
                <HASHTAG>ม.แม่โจ้, รักษาป่า, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช., สภาลมหายใจเชียงใหม่, ไฟป่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210606/image_big_60bcbf1e5cd1e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
