<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>15681</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2018 09:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2018 09:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนไทย 72% เห็นด้วยให้กัญชาเป็นยารักษาโรคถูกกฎหมาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนไทยเห็นด้วย ให้กัญชาเป็นยารักษาโรค แต่เชื่อว่า เจ้าหน้าที่ควบคุมการใช้ปลูกไม่ได้ แนะให้อนุญาตปลุกในบางสถานที่เท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;กัญชา ประโยชน์ หรือ โทษ&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 16 &amp;ndash; 17 สิงหาคม 2561 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค &amp;nbsp;ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,250 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการทำให้กัญชาถูกกฎหมายเพื่อการรักษาโรค&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจเมื่อถามถึงการทราบหรือเคยได้ยินเกี่ยวกับประโยชน์ของ กัญชา ที่สามารถนำมาใช้เป็นยารักษาโรคได้ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 68.24 ระบุว่า ทราบ/เคยได้ยิน ร้อยละ 31.36 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่เคยได้ยิน และร้อยละ 0.40 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับการมีกฎหมายเฉพาะให้ใช้ กัญชา เป็นยารักษาโรคโดยถูกกฎหมายในอนาคต พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 72.40 ระบุว่า เห็นด้วย เพราะ กัญชามีประโยชน์หลายอย่าง น่าจะใช้ในการรักษาโรคได้ ถ้านำมาใช้กับทางการแพทย์ก็คาดว่าน่าจะเกิดประโยชน์อย่างมาก ขณะที่บางส่วนระบุว่า ต่างประเทศก็ทำกัน รองลงมา ร้อยละ 24.96 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะ ถ้าทำให้ถูกฎหมายจะมีผลเสียมากกว่าผลดี ไม่สามารถควบคุมได้ และมีการลักลอบนำมาใช้เสพเป็นสารเสพติด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประเทศชาติ เช่น ทำให้เกิดปัญหาอาชญากรรมเพิ่มมากขึ้น และร้อยละ 2.64 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนว่า หากในอนาคตมีกฎหมายรับรองกัญชา เพื่อการรักษาโรคได้แล้ว เจ้าหน้าที่รัฐของไทยจะ สามารถควบคุมการใช้กัญชาเพื่อการรักษาโรคได้หรือไม่ &amp;nbsp;พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 54.32 ระบุว่า ควบคุมไม่ได้ เพราะ กัญชาถูกนำไปใช้เป็นสารเสพติด อาจจะมีการลักลอบนำมาใช้เสพมากกว่าการนำมาทำเป็นยารักษาโรค &amp;nbsp; และเจ้าหน้าที่รัฐบังคับใช้กฎหมายไม่จริงจัง ดูแลได้ไม่ทั่วถึง ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา รองลงมา ร้อยละ 38.72 ระบุว่า ควบคุมได้ เพราะ น่าจะมีกฎหมายรองรับและมีแนวทางการป้องกันที่ดี เจ้าหน้าที่มีความเข้มงวด ขณะที่บางส่วนระบุว่า รัฐบาลน่าจะมีนโยบายสำหรับ &amp;nbsp;การควบคุมที่เด็ดขาด และร้อยละ 6.96 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการทำให้ กัญชา ถูกกฎหมายเพื่อการรักษาโรค พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 53.12 ระบุว่า กำหนดให้มีการใช้กัญชาได้เฉพาะบางสถานที่ที่ได้รับอนุญาต เช่น โรงพยาบาล เท่านั้น รองลงมา ร้อยละ 36.48 ระบุว่า กำหนดให้มี &amp;nbsp;การปลูกได้เฉพาะพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ร้อยละ 29.04 ระบุว่า เจ้าหน้าที่ควรบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและลงโทษขั้นรุนแรงกับผู้ที่กระทำผิด ร้อยละ 19.92 ระบุว่า สร้างความรู้/จิตสำนึกให้กับประชาชนถึงประโยชน์และโทษของกัญชา ร้อยละ 8.88 ระบุว่า นำกฎหมาย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ของต่างประเทศที่กัญชาถูกกฎหมายมาปรับใช้กับกฎหมายไทย ร้อยละ 6.88 ระบุว่า การเปิดเสรีการค้ากัญชาแบบถูกกฎหมาย เพื่อการรักษาโรค ร้อยละ 1.44 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ มีการนำเสนอข้อมูลการวิจัยที่ชัดเจนและเป็นที่ยอมรับ ขณะที่บางส่วนระบุว่า ไม่ควรอนุญาตให้กัญชา &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ถูกกฎหมาย เพราะยังถือว่าเป็นสิ่งเสพติด และร้อยละ 3.52 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15681</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายรับรองกัญชาเพื่อการรักษาโรค, คนไทยเห็นด้วย, นิด้าโพล, ปลูกกัญชา, ผลสำรวจความคิดเห็น, รักษาโรค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180819/image_big_5b78d22a404cd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>130</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/12/2017 23:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/12/2017 23:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นับหมื่นรอคิวรับ ยาหมอแสง รักษามะเร็ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;คนนับหมื่นบุกบ้านหมอแสงที่ปราจีนฯ ค้างคืนรอรับสมุนสมุนไพรรักษามะเร็ง หลังปากต่อปากยืนยันรักษาโรคร้ายให้หายได้ชะงัด ไม่วายทรชนฉวยโอกาสหากิน เรียกรายละพันห้าอ้างแลกบัตรพิเศษไม่ต้องต่อคิว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านนายแสงชัย แหเลิศตระกูล หรือหมอแสง เจ้าของฉายา &amp;quot;หมอเทวดา&amp;quot; ที่ ต.บางเดชะ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี คลาคล่ำไปด้วยผู้ป่วยและญาติเรือนหมื่นคน ตั้งแต่คืนวันเสาร์ที่ผ่านมา เพื่อรอรับแจกยาสมุนไพรรักษาโรคมะเร็ง หลังมีข่าวแพร่สะพัดว่าหลายคนรับประทานแล้วโรคร้ายหายขาด โดยทางทีมงานของหมอแสงเริ่มแจกบัตรคิวตั้งแต่เวลา 22.00 น. และเริ่มแจกจ่ายสมุนไพรตั้งแต่เวลา 02.00 น. วันที่ 3 ธันวาคม เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ทีมงานหมอแสงได้แบ่งการแจกสมุนไพรเป็น 3 กลุ่ม คือ ผู้ป่วยเก่าที่มารอรับด้วยตนเอง ผู้ป่วยที่เคยมา แต่ให้ญาติมารับแทน และผู้ป่วยเพิ่มที่เพิ่งมาครั้งแรก ซึ่งหมอแสงยืนยันว่าทุกคนที่ผ่านการคัดกรองจะได้รับสมุนไพรแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทั่งเช้าวันอาทิตย์ยังมีผู้เข้าคิวรอรับสมุนไพรอีกจำนวนมาก บรรยากาศก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทำให้การแจกสมุนไพรคล่องตัวและรวดเร็วขึ้น ขณะที่จำนวนญาติและผู้ป่วยที่มารับสมุนไพรในวันนี้มีมากกว่าเดือนที่แล้ว ทำให้รถจอดเต็มพื้นที่ 2 ฝั่ง บริเวณหน้าบ้านหมอแสง และยาวไปหลายกิโลเมตร โดยยอดผู้มาขอลงบันทึกประจำวันที่ สภ.เมืองปราจีนบุรีเพื่อขอรับยาตั้งแต่วันที่ 11 พ.ย.ถึงวันที่ 2 ธ.ค. จำนวนกว่า 8,000 ราย ขณะที่วันที่ 3 ธ.ค.มีผู้ดำเนินมาสมทบอีกจำนวนมากจนคาดว่ายอดรวมทั้งสิ้นจะเกินหมื่นคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามมีรายงานว่า ขณะนี้มีมิจฉาชีพอ้างว่าสามารถรับยาได้โดยไม่ต้องต่อคิวด้วยการออกบัตรพิเศษ แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายคนละ 1,500 บาท หลังตำรวจทราบข่าวก็ได้ออกตรวจสอบเพื่อจับกุมดำเนินคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้หมอแสงได้เปิดเผยส่วนประกอบของสมุนไพรที่นำมาแจกจ่ายว่ามีหลายชนิด เช่น รำข้าว ข้าวเย็นเหนือข้าวเย็นใต้ รังนก ถั่งเช่า เกสรดอกพิลังกาสา เห็ดกระถินพิมาน ทั้งนี้ ส่วนประกอบหลักที่สำคัญคือ รำข้าว มีมากถึงร้อยละ 80 ขณะที่ส่วนประกอบอื่นๆ ยังนำมาใช้ไม่ได้ทันที ต้องนำมาหมักรวมกันนานถึง 6 เดือน แล้วนำมาผสมกับรำข้าว ก่อนอัดเป็นแคปซูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข นำหมอแสงเปิดแถลงข่าว ระบุว่า ที่ผ่านมาประชาชนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งจากทั่วประเทศได้เดินทางไปรับยาสมุนไพรจากหมอแสงเดือนละกว่า 5 พันคน กรมการแพทย์แผนไทยฯ เห็นว่าข้อมูลดังกล่าวอาจเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ เพราะมีสมุนไพรจำนวนมากสามารถนำมาพัฒนาเป็นยารักษาโรคได้ จึงได้ประสานกับหมอแสง และสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในการวิจัยพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้เกิดความชัดเจน ว่าสมุนไพรของหมอแสงมีประสิทธิผลและความปลอดภัยหรือไม่ โดยระยะแรกรู้ผลภายใน 3 เดือน หรือมีนาคมปีหน้า หากผลเป็นบวก ไม่มีอาการข้างเคียงหรืออันตราย จะนำมาพัฒนาและศึกษาวิจัยในคนต่อไป คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี 6 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่หมอแสงเปิดเผยว่า ได้มีต่างชาติติดต่อขอซื้อสมุนไพรที่ตนคิดค้นขึ้น แต่ไม่ขาย เพราะอยากทำเพื่อแผ่นดินไทย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/130</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภูมิภาค, มะเร็ง, รักษาโรค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://tpn-data.s3-ap-southeast-1.amazonaws.com/uploads/photos/mid/20171205/5a25ff5fe8641.png</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
