<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119780</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2021 09:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2021 09:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>EXIM BANK คลอดสินเชื่อใหม่ ดอกเบี้ยต่ำสุด 2% วงเงินสูงสุด 100 ล้านบาท ผ่อนยาวสบายๆ 7 ปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ต.ค. 2564 นายรักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า EXIM BANK พัฒนาบริการใหม่ &amp;ldquo;EXIM Biz Transformation Loan&amp;rdquo; โดยได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีตามข้อเสนอของกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยมีความพร้อมในการผลิตและส่งออกสินค้าสู่ตลาดโลก ทดแทนการขยายตลาดภายในประเทศที่ทำได้ยากท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน บริการดังกล่าวเป็นสินเชื่อระยะยาวเพื่อให้ผู้ประกอบการทุกขนาดธุรกิจและทุกกลุ่มอุตสาหกรรม รวมถึง SMEs นำไปใช้ปรับปรุงเครื่องจักร โรงงาน หรือลงทุนเพิ่ม รวมทั้งปรับปรุงระบบซอฟต์แวร์ดิจิทัล เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและกระบวนการการผลิต ตลอดจนขยายกำลังการผลิต ให้ได้สินค้าคุณภาพดีได้มาตรฐานสากล โดยเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (S-curve) และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารและเกษตรแปรรูป อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมอนาคต เช่น หุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม อุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคยุค New Normal และ Next Normal ในระยะข้างหน้า เป้าหมายวงเงินสินเชื่อรวม 5,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;EXIM Biz Transformation Loan เป็นสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ 2% ต่อปีในปีที่ 1-2 ส่วนปีที่ 3-5 อยู่ที่ Prime Rate -2.00% ต่อปี และปีที่ 6-7 อยู่ที่ Prime Rate โดย Prime Rate ณ 14 ตุลาคม 2564 เท่ากับ 5.75% ต่อปี วงเงินกู้สูงสุด 100 ล้านบาทต่อราย ผ่อนชำระนานสูงสุด 7 ปี รวมระยะเวลาปลอดชำระเงินต้น 1 ปี สามารถใช้หนังสือค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นหลักประกันร่วมกับบุคคลค้ำประกันได้ ฟรี! ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน บสย. สูงสุด 3 ปี แถมวงเงินบริการสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Foreign Exchange Forward Contract) 1.5 เท่าของวงเงินสินเชื่อ ระยะเวลาให้บริการตั้งแต่บัดนี้ถึง 31 กรกฎาคม 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวว่า ธุรกิจจะก้าวผ่านวิกฤต หากสามารถปรับตัวได้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค ช่องทางการทำตลาด มาตรการหรือกฎระเบียบทางการค้าระหว่างประเทศ EXIM BANK จึงเร่งพัฒนาบริการทั้งด้านข้อมูลความรู้ เงินทุน และเครื่องมือทางการเงินใหม่ ๆ โดยล่าสุด EXIM Biz Transformation Loan เป็นสินเชื่อรูปแบบใหม่ที่จะช่วย &amp;ldquo;ซ่อม&amp;rdquo; &amp;ldquo;สร้าง&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;เสริม&amp;rdquo; ภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ควบคู่กันไป ให้สามารถก้าวข้ามปัญหาอุปสรรคตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตและการลงทุนปรับปรุงโรงงานและซอฟต์แวร์ดิจิทัล เพื่อสร้างโอกาสเป็นผู้ส่งออกรายใหม่หรือขยายธุรกิจส่งออก พร้อมกระจายสินค้าไปยังผู้บริโภคในต่างประเทศ ทั้งในตลาดหลักและตลาดใหม่ โดยใช้สินค้าไทยที่มีคุณภาพเป็นใบเบิกทางไปสู่เวทีการค้าโลก โดยมี EXIM BANK เป็นที่ปรึกษาและให้บริการสนับสนุนต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยเริ่มต้นส่งออกได้หรือส่งออกได้มากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;EXIM Biz Transformation Loan เป็นผลสำเร็จของ EXIM BANK ในการทำงานร่วมกับกระทรวงการคลัง เพื่อนำเสนอเครื่องมือทางการเงินที่ตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจ กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของไทย โดยสอดรับการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นกุญแจในการพัฒนาสินค้าไทยที่มีเอกลักษณ์และมูลค่าเพิ่ม เป็นที่ต้องการของตลาดโลก ปลดล็อกข้อจำกัดด้านเงินทุนด้วยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ วงเงินสูง ระยะเวลาผ่อนชำระนาน ช่วยลดภาระทางการเงินให้แก่ภาคธุรกิจในภาวะวิกฤต ทั้งยังเตรียมความพร้อมให้สามารถก้าวทันเมกะเทรนด์และตอบโจทย์ผู้บริโภคยุค Next Normal ได้อย่างมั่นใจ นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของโลก&amp;rdquo; ดร.รักษ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119780</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK), รักษ์ วรกิจโภคาทร, โครงการสินเชื่อ EXIM Biz Transformation Loan</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211015/image_big_6168e1212a941.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112168</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 12:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2021 12:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เอ็กซิมแบงก์&#039;ฟุ้งปล่อยกู้ต่อลมหายใจ 4 สายการบิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ส.ค. 64 - นายรักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ธนาคารได้เร่งปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมสายการบินอย่างต่อเนื่อง โดยมี 4 สายการบิน จากทั้งหมด 8 สายการบินที่ได้รับความช่วยเหลือแล้ว คิดเป็นวงเงินสินเชื่อรวม 2.2 พันล้านบาท มีทั้งการปล่อยสินเชื่อเพื่อพยุงการจ้างาน สินเชื่อเพื่อหล่อเลี้ยงธุรกิจ เบื้องต้นประเมินว่าสินเชื่อดังกล่าวน่าจะเพียงพอให้ทั้ง 4 สายการบินประคองธุรกิจให้อยู่รอดถึงเดือน ธ.ค. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการหารือกับอีก 2 สายการบิน เพื่อรับความช่วยเหลือต่อไป โดยแนวทางในการให้สินเชื่อของธนาคาร คือจะช่วยเหลือตามอาการ รวมถึงการพิจารณาแผนงานในอนาคต สิ่งที่เป็นโครงสร้างในมุมของหลักประกันมีอะไรบ้าง ธนาคารพยายามช่วยเหลืออุตสาหกรรมดังกล่าว เพราะเกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ&amp;rdquo; นายรักษ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112168</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปล่อยกู้ช่วยสายการบิน, รักษ์ วรกิจโภคาทร, เอ็กซิมแบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210315/image_big_604ed7cb9df9e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111525</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2021 14:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2021 14:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>EXIM BANK  โชว์ผลงานครึ่งปีแรกช่วยผู้ประกอบการเฉียดหมื่นวงเงินปล่อยกู้ 67,000 ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29 ก.ค. 2564 นายรักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) แถลงผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 ว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ EXIM BANK ได้ขยายบทบาทมากขึ้นในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยทั้งด้านการเงินและไม่ใช่การเงินเพื่อประคับประคองและส่งเสริมธุรกิจส่งออก ลงทุน และที่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาประเทศเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย EXIM BANK มีสินเชื่อคงค้าง 137,409 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10,908 ล้านบาท หรือ 8.62% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นสินเชื่อเพื่อการค้า 33,772 ล้านบาท และสินเชื่อเพื่อการลงทุน 103,637 ล้านบาทซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 14.09% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการให้สินเชื่อทั้งหมดของ EXIM BANK ทำให้เกิดปริมาณธุรกิจ (Business Turnover) 87,888 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นปริมาณธุรกิจของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เท่ากับ 31,516 ล้านบาท หรือคิดเป็น 35.86% สะท้อนความสำเร็จของ EXIM BANK ในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทย โดยใช้นโยบาย Dual-track Policy ชูบทบาท &amp;ldquo;ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (Thailand Development Bank)&amp;rdquo; ควบคู่กับ &amp;ldquo;การเป็นศูนย์บริการครบวงจรเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าระหว่างประเทศให้แก่ SMEs (One Stop Trading Facilitator for SMEs)&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยขยายฐานการค้าและการลงทุนไปยังต่างประเทศ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2564 EXIM BANK มีวงเงินสนับสนุนแก่สินเชื่อโครงการระหว่างประเทศรวมทั้งสิ้น 96,381 ล้านบาท โดยเป็นสินเชื่อคงค้างจำนวน 62,079 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,165 ล้านบาท หรือคิดเป็น 17.32% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ EXIM BANK สนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการขยายการส่งออกและการลงทุนไปยังกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) เพิ่มมากขึ้น โดยครึ่งแรกของปี 2564 มีสินเชื่อคงค้างจำนวน 45,032 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6,903 ล้านบาทหรือคิดเป็น 18.10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้รุกตลาด CLMV อาทิ เวียดนาม ที่มีเสถียรภาพและอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง อีกทั้งยังมีความต้องการการลงทุนในโครงการพลังงานทดแทนจำนวนมากเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านบริการประกันการส่งออกและการลงทุน เพื่อเพิ่มความมั่นใจแก่ผู้ส่งออกและนักลงทุนไทย โดยเฉพาะภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่ผู้นำเข้าในต่างประเทศมีโอกาสชำระเงินล่าช้าหรือปฏิเสธการชำระค่าสินค้า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 EXIM BANK มีปริมาณธุรกิจด้านการรับประกันการส่งออกและการลงทุนเท่ากับ 96,620 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 5,828 ล้านบาท หรือ 6.42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ EXIM BANK ยังทำหน้าที่สนับสนุนผู้ประกอบการทั้งในด้านการเงินและไม่ใช่การเงิน ด้วยการออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ขยายระยะเวลาการชำระเงิน รวมถึงการพักชำระหนี้ รวมทั้งยังให้การสนับสนุนด้านข้อมูลและพัฒนาองค์ความรู้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถปรับตัวและดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ผ่านการให้คำปรึกษาและจัดอบรมหรือสัมมนาออนไลน์ ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2564 EXIM BANK ได้ช่วยเหลือทั้งด้านการเงินและไม่ใช่การเงินแก่ผู้ประกอบการประมาณ 9,400 ราย เป็นวงเงินรวมกว่า 67,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ EXIM BANK มีอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2564 ที่ 3.96% โดยมีสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จำนวน 5,436 ล้านบาท มีค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss) จำนวน 12,333 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง คิดเป็นอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Coverage Ratio) 226.86% ส่งผลให้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 EXIM BANK มีกำไรสุทธิเท่ากับ 712 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง EXIM BANK ยังคงเดินหน้า &amp;lsquo;ซ่อม&amp;rsquo; อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ให้กลับมาแข็งแรงและเดินหน้าต่อได้ &amp;lsquo;สร้าง&amp;rsquo; อุตสาหกรรมของประเทศที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ด้วยส่งเสริมการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี และ &amp;lsquo;เสริม&amp;rsquo; สมดุลการค้าและการลงทุนของไทยในตลาดหลักและตลาดใหม่ (New Frontiers) รวมทั้งมุ่งสนับสนุนผู้ส่งออกและนักลงทุนไทยอย่างครบวงจรตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ไม่ว่าในด้านข้อมูลความรู้และเครื่องมือทางการเงิน โดยสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและความต้องการของผู้ประกอบการที่แตกต่างกันไปในแต่ละระดับธุรกิจและภาคอุตสาหกรรม เพื่อรอโอกาสที่เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวอีกครั้งในระยะข้างหน้า&amp;rdquo; ดร.รักษ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111525</URL_LINK>
                <HASHTAG>EXIM BANK, ผลดำเนินงาน 6 เดือน, รักษ์ วรกิจโภคาทร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210315/image_big_604ed7cb9df9e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100888</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/04/2021 12:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/04/2021 12:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>EXIM BANK ออกมาตรการเยียวยาธุรกิจไทยชุดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบโควิด19-เมียนมา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
27 เมษายน 2564 นายรักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า ตลาด CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ไต่อันดับขึ้นมาเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2563 CLMV เป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 4 ของไทย รองจากสหรัฐฯ อาเซียนเดิม 5 ประเทศ และจีน ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม การส่งออกของไทยไปตลาด CLMV มีเหตุสะดุดลงในปี 2563 โดยหดตัวกว่า 11% ขณะที่ในปี 2564 ยังต้องเผชิญกับปัญหารอบด้าน ทั้งวิกฤตโควิด-19 ประกอบกับสถานการณ์ภายในเมียนมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจส่งออกและลงทุนในตลาดเมียนมา ขณะที่ในภาพรวมกลุ่มประเทศ CLMV ยังมีศักยภาพที่จะเติบโตทางเศรษฐกิจและมีความต้องการซื้อสินค้าและบริการของไทยอยู่มาก การเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ SMEs มีแหล่งเงินทุนเพียงพอที่จะดำเนินธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ท่ามกลางปัจจัยท้าทายต่าง ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ ดังนั้น EXIM BANK จึงออกมาตรการช่วยเหลือดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; มาตรการสินเชื่อ CLMV อุ่นใจ เป็นเงินทุนหมุนเวียนให้แก่ผู้ประกอบการไทยใน CLMV ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ วงเงินสูงสุด 20 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 3.99% ต่อปี ระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุด 3 ปี ใช้เพียงหนังสือค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นหลักประกันร่วมกับบุคคลหรือนิติบุคคลค้ำประกันได้ ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่บัดนี้ถึง 30 พฤศจิกายน 2564 ทางเว็บไซต์ www.exim.go.th สอบถามได้ที่ EXIM BANK สำนักงานใหญ่และสาขาทุกแห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; มาตรการเยียวยาธุรกิจไทยในเมียนมา สำหรับลูกค้าปัจจุบันของ EXIM BANK สามารถพักชำระหนี้เงินต้นกรณีวงเงินกู้ระยะยาวสูงสุด 12 เดือน ต่ออายุตั๋วสัญญาใช้เงินรวมสูงสุดไม่เกิน 180 วัน โดยแจ้งความประสงค์กับเจ้าหน้าที่ EXIM BANK ภายใน 30 กันยายน 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์ความไม่สงบภายในเมียนมาอย่างใกล้ชิดและประเมินผลกระทบต่อลูกค้า ผู้ประกอบการไทยเริ่มได้รับผลกระทบจากการชำระเงินล่าช้าและการชะลอคำสั่งซื้อของคู่ค้าในเมียนมา EXIM BANK จึงได้พิจารณาให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการผ่านมาตรการต่าง ๆ ตามความจำเป็นอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบันมีลูกค้า EXIM BANK ที่เป็นผู้ส่งออกและนักลงทุนไทยในตลาดเมียนมาจำนวนกว่า 200 ราย คิดเป็นวงเงินสินเชื่อประมาณ 5,300 ล้านบาท การออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยในเมียนมาจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินและเพิ่มสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากมาตรการด้านการเงินข้างต้นแล้ว EXIM BANK พร้อมให้ความช่วยเหลือและคำปรึกษาแนะนำแก่ผู้ส่งออกและนักลงทุนไทยในเมียนมา ทาง Hotline โทร. 0 2271 3700 ต่อ 3009&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบไปทั่วโลก รวมทั้งไทยและ CLMV มาตั้งแต่ต้นปี 2563 ประกอบกับปัจจัยอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ผู้ส่งออกและนักลงทุนไทยได้รับผลกระทบเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ CLMV เป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงในระยะยาว EXIM BANK จึงต้องเร่งออกมาตรการเยียวยาในระยะสั้น ทั้งด้านสินเชื่อและการให้คำปรึกษาแนะนำ เพื่อประคับประคองสภาพคล่องทางธุรกิจของผู้ประกอบการไทย รอการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของตลาด CLMV ในระยะถัดไป&amp;rdquo; นายรักษ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100888</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK), ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ, มาตรการเยียวยา, รักษ์ วรกิจโภคาทร, เมียนมา, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210421/image_big_607fdaa425dcb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100207</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/04/2021 15:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/04/2021 14:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รักษ์ ยกระดับ EXIM BANK เป็น ’เครื่องยนต์รุ่นใหม่’ ผลักดันส่งออกไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 เมษายน&amp;nbsp; 2564 นายรักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) แถลงนโยบายและบทบาทของ EXIM BANK ภายหลังเข้ารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK เมื่อต้นเดือนเม.ย.ที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจและการส่งออกของไทย เปรียบเสมือนรถยนต์ที่กำลัง &amp;quot;ติดหล่ม&amp;quot; และต้องการการผลักดันให้เคลื่อนไปข้างหน้าในหลายมิติ ได้แก่ 1. การลงทุน 2. การพัฒนานวัตกรรม 3. การเชื่อมโยง Supply Chain ของโลกยุคใหม่ 4. การสร้างผู้ส่งออกรายใหม่ โดยเฉพาะ SMEs&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เศรษฐกิจและการส่งออกของไทย ยังถูกกดดันจากกระแส Disruption ในมิติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี การเกิดโควิด-19 สงครามการค้า ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งหากไม่เร่งแก้ไขหรือพัฒนาก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยหยุดอยู่กับที่หรือกลายเป็นรถยนต์ที่วิ่งได้ช้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่ EXIM BANK ต้องทำหน้าที่ &amp;quot;เครื่องยนต์รุ่นใหม่&amp;quot; ผลักดันให้ประเทศไทยหลุดจากภาวะติดหล่มข้างต้น โดยใช้นโยบาย Dual-track Policy ชูบทบาทธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (Thailand Development Bank) ควบคู่กับการเป็นศูนย์บริการครบวงจร เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างประเทศให้แก่ SMEs (One Stop Trading Facilitator for SMEs)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยภารกิจหลักของ EXIM BANK ในปี 2564 ได้แก่ การเร่ง &amp;quot;ซ่อม สร้าง เสริม&amp;quot; การพัฒนาประเทศไทย ประกอบด้วย การเร่งซ่อม และสร้างภาคอุตสาหกรรมของไทยให้เติบโตไปสู่อนาคต ประคับประคองผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมที่ประสบวิกฤต การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ อาทิ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (เช่น เทคโนโลยีด้านสุขภาพ รถยนต์ไฟฟ้า) เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) โครงสร้างพื้นฐาน และการปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมขนานใหญ่การเร่งสร้างผู้ส่งออกและนักลงทุนไทย ตั้งแต่รายย่อยไปจนถึงรายกลางและรายใหญ่ ทำให้ Supply Chain ภาคส่งออกไทยแข็งแกร่งและเชื่อมโยงกับการลงทุนภายในประเทศและระหว่างประเทศ เป็นสะพานเชื่อมต่อโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาล โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้าน เติมเต็มช่องว่างทางธุรกิจให้แก่ลูกค้ารายใหญ่ โดยเฉพาะการแชร์ความเสี่ยงในช่วงเริ่มต้นของโครงการ การสร้างผู้ส่งออก SMEs รายใหม่ให้ส่งออกได้และแข็งแรงขึ้น เพื่อให้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนอื่น ๆ ที่มีต้นทุนต่ำกว่าในระยะถัดไป การสนับสนุนซัพพลายเออร์และผู้ประกอบการทั้งหมดใน Supply Chain การส่งออก สร้างช่องทางในลักษณะ Thai Pavilion นำสินค้าไทยสู่ตลาดโลกผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ชั้นนำของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเร่งเสริมศักยภาพการแข่งขันของผู้ส่งออก และนักลงทุนไทยในตลาดหลักและตลาดใหม่ (New Frontiers) อย่างสมดุล โดยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการแข่งขันได้ โดยเฉพประเทศที่ธุรกิจไทยเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นตั้งแต่ในช่วงเริ่มต้นของโครงการลงทุน ป้องกันความเสี่ยง พร้อมเปิดประตูสู่ตลาดใหม่ ๆ ให้แก่ผู้ประกอบการไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;EXIM BANK วันนี้ต้องมีจุดยืนที่มีเสน่ห์ เพื่อทำให้องค์กรโตขึ้น ชัดเจนขึ้น และช่วยพัฒนาประเทศได้มากขึ้น โดยเริ่มต้นจากการช่วยให้นักลงทุนไทยที่มีศักยภาพเข้าไปรับงานในต่างประเทศได้มากขึ้น ควบคู่กับการขยายโครงการลงทุนภายในประเทศ เพื่อกระตุ้นการจ้างงาน ควบคู่กับการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้ก้าวข้ามข้อจำกัดต่าง ๆ โดยสร้างนวัตกรรมหรือกระบวนการผลิตที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว&amp;quot; นายรักษ์ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน EXIM BANK จะเข้าไปดูแลผู้ประกอบการรายย่อย ให้สามารถค้าขายหรือลงทุนระหว่างประเทศได้โดยสะดวกขึ้น สามารถบริหารความเสี่ยงและเข้าถึงโอกาสใหม่ ๆ ทางธุรกิจ นำไปสู่การพัฒนาภาคส่งออกและการลงทุนของไทยตลอดทั้ง Supply Chain ของไทยให้เชื่อมโยงกับ Supply Chain ของโลกในยุค New Normal ที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจบนหลักการแห่งความยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เส้นทางใหม่ของ EXIM BANK ครั้งนี้มีเป้าหมายชัดเจนที่จะ &amp;lsquo;ฝันให้ใหญ่&amp;rsquo; สู่การเป็น Thailand Development Bank แล้ว &amp;lsquo;ไปให้ไกล&amp;rsquo; สู่ New Frontiers โดย &amp;lsquo;ไม่ทิ้งคนตัวเล็ก&amp;rsquo; หรือ SMEs เพราะทุกภาคส่วนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงประเทศ&amp;quot; นายรักษ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK ยังมองว่า เศรษฐกิจไทยปี 2564 มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้า ๆ หลังจากในปีที่ผ่านมาหดตัวสูงสุด นับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง ขณะที่ความต้องการซื้อสินค้าภายในประเทศยังเปราะบาง และการท่องเที่ยวยังไม่มีทีท่าจะฟื้นตัวได้ในเร็ววัน การฟื้นตัวของภาคการส่งออกจึงเป็นความหวังในระยะสั้น แต่การผลักดันให้เศรษฐกิจไทยและภาคการส่งออกเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ยังติดขัดปัญหาเชิงโครงสร้างหลายประการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยิ่งไปกว่านั้น ไทยยังเผชิญปัญหาความย้อนแย้งในเชิงโครงสร้างของผู้ประกอบการ แม้มีจำนวน SMEs มากถึง 3.1 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของทั้งระบบ ขณะที่ผู้ประกอบการขนาดใหญ่มีเพียง 1.5 หมื่นรายหรือ 0.5% ของทั้งระบบ แต่กลับมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจสูงเกือบ 60% ของ GDP รวม อีกทั้งเมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ย GDP ต่อกิจการ พบว่าผู้ประกอบการขนาดใหญ่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจสูงกว่า SMEs ถึง 350 เท่า ยิ่งตอกย้ำว่าแม้ SMEs มีจำนวนมาก แต่ยังสร้างแรงส่งต่อเศรษฐกิจน้อยกว่าที่ควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ SMEs ส่วนใหญ่ยังค้าขายอยู่ในประเทศ โดยมีไม่ถึง 1% ของ SMEs ทั้งหมดที่สามารถเป็นผู้ส่งออกได้ และสัดส่วนนี้แทบไม่ขยับเลยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ SMEs ส่วนใหญ่เผชิญการแข่งขันที่รุนแรงและข้อจำกัดต่าง ๆ ภายในประเทศ ลดทอนโอกาสการเติบโตและการเป็นเครื่องยนต์สำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100207</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK), รักษ์ วรกิจโภคาทร, เอ็กซิมแบงก์, แผนปี 2564</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210421/image_big_607fdaa425dcb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96093</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2021 10:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2021 10:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;รักษ์&#039;กลับบ้านนั่งเอ็มดีคนใหม่ EXIM BANK</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
15 มี.ค. 2564 คณะกรรมการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) มีมติแต่งตั้ง ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร เป็นกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK โดยจะเข้ารับตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ EXIM BANK ได้ดำเนินการตามกระบวนการสรรหากรรมการผู้จัดการตามเกณฑ์ของกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการธนาคารมีมติแต่งตั้ง นายรักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และอดีตรองกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK โดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2536 เรียบร้อยแล้ว
&amp;nbsp;
ดร.รักษ์ จบการศึกษาปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสแตรธไคลด์ สหราชอาณาจักร ปริญญาโท บริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม สหราชอาณาจักร และปริญญาตรีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการ สายพัฒนาธุรกิจและการตลาด บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายงานธุรกิจรายย่อย ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย รองกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK และล่าสุดดำรงตำแหน่งกรรมการและผู้จัดการทั่วไป บสย. ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK คนที่ 6 นับตั้งแต่ก่อตั้ง EXIM BANK เมื่อปี 2537 มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 ถึง 31 มีนาคม 2568
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96093</URL_LINK>
                <HASHTAG>EXIM BANK, กรรมการและผู้จัดการ, ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย, รักษ์ วรกิจโภคาทร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210315/image_big_604ed7cb9df9e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94768</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/03/2021 16:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/03/2021 16:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บสย.ควักหมื่นล.กระตุ้นปล่อยกู้กลุ่มท่องเที่ยว-ธุรกิจเกี่ยวเนื่อง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 มี.ค.2564 นายรักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไปบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า บสย. ได้จัดสรรวงเงินค้ำประกันเพื่อดำเนินโครงการ บสย. เอสเอ็มอีไทยสู้ภัยโควิด 2 เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 2 ปีแรก ค้ำประกันสูงสุดต่อราย 100 ล้านบาท และระยะเวลาค้ำประกันสูงถึง 10 ปี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้คาดว่าโครงการดังกล่าวจะสร้างสินเชื่อในระบบไม่น้อยกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท และพยุงการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจได้ถึง 1.8 แสนราย ขณะเดียวกัน โครงการนี้ยังสนับสนุนธนาคารให้สามารถพิจารณาสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ด้วยอัตราการช่วยเหลือค่าประกันชดเชย (Max Claim) สูงถึง 35% ซึ่งถือเป็นการชดเชยความเสียหายในอัตราสูงที่สุดของโครงการค้ำประกัน บสย. โดยโครงการบสย. เอสเอ็มอีไทยสู้ภัยโควิด 2 เปิดรับคำขอตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค. ถึงวันที่ 31 พ.ค. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในช่วงเดือน ม.ค. 2564 บสย. ได้เปิดตัวโครงการค้ำประกันสินเชื่อโครงการพิเศษเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ภายใต้โครงการ บสย. เอสเอ็มอีไทยสู้ภัยโควิด1 วงเงินค้ำประกัน 5 พันล้านบาท ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 2 ปีแรก มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีขอรับการสนับสนุนเต็มวงเงินแล้ว โดยในส่วนนี้มีสัดส่วนจำนวนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีภาคธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่องยังเข้าถึงโครงการค้ำประกันได้เพียง 10% เท่านั้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94768</URL_LINK>
                <HASHTAG>บสย. เอสเอ็มอีไทยสู้ภัยโควิด 2, รักษ์ วรกิจโภคาทร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210302/image_big_603e0759c29d9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
