<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106064</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2021 19:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วันสุขบัญญัติแห่งชาติประจำปี 2564  รณรงค์ “รักใครให้ชวนฉีดวัคซีน”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;รณรงค์ &amp;ldquo;รักใครให้ชวนฉีดวัคซีน&amp;rdquo; วันสุขบัญญัติแห่งชาติประจำปี 2564 ไทยรู้สู้โควิดนำโดย สสส.-ยท.&amp;nbsp; กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สธ. ภาคีเครือข่าย ดร.สาธิตเปิดใจรับฟังเสียงคนรุ่นใหม่ พร้อมปกป้องครอบครัวจาก COVID-19 ดึงยุว อสม.ปูพรมลงพื้นที่สื่อสารข้อมูลวัคซีนที่ถูกต้อง ลดการส่งต่อข่าวลวง Fake News เน้นชวนกลุ่มเสี่ยง ผู้สูงอายุเข้ารับวัคซีนโดยเร็ว เลขาธิการ ยท.ฟันธงเด็กส่วนใหญ่มีความตื่นตัวต่อปัญหาโควิด-19 เพราะพ่อแม่เดือดร้อนมาก เด็กหลายคนเลิกบุหรี่ได้ในช่วงโควิดเพราะรักตัวเองมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ&amp;nbsp; (สสส.) ร่วมกับสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย (ยท.) และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข จัดเสวนาออนไลน์เตรียมความพร้อมกับคนรุ่นใหม่ &amp;ldquo;รักใครให้ชวนฉีดวัคซีน&amp;rdquo; ผ่านทางเฟซบุ๊ก กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และภาคีเครือข่าย เนื่องในวันสุขบัญญัติแห่งชาติประจำปี 2564 เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 27 พฤษภาคม 2564 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะรองประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คนที่ 1 กล่าวว่า รัฐบาลมีมาตรการเร่งฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนเป็นวาระแห่งชาติ เนื่องจากการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมประชากรส่วนใหญ่จะมีส่วนช่วยสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงซึ่งมีเป็นจำนวนมาก และตลอดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ที่ผ่านมามีผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยติดเตียงที่อยู่ในบ้านพักตนเองติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จากบุตรหลานที่ออกไปประกอบอาชีพนอกบ้านเป็นจำนวนมาก และสำหรับกรณีคนรุ่นใหม่ที่มีความกังวลต่อประสิทธิภาพของวัคซีนที่มีอยู่ในประเทศไทยขณะนี้ อยากให้รับทราบว่าวัคซีนทุกชนิดทั่วโลกเป็นวัคซีนที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในสภาวะฉุกเฉิน และมีการวิจัยถึงประสิทธิภาพไม่นานมาก ดังนั้นการได้รับวัคซีนให้เร็วที่สุดตามกลุ่มเสี่ยงต่างๆ จะสามารถลดความรุนแรงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้มีประสิทธิภาพสูงที่สุด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขยืนยันรับฟังความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่มาโดยตลอด ซึ่งปัจจุบันมีการเร่งรัดจัดหาวัคซีนที่มีความหลากหลายและเหมาะสมกับช่วงวัยไว้แล้ว สามารถดำเนินการฉีดวัคซีนให้คนรุ่นใหม่ได้ทันทีเมื่อวัคซีนมาถึงและผ่านขั้นตอนต่างๆ ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยระหว่างนี้จึงอยากขอความร่วมมือคนรุ่นใหม่ทุกคนทำหน้าที่เป็นยุว อสม. หรือเป็นผู้พิทักษ์สุขภาพของครอบครัว ด้วยการให้ข้อมูลที่ถูกต้องพร้อมเชิญชวนผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงในครอบครัวมาลงทะเบียนรับวัคซีนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อลดความเสี่ยงการเสียชีวิต หรือการเจ็บป่วยรุนแรงจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่นี้&amp;quot; ดร.สาธิตกล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า กรมสนับสนุนบริการสุขภาพร่วมกับสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย และภาคีเครือข่ายคนทำงานด้านเด็กและเยาวชน ดำเนินการจัดให้มีระบบยุวอาสาสมัครสาธารณสุข หรือยุว อสม.ประจำพื้นที่ต่างๆ ซึ่งเป็นแกนนำเด็กและเยาวชนที่อยู่ทั้งในระบบและนอกระบบสถานศึกษาต่างๆ นับเป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของชาติที่จะสามารถช่วยให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตินี้ได้ โดยมุ่งให้ยุว อสม.ทำหน้าที่เป็นนักสื่อสารสุขภาพ นำแนวทางสุขบัญญัติในข้อ 10 คือ &amp;ldquo;มีสำนึกต่อส่วนรวม ร่วมสร้างสรรค์สังคม&amp;rdquo; ภายใต้คำขวัญ &amp;ldquo;ยุว อสม.ชวนครอบครัวทั่วไทยพร้อมใจฉีดวัคซีน&amp;rdquo; โดยทำบทบาทตามหลัก 3 ช.คือ ช.ที่ 1 ชี้แจงความปลอดภัยและประโยชน์ของวัคซีน ช.ที่ 2 ชักชวนการลงทะเบียนเพื่อไปฉีดวัคซีนแก่คนในครอบครัว และ ช.ที่ 3 ช่วยเหลือการลงทะเบียนและติดตามผลหลังการฉีดวัคซีน นอกจากนี้ ยุว อสม.ยังเป็นขุมพลังที่ช่วยสื่อสารให้เพื่อนนักเรียนบอกต่อกับคนในครอบครัวตนเองและคนรอบข้าง ให้เกิดความตระหนักและเห็นความสำคัญของการฉีดวัคซีนโควิด-19 เพื่อให้คนไทยทุกคนปลอดภัยยิ้มอย่างมีความสุข พร้อมต้อนรับการเปิดประเทศกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วอีกด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;พชรพรรษ์ ประจวบลาภ เลขาธิการสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย (ยท.) ให้สัมภาษณ์ว่า สถาบันยุวทัศน์ฯ ทำแคมเปญดีๆ เกี่ยวกับโควิด-19 เราถูกตราหน้าว่ารับเงินรัฐบาล ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้รัฐบาลมาหลอกลวงเด็กว่าวัคซีนดี ขณะนี้สมาคมยุวทัศน์ฯ ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยเอกชน 5 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ, มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์, มหาวิทยาลัยสยาม, มหาวิทยาลัยรังสิต และมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต &amp;nbsp; &amp;ldquo;ผมขอบอกว่าในความเป็นเด็ก เขามีตัวตน การทำงานเรื่องโควิดเป็นเรื่องยาก การชี้แจงกับเด็กเข้าใจยากกว่าการชี้แจงให้ผู้ใหญ่ ส่วนหนึ่งเพราะผู้ใหญ่มีประสบการณ์ กลัวเจ็บ กลัวตาย เขาเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;คุณตาคุณยายของผมฉีดยาวันที่ 16 มิ.ย. ส่วนผมฉีดซิโนแวคเข็มแรกไปแล้ว เนื่องจากผมทำงานกับกระทรวงสาธารณสุข อยู่กับกลุ่มเสี่ยง เยาวชนที่อยู่ในชุมชน ผมกำลังจะฉีดเข็มที่ 2 ประสบการณ์ที่ฉีดวัคซีนเข็มแรกนั้นผมปวดแขนมาก นอนหลับสนิทถึง 12 ชั่วโมง เพื่อนๆ ผมก็นอนยาว วันรุ่งขึ้นทุกคนตื่นสายกันหมด&amp;nbsp; ไม่มีใครแพ้ยาแต่อย่างใด แม้แต่เพื่อนที่อ้วนที่สุด เพราะฉะนั้นหลังฉีดวัคซีนวันรุ่งขึ้นควรจะพักผ่อน&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ขณะนี้เครือข่ายเยาวชนในโรงเรียนเป็น Gen Z ทำงานรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ใน จ.อุบลราชธานี, เพชรบูรณ์, ภูเก็ต มีการจับมือกับยุว อสม.ทำงานสุขภาพในจังหวัด คาดว่ายุว อสม.จะเป็นจริงได้ในเดือน ต.ค.หรือ พ.ย. &amp;quot;พี่ชายฝาแฝดของผม เมธชนนท์ ประจวบลาภ ทำงานเป็น ผอ.โรงเรียนเซนต์จอห์น ดอนบอสโก พระราม 2&amp;nbsp; ก่อนหน้านี้เป็นรอง ผอ.รร.จุฑารัตน์ หนองเสือ ปทุมธานี&amp;nbsp; ดูแลเด็กมัธยม 700 กว่าคน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ในขณะที่โควิด-19 ระบาดมากยิ่งขึ้น สสส.ให้ปรับงบประมาณเรื่องรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ สุขภาวะของเด็ก มาเป็นการทำงานเฉพาะหน้าที่เกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโควิด-19 เนื่องจากเรื่องโควิด-19 เป็นเรื่องที่ไม่ไกลตัว&amp;nbsp; พ่อแม่ของเยาวชนต่างก็ได้รับความเดือดร้อนกันทั่วหน้า&amp;nbsp; ขณะเดียวกันวัยรุ่นและเด็กไทยทั้งประเทศก็ต้องเรียนหนังสือทางออนไลน์ ไม่ได้พบปะเพื่อนฝูง บางครั้งเรียนทางออนไลน์แม่ก็ตะโกนให้ไปรีดผ้า พร้อมกับตั้งคำถามว่าเมื่อไหร่จะได้กลับเข้าสู่ห้องเรียนในระบบ การเรียนในห้องเรียนในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ยังมีปัญหาในการดึงเข้ามาให้เกิดการเรียนรู้&amp;nbsp; ปัญหาจากการเรียนออนไลน์มีมาก ถ้าเด็กติดตัว P ในวิชาสุดท้ายที่จะจบออกมาเพื่อรับปริญญา เขาเรียนแทบเป็นแทบตาย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีผลกระทบต่อการเรียน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เด็กส่วนใหญ่มีความตื่นตัวต่อปัญหาโควิด-19 &amp;nbsp;เพราะเขาเห็นว่าพ่อแม่เดือดร้อนมาก ถ้าเยาวชนไม่ตื่นตัวจะกลายเป็นคนที่สร้างปัญหาให้ครอบครัว สังเกตได้ว่าขณะนี้ปัญหาเด็กแว้นลดจำนวนน้อยลง ไม่ใช่ตำรวจกวาดล้างการมั่วสุมของวัยรุ่น แต่เด็กรู้ว่าเขาจะต้องไม่สร้างปัญหาให้พ่อแม่ มีเด็กหลายคนเลิกบุหรี่ได้ เขากลัวไม่มีเงิน&amp;nbsp; ยิ่งในสถานการณ์ที่วิกฤติ ด้วยสัญชาตญาณความเป็นมนุษย์ ต้องเอาตัวรอด เด็กหลายคนเลือกที่จะลดการดื่มน้ำอัดลมหันมาดื่มน้ำเปล่าแทน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฝุ่นPM2.5ฟุ้ง&amp;#39;อีสาน&amp;#39;จุดความร้อนแน่นพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักวิชาการฉายภาพย้อนหลัง 3 ปี พบค่าเฉลี่ยรายปี&amp;nbsp; PM2.5 ใน จ.ขอนแก่นสูงกว่า กทม.และเชียงใหม่ สะท้อนปัญหามลพิษทางอากาศในภาคอีสานไม่ควรถูกละเลยหรือมองข้ามผ่าน! &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การประชุมสัมมนาวิชาการออนไลน์ เรื่อง &amp;quot;มลพิษอากาศในภาคอีสาน และศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษอากาศ&amp;quot; ผ่านระบบ ZOOM จัดโดย ศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษอากาศ สมาคมวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อเร็วๆ นี้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ชัชวาล อัยยาธิติ อาจารย์สาขาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า&amp;nbsp; ภาคอีสานมีอากาศทั่วไปร้อนชื้นสลับกับแล้ง มีเทือกเขากั้นจากภาคอื่น มีแอ่งโคราชและแอ่งสกลนครที่ลาดเอียงจากตะวันตกไปตะวันออก มีผลต่อการกระจายตัวของมลพิษอากาศ การใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นเนื้อที่ทางการเกษตร&amp;nbsp; 63.86 ล้านไร่ แยกเป็นนาข้าว 41.75 ล้านไร่ พืชไร่ 11.45&amp;nbsp; ล้านไร่ สวนไม้ผลและไม้ยืนต้น 5.90 ล้านไร่ สวนผักและไม้ดอก 0.32 ล้านไร่ และการเกษตรอื่นๆ 4.44 ล้านไร่ โดยพืชหลักของภาค ได้แก่ ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กิจกรรมการเกษตรกรรมในพื้นที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษอากาศที่สำคัญและมีผลกระทบต่อคุณภาพอากาศในภาคอีสาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษในภาคอีสานมีเพียง 12 สถานี และมีเพียงสถานีเดียวที่ข้อมูลสมบูรณ์ตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 คือที่จังหวัดขอนแก่น สะท้อนว่าการตรวจวัดคุณภาพอากาศในภาคอีสานไม่ได้รับความสนใจหรือให้ความสำคัญมากนัก ทั้งที่ค่า PM2.5 ไม่ต่ำกว่าภาคอื่นๆ ซึ่งเมื่อพิจารณาข้อมูลตั้งแต่ปี 2561-2563 พบว่าค่า PM2.5 เฉลี่ยรายปี จ.ขอนแก่นเกินค่ามาตรฐาน อยู่ในระดับสูงกว่า 30 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ทุกปี ขณะที่ค่ามาตรฐานอยู่ที่ 25 มคก./ลบ.ม. โดยสูงกว่า กทม.และเชียงใหม่ นอกจากนี้ ปี 2560-2562 จ.ขอนแก่นมีจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินค่ามาตรฐานเพิ่มจากกว่า&amp;nbsp; 20 วัน เป็นกว่า 30 วัน และกว่า 60 วันตามลำดับ โดยค่าสูงสุดเกินค่ามาตรฐานชัดเจนช่วงเดือน ม.ค.-เม.ย. และ&amp;nbsp; ต.ค.-ธ.ค.ของทุกปี ที่เป็นฤดูเพาะปลูกเกษตรกรรม โดยแหล่งกำเนิดฝุ่นละอองที่สำคัญคือ การเผาในที่โล่งโดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรม สถานประกอบการ โรงงาน และยานพาหนะ &amp;quot;ปัญหามลพิษทางอากาศของภาคอีสานไม่ได้ด้อยหรือน้อยกว่าพื้นที่อื่นๆ ที่มีรายงานปัญหามลพิษในประเทศไทย&amp;quot;&amp;nbsp; ดร.ชัชวาลกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาวุธ โนราช นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ&amp;nbsp; สำนักสิ่งแวดล้อมภาคที่ 10 กล่าวถึงมลพิษทางอากาศภาคเกษตรกรรมว่า ค่าเฉลี่ยรายปี PM2.5 จ.ขอนแก่น ย้อนหลัง 7 ปี 2557 อยู่ที่ 29.42 มคก./ลบ.ม. ปี 2558 อยู่ที่&amp;nbsp; 30.58 มคก./ลบ.ม. ปี 2559 อยู่ที่ 39.2 มคก./ลบ.ม. ปี 2560&amp;nbsp; อยู่ที่ 29.8 มคก./ลบ.ม. ปี 2561 อยู่ที่ 31.42 มคก./ลบ.ม. ปี&amp;nbsp; 2562 อยู่ที่ 34.75 มคก./ลบ.ม. และปี 2563 อยู่ที่ 29.56&amp;nbsp; มคก./ลบ.ม. ทั้งนี้ การเผาในที่โล่งเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศ ซึ่งเป็นวิถีชีวิต มีทั้งการเผาขยะชุมชน&amp;nbsp; เผาข้างถนน เผาไร่อ้อย เผานาข้าว และเผาพื้นที่รกร้างในชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อดูจากจุดความร้อน พบว่าปี 2562 จำนวน 49,938&amp;nbsp; จุด ปี 2563 จำนวน 40,219 จุด และปี 2564 (ม.ค.-เม.ย.)&amp;nbsp; 20,949 จุด พิจารณาเฉพาะปี 2564 จำแนกตามการใช้ประโยชน์ที่ดิน เป็นพื้นที่เกษตร 8,381 จุด 40% เขต ส.ป.ก.&amp;nbsp; 4,401 จุด 21% ป่าสงวนแห่งชาติ 2,851 จุด 14% ชุมชนและอื่นๆ 2,631 จุด 12% ป่าอนุรักษ์ 2,437 จุด 12% และพื้นที่ริมทางหลวง 248 จุด 1% และจำแนกตามชนิดแหล่งกำเนิด นาข้าว 8,393 จุด 40% อ้อย 1,347 จุด 6% พื้นที่เกษตรอื่นๆ 3,040 จุด 15% พื้นที่ป่า 5,288 จุด 25% พื้นที่ริมทางหลวง 248 จุด 1% ชุมชนและอื่นๆ 2,633 จุด 13%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาวุธบอกว่า กรณีการเผาในนาข้าวเป็นการทำนานอกฤดูที่มีน้ำเพียงพอ โดยมีพื้นที่ทำนานอกฤดู 1.99&amp;nbsp; ล้านไร่ จ.นครราชสีมามากที่สุด 3.3 แสนไร่ ส่วนการเผาจากไร่อ้อย ภาคอีสานมีกลุ่มโรงงานผลิตน้ำตาล 22 กลุ่มโรงงาน บางจังหวัดมี 2-3 โรงงาน การเผาจะเกิดขึ้นในช่วงก่อนตัด เพื่อให้โล่งตัดง่ายได้วันละ 3 ตันต่อคน แต่หากไม่เผาตัดได้ 1 ตันต่อคนต่อวัน และเผาหลังตัดเพราะมีใบอ้อยเก่าเหลืออยู่ หากไม่เผาใบเก่าทิ้ง เมื่อต้นเกิดใหม่อาจจะเกิดไฟไหม้และทำให้ตายได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแก้ปัญหา กรณีนาข้าว พยายามแก้ปัญหาด้วยการใช้รถไถเตรียมดินปลูกข้าวนอกฤดู โดยนำฟางข้าวไปเป็นอาหารสัตว์ แต่ซังข้าวซึ่งสัตว์ไม่กินนั้น ก็ให้ใช้เครื่องจักรอัดแท่งแล้วนำไปขายให้โรงงานรับซื้อเชื้อเพลิงชีวมวล ในพื้นที่นำร่อง 10,000 ไร่ พบว่าจุดความร้อน 100 จุดในปี 2562&amp;nbsp; ลดลงเหลือ 1 จุดในปี 2563 ส่วนกรณีไร่อ้อย มีการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้เครื่องจักรในการตัดใบอ้อยแล้วอัดแท่งนำไปขายให้โรงงานที่รับซื้อ และให้โรงงานเลิกซื้ออ้อยที่เผา และจัดคิวรถอ้อยเข้าโรงงานให้มีสัดส่วนรถอ้อยสดเข้า 10 คัน&amp;nbsp; และรถอ้อยเผาเข้า 1 คัน ขณะที่การเผาขยะชุมชนได้ส่งเสริมให้มีการทำ &amp;quot;เสวียน&amp;quot; ที่เป็นที่เก็บใบไม้โดยไม่เผา แต่เป็นการหมักเป็นปุ๋ยแทน ซึ่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นคือ ปี&amp;nbsp; 2564 มีจุดความร้อนลดลงอยู่ที่ราว 2 หมื่นจุด จากที่สองปีก่อนหน้าอยู่ที่ราว 4 หมื่นจุด &amp;quot;หากจุดความร้อนลดลง แต่คุณภาพอากาศยังไม่ดีขึ้น&amp;nbsp; ก็อาจจะเป็นเพราะมีค่าเพดานการลอยตัวของอากาศเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย หากมีค่าลอยตัวอากาศต่ำ การระบายอากาศก็ไม่ดี มลพิษก็สูง&amp;quot; ธนาวุธกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วน ดร.สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า ปัญหามลพิษอากาศหลักของประเทศไทยประกอบด้วย ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) โอโซน สารประกอบอินทรีย์ระเหย และโลหะหนัก เช่น ปรอท ตะกั่ว เป็นต้น แหล่งกำเนิดหลักของสารมลพิษอากาศในประเทศไทย คือ การคมนาคมขนส่ง การเผาเชื้อเพลิงชนิดต่างๆ ในยานยนต์ โรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม และบ้านเรือน กระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม ปฏิกิริยาเคมีในบรรยากาศก่อให้เกิดสารมลพิษอากาศทุติยภูมิ และการเผากากของเสียและชีวมวลในที่โล่ง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งที่มาสำคัญของฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย แยกเป็นกรุงเทพฯ และปริมณฑล จากการคมนาคมขนส่ง การเผาชีวมวลในที่โล่ง และฝุ่นทุติยภูมิ ภาคกลาง การเผาชีวมวลในที่โล่ง ภาคเหนือจากไฟป่าและการเผาชีวมวลในที่โล่ง ภาคตะวันออกจากการคมนาคมขนส่ง&amp;nbsp; อุตสาหกรรม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจากการเผาชีวมวลในที่โล่ง รวมทั้งไฟป่า และภาคใต้จากไฟป่าพรุในอินโดนีเซีย และในประเทศไทยโดยเฉพาะป่าพรุควนเคร็ง จ.นครศรีธรรมราช&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การแก้ปัญหามลพิษอากาศที่ยั่งยืนคือ การลดการปล่อยสารมลพิษจากแหล่งกำเนิด ซึ่งในประเทศไทยมีตัวอย่างการทำให้อากาศดีขึ้นแล้ว เช่น โรงไฟฟ้าแม่เมาะ ที่มีการติดตั้งเครื่องกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ สามารถควบคุมปริมาณก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ได้ แต่ต้องมีการลงทุน จึงอยากให้มีการนำรูปแบบไปขยายผลในที่อื่นๆ ขณะที่การลดปัญหาฝุ่น PM2.5 จากการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม&amp;nbsp; หากมีการกำหนดเป้าหมายลดการเผาและมาตรการส่งเสริมสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและข้าวโพดอย่างที่ประสบความสำเร็จสำหรับผู้ปลูกอ้อย จะสามารถลดการเผาในที่โล่งได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ รศ.วงศ์พันธ์ ลิมปเสนีย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษอากาศ กล่าวว่า จุดอ่อนที่สำคัญของการแก้ปัญหามลพิษอากาศของประเทศไทยคือ ขาดความรู้เชิงลึกเพิ่มเติมจากงานวิจัย หรือการพัฒนาเทคโนโลยีที่น่าเชื่อถือ เชื่อมโยงกับการพัฒนานโยบายและสนับสนุนการกำหนดและบังคับใช้มาตรการ&amp;nbsp; และการได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เช่น การบริหารจัดการการเผาในที่โล่ง เป็นต้น จึงได้รับการสนับสนุนจาก สสส.จัดตั้งศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษอากาศขึ้น เพื่อเป็นศูนย์รวมนักวิชาการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการรวบรวมองค์ความรู้ที่ถูกต้อง เพื่อใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่เหมาะกับบริบทพื้นที่ของประเทศ พัฒนาองค์ความรู้ที่เป็นข้อมูลวิชาการที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 พัฒนาระบบข้อมูลงานวิชาการที่สามารถใช้ในการต่อยอดพัฒนางานวิชาการต่อไป รวมทั้งจัดทำข้อเสนอแนะมาตรการนโยบายต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง เผยแพร่ความรู้สู่สังคมและสร้างการมีส่วนร่วมกับภาคีเครือข่าย สื่อสารความรู้ เสริมสร้างประสบการณ์ และปลูกฝังความเป็นเจ้าของในทรัพยากรอากาศสะอาดกับภาคประชาชน เอกชน และภาคธุรกิจ ร่วมกันขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยสามารถติดตามข่าวสารได้ทางเฟซบุ๊กรู้ทันฝุ่น https://www.facebook.com/CCAS.EEAT และ www.ccas.or.th.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106064</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สาธารณสุขจังหวัด, รักใครให้ชวนฉีดวัคซีน, วัคซีน, วันสุขบัญญัติแห่งชาติ, สถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย (ยท.), สสส, โควิด.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210611/image_big_60c35a3881430.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
